รีวิว LG : 55SM9000PTA Ultra HD NanoCell AI TV

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตทีวีระดับโลกอย่าง LG ได้นำเสนอเทคโนโลยี ‘นาโนเซล’ (NanoCell) มาช่วยยกระดับมาตรฐานคุณภาพด้านภาพของ LCD TV โดยล่าสุดได้นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในทีวีรุ่น SM80 Series และ SM90 Series ซึ่งรุ่นหลังนี้จัดได้ว่าเป็น LCD TV ระดับพรีเมียมของทางแอลจีที่ปัจจุบันยังคงทำตลาดและมีจำหน่ายในประเทศไทย ณ เวลานี้

LG 55SM9000PTA เป็น LCD TV ระดับพรีเมียมรุ่นน้องเล็กใน SM90 Series นอกจากเรื่องของเทคโนโลยี NanoCell แล้ว ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติที่โดดเด่นครบถ้วนและทัดเทียมกับทีวีระดับไฮเฮนด์ในปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อ หรือการรองรับเทคโนโลยีระบบภาพและเสียงยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น HDMI 2.1, Bluetooth 5.0, AirPlay 2, Dolby Vision หรือ Dolby Atmos ตลอดจนการรองรับเทคโนโลยี AI (LG ThinQ AI) การสั่งงานด้วยเสียง (ซึ่งรองรับภาษาไทยด้วย) ผ่าน Google Assistant หรือการรองรับ Apple HomeKit

คุณสมบัติพื้นฐานและการออกแบบ
LG 55SM9000PTA เป็น LCD TV ขนาด 55 นิ้ว ด้านการออกแบบ มารูปลักษณ์ที่เรียบง่ายดูทันสมัย ด้านหน้าเครื่องไม่ปรากฏแม้แต่โลโก้ยี่ห้อ ขอบจอเป็น Nano Bezel ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบทั้ง 4 ด้าน มาพร้อมกับขาตั้งชิ้นเดียวที่ดีไซน์เป็นฐานเส้นโค้งวงพระจันทร์เสี้ยวซึ่งตัวโครงสร้างหลักข้างในเป็นโลหะแน่นหนาแข็งแรง

ทีวีรุ่นนี้เลือกใช้จอแสดงผลแบบ IPS LCD ความละเอียด 3,840 x 2,160 พิกเซล (4K) ระบบแบคไลต์เป็น LED แบบ Full Array Local Dimming ที่สามารถควบคุมแสงได้ดีขึ้นจากการวางหลอดไฟแบบเต็มหน้าจอแทนที่จะวางไว้ด้านข้าง เสริมด้วยเทคโนโลยี Ultra Luminance Pro และ TruMotion TM200 ระบบปฏิบัติการยังคงเป็น webOS ของทางแอลจีเอง

ด้านระบบภาพแบบ High Dynamic Range หรือ HDR ทีวีรุ่นนี้ถือว่าอยู่ในระดับแถวหน้าของการรองรับมาตรฐานภาพ HDR ประเภทต่าง ๆ เพราะ 4K Cinema HDR ของ LG 55SM9000PTA รองรับภาพ HDR ได้ทั้ง Dolby Vision, Technicolor (Technicolor Expert Mode), HDR 10 และ HLG รวมทั้งโหมดการปรับภาพตามมาตรฐานของผู้ผลิตภาพยนตร์หรือ Filmmaker Mode (ISF Expert)

ด้านระบบเสียง ซ่อนลำโพงเอาไว้ใต้ขอบล่างของจอภาพ เป็นระบบเสียง 2.2ch พร้อมกำลังขับรวม 40 วัตต์ รองรับการถอดรหัสเสียง Dolby Atmos พร้อมระบบจำลองเสียงรอบทิศทาง 5.1ch Virtual Surround Sound โดยใช้เทคโนโลยี AI Sound และ AI Acoustic Tuning ช่วยปรับแต่งเสียงให้เหมาะสมรสนิยมและความต้องการของผู้ใช้งาน

ด้านการประมวลผล ทีวีรุ่นนี้เลือกใช้ชิป α7 Gen 2 (Alpha 7 Gen 2) ของแอลจีซึ่งเป็นชิปประมวลผลอัจฉริยะที่ทำงานควบคู่ไปกับเทคโนโลยี AI สำหรับช่วยยกระดับภาพและเสียง โดยอาศัยอัลกอริทึม Deep Learning เช่นเดียวกับในอุปกรณ์สมาร์ทสมัยใหม่ในยุคนี้

LG 55SM9000PTA มาพร้อมกับรีโมตคอนโทรลแบบ Magic Remote เหมือนในทีวีรุ่นไฮเอนด์ของทางแอลจีที่สามารถควบคุมการใช้งานทีวีได้เสมือนเมาส์ไร้สาย และยังมีปุ่มลัดเข้าใช้งานแอปฯ วิดีโอสตรีมมิงมาให้บนตัวรีโมตทั้ง Netflix และ Amazon Prime Video

Magic Remote ยังใช้งานสะดวกเนื่องจากเป็นการสั่งงานผ่านการเชื่อมต่อด้วยสัญญาณบลูทูธอัตโนมัติ ดังนั้นเวลาสั่งงานจึงไม่ต้องชี้ไปที่หน้าทีวีเหมือนกับรีโมตคอนโทรลแบบอินฟราเรดทั่วไป

อ้อ… ทีวีรุ่นนี้เขายังรับประกันให้มั่นใจถึง 3 ปีเพียงแค่ไปลงทะเบียนรับประกันสินค้าในเว็บไซต์ของเขา และจะได้รับการยืนยันการลงทะเบียนกลับมาทาง SMS

เทคโนโลยี NanoCell
เทคโนโลยี NanoCell คือหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของทีวีรุ่นนี้ เป็นการใช้อนุภาคนาโน (ขนาด 1 นาโนเมตร) มาช่วยทำให้การถ่ายทอดสีสันมีความบริสุทธิ์ โดยการปรับปรุงความบริสุทธิ์ของสเปกตรัม RGB ด้วยการกรองสีที่มีความหม่นทึบออกไป

ซึ่งทางแอลจียังยืนยันว่าเทคโนโลยี NanoCell ของ LG ยังทำให้การแสดงสีสันมีความสมจริงทั้งจากมุมมองด้านข้างและด้านหน้าเครื่อง หมายความว่าตัวจอทีวีนั้นสามารถแสดงสีสันได้อย่างสมจริงและยังมีความสมจริงนั้นในมุมมองที่กว้างมาก

เมื่อเทียบกับจอ LCD TV รุ่นเก่าของแอลจีไม่มีเทคโนโลยี NanoCell แล้ว ทีวีรุ่นนี้สามารถแสดงผลช่วงสีได้เต็ม 100% ถึงมุมมองที่เอียงทำมุม 60 องศากับหน้าจอเลยทีเดียว ขณะที่ทีวีรุ่นเก่านั้นลดลงไปต่ำกว่า 50% แล้ว

ดังนั้นการที่แอลจีคุยว่า NanoCell เป็น LCD TV ที่ดีที่สุดจาก LG จึงน่าจะไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยไปจากความจริงแต่อย่างใด ซึ่งจากการทดลองใช้งาน เราก็พบว่าเรื่องการแสดงสีสันของทีวีรุ่นนี้ผิดไปจาก LCD TV เจนเนอเรชันก่อนหน้านี้จริง แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น LCD TV ของยี่ห้ออื่น ๆ หรือของแอลจีเอง

ซึ่งคุณสมบัติของ NanoCell ทำให้ภาพที่ได้จาก LCD TV สามารถให้ความแตกต่างจาก LCD TV เดิม ๆ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสภาพห้องที่มีแสงสว่างตามปกติ ซึ่งเป็นสภาวะการใช้งานที่สอดคล้องกับการใช้งานจริงของผู้คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับชมทีวีในห้องมืดตลอดเวลา

การเชื่อมต่อ ฟังก์ชันสมาร์ทและฟังก์ชัน AI
สำหรับส่วนของการเชื่อมต่อใช้งาน LG 55SM9000PTA มาพร้อมกับขั้วต่อมาตรฐานทั้งขั้วต่อเสาอากาศและขั้วต่อสัญญาณ AV โดยทางฝั่งอินพุตมีทั้ง AV IN และ Component Video ส่วนเอาต์พุตมีทั้ง Headphone, Audio Out และ Optical Out

นอกจากนั้นยังโดดเด่นด้วยขั้วต่อ HDMI ที่ให้มาถึง 4 ชุด มีขั้วต่อมาตรฐานใหม่ล่าสุดอย่าง HDMI 2.1 (ARC/eARC) ซึ่งรองรับทั้งโหมดแสดงผลวิดีโอรายละเอียดสูง 4K/8K HDR ทั้งแบบ VRR (Variable Refresh Rate), ALLM (Auto Low Latency Mode) และ HFR (High Frame Rate)

โดยขั้วต่อ HDMI ทั้งหมดวางด้านข้างเพื่อความสะดวกสำหรับคนที่ใช้งานทีวีโดยการยึดแขวนบนฝาผนัง เช่นเดียวกันกับขั้วต่อ USB ซึ่งให้มาทั้งหมด 3 ชุด ด้านข้างมีให้ใช้งาน 2 ชุด และด้านหลังอีกหนึ่งชุด รวมทั้งขั้วต่อ Ethernet (LAN) สำหรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายใช้งานได้ Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi ซึ่งรองรับการสตรีม AirPlay 2 ด้วย

นอกจากคุณสมบัติการรองรับ AirPlay 2 และแพลตฟอร์ม HomeKit ของ Apple แล้ว เมื่อใช้งานร่วมกับ Apple TV 4K โดยเชื่อมต่อทางช่องอินพุต HDMI พบว่าตัว Magic Remote สามารถใช้ควบคุมฟังก์ชันพื้นของ Apple TV 4K ได้ เช่น การปรับระดับเสียง หรือการเข้าถึงและเลือกตัวเลือกในเมนูต่าง ๆ

นอกจากนั้นยังสามารถควบคุมฟังก์ชันบางอย่างเช่น การเปิด-ปิดทีวีหรือเลือกอินพุตจากอุปกรณ์ Apple Watch ได้โดยตรง

นอกจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของทาง Apple แล้วที่ตัว Magic Remote ยังมีไมโครโฟนรับเสียง ซึ่งผู้ใช้สามารถสั่งงานผ่าน LG Voice Search ได้ด้วยซึ่งฟังก์ชันนี้รองรับภาษาไทยด้วยครับ แค่เลือกภาษาของระบบให้เป็นภาษาไทยเท่านั้นเอง

ยังมีการเชื่อมต่ออีกฟังก์ชันหนึ่งที่ไม่ได้ถูกโปรโมตจากทางแอลจีมากนัก แต่ทีวีรุ่นนี้ได้ออกแบบเผื่อไว้แล้วนั่นคือ โหมดเชื่อมต่อสัญญาณเสียงกับระบบเสียงภายนอกด้วยเทคโนโลยีระบบเสียงมัลติแชนเนลไร้สายที่มีชื่อว่า WiSA (WiSA Ready) แต่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมที่เป็น WiSA USB dongle ร่วมด้วย

และด้วยชิปประมวลผลที่มาพร้อมกับความสามารถทางด้าน AI ทำให้ทีวีรุ่นนี้นำเอาระบบ AI มาใช้งานทั้งในส่วนของภาพและเสียง ด้านภาพมีการใช้ AI Brightness ปรับความสว่างทุกรายละเอียดของภาพ ให้เหมาะกับสภาพแสง

ด้านระบบเสียง มี AI Sound ยกระดับเสียง อัปสเกลจาก source ใด ๆ ให้เป็นระบบเสียงรอบทิศทาง 5.1Ch (virtual surround) ซึ่งทำให้ลำโพงในตัวทีวีฟังดูมีสีสัน น่าฟังกว่าระบบเสียงที่เป็นสเตริโอธรรมดา นอกจากนั้นยังมี AI Acoustic Tuning ที่ช่วยปรับชดเชยเสียงให้เหมาะกับความชอบของผู้ใช้

ซึ่งจากที่ได้ลองเราพบว่า AI Sound ทำให้การรับชมฟรีทีวี หรือคลิปต่าง ๆ ใน YouTube หรือจากแอปฯ ต่าง ๆ โดยการสตรีมผ่าน AirPlay 2 ขึ้นไปบนหน้าจอ มีสีสันขึ้นอย่างมาก แม้ว่าจะใช้งานแค่ลำโพงในตัว แต่อย่าเพิ่งไปคาดหวังว่ามันจะดีเท่ากับการต่อเพิ่มลำโพงซาวด์บาร์ดี ๆ นะ มันยังไม่เทพขนาดนั้น

พลังแห่ง ‘NanoCell’ รายละเอียดที่มาพร้อมกับสีสันตระการตา
ความประทับใจใน LCD TV ระดับพรีเมียมรุ่นนี้ชัดเจนมากเมื่อเรารับชมคอนเทนต์ที่เป็น 4K HDR ทั้งคอนเทนต์ที่เป็น HDR และ Dolby Vision ซึ่งมีให้เลือกชมมากมายทั้งที่เป็นคอนเทนต์ฟรีใน YouTube และที่ในการสตรีมมิงที่มีค่าใช้จ่ายจริงจังอย่าง Netflix และ Apple TV+

โหมดปรับแต่งภาพในรูปแบบ HDR โหมดต่าง ๆ อย่างเช่น เวลารับชมหากเป็น Dolby Vision ก็แค่เลือก Dolby Vision Picture Mode เป็น ‘Cinema Home’ หากเปิดไฟในบ้าน หรือเลือกเป็น ‘Cinema’ หากรับชมในห้องมือหรือมีแสงสว่างเพียงแค่สลัว ๆ ภาพที่ได้ก็สวยเลย

สำหรับคอนเทนต์ที่เป็น HD หรือ HDR ก็มีส่วนของ Filmmaker Mode หรือ Technicolor Expert มาให้เลือกใช้ ซึ่งเราบอกได้เลยว่ามันแจ๋วมาก โดยเฉพาะโหมด ISF Expert ซึ่งสามารถเลือกได้ทั้งเวลารับชมในห้องมืดสลัวและห้องทั่วไปที่เปิดไฟสว่าง เรียกว่าภาพออกมาสวยเลย

ผู้ใช้งานทั่วไปที่ทำความคุ้นเคยกับทีวีเพียงไม่นานก็สามารถปรับภาพให้สวยงามด้วยพรีเซ็ตต่าง ๆ ที่ว่า แล้วได้ภาพเสมือนกับมีมือโปรฯ มาปรับให้แล้ว ซึ่งมันทำให้การใช้งานทีวีที่มีความไฮเทคอย่างนี้เป็นเรื่องที่ง่าย ไม่ต้องกังวลว่าจะปรับภาพได้สวยหรือเปล่า ปรับภาพได้เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งคุณสมบัตินี้ทำให้ตัวทีวีเป็นมิตรกับการใช้งานสำหรับผู้ใช้ทั่วไปมาก ๆ

จริงอยู่ว่า ในความเป็นจริงหากให้มือโปรฯ มาทำการแคลิเบรตและปรับแต่งกันอย่างจริงจังก็อาจมีโอกาสได้ภาพที่ดีกว่าขึ้นไปอีก แต่ในความเป็นจริงเราคิดว่าโหมดพรีเซ็ตเหล่านั้นก็เป็นตัวเลือกที่ดีในระดับหนึ่งอยู่แล้ว สามารถใช้งานเบื้องต้นได้เลย ส่วนจะไปต่อยอดเพื่อรีดเค้นสมรรถนะของทีวีออกมาอีกก็แล้วแต่ความสะดวก

อย่างที่ได้เรียนไว้ว่าทีวีรุ่นนี้จะเผยความสวยงามของภาพจากเทคโนโลยี NanoCell ได้ชัดเจนเป็นพิเศษเมื่อรับชมคอนเทนต์คุณภาพดีที่มีรายละเอียดคมชัดสมจริงอยู่แล้วโดยเฉพาะที่เป็น 4K HDR การรักษาสมดุลของ black level ในระดับปานกลาง ไม่ได้มืดมากหรือมืดสนิท ไฮไลต์ในภาพและการถ่ายทอดสีสันทำได้ในระดับดีถึงดีมาก โดยเฉพาะการรับชมในมุมมองตั้งฉากตรงกลางหน้าจอพอดี

คุณลักษณะดังกล่าวจะดร็อปลงบ้างเมื่อรับชมในมุมที่เอียงออกไปด้านข้างหรือในแนวตั้ง โดยเฉพาะการรักษาระดับ black level ซึ่งจะเห็นการฟุ้งในเงามืดบ้าง ความสว่างลดลงบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้เสียหายอะไรมากมาย เพราะรายละเอียดส่วนอื่น ๆ ยังคงรักษาสมดุลได้ดี

นอกจากสีสันแล้ว สิ่งที่น่าประทับใจคือภาพที่มีเนื้อสีคมเข้มและสะอาดตา ภาพมีความสว่างเปล่งปลั่ง ความสดใส ความคมชัดที่ดูเป็นธรรมชาติหากว่าผู้ใช้งานไม่ได้จงใจเร่ง sharpness มากจนเกินพอดี ซึ่งคุณสมบัติเหล่านั้นดูเหมือนจะเชื่อมโยงกันทั้งหมด เพราะว่าเมื่อสีสันและรายละเอียดไม่ตกหล่นไป คุณลักษณะส่วนอื่น ๆ ก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีตามกัน

คุณลักษณะดังกล่าวจะโดดเด่นมากเมื่อรับชมคอนเทนต์ HDR ในฉากที่สว่าง หรือฉากมืดที่มีคอนทราสต์กับแสงสว่างแทรกซึมอยู่ในภาพบ้าง ไม่ได้เป็นฉากที่มืดแบบทึมทึบไปเกือบทั้งหมด (ซึ่งกรณีนี้จะเป็นอย่างไรนั้นจะกล่าวโดยเฉพาะอีกทีในตอนท้าย) ภาพที่ได้นี่คือยอดเยี่ยมเลยและมีความเป็น Cinema Look ในระดับสูงด้วย สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ของ Home Cinema ได้แน่นอน

ภาพที่ได้จากทีวีรุ่นนี้ทำให้ลืม LCD TV ทั่วไปได้เลย โดยเฉพาะ LCD TV ในระดับล่างที่ดูแล้วยังรู้สึกเพี้ยนสีนั้นสีนี้ ดูแล้วยังไม่สว่างสดใส ทีวีของแอลจีรุ่นนี้สามารถแก้ pain point เหล่านั้นได้เป็นอย่างดีแล้วแสดงออกเป็นให้เห็นเป็นภาพแบบชัด ๆ

เช่นเดียวกับ LCD TV ส่วนใหญ่ข้อจำกัดของทีวีรุ่นนี้อยู่ที่เรื่องของ black level แม้ว่าจะมีทั้ง NanoCell และ Full Array Local Dimming แต่ก็ยังมิอาจจะไปเทียบเท่ากับ OLED TV ได้ โดยเฉพาะในฉากที่ค่อนข้างจะมีแต่เงามืด ๆ หรือมีแสงในฉากน้อยถึงน้อยมาก ๆ

ในระหว่างการทดลองใช้งานเราพบว่าช่วงเวลาที่รับชมซีรีส์เรื่อง Servant ใน Apple TV+ มีฉากที่แสดงข้อจำกัดดังกล่าวออกมาได้มากที่สุด โดยเฉพาะฉากมืดใน Episode 9 ‘Jericho’ ฉากมืด ๆ ในช่วงนาทีที่ 6:40-8:00 จะเกิดเป็นแสงฟุ้งหลอกตาบนเงามืดชัดเจนมาก ยิ่งเป็นฉากที่มีการเคลื่อนไหว แสงฟุ้งในเงามืดที่ว่ายิ่งดูประหลาดตา

ลักษณะดังกล่าวจะเกิดเมื่อเราเปิดฟังก์ชัน LED Local Dimming เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นระดับ Low, Mid หรือ High หากปิดเป็น OFF ไปแสงฟุ้งหลอกตาดังกล่าวจะหายไปแต่ต้องแลกกลับมาด้วยฉากเงามืดที่ไม่มีบริเวณใดดำสนิทเลย แต่เป็นดำเงาเกลี่ยกันไปทั้งภาพ เราพบว่าหากพบกรณีดังกล่าวหากไม่เลือก OFF LED Local Dimming ไปเลย ก็แนะนำให้เปิดไฟในห้องให้มีแสงสว่างบ้างก็พอจะช่วยเฉลี่ย ๆ ข้อจำกัดดังกล่าวไปได้

LG 55SM9000PTA เหมาะกับใคร ?
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มองหาทีวีเครื่องใหม่ในราคาจับต้องได้ รองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างน้อยก็ภายในปีสองปีนี้ ให้คุณภาพของภาพเสียงอยู่ในระดับต้น ๆ ของ LCD TV ณ ปัจจุบันในคลาสเดียวกัน และยังไม่พร้อมจะขยับไปเล่น OLED TV ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านราคาหรือปัญหาอื่น ๆ แล้วล่ะก็ LG 55SM9000PTA ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกระดับ Best Buy

ไม่ใช่เพียงเพราะว่าเป็นแบรนด์แอลจีหรือเทคโนโลยีนาโนเซลเท่านั้น แต่เป็นเพราะองค์ประกอบทั้งหมดที่หลอมรวมมาเป็นทีวีรุ่นนี้ มันตอบโจทย์การใช้งานทั้งในปัจจุบันที่เรารับชมจาก source หลากหลายประเภท หลากหลายการเชื่อมต่อโดยเฉพาะการสตรีมวิดีโอทางออนไลน์ เป็นการนำเทคโนโลยีของทีวีระดับไฮเอนด์มาใช้ในทีวีระดับราคามิดเรนจ์

โดยเฉพาะกับการใช้งานเป็นทีวีสำหรับครอบครัว ใช้งานทั่วไปภายในห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องเล่นเกมหรือห้องนอน ในลักษณะของโฮมเอนเตอร์เทน ที่ไม่ต้องมาซีเรียสในเรื่องของการควบคุมแสงสว่างภายในห้องเหมือนกับโฮมเธียเตอร์

ภาพที่ได้จากเทคโนโลยี NanoCell ให้ความแตกต่างจาก LCD TV ทั่วไปได้จริง และนี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งที่สุดของเทคโนโลยีที่มาช่วยยกระดับคุณภาพของ LCD TV ให้ใกล้เคียงคำว่า ‘ที่สุดของ LCD TV’ เข้าไปอีกขั้นแล้ว…


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
บริษัท แอลจี อีเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
โทร. 0-2204-8888 (สำนักงานใหญ่)
ราคา 57,990 บาท (ราคาตั้ง ยังไม่ได้หักส่วนลดต่าง ๆ จากร้านค้าและโปรโมชัน)

กองบรรณาธิการ AV Tech Guide

สื่อออนไลน์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนวัตกรรมในกลุ่มสินค้าเครื่องเสียงไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ไอทีมัลติมีเดีย ตลอดจนสินค้านวัตกรรมอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ดำเนินงานโดยทีมงานมืออาชีพ

กองบรรณาธิการ AV Tech Guide