fbpx

รีวิว Bluesound : Node2, Powernode 2 “BluOS Streaming Hi-Res Audio MQA”

กว่า 1 ปีเศษนับตั้งแต่ที่ได้เปิดตัวในบ้านเราอย่างเป็นทางการ เครื่องเสียงยี่ห้อบลูซาวด์ ‘Bluesound’ จากประเทศแคนาดาได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ ‘อีกหนึ่งทางเลือก’ แต่พวกเขานับว่าเป็น ‘ปรากฏการณ์’ ของเครื่องเสียงดิจิทัลไฮไฟสมัยใหม่

แน่นอนว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว ภาระกิจของพวกเขาก็ยังไม่ได้สำเร็จลุล่วง นับตั้งแต่ที่บลูซาวด์เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2014 จวบจนถึงทุกวันนี้บลูซาวด์ยังแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีการพัฒนาในตัวสินค้ามาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็คือ ‘บลูซาวด์เจนเนอเรชั่นที่สอง’ หรือ ‘Bluesound Gen 2’

Bluesound Gen 2 ความเหมือนที่แตกต่าง
ผมเคยได้รีวิวเครื่องเสียงบลูซาวด์รุ่นแรกไปแล้วเมื่อปีก่อน เป็นรุ่น Vault, Powernode และ Pulse ซึ่งมีความเหมือนกันในแง่มุมของระบบประมวลผลต่าง ๆ ที่หัวใจของบลูซาวด์ แต่แตกต่างกันในด้านของรูปแบบการใช้งานและฟังก์ชั่นปลีกย่อย

ทั้ง 3 รุ่นทำให้ผมเข้าใจถึงแนวคิดของบลูซาวด์ที่เข้าใจนำเอาเทคโนโลยีที่เป็นแกนหลักมาสร้างความแตกต่างเพื่อให้ตัวสินค้าสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เล่นเครื่องเสียงไฮไฟแบบจริงจัง หรือคนทั่วไปที่ต้องการเครื่องเสียงคุณภาพคุ้มค่าสักชุดหนึ่งไปตอบสนองความต้องการในการเสพเสียงดนตรีของตัวเอง

Node 2 กับดีไซน์ใหม่สุดโมเดิร์น

ครั้งแรกที่เห็นรูปร่างหน้าตาของ Bluesound Gen 2 ในหน้าเวบไซต์ www.bluesound.com ผมแอบคาดเดาในใจว่าทางบลูซาวด์คงได้รับฟีดแบ็คจากกลุ่มคนที่เล่นเครื่องเสียงไฮไฟแบบจริงจังไปพอสมควร เพราะมันดูเป็นเครื่องเสียงขึ้นเยอะเลยครับ

ขณะเดียวกันความความเท่ ความล้ำสมัย ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าในรุ่นเดิมเลย ส่วนตัวผมชอบหน้าตาแบบรุ่นนี้ใหม่นี้มากกว่ารุ่นเก่าที่เป็นทรงลูกบาศก์นะครับ วางใช้งานใกล้ ๆ มือบนโต๊ะทำงานก็ดูจะสะดวกดีครับเพราะมันดูกะทัดรัดกว่ารุ่นแรกอยู่พอสมควร

นอกจากนั้นแล้วใน Bluesound Gen 2 นี้ยังมีการเพิ่มรุ่นปลีกย่อยออกไปมากกว่าเดิมด้วยครับ โดยเฉพาะในกลุ่มลำโพงที่มีรุ่นเล็กพริกขี้หนูอย่างเจ้า Pulse Flex ออกมาให้เลือกด้วย และรุ่นขนาดกลางอย่าง Pulse Mini หรือชุดลำโพง 2.1 แอคทีฟซับวูฟเวอร์อย่างรุ่น Duo ที่ตั้งใจทำมาให้แมตช์กับ Powernode และ Powernode 2 ซึ่งมีแอมป์ในตัวสามารถขับลำโพงได้โดยตรง เพิ่มมาให้เป็นทางเลือกใหม่ ๆ ด้วย

Powernode 2 หรือ Node 2 เวอร์ชั่นมีแอมป์ในตัว
ดีไซน์เหมือนกันแต่ขนาดดูบึกบึนมาอีกเล็กน้อย

ส่วนตัวผมในฐานะที่ได้ทำความรู้จักบลูซาวด์ไปในรุ่นแรกพอสมควรแล้ว ใน Bluesound Gen 2 นี้ถ้าอยากทราบว่าเกิดความเปลี่ยนอะไรใน Gen 2 มากที่สุด ผมว่า Node 2 และ Powernode 2 น่าจะให้คำตอบได้ดี เพราะว่ามันไม่มีปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ มาเป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดความสับสนในการแยกแยะสมรรถนะและคุณภาพเสียงระหว่างบลูซาวด์ทั้งสอง Gen

Bluesound Gen 2 ยังคงเลือกใช้ระบบปฏิบัติการ BluOS เหมือนในรุ่นแรก นั่นหมายความว่าเครื่องทั้งสองเจนเนอเรชั่นยังคง compatible กันหรือหมายถึงใช้งานร่วมกันได้

การเชื่อมต่อระบบ network รองรับทั้งแบบใช้สายและแบบไร้สาย นอกจากรูปร่างหน้าตาแล้วสิ่งที่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรในรุ่น Gen 2 นี้ คือวงจรไฟฟ้าที่อยู่ในตัวเครื่อง

ในขณะที่เครื่องรุ่นแรกไม่ได้แจ้งรายละเอียดในส่วนนี้มากนัก แต่รุ่น Gen 2 นี้ ดูเหมือนทางบลูซาวด์ค่อนข้างภูมิใจนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชิพประมวลผลแบบมัลติคอร์ที่ยังคงเลือกใช้ ARM Cortex-A9 สปีด 1GHz ทำงานบนสถาปัตยกรรมของระบบประมวลผลข้อมูลแบบ 32บิต ผสานกับการใช้วงจร DAC ที่ทำ oversampling 8 เท่า พร้อมรองรับสัญญาณดิจิทัลรายละเอียดสูงระดับ 24bit/192kHz

ในส่วนของ Powernode 2 ซึ่งมีภาคขยายเสียงอยู่ในตัวด้วยนั้นเป็นเทคโนโลยี ‘HYBRID DIGITAL AMPLIFIER’ กำลังขับ 60 วัตต์ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์ม ซึ่งทางบลูซาวด์คุยว่าภาคขยายเสียงที่ว่านี้ทำงานสอดประสานกับภาค DAC ได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังได้รับการดีไซน์มาเผื่อสัญญาณเสียงแบบ Hi-Res Audio ซึ่งนอกจากเรื่องมีความเพี้ยนต่ำแล้ว ยังมีความต้องการทั้งในแง่ของการตอบสนองแบนด์วิดธ์ที่กว้างขวางและการตอบสนองไดนามิกเสียงที่ดีกว่าภาคขยายเสียงทั่ว ๆ ไป

ขณะที่ Powernode รุ่นแรกใช้ภาคขยายเสียง DirectDigital Amplifier by NAD Electronics กำลังขับ 50 วัตต์ต่อข้างที่โหลด 4 โอห์ม จากตัวเลขนี้จะเห็นว่า Powernode 2 ได้รับการปรับปรุงในส่วนนี้ไปไม่น้อยเลยทีเดียว

Bluesound Gen 2 ยังคงรองรับไฟล์ฟอร์แมตต่าง ๆ เช่น MP3, AAC, WMA, OGG, WMA-L, FLAC, ALAC, WAV, AIFF ซึ่งนับว่าครอบคลุมกับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงแบบจริงจังหรือการฟังเพลงทั่วไป

รองรับไฟล์ Hi-Res Audio (HRA) ที่ความละเอียดสูงสุด 24bit/192kHz และล่าสุดยังรองรับไฟล์ MQA (Master Quality Authenticated) ด้วย ซึ่งอย่างหลังนี่นับว่าทันสมัยมาก ๆ ครับ

นอกจากนั้นอีกหนึ่งจุดแข็งที่มีมาตั้งแต่ในรุ่นแรกก็คือการรองรับ streaming service เยอะมาก ๆ จนอาจจะพูดได้ว่าเยอะที่สุดเมื่อเทียบกับระบบสตรีมมิ่งอื่น ๆ ทั้งอินเตอร์เน็ตเรดิโอ อย่าง TuneIn Radio, iHeartRadio และคลาวด์เซอร์วิสอย่าง WiMP, Slacker Radio, Qobuz, HighResAudio, JUKE, Deezer, Murfie, HDTracks, Spotify, TIDAL, Napster และ Rhapsody

ในหน้าแอปฯ BlueOS บน iPad Air 2 แสดงการ streamimg service ที่รองรับ

ความประทับใจเมื่อแรกพบ
Node 2 และ Powernode 2 ถูกส่งมาถึงผมในแพคเกจที่ทันสมัยดูดีตามแบบฉบับของบลูซาวด์ มันกะทัดรัด แน่นหนาแข็งแรง และไม่มีถุงพลาสติกกับแท่งโฟมที่ดูน่าเบื่อ

รูปร่างหน้าตาของเครื่องทั้งสองรุ่นคงไม่ต้องบรรยายอะไรให้มากความครับ มันเรียบง่าย ดูดีมีสไตล์และไม่จำเจ พื้นผิวของตัวเครื่องที่เคลือบวัสดุเนื้อนุ่มเหมือนฟิล์มยางบาง ๆ เอาไว้เป็นอะไรที่น่าสัมผัสเพราะมันนุ่มมือดีเหลือเกิน แต่ก็พบว่ามันอมฝุ่นง่ายพอสมควรเหมือนกันนะ

อีกส่วนหนึ่งที่ผมว่ามันดูดีคือ ด้านบนของเครื่องที่เป็นตะแกรงโลหะโปร่ง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการระบายความร้อนจากภายในตัวเครื่อง

บริเวณใจกลางตะแกรงที่ว่านี้จะเป็นชุดปุ่มกดฟังก์ชั่นพื้นฐานซึ่งเป็นปุ่มกดระบบสัมผัสพร้อมทั้งไฟแสดงผลบางส่วน ปุ่มควบคุมในส่วนนี้อาจจะมีอยู่ไม่เยอะนักเพราะการสั่งงานส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่แอปฯ “BluOS”

แอปฯ ตัวนี้ทางบลูซาวด์ทำมาให้ใช้งานฟรี สำหรับสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ตมันรองรับทั้ง iOS, Android และ Kindle Fire ไม่เพียงเท่านั้นยังมี Desktop Apps สำหรับ Windows และ OS X อีกด้วยครับ

อย่างไรก็ดีทราบว่าในรุ่น Gen 2 นี้มีเซ็นเซอร์อินฟราเรดบิลต์อินมาในตัวเครื่องด้วยแต่ไม่มีรีโมทคอนโทรลอินฟราเรดให้มากับเครื่อง เข้าใจว่าอย่างไรก็คงจะไม่สะดวกเท่ากับการควบคุมผ่านแอปฯ นะครับ

ขนาดเครื่องที่มีความหนาและความลึก
ต่างกันเล็กน้อยของ Node 2 และ Powernode 2
และรายละเอียดขั้วต่อด้านหลังเครื่องที่แตกต่างกัน

เหมือนดังเช่นใน Bluesound รุ่นแรก Bluesound Gen 2 ทั้ง 2 รุ่นนี้ สามารถเล่นไฟล์เสียงได้จากหลากหลายช่องทาง เบสิกที่สุดคงเป็นการเชื่อมต่อไร้สายด้วยสัญญาณบลูทูธที่เป็นเทคโนโลยี aptX ซึ่งไว้ใจได้ในแง่ของคุณภาพเสียง หรือจะเป็นการเชื่อมต่อสัญญาณเข้ามาทางอินพุต Analog/Optical In (combo connector 3.5mm) แบบเดิม ๆ ที่เราคุ้นเคย

ส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญก็คือการเล่นแบบสตรีมไฟล์เสียงผ่านทางระบบ network ซึ่งรองรับทั้งการเชื่อมต่อแบบไร้สาย Wi-Fi และการเชื่อมต่อแบบเสียบสายเข้าทางขั้วต่อ Ethernet

ขั้วต่อ USB-A ที่อยู่ใกล้ ๆ กันสำหรับใช้เชื่อมต่อรับไฟล์เสียงมาจาก external storage ทั้งหลาย ส่วน micro USB ที่อยู่่ทางด้านหลังเครื่องทั้ง 2 รุ่นไม่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงนะครับ ทางผู้ผลิตเขาแจ้งไว้ว่าเป็นขั้วต่อสำหรับการ service เครื่องโดยผู้ชำนาญการ ตามปกติไม่ต้องไปสนใจอะไรกับขั้วต่อนี้ครับ

ด้านเอาต์พุต สำหรับ Node 2 จะมีอะนาล็อกสเตริโอเอาต์พุตระดับ line level มาให้ 1 ชุด สามารถใช้งานได้ทั้งแบบ fixed output ต่อออกไปเข้าปรีแอมป์/อินทิเกรตแอมป์ที่มีวอลุ่มคอนโทรล หรือแบบ variable output ออกไปที่เพาเวอร์แอมป์หรือลำโพงแอคทีฟ

นั่นหมายความว่าใน Node 2 มีวงจรปรีแอมป์อยู่ในตัวด้วย สำหรับ Powernode 2 ซึ่งมีแอมป์ในตัว ทางด้านเอาต์พุตจึงเป็นขั้วต่อสายลำโพงแบบไบดิ้งโพสต์มาตรฐาน

ที่น่าสนใจคือทั้ง 2 รุ่นนี้ มีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm ให้มาด้วยที่ด้านหน้าเรื่องบริเวณใต้โลโก้ยี่ห้อ ถ้าไม่ทันสังเกตคงคิดว่าเป็นช่องรับสัญญาณอินฟราเรดเป็นแน่แท้ Node 2 และ Powernode 2 ยังมีขั้วต่อ Subwoofer Output พร้อมทั้งระบบ bass management ในตัว สามารถใช้งานร่วมกับระบบเสียง sub+sat หรือระบบลำโพง 2.1 แชนเนลได้อย่างสะดวกคล่องตัว

อุปกรณ์มาตรฐานที่ให้มาด้วยกันกับตัวเครื่องเพียงพอให้เริ่มใช้งานได้ ทั้งสายไฟเอซี, สาย Ethernet, สายสัญญาณเสียง, สายออพติคและตัวแปลง 3.5mm Mini Adaptor

System and Installation
ทั้ง Node 2 และ Powernode 2 สามารถใช้งานร่วมกันในระบบเดียวกันได้ ดังนั้นในระหว่างการรีวิวนี้ทั้งคู่จึงถูกติดตั้งอยู่ในระบบเดียวกันอยู่เกือบตลอดเวลา โดยแบ่งออกเป็น 2 โซน

โซนที่ใช้ Node 2 ใช้งานร่วมกับชุดเครื่องเสียงไฮไฟตามปกติในห้องทดสอบของเราและใช้งานในลักษณะ desktop audio บนโต๊ะทำงานของผมทั้งที่บ้านและที่กองบรรณาธิการ GM2000

การติดตั้งในเบื้องต้นสามารถทำตามคำแนะนำในคู่มือได้เลยครับ ซึ่งในส่วนนี้คงไม่นำมากล่าวซ้ำในที่นี้ เพราะในคู่มือหรือแอปฯ BluOS ที่ติดตั้งอยู่ในสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ตก็มีแนะนำไว้อีกเช่นกัน

ท่านใดที่มีปัญหาในส่วนนี้เข้าใจว่าตัวแทนจำหน่ายที่มีชื่อด้านบริการอันยอดเยี่ยมอย่างบริษัท โคไน้ซ์ ฯ คงให้ความช่วยเหลือท่านได้แน่นอน สำหรับผมการติดตั้ง Node 2 และ Powernode 2 ถือว่าทำได้ค่อนข้างง่าย ระบบที่เลือกใช้เป็นระบบไร้สาย Wi-Fi ที่เชื่อมต่ออยู่กับระบบอินเตอร์เน็ตด้วย

การติดตั้งใช้้เวลาไม่นานเลยครับและทำงานได้ราบรื่นดี ในเบื้องต้นและระหว่างการใช้งานพบว่าตัวเครื่องมีการแจ้งเตือนอัพเดตเฟิร์มแวร์ปรากฏที่ตัวแอปฯ ควบคุมค่อนข้างสม่ำเสมอ ทำให้อุ่นใจได้ว่ายี่ห้อนี้เขาตั้งใจพัฒนาให้เครื่องเสียง Bluesound มีจุดอ่อนน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้จริง ๆ

User Interface ในแอปฯ BluOS เวอร์ชั่นล่าสุด
สวยงาม ดูดีและเข้าใจง่ายขึ้นกว่าเวอร์ชั่นก่อน ๆ

หลังจากที่ตัวแอปฯ สามารถมองเห็นตัวเครื่องทั้ง Node 2 และ Powernode 2 แล้ว ผมแนะนำให้เข้าไปตรวจสอบดูที่การตั้งค่าในส่วนของตัวเครื่องก่อน (Settings > Player > Audio) มีจุดสำคัญอยู่ 2 จุดที่แนะนำให้พิจารณาคือ ส่วนของการเลือกว่าในระบบมีการใช้งานเอาต์พุต subwoofer หรือไม่ (No Subwoofer หรือ With Subwoofer)

ถ้าเลือกผิดเสียงที่ได้ยินอาจจะมีความผิดปกติในย่านความถี่ต่ำได้ เช่น เสียงทุ้มหาย เสียงทุ้มเบาบางกว่ากว่าปกติ เป็นต้น

อีกส่วนเป็นเรื่องของการตั้งค่าระดับสัญญาณเอาต์พุตว่าจะเป็นแบบ Fixed (บายพาสวอลุ่มในตัวเครื่อง) หรือ Variable (ปรับความดังได้จากวอลุ่มในตัวเครื่อง)

นอกจากส่วนที่กล่าวถึงแล้ว Bluesound ทั้ง 2 รุ่นยังสามารถปรับตั้งค่าต่าง ๆ ได้อีกมากมายในแนวทางที่คล้ายคลึงกับเครื่องเล่นเพลงระบบ network ทั่วไป แต่ที่เห็นว่าทาง Bluesound ทำได้โดดเด่นเป็นพิเศษก็คือส่วนของ Cloud Service ที่มีเยอะมาก ครบมาก จะเรียกว่าเป็นเครื่องเล่นที่รองรับผู้ให้บริการเยอะสุดเท่าที่ผมเคยพบเจอมาเลยก็ว่าได้

มีให้เลือกทั้งแบบคุณภาพธรรมดาจนถึงระดับ lossless และ hi-res audio หรือจะเป็นส่วนของ Internet Radio ก็ทำได้เจ๋งมาก โดยเฉพาะ Calm Radio ที่เพิ่งเพิ่มมาในอัพเดตล่าสุดก็มีเพลงดี ๆ เยอะมาก สตรีมได้นิ่งและคุณภาพเสียงดีจริง ๆ สำหรับการฟังจาก Internet Radio ซึ่งโดยปกติจะคาดหวังคุณภาพเสียงได้ยาก

สำหรับการเล่นผ่านระบบบลูทูธนั้นก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก จัดการ pair แล้ว connect กับตามปกติก็สามารถใช้งานได้แล้วครับ ที่ง่ายไม่แพ้กันก็คือการเสียบ USB Storage ที่มีไฟล์เพลง เข้าทาง USB-A (USB/LAN) แล้วเลือกเพลงมาเล่นหรือแชร์ระหว่างเครื่อง (ในโหมด group play) ได้เลยจากในแอปฯ โดยตรง

แต่ส่วนที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุดก็คือ การแชร์ไฟล์เพลงจากมิวสิกเซิฟเวอร์ ผ่านเข้ามาทางระบบ network (Wi-Fi หรือ Ethernet LAN) และเหมือนเช่นเคยระบบ BluOS ของ Bluesound เมื่อเชื่อมต่อเข้าหากันแล้ว

การควบคุมสั่งงานหรือการเลือกเปิดเพลงไปยังเครื่องเสียงบลูซาวด์แต่ละหน่วย สามารถทำได้แบบแยกอิสระจากกัน หรือให้ทำงานสอดคล้องกันก็ได้ เห็นคำว่ามิวสิกเซิฟเวอร์คนที่ยังไม่คุ้นเคยอย่าเพิ่งแหยงนะครับ

ระบบของบลูซาวด์เขาคิดมาแล้วว่าผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องปวดหัวกับเรื่องนี้ แค่ใช้คอมพิวเตอร์ Windows หรือ Mac ที่มีไฟล์เพลงเก็บอยู่ในตัวหรือไฟล์เสียงใน External Hard Disc Drive ที่ต่อพ่วงอยู่กับคอมพิวเตอร์แล้วทำ ‘Network Shares’ ตำแหน่งที่เก็บไฟล์เพลงมาตั้งค่าในแอปฯ BluOS ก็เรียบร้อยแล้วครับ

การทำ Network Shares ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรครับ เพราะทางบลูซาวด์เขามีซอฟต์แวร์ชื่อ ‘Bluesound Share Utility’ ให้ไปดาวน์โหลดมาใช้ฟรี ๆ จากนั้นก็เข้าไปตั้งค่าในแอปฯ ที่มือถือ เข้าไปในส่วนของ Library แล้วค้นหาเซิฟเวอร์ที่เราได้ทำ Network Shares เอาไว้ในขั้นตอนก่อนหน้า เช่นเคยในส่วนนี้มีคำแนะนำเป็นขั้นเป็นตอนทำเองได้ไม่ยาก หรือถ้าไม่ถนัดจริง ๆ ทางตัวแทนจำหน่ายคงจะให้ความช่วยเหลือได้แน่นอนครับ

ในแอปฯ และระบบ BluOS ล่าสุดผมยังพบว่าอีก source ที่สามารถเล่นเพลงได้คือ source ที่เรียกว่า ‘My Phone’ ซึ่งก็คือเพลงที่มีอยู่สมาร์ทโฟนของเราครับ

แต่เท่าที่ผมลองเล่นกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ดูเหมือนมันจะยังไม่รองรับไฟล์ยอดนิยมอย่าง flac นะครับ แต่กับไฟล์ wav ไม่มีปัญหา อันนี้เฉพาะในโหมดสตรีมและแชร์ผ่าน network เท่านั้นนะครับ

คุณภาพเสียง
จากความทรงจำที่เลือนลางไปแล้วพอสมควร แต่ยังหลงเหลือพอที่จะทำให้รู้สึกได้ว่าเสียงของ Bluesound 2 มีการพัฒนาไปจากรุ่นแรกในทิศทางใด

แว้บแรกที่ฟัง Node 2 ผมว่าผมพอจะทราบแล้วว่า Bluesound Gen 2 นั้นถูกพัฒนามาในทิศทางใด ผมคอนเฟิร์มอีกทีด้วยการฟัง Powernode 2 ขับลำโพง Golden Ear Technoloogy รุ่น Triton Five สลับกับลำโพง Dynaudio รุ่น Emit M20 จนกระทั่งสามารถยืนยันด้วยความมั่นใจได้ว่า Bluesound Gen 2 มีน้ำเสียงที่ให้นิยามได้ว่า ‘less artifact’

หมายความว่ามันเป็นเสียงที่มีความเป็นอิเล็กทรอนิกส์น้อยลง ให้รายละเอียดเนื้อหาความเป็นดนตรีที่ฟังดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น มีความสด ความสมจริงมากยิ่งขึ้น ผมจำได้ว่าใน Bluesound รุ่นแรก ถึงแม้ว่าไม่ได้มีปัญหาถึงขั้นหนักหน่วง แต่บางครั้งยังแอบรู้สึกว่านี่คือเสียงจากระบบดิจิทัลออดิโออยู่

แต่มาใน Bluesound รุ่นสองนี้บางครั้งก็เผลอลืมไปว่ากำลังฟังเสียงจากระบบเสียงดิจิทัลอยู่ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความจะรู้สึกว่ามันเป็นเสียงจากระบบเสียงอะนาล็อกนะครับ แต่มันคือเสียงดนตรีจริง ๆ อะไรประมาณนั้น … เป็นเสียงที่ไม่รู้สึกว่ามีอะไรขาดไป หรือพร่องตกหล่นไป

โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไฮไฟในระดับนี้ด้วยแล้ว พูดได้ว่าเสียงของ Node 2 และ Powernode 2 เกือบจะอนุโลมได้ว่า ‘ไร้ที่ติ’ ที่สำคัญนอกจากไม่ขาดแล้วมันยังไม่พยายามแถมส่วนเกินใด ๆ มาให้รกรำคาญหูด้วยต่างหากครับ อย่างหลังนี่แหละที่ผมคิดว่าจะทำให้บลูซาวด์ได้ลูกค้าใหม่ ๆ มาอีกเพียบ

อีกเรื่องที่ต้องชมเชยเจ้า Powernode 2 คือผมไม่คิดจริง ๆ ว่าเครื่องเสียงตัวเล็กขนาดนี้ จะมีกำลังขับเกินตัวขนาดสามารถรายละเอียดเสียงพรั่งพรูออกมาจากลำโพงตั้งพื้นขนาดย่อมอย่าง Triton Five หรือลำโพงเล็กแต่มีความไวแค่ 86dB อย่าง Emit 20 ออกมาได้อย่างสะใจเอร็ดอร่อยถึงเพียงนี้

ไม่ใช่เรียกว่าแค่ขับได้ แต่มันขับได้แบบเหลือ ๆ ครับ เน้นย้ำอีกครั้งว่าเสียงลักษณะที่ได้จากทั้ง Node 2 และ Powernode 2 นี้จะทำให้เราไม่ตั้งคำถามว่า… เครื่องโซลิดสเตทกับหลอดอะไรเสียงดีกว่ากัน … คลาสเอหรือคลาสเอบีอะไรเสียงดีกว่ากัน … หรือแม้แต่อะนาล็อกกับดิจิทัลอะไรเสียงดีกว่ากัน

เพราะถ้าทุกอย่างมันดูเหมือนจะถูกต้อง เหมาะเจาะลงตัว มันก็คือเสียงที่ถ่ายทอดรายละเอียดออกมาเยอะมาก ๆ ขณะเดียวกันก็ให้ ‘ความเป็นดนตรี’ ที่ฟังดูเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เสียงที่ถูกปรุงแต่งให้มีลักษณะเฉพาะ

หน้าตาของ Library และ UI ในระหว่างการเล่นเพลง
UI บนแอปฯ BlueOS สำหรับ iPad

บางคนอาจจะเคยตั้งคำถามว่า เครื่องเสียงที่รองรับ Hi-Res Audio จะยังเสียงดีอยู่ไหมเวลาเล่นที่ไฟล์ระดับแค่ CD Quality ในกรณีอื่น ๆ คงมีปัจจัยแตกต่างกันไปนะครับ

แต่สำหรับ Bluesound Gen 2 คู่นี้ อัลบั้มเพลงต่าง ๆ ที่ผมริบมาจากแผ่นซีดีส่วนตัวได้ช่วยตอบคำถามเหล่านั้นได้ดี อีกทั้งยังทำให้ลืมเสียงอันเลวร้ายของฟอร์แมตซีดีที่ครั้งหนึ่งในอดีตมันเคยตามหลอกหลอนได้ไม่ยากเลยครับ

อย่างเพลงอัลบั้มรวมเพลงของพี่น้อง Bee Gees ชุด The Record ที่ผมฟังผ่านหูมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ก็ยังกลับมา ‘ฟิน’ ได้อีกกับ Bluesound Node 2 และ Powernode 2 โดยเฉพาะ Node 2 ซึ่งมีขนาดกะทัดรัดน่ารักน่าชังและมีเอาต์พุตหูฟังที่คุณภาพเสียงดีมาก คือทั้งเสียงดีและแรงดี

ขับหูฟังตัวโต ๆ ได้สบายโดยไม่ต้องต่อแอมป์หูฟังพ่วงให้เทอะทะวุ่นวาย ด้วยเหตุนี้เองมันทำให้ผมชอบเอาเจ้า Node 2 มาฟังบนโต๊ะทำงานด้วยอยู่บ่อย ๆ ทั้งต่อฟังจากหูฟังโดยตรงหรือต่อออกลำโพงแอคทีฟ ล้วนแล้วแต่ “ดีงามล้ำเลอค่า” ทั้งสิ้นครับ…พระเดชพระคุณท่าน

Bluesound กับ MQA ระบบเสียงไฮเรสฯ แห่งอนาคต
เมื่อ 31 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมาทางบลูซาวด์ได้ประกาศว่าเครื่องเสียงของบลูซาวด์ทุกรุ่นจะรองรับไฟล์ฟอร์แมต MQA (Master Quality Authenticated) หลังจากการอัพเดตเฟิร์มแวร์และแอปฯ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา

ไฟล์เสียงฟอร์แมต MQA นั้นถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่เป็นการปฏิวัติรูปแบบของอุตสาหกรรมเพลงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ช่วยให้คุณภาพเสียงในระดับสตูดิโอมาสเตอร์หรือต้นฉบับแท้ ๆ ถูกส่งต่อไปถึงผู้บริโภคที่เป็นนักฟังเพลงได้อย่างสะดวก คล่องตัว และเข้าถึงได้ง่าย

เนื่องจากไฟล์มีขนาดเล็กกว่าไฟล์เสียงรายละเอียดสูงทั่วไป จึงสามารถสตรีมหรือดาวน์โหลดมาฟังได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ยังคงคุณภาพเสียงระดับสตูดิโอมาสเตอร์เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

ลองเล่นไฟล์ฟอร์แมต MQA ทันสมัยสุด ๆ เลยครับ

ช่วงท้ายของรีวิวนี้ผมจึงมีโอกาสได้อัพเดตดังกล่าวแล้วลองเล่นไฟล์ MQA ที่มีอยู่ดูกับเครื่องเสียงของบลูซาวด์และพบว่ามันเจ๋งจริงอย่างที่เขาคุยไว้ ในขณะใช้งานที่แอปฯ BluOS จะมีสัญลักษณ์ MQA แสดงขึ้นมาเป็นจุดสีเขียวหรือสีฟ้าในขณะที่ตัวเครื่องเล่นกำลังถอดรหัสหรือเล่นไฟล์เพลงฟอร์แมต MQA

สัญลักษณ์จุดไฟสีฟ้าจะติดสว่างขึ้นในกรณีที่กำลังเล่นไฟล์เพลงฟอร์แมต MQA Studio ซึ่งเป็นไฟล์เสียงที่ผ่านการรับรองแล้วจากสตูดิโอโดยตัวศิลปินหรือโปรดิวเซอร์โดยตรง หรือผ่านการตรวจสอบรับรองโดยผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ … ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่น่ายินดีแทนคนที่ใช้เครื่องเสียงของบลูซาวด์จริง ๆ ครับ

ความเห็นโดยสรุป
เป็นอีกครั้งที่ต้องบอกว่า “Don’t judge a book by its cover” หรืออย่าตัดสินใจเนื้อแท้ของมันจากสิ่งที่เห็นภายนอก เห็นเป็นเครื่องเสียงตัวเล็ก ๆ อย่างนี้ ส่องดูวงจรข้างในก็ไม่เห็นอุปกรณ์ออดิโอเกรดตัวเขื่อง หรือหม้อแปลงลูกโต

แต่เครื่องเสียง Bluesound Gen 2 ทั้งสองรุ่นนี้สามารถทำให้คนที่ประทับใจบลูซาวด์รุ่นแรกอยู่แล้วอย่างผม เกิดความประทับใจมากยิ่งขึ้นไปได้อีก

ด้วยการใช้งานที่ง่ายและเลือกเล่นเพลงได้จากหลายช่องทาง ทำให้ในระหว่างลองใช้งานเครื่องเสียงของบลูซาวด์ชุดนี้ ต้องบอกว่าผมได้ฟังเพลงเยอะมาก ๆ เยอะทั้งปริมาณ เยอะทั้งแนวเพลง คืออยากฟังอะไรก็จิ้ม ๆ ๆ ๆ มาฟัง และที่สำคัญด้วยคุณภาพเสียงดังที่ได้บอกเล่าไปแล้วข้างต้น

ตลอดการทดลองใช้งาน Node 2 และ Powernode 2 จึงเป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่น่าประทับใจมาก เพราะได้ฟังเพลงเยอะมากแถมเสียงดีด้วยต่างหาก โดยเฉพาะเพลงยุค 90 สมัยผมยังเป็นวัยรุ่น ได้ย้อนกลับไปฟังอีกครั้งด้วยคุณภาพอย่างนี้มัน happy มาก ๆ ครับ … ปลื้มปริ่มจริง ๆ

อีกเรื่องที่น่าสนใจ เรื่องที่คนทั่วไปมักพูดกันว่าดิจิทัลออดิโอสมัยใหม่น่ะล้าสมัยง่ายจะตาย แป๊บเดียวก็ตกรุ่นแล้ว แต่ผมว่าเครื่องเสียงอย่างบลูซาวด์นี่แหละครับที่จะไม่ล้าสมัยง่าย ๆ เพราะว่ามันสามารถอัพเกรดคุณภาพได้อย่างซอฟต์แวร์

อีกทั้งการอัพเดตแต่ละครั้ง ใช่ว่าจะเปลี่ยนเฉพาะตัว UI (User Interface) หรือฟังก์ชั่นต่าง ๆ นะครับ ในระบบที่ฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ประสานกันจนแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกันเช่นนี้ มันยังมีส่วนทำให้เสียงดีขึ้นได้ด้วยครับ

1 ปีกว่า ๆ ที่ผ่านมาหลังจากได้ลองเล่น Bluesound รุ่นแรก ผมคิดว่า BluOS นั้นพัฒนาไปมาก ทั้งในส่วนของ UI (User Interface) ที่สวยงาม ใช้ง่ายขึ้นและเสถียรขึ้นมากเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นแรก ๆ หรือจะเป็นการสตรีมผ่าน Wi-Fi ที่นิ่งมาก มากจนผมคิดว่าการใช้สาย LAN อาจจะไม่ใช่เรื่องจำเป็นอย่างยิ่งยวดอีกต่อไป

ตลอดเวลาของการลองเล่นมันทำให้ผมมั่นใจว่านี่เป็นการสตรีมผ่าน Wi-Fi ที่ให้เสียงดีกว่าระบบสตรีมเมอร์ทั่วไปเช่นระบบที่ใช้โปรโตคอล UPnP หรือ DLNA ระบบปฏิบัติการ BluOS ของทาง Bluesound ซึ่งเรียบง่ายกว่าและถูกปรับแต่งแบบ custom มาได้ลงตัวกับเครื่องเสียงของเขาเอง ให้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจกว่าทั้งในเรื่องของการใช้งานและคุณภาพเสียง

ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้กล่าวถึงไปข้างต้นเกี่ยวกับเครื่องเสียงของบลูซาวด์ทั้ง 2 รุ่น ทำให้ผมมีความเชื่อว่า ในโลกของการพัฒนาเครื่องเสียงไฮไฟสมัยใหม่ต่อจากไปนี้ Bluesound จะเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงมากไม่แพ้ยี่ห้ออื่น ๆ และถ้าหากการพัฒนายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเช่น 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ชื่อ Bluesound จะขึ้นมายืนอยู่ในแถวหน้าของเครื่องเสียงไฮไฟที่ราคาเอื้อมถึงได้ไม่ยาก ภายในเวลาไม่เกิน 5 ปีต่อจากนี้ไป …ฟันธงได้เลยครับ!

(Live) พี่เอ็มมาเป็นวิทยากรพิเศษ พูดถึง BlueSound ที่โชว์รูม Conice สาขา CTW

Posted by GM 2000 Magazine on Saturday, June 4, 2016

ผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรพิเศษในวันเปิดตัวเครื่องเสียง Bluesound Gen 2
ที่โชว์รูม โคไน้ซ์ สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ครับ เลยมีโอกาสได้ถ่ายทอดสดลง Facebook ด้วยครับ


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด
โทร. 0-2276-9644
ราคา : 22,100 บาท (์Node 2), 33,200 บาท (PowerNode 2)

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังเห่อระบบเสียง Lossless ใน Apple Music และงานบ้าน D.I.Y.