รีวิว Cambridge Audio : CXA80

หลายเดือนก่อนเครื่องเสียงยี่ห้อแคมบริดจ์ ออดิโอ ‘Cambridge Audio’ จากประเทศอังกฤษได้เปิดตัวเครื่องเสียงในอนุกรมใหม่ CX Series มาเติมเต็มช่องว่างระหว่างเครื่องเสียงระดับเริ่มต้น-ระดับกลางอย่าง 651 Series และเครื่องเสียงในระดับสูงอย่าง 851 Series ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า CX Series มีรูปร่างหน้าตาและคุณสมบัติหลาย ๆ ประการกระเดียดไปทาง 851 Series แต่ค่าตัวนั้นดูเหมือนจะกระเดียดมาทาง 651 Series มากกว่า

อย่างเช่น Cambridge Audio รุ่น CXA80 อินทิเกรตแอมป์สเตริโอกำลังขับ 80 วัตต์ต่อข้างที่มาพร้อมกับอินพุต/เอาต์พุตอะนาล็อก และอินพุตดิจิทัลที่เรียกได้ว่า ‘พร้อมใช้งาน’ เพราะมีให้มาแบบครบ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินพุตดิจิทัลสำหรับใช้งานในยุคที่ดิจิทัลไฮไฟรายละเอียดสูงไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป

อินทิเกรตแอมป์ยุคดิจิทัล
Cambridge Audio CXA80 มาพร้อมกับดีไซน์ที่เรียบง่ายตามสไตล์อินทิเกรตแอมป์สัญชาติยุโรป แต่ภายใต้ความเรียบง่ายนั้นกลับบรรจุเอาไว้ด้วยคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ถือว่าเป็นสาระสำคัญสำหรับนักเล่นนักฟังที่พร้อมจะจ่ายในงบประมาณระดับนี้ อินพุตสำหรับสัญญาณอะนาล็อกสเตริโอด้านหลังเครื่องให้มาทั้งหมด 4 ชุด แต่ละชุดกำกับด้วยรหัสที่ดูทันสมัยนั่นคือ A1, A2, A3 และ A4 โดยที่ ‘A’ นั้นหมายถึง Analog นั่นเอง ไม่มีการระบุเป็น CD, Tuner, Tape บลา บลา บลา ตามที่เคยนิยมใช้กันมาเนิ่นนานจนดูล้าสมัยไปแล้วในเวลานี้แต่อย่างใด

รายละเอียดขั้วต่อด้านหลัง Cambridge Audio CXA80

อินพุตอะนาล็อกทั้ง 4 ชุดนี้เป็นขั้วต่อสัญญาณแบบอันบาลานซ์และใช้ขั้วต่อแบบ RCA ที่มีหน้าสัมผัสเคลือบทองอย่างดี นอกจากนั้นที่อินพุต A1 ยังได้เพิ่มอีกหนึ่งทางเลือกเป็นขั้วต่อแบบบาลานซ์ (XLR) ให้ใช้งานด้วย เหมาะสำหรับ source ที่มีออพชั่นขั้วต่อสัญญาณเอาต์พุตแบบบาลานซ์มาให้ใช้งาน

โดยปกติขั้วต่อแบบบาลานซ์นี้จะมีประสิทธิภาพดีกว่าแบบอันบาลานซ์เมื่อจำเป็นต้องเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณยาว ๆ (5-10 เมตรขึ้นไป) ยังมีอินพุตสัญญาณอะนาล็อกอีกหนึ่งชุดที่แผงหน้าปัดเครื่องด้านหน้า เป็นขั้วต่อมินิแจ็คสเตริโอ 3.5mm สำหรับใช้งานร่วมกับอุปกรณ์พกพา ที่วางไว้หน้าเครื่องก็เพื่อความสะดวกเวลาจะต่อใช้งาน

นอกจากอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาล็ออกแล้ว CXA80 ยังมีช่องอินพุตสำหรับสัญญาณดิจิทัลมาให้ด้วยทั้ง S/PDIF Coaxial และ Optical สำหรับใช้งานกับ source จำพวกเครื่องเล่นสำเร็จรูปอย่างเครื่องเล่นซีดี/ดีวีดี/บลูเรย์หรือยูนิเวอร์แซล และอินพุตดิจิทัล USB (Asynchronous USB Audio) สำหรับคอมพิวเตอร์หรือ source สมัยใหม่ทั้งหลายที่มีเอาต์พุตเป็นพอร์ต USB ที่น่าสนใจคืออินพุตดิจิทัลทั้งหมดรองรับสัญญาณเสียงรายละเอียดสูงถึงระดับ 24bit/192kHz ซึ่งก็พอจะใช้ยืนยันได้ว่าทางแคมบริดจ์ฯ ให้ความสำคัญกับช่องอินพุตเหล่านี้มากน้อยเพียงใด

รีโมตคอนโทรลที่สามารถใช้ควบคุมเครื่องเล่นอื่น ๆ ใน CX Series ได้ด้วย

ด้านหลังเครื่องยังพบพอร์ต USB-A อีกหนึ่งชุดสกรีนกำกับเอาไว้ว่า ‘BT100’ พอร์ตนี้ออกแบบเผื่อไว้สำหรับผู้ที่ต้องการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงแบบไร้สายผ่านสัญญาณบลูทูธ ซึ่งก็เพียงแค่ซื้ออุปกรณ์เสริม Bluetooth Receiver Dongle รุ่น BT100 ของทางแคมบริดจ์ฯ มาเสียบเข้าที่พอร์ตนี้ก็จะทำให้ CXA80 รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธได้ทั้ง aptX และ A2DP

สำหรับในส่วนของเอาต์พุต CXA80 ให้ขั้วต่อสายลำโพงแบบไบดิ้งโพสต์สเตริโอมา 2 ชุด (Speaker A และ Speaker B) ซึ่งสามารถเลือกใช้งานชุดใดชุดหนึ่ง หรือจะใช้งานพร้อมกันก็ได้แต่ต้องระวังไม่ให้อิมพิแดนซ์เฉลี่ยรวมต่ำกว่าที่แนะนำเอาไว้นั่นคือ 4-8 โอห์ม นอกจากนั้นยังมีขั้วต่อสัญญาณอะนาล็อก Pre-Out และ Sub-Out มาเพิ่มทางเลือกในการเล่นกับซิสเตมได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ควบคุมสั่งงานได้สะดวกด้วยรีโมตคอนโทรลอินฟราเรดที่สามารถใช้สั่งงานเครื่องรุ่นอื่น ๆ ใน CX Series ได้ด้วย

Technical Insight
แท่นเครื่องของอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้ผลิตจากแผ่นโลหะที่มีการแดมป์เพื่อหวังผลทางอะคูสติกอันเนื่องมาจากการควบคุมเรโซแนนซ์ในเนื้อวัสดุ แผงหน้าปัดเป็นแผ่นอะลูมิเนียมปัดลายเสี้ยนเสริมความภูมิฐาน น้ำหนักเครื่อง 8.7 กิโลกรัม ตัวเครื่องที่ผลิตออกมามีทั้งสีดำและสีเงินให้เลือกตามรสนิยมและอัธยาศัย

Cambridge Audio CXA80 จัดว่าเป็นอินทิเกรตแอมป์สเตริโอขนาดกลางที่มาพร้อมกับขุมกำลังขับข้างละ 80 วัตต์อาร์เอ็มเอสที่โหลด 8 โอห์ม และขยับขึ้นไปเป็น 120 วัตต์อาร์เอ็มเอสเมื่อโหลดลดลงไปที่ 4 โอห์ม ช่วงความถี่ตอบสนองกินช่วงกว้างตั้งแต่ 5Hz – 60kHz (+/-1dB) ความเพี้ยนรวมเชิงฮาร์มอนิก THD (unweighted) ต่ำกว่า 0.002% ที่ความถี่ 1kHz และที่ 80% ของกำลังขับสูงสุด

ส่องภายในเครื่อง CXA80 ดูเทคนิคการออกแบบ

เมื่อวัดที่ความถี่ตั้งแต่ 20Hz – 20kHz และที่ 80% ของกำลังขับสูงสุด ความเพี้ยนนี้จะสูงขึ้น 10 เท่า แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากนั่นคือ ต่ำกว่า 0.02% สเปคฯ ของภาคขยายเสียงเช่นนี้ในเชิงเทคนิคถือได้ว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ทางด้านเอาต์พุตหูฟังมีความเพี้ยนรวมเชิงฮาร์มอนิก THD (unweighted) ต่ำกว่า 0.002% ที่ความถี่ 1kHz และสำหรับเอาต์พุตที่ 1 โวลต์แบนด์วิดธ์ 80kHz โหลด 32 โอห์ม

สำหรับค่าอัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวนหรือ S/N Ratio ของช่องเอาต์พุตหูฟัง ทางแคมบริดจ์ฯ แจ้งว่าขึ้นอยู่กับตำแหน่งของวอลุ่มแต่โดยทั่วไปแล้วจะดีกว่า 95dBr ในภาคของวงจรอิเล็กทรอนิกส์วงจรขยายส่วนใหญ่ออกแบบด้วยวงจรแบบดีสครีต ภาคขยายเอาต์พุตเป็นวงจรขยายเสียงแบบลิเนียร์ Class AB แยกวงจรแชนเนลซ้ายและขวาอิสระจากกันโดยจัดวางแผงฮีทซิงค์ให้เป็นเสมือนกำแพงกั้นการรบกวนระหว่างกันและกัน (ลด crosstalk) หรือป้องกันสัญญาณรบกวนใด ๆ ที่อาจจะเล็ดลอดมาจากตัวหม้อแปลงเทอร์รอยด์ขนาดใหญ่ที่อยู่คั่นกลาง

หม้อแปลงเทอร์รอยด์นี้มีการพันขดลวดทุติยภูมิ (ขดลวดทางด้านเอาต์พุต) ของวงจรไฟเลี้ยงแชนเนลซ้ายและขวาแยกอิสระจากกัน แยกชุดเรคติไฟเออร์และวงจรไฟเลี้ยงทั้งหมดตามแบบฉบับของแอมป์ที่มีดีไซน์แบบดูอัลโมโน เกรดของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาประกอบขึ้นเป็น CXA80 หลายส่วนพบว่าเป็นชิ้นส่วนเกรดดีที่มักจะพบเห็นได้ในเครื่องเสียงระดับกลางขึ้นไปอย่างเช่น ปุ่มวอลุ่มคอนโทรลชนิดฟิล์มของยี่ห้อ ALPS หรือจำพวกตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุที่มีคุณภาพดีกว่าที่ใช้อยู่ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ทั่ว ๆ ไป

เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้งาน CXA80 ยังมาพร้อมกับวงจรป้องกันที่มีชื่อว่า ‘CAP5’ ซึ่งย่อมาจาก Cambridge Audio Protection 5 เป็นวงจรป้องกันที่ประกอบไปด้วยการป้องกัน 5 ประเภทได้แก่

1. DC Detection คอยตรวจจับและป้องกันไฟกระแสตรงรั่วไหลออกไปทำลายลำโพง

2. Over Temperature Detection ตรวจจับอุณหภูมิที่สูงเกินไปเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะลุกลามอันเนื่องมาจากความร้อนผิดปกติ

3. Overvoltage / Overcurrent Detection ตรวจจับแรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่สูงผิดปกติ เพื่อไม่ให้มีโอกาสไปสร้างความเสียหายให้กับตัวแอมป์หรืออุปกรณ์รอบข้าง

4. Short Circuit Detection ตรวจจับการลัดวงจรที่ขั้วต่อสายลำโพง ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาอื่น ๆ เช่น วงจรขยายเกิดการโอเวอร์โหลดซึ่งสามารถสร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์ภายในตัวเครื่อง อุปกรณ์รอบข้างทั้งทางตรงและทางอ้อม

5. Intelligent Clipping Detection ตรวจจับการขลิปยอดคลื่นของสัญญาณเสียงซึ่งโดยมากจะมีสาเหตุมาจากสัญญาณเกิดความผิดเพี้ยนในระดับเกินยอมรับได้และอาจจะส่งผลเสียโดยตรงกับลำโพงหรือวงจรในตัวเครื่องเอง

ใน CXA80 เมื่อวงจรป้องกันนี้ทำงานมันจะแสดงผลโดยการกระพริบของไฟบนหน้าปัดที่ตำแหน่ง DIRECT, SPEAKER, MUTE โดยทั่วไปมีความเป็นไปได้ว่าปัญหาทั้ง 5 ส่วนที่วงจร CAP5 คอยตรวจจับนี้อาจจะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการเชื่อมโยงกัน คือเกิดปัญหาหนึ่งแล้วลุกลามไปยังปัญหาต่อ ๆ ไป ถ้าหากมีวงจรป้องกันที่ครอบคลุมการตรวจตราอย่าง CAP5 ผู้ใช้ก็พอจะอุ่นใจได้ว่าแอมป์ตัวเก่งของท่าน วันร้ายคืนเลวจะไม่เผาลำโพงของท่านให้ไหม้เป็นจุลไปคาตา

นอกจากวงจรในส่วนของสัญญาณอะนาล็อกและภาคขยายเสียงส่วนหลัก CXA80 ยังมีส่วนของวงจรดิจิทัลเป็นภาค D/A Converter (DAC) ที่รองรับสัญญาณเสียงรายละเอียดสูงถึงระดับ 24bit 192kHz โดยหัวใจหลักของวงจรในส่วนนี้อยู่ที่ชิป DAC ของยี่ห้อ Wolfson รหัส WM8740

จากข้อมูลเบื้องต้นแม้ว่าอินพุตดิจิทัลของ CXA80 จะเป็นช่องอินพุตที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ที่อินพุต USB (USB-B) จะเป็นการเชื่อมต่อสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งข้ึนไปอีกเพราะมันถูกออกแบบให้เชื่อมต่อสัญญาณในโหมด Asynchronous USB ซึ่งในทางเทคนิคจะมี jitter ต่ำมาก ๆ สามารถเลือกใช้งานได้ทั้งในโหมด USB Audio 1.0 (สูงสุด 24bit/96kHz) สำหรับคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าบางรุ่น และ USB Audio 2.0 (สูงสุด 24bit/192kHz) สำหรับคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ทั่วไป

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความชอบในงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์