รีวิว NHT : C-3

ในอุตสาหกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและการออกแบบ เรื่อง ‘ตัวตน’ หรือ ‘อัตลักษณ์’ นั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันจะคอยตอบคำถามว่าเบื้องหลังการออกแบบนั้น ๆ ผู้ออกแบบได้ ‘คิด รู้สึก หรือมีมุมมอง’ อย่างไรต่องานของเขา

ในโลกความเป็นจริง งานที่ไม่มีอัตลักษณ์มักจะไม่ได้รับการจดจำ บางครั้งอาจไม่ใช่เพราะว่ามันไม่ดีแต่มันไม่มีเสน่ห์ ดังนั้นถ้าพูดถึงสินค้าอะไรขึ้นมาสักยี่ห้อ อย่างน้อยผู้ใช้จะต้องบอกได้ว่ามันมีอะไรเป็นจุดเด่น มีอะไรที่บอกว่า “นี่แหละใช่” สินค้าของยี่ห้อนี้

ในโลกของเครื่องเสียงไฮไฟเรื่องของอัตลักษณ์มักจะพบเห็นได้ในยี่ห้อเก่าแก่หลายยี่ห้อ แต่บางครั้งเมื่อธุรกิจถูกเปลี่ยนมือไป สิ่งเหล่านั้นพลอยเลือนหายไปด้วย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ผลิตลำโพงยี่ห้อ เอ็นเอชที ‘NHT’ จากสหรัฐอเมริกา เพราะลำโพง C-Series ซึ่งเป็นลำโพงซีรีย์ล่าสุดของพวกเขานั้นได้แสดงให้เห็นว่ามันยังคงได้รับการถ่ายทอดวิถี แนวคิด ตลอดจนวิทยาการที่ถือได้ว่าเป็นแก่นสาร ตกทอดมาจากลำโพงรุ่นคลาสสิกของเอ็น เอช ที เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

NHT C-3 กำเนิดใหม่ของคลาสสิกซีรีส์
ในเบื้องต้นผมทราบมาว่า NHT C-Series ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อต่อยอดความสำเร็จของลำโพง Classic-Series โดยเฉพาะลำโพงรุ่น Classic 3 ซึ่งได้รับการจัดเข้าทำเนียบลำโพงขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งของเอ็นเอชที นับตั้งแต่ที่ออกวางตลาดเมื่อปีค.ศ.2005 จากประวัติของลำโพงรุ่น Classic 3 ดูเหมือนว่าทางเอ็นเอชทีพยายามจะออกแบบลำโพงเล็กที่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เกิดจากขนาดตัวของมันอย่างเช่น การตอบสนองเสียงทุ้มที่ทำให้ลำโพงซับวูฟเฟอร์เป็นแค่ ‘เครื่องปรุง’ ที่จะใช้ช่วยชูรส ไม่ใช่ส่วนผสมหลักที่จะขาดเสียมิได้

NHT Classic 3 ลำโพงรุ่นก่อนหน้าที่ได้สร้างชื่อเอาไว้

ขณะเดียวกันเรื่องของมิติตัวตนของเสียง หรือการจำลองลักษณะของเวทีเสียงซึ่งมักจะเป็นจุดเด่นของลำโพงเล็กนั้นยังคงให้ความสำคัญโดยสะท้อนออกมาจากการออกแบบในหลายส่วน เช่น ตำแหน่งการจัดวางไดรเวอร์หรือการลบเหลี่ยมมุมของตู้ลำโพง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ยังติดตามมาในลำโพงรุ่น C-3 ด้วยเช่นกันแถมยังทำให้มันดูชัดเจนกว่าที่ผ่านมา หรือแม้แต่การทำตู้เป็นสีดำไฮกลอส (ดำเงา) นี่ก็เป็นลายเซ็นของลำโพงเอ็นเอชทีด้วยเช่นกัน

NHT C-3 มาในดีไซน์ที่เรียกว่าลำโพงวางขาตั้งหรือ Stand-mount Loudspeaker ความจริงทางผู้ผลิตเขาเรียกตามความคุ้นเคยว่า Bookshelf Loudspeaker หรือ ลำโพงแบบวางหิ้ง ซึ่งส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบใช้คำนี้เพราะเกรงว่าจะเป็นการชี้นำให้ท่านเอาไปวางใช้งานแบบนั้นจริง ๆ (วางบนหิ้ง) เพราะลำโพงในลักษณะนี้ที่จริงแล้วเอาไปวางใช้งานกับขาตั้งลำโพงจะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่ากันมาก เลยขอใช้คำว่าลำโพงวางขาตั้งแทนก็แล้วกันครับ

ไดรเวอร์เสียงกลางและไดรเวอร์เสียงแหลมของ NHT C-3

ตัวลำโพง C-3 เป็นลำโพงขนาดกะทัดรัดแบบ 3 ทางแยก 3 ตัวขับเสียงอิสระ ทุ้ม กลาง แหลม ใช้วูฟเฟอร์กรวยอะลูมิเนียมขนาด 6.5 นิ้ว ไดรเวอร์มิดเรนจ์แบบโดมอะลูมิเนียมขนาด 2 นิ้ว และทวีตเตอร์อะลูมิเนียมขนาด 1 นิ้ว ไดรเวอร์เสียงกลางและแหลม ออกแบบให้มีกระจังพลาสติกครอบเอาไว้เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่ง แถมยังมีหน้ากากผ้าเหมือนลำโพงทั่วไปให้มาด้วย แต่สำหรับคู่ที่เป็นตัวอย่างสำหรับการรีวิวนี้ก็ไม่วายมีริ้วรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไดรเวอร์เสียงกลางของลำโพงข้างหนึ่งทิ้งไว้ให้เห็น โชคดีที่ยังไม่มีผลกับการทำงานของลำโพง

ไดรเวอร์ทั้งหมดทำงานร่วมกันโดยมีช่วงความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 48Hz-20kHz (in room response, ข้อมูลจากคู่มือ) การใช้ไดรเวอร์ที่ไดอะแฟรมทำจากวัสดุชนิดเดียวกันมักจะได้เปรียบในแง่ของโทนน้ำเสียงที่สม่ำเสมอกลมกลืนกันไปตลอดทั้งย่านความถี่ตอบสนอง เสียงจากวัสดุเดียวกันก็ย่อมมีบุคลิกที่สอดคล้องไปในทางเดียวกัน มีเนื้อเสียงที่กลมกลืนกัน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเสมือนดาบ 2 คมด้วยเช่นกันเพราะถ้าผู้ออกแบบไม่สามารถควบคุมให้วัสดุที่ใช้ให้อยู่กับร่องกับรอยแล้วล่ะก็ ความผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นก็จะถูกทวีคูณความชัดเจนให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

โดยเฉพาะวัสดุจำพวกโลหะที่ผิดเพี้ยนเมื่อไรจะได้เสียงที่ไม่เป็นมิตรต่อโสตประสาทเอาซะเลย เช่นเดียวกับลำโพงรุ่นอื่น ๆ ของเอ็นเอชที ลำโพง C-3 ยังคงเป็นระบบตู้ลำโพงเป็นแบบตู้ปิด (sealed box / acoustic suspension design) ซึ่งในปัจจุบันพบเห็นได้น้อยมากในลำโพงสมัยใหม่ โดยเฉพาะลำโพงเล็กที่ตั้งใจออกแบบให้สุ้มเสียงใหญ่เกินตัว

สิ่งแรกที่ผู้ออกแบบมักจะนึกถึงก็คือทำเป็นลำโพงตู้เปิด (bass-reflex loudspeaker) แต่ทางวิศวกรของเอ็นเอชทีเขาไม่คิดเช่นนั้น การออกแบบลำโพงด้วยระบบตู้ปิดนี่ถือได้ว่าเป็นหลักปรัชญาในการออกแบบลำโพงข้อหนึ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของยี่ห้อเอ็นเอชทีมาแต่ไหนแต่ไร

ลำโพงตู้ปิดนี่ตามตำราเขาว่าจะให้เสียงทุ้มที่สะอาดเกลี้ยงเกลา มีโฟกัสที่คมชัด และแยกแยะรายละเอียดได้ดี การปาดลบเหลี่ยมของตู้ลำโพงบริเวณที่ติดตั้งตัวไดรเวอร์เสียงกลางและเสียงแหลมเพื่อลดพื้นที่การสะท้อนกลับของคลื่นเสียงก็ดูจะเป็นการออกแบบที่จงใจและหวังผลมากกว่าเรื่องของรูปลักษณ์ ดังนั้นจึงไม่เดาให้เสียเวลาว่าวิศวกรของทางเอ็นเอชที เขาจินตนาการถึง ‘เสียงในใจ’ ตอนออกแบบลำโพงเอาไว้อย่างไร

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางข้อดีของลำโพงตู้ปิดนั้นก็มักจะแลกมาด้วยข้อด้อยอย่างหนึ่งที่เหมือนจะหลีกเลี่ยงได้ยากนั่นคือ มันจะมีความไวต่ำถึงค่อนข้างต่ำ อย่างเช่นในลำโพงคู่นี้ที่มีความไวเพียงแค่ 85dB, 2.83v@1m (ข้อมูลจากคู่มือ) เมื่อประกอบกับอิมพิแดนซ์เฉลี่ยที่ 6 โอห์มและต่ำสุดที่ 4 โอห์ม ทางผู้ผลิตเขาเลยแนะนำให้ใช้งานกับแอมป์ที่มีกำลังขับตั้งแต่ 50-150 วัตต์ต่อข้าง เท่ากับเป็นคำเตือนในเบื้องต้นว่า “อย่าคิดจะเอาแอมป์แรงมดมาขับลำโพงคู่นี้”

NHT C-3 ในห้องฟังของเรา
สัมผัสแรกที่ได้เห็นลำโพงคู่นี้ยกออกมาจากกล่อง มันมีหน้าที่ดูดีพอสมควร ไม่ถึงกับหวือหวาโดดเด่น แต่ดูเป็นลำโพงเอ็นเอชทีโดยแท้ งานประกอบประณีตเรียบร้อย ด้านหลังตู้ลำโพงให้ขั้วต่อสายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์ไบดิ้งโพสต์เคลือบนิเกิ้ล ขั้วต่อไบดิ้งโพสต์แบบนี้ใช้งานง่าย และอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงไม่ยาก น้ำหนักเท่าที่หยั่งดูถือว่าหนักเอาเรื่อง พอดูในสเปคฯ เขาแจ้งไว้ที่ 16 ปอนด์หรือราว ๆ 7 กิโลกรัมเศษเลยทีเดียวสำหรับลำโพงแค่หนึ่งข้าง

ไดรเวอร์เสียงทุ้มขนาด 6.5 นิ้ว เลือกใช้ไดอะแฟรมทรงกรวยทำจากอะลูมิเนียมซึ่งเป็นวัสดุเดียวกันกับไดอะแฟรมของไดรเวอร์เสียงกลางและแหลม ขั้วต่อสายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์ เล่นง่าย ใช้งานสะดวก

โดยปกติผมจะไม่ค่อยสนใจคู่มือใช้งานลำโพงที่แนะนำการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงโดยที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องมิติและเวทีเสียงเลย เช่น แนะนำให้วางห่างผนังด้านหลังแค่คืบหรือฟุตกว่า ๆ แต่สำหรับคู่มือของลำโพง NHT C-3 ผมว่ามันน่าสนใจเพราะว่าเขาแนะนำให้วางลำโพงห่างฝาผนังด้านหลังลำโพงเป็นระยะทาง 1.5 เท่าของระยะห่างระหว่างลำโพงข้างซ้ายและขวา สมมุติว่าผมวางลำโพงห่างกัน 1.8 เมตร ระยะห่างฝาผนังด้านหลังลำโพงจะเป็นระยะห่าง 2.7 เมตรเลยทีเดียว เซ็ตแบบนี้เขาตั้งใจจะเอาเรื่องของมิติและเวทีเสียงแน่นอนครับ

แต่อย่างไรก็ดีสำหรับการใช้งานจริงก็คงต้องปรับกันไปตามความเหมาะสมกับขนาดของห้องเหมือนกันเพราะ การวางห่างฝาผนังด้านหลังในระยะนั้นคงเป็นไปได้ยากถ้าห้องไม่ได้ใหญ่โตกันจริง ๆ แม้ว่าจะเป็นลำโพง 3 ทาง แต่ด้วยความที่เป็นลำโพงขนาดเล็ก ทำให้ทีแรกผมไม่ค่อยมั่นใจว่ามันจะให้เสียงให้เต็มห้องฟังที่จัดว่าอยู่ในขนาดปานกลางของเราหรือเปล่า

ทว่าหลังจากเซ็ตอัพในเบื้องต้นแล้วผมก็แทบลืมไปเคยว่าเคยกังวลเรื่องนี้ ที่ระยะลำโพงซ้าย-ขวาห่างกัน 180 เซ็นติเมตร ห่างฝาผนังด้านหลัง 153 เซ็นติเมตร ลำโพงที่ใช้ไดรเวอร์เสียงทุ้มแค่หกนิ้วครึ่งคู่นี้สร้างความประทับใจให้ผมได้ด้วยมวลเสียงที่เติมเต็มปริมาตรของห้อง เรื่องของการเสียสมดุลของความถี่เสียงที่ผมแอบเป็นกังวลในตอนต้นไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วงเลยหลังจากที่ผมได้ mix and match ทุกอย่างให้ลงตัวในระดับหนึ่งโดยเฉพาะการเลือกแอมป์ที่มีกำลังขับมากพอกับความต้องการของลำโพงมาใช้งานเช่น อินทิเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น CXA80 เป็นต้น

เสียงที่ผมได้ยินได้ฟังจากลำโพง C-3 ในห้วงเวลา ณ ขณะนั้นมีคุณลักษณะที่ดีของลำโพงขนาดเล็กปรากฏอยู่ครบถ้วนแทบทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดเสียงที่หลุดลอยออกไปพ้นอาณาบริเวณรอบ ๆ ตัวตู้ลำโพงเอง การให้เสียงที่สามารถจินตนาการถึงรูปวงของเสียงในทุก ๆ มิติได้อย่างง่ายดาย ไม่เพียงเท่านั้นความน่าสนใจในน้ำเสียงของลำโพงคู่นี้ยังได้ลุกลามไปถึงรายละเอียดของสมดุลตลอดย่านความถี่เสียง (tonal balance) และรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นอยู่ในเนื้อเสียงอีกที (inner detail)

มันเป็นอะไรที่ฟังออกได้ง่ายมากโดยเฉพาะกับเพลงที่ผมคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ลำพังแค่เสียงร้องกับเปียโน กับกีตาร์หรือเครื่องดนตรีน้อยชิ้น รายละเอียดที่ได้ยินจากลำโพง C-3 เป็นที่ประจักษ์แจ้งว่าเป็นผลมาจากการแยกไดรเวอร์เสียงกลางออกมาเป็นอิสระ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เสียงร้องหรือชิ้นดนตรี จากไดรเวอร์ของลำโพง 2 ทางจะเดินทางมารวมกันเป็นเสียงเสียงหนึ่งได้อย่างพอดิบพอดี เมื่อเทียบกับการที่เสียงนั้นหลุดลอยออกมาไดรเวอร์เสียงกลาง โดยที่มีไดรเวอร์ที่เหลือคอยสนับสนุนในส่วนของฮาร์มอนิกเสียง

ผมไม่แน่ใจว่าจะอธิบายสิ่งที่ได้ยินนี้ว่าอย่างไรถึงจะใกล้เคียงกับความรู้สึกที่แท้จริง มันไม่ใช่แค่เสียงหรือรายละเอียดในเสียง แต่มันเป็นเนื้อหาสาระที่เราสมควรจะได้ยิน และมันทำให้รายละเอียดของความเป็นดนตรีมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นผมฟังเพลง ‘One Note Samba’ จากอัลบั้ม The Changing Lights ของ Stacey Kent (24bit/44.1kHz) แล้วรู้สึกว่ามันสนุก แต่ฟังจากลำโพง C-3 แล้วมันสนุกกว่าทุกครั้ง มันทำให้ผมแอบตบเท้าตาม ทำให้คนที่เต้นรำไม่เก่งอย่างผมแอบขยับตัวยึก ๆ ยัก ๆ ไปตามเพลง เสียงร้องออกมาให้ได้ยินครบทั้งลูกคอ ลูกเอื้อน ตลอดจนลีลาการร้องที่ทำให้ผมแทบมองเห็นภาพว่าในขณะกำลังร้องเพลงนี้ ตัวนักร้องเองก็กำลังสนุกและอินอยู่กับบทเพลงด้วยเช่นกัน

หลังจากที่ได้อิ่มหนำสำราญกับเพลงที่มีองค์ประกอบของเสียงและเครื่องดนตรีน้อยชิ้น เมื่อลองขยับไปฟังดนตรีที่มีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างเช่นในเพลง ‘Tchaikovsky Hopak’ จากอัลบั้ม Exotic Dances From The Opera ของสังกัด Reference Recording (24bit/176.4kHz) เสียงจาก NHT C-3 ทำให้ผมหวนนึกถึงลำโพงเล็กที่ราคาสูงกว่ามันหลายเท่าตัวอย่าง KEF Reference 201/2

ลำโพงทั้งคู่อาจจะไม่ได้เสียงเหมือนกันไปสักทีเดียว แต่ทั้งคู่มีความเหมือนกันในแง่ของการรองรับไดนามิกเรนจ์ รองรับการปลดปล่อยพลังงานของเสียงได้อย่างเกินตัว ถ้าไม่เคยฟังมาก่อนคุณอาจจะนึกไม่ออกว่าลำโพงตัวน้อยคู่นี้จะรับมือกับดนตรีซิมโฟนีออเคสตร้าที่มีเครื่องดนตรีร่วมบรรเลงนับร้อยชิ้นได้อย่างไร ลำโพงคู่นี้สามารถถ่ายทอดความอลังการของดนตรีออกมาได้ ไม่ใช่แค่พอใช้แต่เป็นลักษณะถึงพริกถึงขิง เรื่องเดียวที่เป็นข้อจำกัดอยู่บ้างคือฐานเสียงความถี่ต่ำ ๆ ของมันไม่ได้อิ่มแน่น ดำดิ่งลงไปได้ลึกเหมือนลำโพงขนาดใหญ่

แต่ถ้าเป็นในย่านความถี่นอกเหนือจากนั้น บอกได้เลยว่าเจ้าของลำโพงตั้งพื้นหลายคู่ ฟังลำโพงคู่นี้แล้วมีโอกาสกลับไปฟังลำโพงของตัวเองได้ไม่เพราะเท่า หรืออย่างน้อยก็คงต้องมีคำถามกับสิ่งที่ได้ยิน

ในเพลง ‘Rabaud Dances from Marius, Cobbler of Cairo’ เสียงที่ผมได้ยินจากลำโพง C-3 เป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว ผมได้ยินความกระจ่างชัดของชิ้นดนตรี พลังของกลุ่มเครื่องลมทองเหลือง ดนตรีในกลุ่มเครื่องเคาะทั้งหลาย ตลอดจนไดนามิกทรานเชี้ยนต์ที่ชวนขนลุก มีเพียงบางช่วงของเพลงอย่างเช่นท่อนจบของเพลงที่กลุ่มชิ้นดนตรีนับร้อยโหมกระหน่ำดังกึกก้องขึ้นมาพร้อมกัน ตัวลำโพงจึงได้เริ่มแสดงข้อจำกัดของตัวมันเองออกมาอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดีภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว อย่าเพิ่งปรามาสว่ามันก็แค่ลำโพงเล็กเพราะนอกจากดนตรีช่วงดังกล่าวแล้ว นอกเหนือจากนั้นในระหว่างที่ผมฟังงานชุดนี้ กับลำโพงคือคู่นี้คือช่วงเวลาที่ประทับใจน่าจดจำทั้งสิ้นครับ อย่างเช่นในเพลง ผมได้ยินแม้แต่เสียงโน้ตความถี่ต่ำของดับเบิ้ลเบส เสียงเพอคัสชันที่อยู่ลึกถอยหลังเข้าไปในแถวหลังของเวทีเสียงบริเวณด้านขวามือ ไดนามิกทรานเชียนต์ของเบสดรัมและทิมปานีในท่อนจบของเพลงนี้ที่เสียงของลำโพง C-3 ถ่ายทอดออกมาได้อย่างองอาจ สง่าผ่าเผย แสดงออกชัดเจนว่าเพลงนี้ ‘เอาอยู่’

การลงทุนที่คุ้มค่า
แม้ว่า NHT C-3 จะเป็นลำโพงขนาดเล็กที่ราคาไม่ได้สูงอะไรมากมาย แต่ขอแนะนำเอาไว้อย่างหนึ่งว่า อย่าพิจารณามัน หรือเล่นกับมันอย่างที่คุณเคยทำกับลำโพงขนาดประมาณนี้ ราคาประมาณนี้คู่อื่น ๆ แต่ให้คิดกับมันเฉกเช่นลำโพงมินิมอนิเตอร์ระดับไฮเอนด์หรืออย่างน้อยก็ให้มันเป็นว่าที่ลำโพงไฮเอนด์ ที่จำเป็นต้องพิจารณามันเช่นกันนั้นก็เพราะว่า ลำโพงคู่นี้มีดีไซน์ที่พิเศษ มันมีขนาดเล็กแถมเป็นระบบตู้ปิด แต่ดันออกแบบให้เป็น 3 ทาง เสียงทุกเสียงที่คุณได้ยินล้วนแล้วแต่มีจุดกำเนิดออกมาจากตัวไดรเวอร์และตัวตู้ลำโพง ไม่มีเบสเสริมมาช่วยสนับสนุนเหมือนกับลำโพงระบบตู้เปิด มันจึงต้องการเนื้อหนังของเสียงที่มาจากเนื้อหนังของสัญญาณเสียงจริง ๆ

ดังนั้นเสียงที่ส่งมาถึงตัวมันจึงควรจะมีพลังงานส่งต่อมาอย่างครบถ้วน เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรประหยัดกำลังขับของแอมป์ ประการต่อมาเสียงของมันสะอาดมาก กระจ่างชัดมาก คุณสมบัตินี้ทำให้สัญญาณที่ส่งมาถึงมันแทบไม่มีโอกาสแก้ตัวอะไรเลย เพราะลำโพงคู่นี้จะจาระไนมันออกมาอย่างค่อนข้างตรงไปตรงมา โชคดีที่ยุคนี้เรามี source ที่มีคุณภาพดีเลิศทั้งอะนาล็อกและดิจิตอล เรื่องที่ต้องพิจารณาจึงไปอยู่ที่คุณภาพของแอมป์อีกเช่นกัน

ในรีวิวนี้ช่วงแรกผมลองใช้อินทิเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น CXA-80 ซึ่งมีกำลังขับข้างละ 80 วัตต์ (120 วัตต์ต่อข้างที่โหลด 4 โอห์ม) ผมก็ว่ามันดีพอแล้ว ทำให้ผมมีความสุขกับลำโพงคู่นี้ได้แล้ว บางช่วงของการทดสอบผมยังมีโอกาสได้ลองอัพเกรดในส่วนของแอมป์ที่นำมาใช้ขับลำโพง C-3 ด้วย และพบว่ามันมีประเด็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะกับอินทิเกรตแอมป์หลอด 100 วัตต์ต่อข้างท่ีมีกำลังสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาดมากยิ่งขึ้นไปอีกอย่าง Consonance รุ่น Cyber-880i ซึ่งให้กำลังขับได้ 100 วัตต์ต่อข้างจากหลอด KT88 จำนวน 4 หลอดต่อข้าง

การเพิ่มกำลังขับของแอมป์ในที่นี้ทำให้ผมพบว่านี่ไม่ใช่เรื่องของเสียงที่เล่นได้ดังขึ้น เพราะเดิมที่ขับด้วย CXA-80 นั่นก็เหลือเฟืออยู่แล้ว แต่นี่คือการยกระดับคุณภาพเสียงของลำโพงคู่นี้ให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก ในอัลบั้ม The Raven ของแม่สาวตาคม Rebecca Pidgeon เวอร์ชั่น 24bit/176.4kHz ผมพบว่าการอัพเกรดแอมป์ในระดับนี้มีผลทำให้ผมได้ยินรายละเอียด ‘ส่วนเสริม’ จากลำโพงคู่นี้มากยิ่งขึ้น เป็นส่วนที่สื่อสารให้รับรู้ได้ถึงพลังงาน

NHT C-3 ระหว่างทดสอบใช้งานในห้องฟังของ GM2000

ตัวอย่างเช่น เสียงร้องที่มีรายละเอียดพร้อม ๆ กับมวลเนื้อที่เข้มข้นและชัดถ้อยชัดคำ ดับเบิ้ลเบสที่มีเนื้อหนังจนแทบจะจินตนาการได้ถึงขนาดของมัน เสียงกรีดกรายของกีตาร์ที่ชัดจนเหมือนเอาไฟสปอตไลท์ส่อง เปียโนและเพอคัสชั่นที่มีหัวเสียงคมชัดจะแจ้งพร้อมทั้งหางเสียงที่ก้องกังวานออกไปราวกับประกายของแสงดาวในคืนเดือนมืด นอกจากแอมป์แล้ว องค์ประกอบในส่วนย่อยอื่น ๆ จำพวกสายสัญญาณ สายลำโพงหรือแม้กระทั่งสายไฟเอซีในซิสเตมที่ใช้ลำโพงคู่นี้ก็เป็นอะไรที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด

มันเป็นลำโพงเล็กที่ไม่ได้เล่นง่ายเอาใจหูเหมือนอย่างลำโพงที่พยายามออกแบบให้มีการประนีประนอมในระดับหนึ่งเพื่อหวังผลให้ฟังง่ายและดูเป็นมิตรกับทุก ๆ ซิสเตม แต่ลำโพงคู่นี้ได้รับการออกแบบมาให้ฟังจริงจังมากกว่าฟังเล่น ๆ (ถึงแม้ว่ามันจะทำได้ก็ตาม แต่อาจจะไม่คุ้มนักถ้าหากจะซื้อมาฟังแค่นั้น) ให้ความเป็นดนตรีในระดับสูง มีสมดุลเสียงที่ดีเยี่ยม ถ่ายทอดมิติ เวทีเสียงได้อย่างน่าทึ่ง รายละเอียดทั้งหมดที่จาระไนมานี้เหนือกว่าลำโพงเล็กในระดับเริ่มต้นทั่วไปอย่างชัดเจนครับ

เมื่อตัวจริงก็ยังคงเป็นตัวจริง
สำหรับคนที่เป็นแฟนของลำโพงยี่ห้อเอ็นเอชที ผมเชื่อว่าลำโพง NHT C-3 คู่นี้เป็นอะไรที่ลงตัวกับความต้องการเหมือนเช่นลำโพงรุ่นอื่น ๆ ของเอ็นเอชที ด้วยความที่เป็นลำโพง 3 ทางแต่มีขนาดที่กะทัดรัด ทำให้มันเล่นง่ายขึ้นอีกทั้งยังเหมาะกับห้องที่มีพื้นที่ขนาดปานกลางค่อนข้างเล็กไปจนถึงปานกลางค่อนข้างใหญ่

การเลือกแอมป์มาใช้ขับเป็นเรื่องที่สำคัญพอ ๆ กับการหาตำแหน่งฮวงจุ้ยของลำโพง และมันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะบอกว่าทั้งสองสิ่งนั้นมีความลงตัวเหมาะสมแล้ว เพราะเมื่อนั้นลำโพง NHT C-3 จะแสดงออกมาเองว่ามันเป็นลำโพงที่ฟังแบบจริงจังก็ได้ ฟังเอาเพลินเอาสนุกก็ดี เพราะมันเด่นมากเรื่องของการแจกแจงรายละเอียด ตลอดจนการตอบสนองต่อไดนามิกของเสียงดนตรีแทบทุกแนว

บางครั้งมันทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นลำโพงเล็กอีกคู่ที่มี ‘เสียงมหัศจรรย์’ แอบซ่อนอยู่ แต่จะได้ยินเสียงนั้นบ่อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์ในซิสเตมโดยเฉพาะแอมป์จะช่วยผลักดันสิ่งเหล่านั้นออกมาได้ด้วยหรือไม่ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่แนะนำให้ต้องพิจารณาร่วมด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงครับ


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด
โทร. 0-2276-9644
ราคา : 46,800 บาท/คู่

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความชอบในงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์