รีวิว Marantz : ND8006

ถ้าคุณเล่นเครื่องเล่นเสียงมานานกว่า 10 ปีขึ้นไป ผมเชื่อแน่ว่าคุณจะเป็นคนหนึ่งที่มีแผ่นซีดีสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก (และมากกว่าครึ่งหนึ่งในนั้นน่าจะเป็นแผ่นที่มีคุณภาพเสียงขั้นเทพ)

และถ้าทุกวันนี้คุณยังไม่ได้เลิกเล่นเครื่องเสียง คุณก็น่าจะเป็นคนหนึ่งที่หันมาสนใจการฟังเพลงจากระบบ file based audio หรือการเล่นเพลงจากไฟล์ดิจิทัลด้วยไม่ว่าจะเป็นการเล่นจากคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือจากการสตรีมมิ่งทุกรูปแบบ

ผมเองเป็นหนึ่งในนั้นครับ เพิ่มเติมก็คือผมให้ความสนใจ file based audio ที่มีรายละเอียดสูงกว่าซีดีหรือที่เรียกว่า hi-res audio ด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสินค้าเครื่องเสียงส่วนใหญ่ก็หันไปให้ความสำคัญกับ file based audio กันมากขึ้น ขณะที่เครื่องเล่นแผ่นโดยเฉพาะเครื่องเล่นแผ่นซีดีอย่างเดียวนั้นก็หดตัวลงจนเหลือให้เลือกกันอยู่แค่ไม่กี่ยี่ห้อ ไม่กี่รุ่น

ทำให้บางคนเคยถึงกับตั้งคำถามว่า ซีดีจะตายแล้วหรือ ? … ตายแน่ครับ เมื่อถึงเวลาที่เราหาเครื่องเล่นซีดีมาใช้งานไม่ได้แล้ว แต่ในเวลานี้คงยังไม่ถึงเวลา

และถ้าถามวิศวกรของมาร้านทช์ เชื่อแน่ว่าพวกเขายังอยากจะให้แผ่นซีดีมีอายุยืนยาวต่อไปอีกหลายปี ไม่เช่นนั้นเครื่องเสียงที่ออกมาในปี 2018 อย่าง ND8006 คงจะไม่ติดตั้งชุดหัวอ่านแผ่นซีดีอย่างดีมาแน่นอน (วิศวกรของ NAD ก็เช่นกัน ไม่เช่นนั้น NAD M50.2 ที่ผมรีวิวไปก่อนหน้านี้คงตัดออปชั่นเล่นแผ่นซีดีทิ้งไปแล้ว)

Integrated Digital Player
ถ้าหาก Integrated Amplifier หมายถึงการรวมกันของภาคขยายเสียงส่วนหน้าอย่าง ปรีแอมป์ (หรืออาจจะรวมโฟโนปรีแอมป์) และเมนแอมป์ (เพาเวอร์แอมป์) เพื่อให้ทุก ๆ คุณสมบัติของภาคขยายเสียงมารวมอยู่ในเครื่องเดียวกันแล้วล่ะก็

เครื่องเสียงอย่าง Marantz ND8006 ถ้าจะถูกเรียกว่า Integrated Digital Player ก็คงเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด

เครื่องเล่นตัวนี้เล่นแผ่นซีดีได้ เล่นได้ทั้งแผ่น CD และ CD-R/RW (MP3/WMA) คือมันสามารถใช้งานเป็นเครื่องเล่นซีดีธรรมดา ๆ เครื่องหนึ่งที่เราหลายคนคุ้นเคย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องมาเรียนรู้อะไรกันก่อนถึงจะได้ฟังเพลง

เรียกว่าแกะกล่องมาต่อสายไฟ สายสัญญาณ เปิดถาดใส่แผ่น เอาแผ่นซีดีวางแหมะลงไปแล้วปิดถาดใส่แผ่น จากนั้นก็ฟังเพลงเพลิน ๆ กันไป เรื่องอื่นเดี๋ยวค่อยว่ากัน… อ้อ มันยังมีช่องสัญญาณ “digital output” มาให้ด้วยทั้ง Optical/Coaxial จะใช้มันเป็นซีดีทรานสปอร์ตอย่างเดียวก็สามารถทำได้

ND8006 มีภาคดิจิทัลโปรเซสเซอร์หรือส่วนประมวลผลและถอดรหัสสัญญาณเสียงดิจิทัลในตัว มีช่องทางการรับสัญญาณดิจิทัลหรือ “digital input” ให้เลือกใช้ทั้งแบบ Coaxial, Optical (2 ชุด) และ USB type B ซึ่งสามารถต่อเล่นไฟล์เสียงจากคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ประเภท Streamer Bridge เช่น Clef Audio รุ่น Zero One, Roon รุ่น NuCleus หรือ Auralic รุ่น Aries ได้

รายละเอียดขั้วต่อต่าง ๆ ด้านหลังเครื่อง ในภาพถอดเสาอากาศทั้งสองเสาของ Wi-Fi และ Bluetooth ออก

สรุปในส่วนที่ว่ามานี้ก็คือ เครื่องเล่นตัวนี้สามารถทำตัวเป็น External DAC แยกชิ้นได้ด้วย แถมยังเป็น External DAC ที่รองรับไฟล์เสียงรายละเอียดสูงหรือ hi-res audio ถึงระดับ 32bit/384kHz สำหรับฟอร์แมต PCM และ DSD 11.2MHz สำหรับฟอร์แมต DSD (ทางอินพุต USB type B)

การเล่นไฟล์ hi-res audio ใน ND8006 ยังนับรวมไปถึงการเล่นจากไฟล์โดยตรงผ่านทางอินพุต USB type A ที่ด้านหน้าของเครื่อง (USB memory playback) แค่เอาไฟล์เสียงใส่ใว้ใน USB Storage หรืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เชื่อมต่อด้วย USB เช่น External HDD, External SSD หรือ Flashdrive มาเสียบ

เท่าที่ได้ลองมันรองรับเฉพาะ USB Storage ที่เป็น FAT เท่านั้นนะครับ (NTFS หรือ exFAT มันจะมองไม่เห็นไฟล์) สามารถเล่นไฟล์เสียงมาตรฐานยอดนิยมได้ตั้งแต่ WAV, MP3, AAC, WMA, FLAC หรือ ALAC รองรับสูงสุดคือ PCM 24bit/192kHz และ DSD 5.6MHz

นอกจากจะเป็นเครื่องเล่นซีดี, เป็นทรานสปอร์ต และเป็น DAC แยกชิ้นแล้ว ND8006 ยังเป็น “Network Streamer” หรือเครื่องเล่นไฟล์เพลงโดยการสตรีมทั้งจากระบบเน็ตเวิร์คทางการเชื่อมต่อสาย LAN (Ethernet RJ-45) หรือระบบไร้สาย Wi-Fi Dual Band 2.4GHz/5GHz ซึ่งรองรับ AirPlay ของ Apple ด้วย ตลอดจนระบบไร้สายอย่างสัญญาณ Bluetooth

ช่องเสียบหูฟังที่หน้าเครื่อง

สำหรับคุณสมบัติด้านเน็ตเวิร์ค ND8006 เลือกใช้แพลทฟอร์ม “HEOS” ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันของแบรนด์ในเครือเดียวกันกับ Marantz อย่าง Denon นั่นหมายความว่า ND8006 จะสามารถใช้งานในส่วนของระบบเน็ตเวิร์คร่วมกับเครื่องเสียงต่างยี่ห้อได้ด้วยในลักษณะของมัลติรูมออดิโอ ขอเพียงใช้แพลทฟอร์ม HEOS เหมือนกันเท่านั้น

ในส่วนของการทำหน้าที่เป็น Network Streamer เครื่องเสียงรุ่นนี้สามารถเล่นไฟล์เสียงรายละเอียดสูงได้เช่นกัน รองรับสูงสุดคือ PCM 24bit/192kHz และ DSD 5.6MHz สามารถสตรีมเพลงจาก Internet Radio, Spotify Connect, Amazon Music, TIDAL, Deezer และผู้ให้บริการอีกจำนวนหนึ่ง รองรับการใช้งานในระบบเสียงมัลติรูมออดิโอ

ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถควบคุมสั่งงานผ่านแอปฯ HEOS ในสมาร์ทโฟนทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS

Technical Insight
Marantz ND8006 ออกแบบและผลิตในประเทศญี่ปุ่น ตีตรา “Made in Japan” มาชัดเจนที่ด้านหลังเครื่องเหมือนกับเครื่องเสียงรุ่นอื่น ๆ ที่ทางมาร้านท์ซให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เช่น อินทิเกรตแอมป์รุ่น PM8006 ที่ผมได้รีวิวไปก่อนหน้านี้

ดูจากภายนอก ND8006 มาในดีไซน์ที่ดูคุ้นตา พักหลังเครื่องเสียงของมาร้านท์ซก็หน้าตาแบบนี้แหละครับ เห็นแค่หางตารับรองว่าจำได้แน่นอน วัสดุที่ใช้ทำแท่นเครื่องและคุณภาพงานประกอบถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานของมาร้านท์ซและงานผลิตระดับ “Made in Japan” ส่วนฐานแท่นเครื่องเป็นแผ่นโลหะซ้อนกัน 2 ชั้น น้ำหนักตัวเครื่องที่ 8 กิโลกรัมก็เพียงพอจะบ่งบอกถึงความแน่นหนาของเครื่องเสียงขนาดมาตรฐานรุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี

รีโมตคอนโทรลอินฟราเรดที่ใช้ได้กับทั้งรุ่น PM8006 และ ND8006

ผมพบว่ารีโมตคอนโทรลอินฟราเรดที่ให้มาด้วยกันกับ ND8006 เป็นรีโมตตัวเดียวกับที่ให้มาในอินทิเกรตแอมป์ PM8006 และมันสามารถใช้งานร่วมกันได้ นั่นหมายความว่าถ้าคุณใช้ ND8006 + PM8006 ก็สามารถเก็บรีโมตอันหนึ่งเอาไว้ในกล่องได้เลย

ข้อมูลจากทางมาร้านท์ซระบุว่าการออกแบบ ND8006 นั้นมาจากพื้นฐานความสำเร็จของเครื่องเสียงรุ่น NA8005 และ SA8005 เป็นการรวมคุณสมบัติของเครื่องทั้งสองรุ่นเข้าไว้ด้วยกัน แต่ไม่ได้ยกเอาของเก่ามารวมกันเฉย ๆ แต่ยังได้ปรับปรุงให้ทันสมัย ทั้งในด้านการใช้งานซึ่งได้ผนวกเอาแพลทฟอร์ม HEOS เข้ามา และด้านคุณภาพเสียงที่ได้มาจากการออกแบบวงจรแบบคิดใหม่ทำใหม่เกือบทั้งหมด

ส่วนประกอบภายในเครื่อง ND8006

สำหรับวงจรไฟฟ้าภายในเครื่อง เห็นได้ชัดว่าหลายส่วนใช้อุปกรณ์เกรดดี เช่น หม้อแปลงเทอร์รอยด์ที่มีการชีลด์ 2 ชั้น ตัวเก็บประจุฟิลเตอร์ขนาดใหญ่ 3,300 ไมโครฟารัด รวมถึงบรรดาตัวเก็บประจุออดิโอเกรด หรือตัวต้านทานชนิด MELF Resistor (Metal Electrode Leadless Face) ชนิดที่มีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำ

กลไกชุดหัวอ่านแผ่นซีดีใน ND8006

การออกแบบบางส่วนก็ได้หยิบยืมมาจากเครื่องเสียงรุ่นที่สูงกว่ามาใช้ เช่น อินพุต USB Type B ที่โดยมากจะต่อใช้งานกับอุปกรณ์ประเภทคอมพิวเตอร์ วิศวกรของมาร้านท์ซนอกจากออกแบบให้ทำงานในรูปแบบ asynchronous mode ซึ่งมี jitter ต่ำมากแล้ว ยังมีวงจร noise isolation แยกการรบกวนทางไฟฟ้าหรือ noise ใด ๆ ที่จะแพร่จากคอมพิวเตอร์ผ่านเข้ามาในตัวเครื่องด้วยอีกทางหนึ่ง

วงจรถอดรหัสเสียงใน ND8006 ใช้ชิป DAC รหัส Sabre ES9016 จาก ESS Technology ระบบสัญญาณนาฬิกาแบบคู่ (dual crystal clocks) แยกฐานความถี่สำหรับสัญญาณดิจิทัลในแต่ละ sample rate วงจรในส่วนของสัญญาณอะนาล็อกออกแบบอย่างพิถีพิถัน

มีการใช้อุปกรณ์คัดเกรดรวมถึงโมดูลขยายเสียง HDAM (Hyper-Dynamic Amplifier Modules) รุ่นล่าสุดของมาร้านท์ซนั่นคือ HDAM-SA2 ซึ่งออกแบบให้มีแบนด์วิดธ์กว้างเหมาะกับสัญญาณ hi-res audio ในวงจรอะนาล็อกหลาย ๆ จุด เพื่อเพิ่มไดนามิกเรนจ์และลดสัญญาณรบกวนลงเมื่อเทียบกับการใช้งานชิปวงจรรวม (IC) ทั่วไป

แผงวงจรสัญญาณดิจิทัลที่เลือกใช้ชิป DAC คุณภาพสูง
วงจรแยกส่วนอินพุตสัญญาณดิจิทัลจากสัญญาณรบกวนภายนอก

อีกส่วนที่สำคัญอย่างวงจรดิจิทัลฟิลเตอร์ ใน ND8006 เลือกใช้วงจร “Marantz Musical Digital Filtering” (MMDF) ซึ่งเป็นอย่างไรทางมาร้านท์ซก็ไม่ได้แจ้งในรายละเอียดเอาไว้

บอกแต่เพียงว่าเป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพเสียงโดยตรงและมาร้านท์ซเองให้ความสำคัญกับส่วนนี้้มากโดยได้ไปหยิบยืมเทคโนโลยี “Marantz Music Mastering” มาจากเครื่องเสียงรุ่น Premium Range 10 Series (เครื่องราคาหลักแสน) มาประยุกต์ใช้กับ ND8006

เครื่องเสียงรุ่นนี้ให้ช่องสัญญาณอะนาล็อกเอาต์พุตที่ด้านหลังเครื่องมาด้วย 2 ชุด ชุดหนึ่งกำกับว่า “FIXED” หมายความว่า ปล่อยสัญญาณเต็มที่ อีกช่องหนึ่งกำกับว่า “VARIABLE” หมายความว่า สามารถปรับความแรงของสัญญาณขาออกได้ตามระดับวอลุ่มในตัว เอาต์พุตสองชุดนี้แยกอิสระจากกันสามารถใช้งานชุดใดชุดหนึ่ง หรือใช้ทั้งสองชุดในเวลาเดียวกันก็ได้

ช่อง “FIXED” นั้นสามารถต่อใช้งานได้ตามปกติกับอินทิเกรตแอมป์ ปรีแอมป์ หรือรีซีฟเวอร์ ทั่วไป และจะแมตช์กันเป็นพิเศษกับอินทิเกรตแอมป์ PM8006 เพราะเขาออกแบบมันมาด้วยกัน

แผงวงจรสัญญาณอะนาล็อกแยกวงจรชัดเจนระหว่างเอาต์พุต “FIXED” และ “VARIABLE”
ส่วนของวงจรภาคขยายหูฟัง

ผมสังเกตเห็นว่าขั้วต่อ RCA ของเอาต์พุตชุดนี้ทางมาร้านท์ซตั้งใจใช้ขั้วต่อที่เกรดดีกว่า ช่อง “VARIABLE” คงตั้งใจจะให้ใช้งานเอาต์พุตในส่วนนี้เป็นหลัก ส่วนช่อง “VARIABLE” นั้นเป็นส่วนเสริมเอาไว้ใช้กับเพาเวอร์แอมป์หรือลำโพงแบบแอคทีฟ การควบคุมระดับความดังของเสียงสามารถปรับได้ที่รีโมตคอนโทรลหรือควบคุมผ่านแอปฯ HEOS ในสมาร์ทโฟน

สำหรับช่องเสียบหูฟังด้านหน้าเครื่อง มาจากวงจรภาคขยายเสียงหูฟังในตัว ND8006 ซึ่งออกแบบด้วยโมดูล HDAM-SA2 สามารถขับหูฟังได้ตั้งแต่หูฟังอิมพิแดนซ์ต่ำถึงอิมพิแดนซ์สูง ๆ เลือกอัตราขยายให้เหมาะกับความไวของหูฟังได้ 3 ระดับคือ low, mid และ high

ซึ่งผมได้ลองแล้วก็พบว่ามันสามารถทำได้จริงตามนั้น และดูเหมือนว่าการเพิ่มแอมป์หูฟังแยกต่างหากจะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นเลย นอกเสียจากว่าหูฟังรุ่นนั้น ๆ จำเป็นต้องใช้งานร่วมกับแอมป์หูฟังที่ออกแบบมาพิเศษกว่าทั่วไป

การเป็นเครื่องเสียงที่รวมเอาความสามารถหลาย ๆ อย่างมารวมไว้ด้วยกันอาจทำให้เกิดคำถามขึ้นได้ว่า “วงจรส่วนต่าง ๆ มันจะไม่รบกวนกันเองหรือ ?”

วิศวกรของมาร้านท์ซก็คงตระหนักถึงความจริงในส่วนนี้จึงออกแบบให้ ND8006 สามารถปิดการทำงานของส่วนที่อาจจะส่งผลกับส่วนอื่น ๆ ได้ในเวลาที่ไม่ได้ใช้งานโดยการเข้าไปตั้งค่าในเมนูหลักของเครื่อง อย่างเช่น การปิดการทำงานของระบบ network, ปิดการทำงานของส่วน USB memory playback, ปิดการเชื่อมต่อ wi-fi หรือ bluetooth, ปิดการใช้งานภาคแอมป์หูฟัง, ปิดการใช้งานช่องอะนาล็อกเอาต์พุต “VARIABLE” หรือการปิดการใช้งานช่องดิจิทัลเอาต์พุต

HEOS
การใช้งานแพลทฟอร์ม HEOS ถือว่าเป็นหัวใจของ ND8006 เหตุผลก็คือ ส่วนที่เป็นการสตรีมจากระบบเน็ตเวิร์คทั้งหมดในเครื่องเสียงรุ่นนี้จะอาศัยแพลทฟอร์ม HEOS ซึ่งพัฒนาและสั่งตัดขึ้นมาโดยเฉพาะ แตกต่างจากเครื่องเสียงระบบเน็ตเวิร์ค NA Series รุ่นก่อน ๆ ของมาร้านท์ซที่ทำงานบนแพลทฟอร์ม UPnP ที่ออกแบบมาให้ใช้งานทั่วไปไม่ใช่การสั่งตัดหรือทำขึ้นมาโดยเฉพาะ

เปรียบเทียบไปแล้ว HEOS ของ Marantz/Denon ก็จะอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับ SoundTouch ของ Bose, BluOS ของ Bluesound/NAD, MiND ของ Sim Audio Moon,

นอกจากนั้นแล้วตัวแอปฯ HEOS ในสมาร์ทโฟนยังทำหน้าที่แทนรีโมตคอนโทรลอินฟราเรดได้เกือบทั้งหมด ดังนั้นเบื้องต้นผมแนะนำให้ผู้ใช้ ND8006 เชื่อมต่อเครื่องกับระบบเน็ตเวิร์คทางสาย LAN หรือทาง Wi-Fi 5GHz ถ้าระบบ Wi-Fi Router ที่คุณใช้อยู่รองรับ

ก่อนจะไปถึงขั้นตอนต่อไป สิ่งแรกที่แนะนำให้ทำก่อนคือการ Update Firmware ของเครื่องเพื่อการใช้งานที่สมบูรณ์ที่สุด ในระหว่างรีวิวเป็นเวลา 2-3 เดือนผมพบว่าตัวเครื่องมีเฟิร์มแวร์ใหม่ให้อัปเดตอยู่ 2-3 ครั้งเลยทีเดียว จากนั้นก็ให้ดาวน์โหลดแอปฯ HEOS มาไว้ในสมาร์ทโฟน แล้วตั้งค่าใช้งานไปตามขั้นตอน

เท่าที่ได้ลองใช้งานมา ผมพบว่าแอปฯ HEOS ใน iOS (iPhone X, iPhone SE) ใช้งานได้ราบรื่นและเสถียรกว่าใน Android (LG V30+ และ Huawei P20 Pro) และผมไม่เชื่อว่าคนที่ใช้ ND8006 แล้วไม่ใช่งาน HEOS นั้นจะใช้งานเครื่องเสียงรุ่นนี้ได้อย่างคุ้มค่า

ในแอปฯ HEOS ทำให้การใช้งานทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายขึ้นแม้กระทั่งการเล่นแผ่นซีดีธรรมดา ยิ่งถ้าใช้งานในลักษณะสตรีมมิ่งไม่ว่าจะสตรีมจาก local server (เช่น NAS ที่บ้าน) หรือการสตรีมจากออนไลน์อย่าง Spotify หรือ TIDAL ก็จะยิ่งสะดวกและง่ายมากขึ้นไปอีก มันง่ายพอ ๆ กับที่เราฟังเพลงในมือถือ แต่นี่มันให้เสียงดังออกมาจากชุดเครื่องเสียงของเรา

เมื่อปีที่แล้วผมมีโอกาสได้ใช้งานแอปฯ HEOS แล้วพบว่ามันยังมีตำหนิอยู่มาก คือค่อนข้างช้าและขาดความแน่นอน แต่พอได้มาลองเล่น HEOS ที่พัฒนามาแล้วร่วมปีก็พบว่ามันดีกว่าเดิมมาก อาการแอปฯ เด้งหรือค้างแทบไม่ปรากฏ การควบคุมสั่งงานก็ลื่นไหลดีโดยเฉพาะกับอุปกรณ์ iOS

ผมมาทราบภายหลังว่า HEOS ใน ND8006 นั้นสามารถรองรับคำสั่งเสียง Alexa ของ Amazon ด้วย น่าเสียดายว่าได้คืนเครื่องทดสอบไปแล้วเลยยังไม่ได้ลองในส่วนนี้ ในอนาคตหากมีโอกาสก็คงได้หยิบยืมมาลองในส่วนนี้กันอีกครั้งแน่นอนครับ

USB DAC
ผมเองได้ลองเล่นเกือบทุกคุณสมบัติของ ND8006 แน่นอนว่ารวมถึงการใช้งานที่เบสิกที่สุดอย่างการเล่นแผ่นซีดี แม้ว่าพักหลังผมจะเล่นเพลงโดยตรงจากแผ่นซีดีไม่บ่อยเท่าการเล่นจากไฟล์เสียง แต่การหยิบแผ่นซีดีที่คุ้นเคยมาลองเปิดฟังกับ ND8006 ก็ได้คุณภาพเสียงออกมาดีมาก ให้เสียงที่ลื่นไหลน่าฟัง

เสียงที่ได้จาก ND8006 เวลาเปิดฟังจากแผ่นซีดีไม่มีลักษณะความแข็งกร้าว ความหยาบกร้านเจือปนอยู่ในเนื้อเสียงเลย เข้าใจว่าส่วนหนึ่งมาจากการใช้ DAC สมัยใหม่ที่มี jitter ต่ำลงมากเมื่อเทียบกับ DAC ในยุคก่อนหน้านี้สัก 15-20 ปี

ชุดที่ผมใช้ฟังทดสอบก็ใช้อินทิเกรตแอมป์ Marantz PM8006 เป็นหลักบางช่วงมีการสลับสับเปลี่ยนกับอินทิเกรตแอมป์ Arcam FMJ A29 บ้าง ส่วนลำโพงได้ลองฟังกับทั้ง Revel Concerta2 M16 (ลำโพงวางขาตั้ง) และ Q Acoustics 3050 (ลำโพงตั้งพื้น)

แต่จริง ๆ แล้วผมอยากจะบอกว่าไฮไลต์ของ ND8006 อยู่ที่การใช้งานเป็น USB DAC นั่นคือการฟังผ่านอินพุต USB Type B ของมันนั่นเอง ที่อินพุตนี้มันสามารถเล่นไฟล์เสียง hi-res audio ไปได้ถึง 32bit/384kHz สำหรับฟอร์แมต PCM และ DSD 11.2MHz สำหรับฟอร์แมต DSD

นั่นหมายความว่าเมื่อเล่นไฟล์เสียงที่ระดับต่ำกว่านี้ภาคประมวลผลและถอดรหัสในตัวมันจะแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ มันทำให้คุณภาพของไฟล์เสียงถูกเปิดเผย ถูกแจกแจงอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าจะเป็นไฟล์เสียง 16bit/44.1kHz ที่ริปมาจากแผ่นซีดีก็ตาม ถ้าอัลบั้มนั้นได้รับการบันทึกเสียงมาอย่างยอดเยี่ยม สิ่งที่ถ่ายทอดออกมาจาก ND8006 ก็ทำให้ผู้ฟังรับรู้ได้ถึงความยอดเยี่ยมนั้นด้วยเช่นกัน

ผมยกตัวอย่างตอนที่ใช้งาน ND8006 ในโหมด USB DAC โดยต่อฟังคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows 10และแอปฯ Roon สลับกับ Network Bridge อย่าง Roon : Nucleus ประมาณครึ่งของเพลงที่ผมเปิดฟังเป็นการเปิดจากไฟล์เสียงที่ริปมาจากแผ่นซีดี อัลบั้มเพลงในกลุ่มออดิโอฟายหรือที่บันทึกเสียงมาดีมาก ให้เสียงออกมาฟังไพเราะจับใจ แน่นอนว่ามันดีกว่าการเปิดฟังจากแผ่นซีดีโดยตรงโดยเฉพาะในเรื่องของความสะอาด ความชัดและความเกลี้ยงเกลาในเนื้อเสียง

ยกตัวอย่างเพลงในอัลบั้ม “The All Star Percussion Ensemble” โดย Harold Farberman อัลบั้มนี้หากชุดเครื่องเสียงที่เปิดฟังไม่มีคุณสมบัติของการถ่ายทอดน้ำเสียงที่น่าฟังแล้วล่ะก็ เปิดฟังไปสักพักจะเริ่มรู้สึกรกหูจนไม่อยากฟังต่อ

ในทางตรงกันข้ามถ้าหากฟังแล้วรู้สึกเพลิดเพลินในความกระจ่างพร่างราวของเสียง ของบรรดาเครื่องเคาะโลหะและไม้ เวลาในการฟังจะผ่านพ้นไปรวดเร็วมาก ฟังแป๊บ ๆ จบเพลงสุดท้ายแล้ว ซึ่ง ND8006 มีคุณสมบัติเป็นไปตามกรณีหลัง

เมื่อขยับไปลองเล่นไฟล์เสียงในกลุ่ม hi-res audio โดยเฉพาะไฟล์ DSD ที่ผมเลือกมาฟังคละไปกับ PCM hi-res ด้วยความที่เครื่องเล่นมาร้านท์ซรุ่นนี้มีน้ำเสียงที่เป็นมิตรต่อโสตประสาทเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้เปิดฟังจากไฟล์เสียงที่มีคุณสมบัติเอื้อต่อคุณภาพเสียงที่ดี (บันทึกเสียงดีและเป็น hi-res audio) ก็ยิ่งทำให้ ND8006 เป็นเครื่องเล่นดิจิทัลที่ให้น้ำเสียงออกมาเกินคำว่าความคุ้มค่า

ลองเล่นไฟล์ PCM hi-res และ DSD

ขณะที่พิมพ์อยู่นี้ผมยังจำได้ถึงเสียงแซ็กโซโฟนและเปียโนในอัลบั้ม “Blues A Plenty” โดย Johnny Hodges and his Orchestra มันไม่เหมือนฟังจากชุดเครื่องเสียง แม้ว่าเครื่องเสียงที่ผมใช้ฟังอยู่นี้จะไม่ได้มีมูลค่าสูงมากมาย มันก็สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมาได้

เช่นเดียวกับตอนที่ผมเปิดไฟล์ PCM 24bit/176.4kHz อัลบั้ม “Time Out” โดย The Dave Brubeck Quartet เครื่องเล่นของมาร้านท์ซได้คืนวิญญาณของดนตรีอะคูสติกชุดนี้โดยถ่ายทอดผ่านทุก ๆ ตัวโน้ตที่ผมได้ยินตลอดการฟัง เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมากจริง ๆ ครับ

ดังนั้นใครที่คิดจะซื้อเครื่องเสียงรุ่นนี้ไปใช้ แม้ว่ามันจะฟังดีมากกับแผ่นซีดี หรือไฟล์ที่ริปมมาจากแผ่นซีดี แต่ผมอยากจะยุให้คุณได้ฟังเสียงจากไฟล์ hi-res audio ด้วย แล้วประสบการณ์คำว่า “ความเป็นดนตรีที่สมจริง” ของคุณจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกอย่างแน่นอนครับ

Network Streamer
สำหรับการใช้งานในโหมด Network Streamer โหมดนี้จะได้ใช้ประโยชน์จากแอปฯ HEOS อย่างเต็มที่ โหมดนี้แม้ว่าจะสามารถสตรีมจาก local music server ได้ด้วย ซึ่งในที่นี้ผมใช้คอมพิวเตอร์เป็นฮาร์ดแวร์+ซอฟต์แวร์ Minimserver ทำหน้าที่เป็น music server ที่สามารถเล่นไฟล์โดยการสตรีมผ่านเน็ตเวิร์คได้ทั้ง PCM hi-res และ DSD

อย่างไรก็ดี ในระหว่างการทดสอบใช้งานในโหมดนี้ผมจะเลือกสตรีมไฟล์เสียงคุณภาพ lossless จาก TIDAL เป็นหลักมากกว่าการสตรีมจาก local music server ของผม เนื่องจากทั้งที่บ้านของผมเองและที่ออฟฟิศของ GM2000 เป็นระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไฟเบอร์ออปติค การสตรีม lossless จากอินเทอร์เน็ตจึงไม่ใช่ปัญหา

แต่บางครั้งผมก็สตรีมจาก Spotify เพราะเพลงที่อยากฟังไม่มีใน TIDAL สิ่งที่ ND8006 ทำให้ผมประหลาดใจเล็กน้อยคือ เสียงที่ได้จาก Spotify ซึ่งไม่ใช่ไฟล์เสียงแบบ lossless นั้นก็ยังเป็นเสียงที่น่าฟัง ไม่ได้บางหรือแห้งจนถึงกับรับฟังไม่ได้ จะมีก็แต่ตอนที่ฟังจาก Internet Radio ซึ่งส่งข้อมูลด้วยบิตเรตค่อนข้างต่ำเท่านั้นแหละครับ ที่สุ้มเสียงฟังแย่ลงอย่างชัดเจน ส่วนตัวผมว่ามันเหมาะกับการใช้ฟังข่าวสารมากกว่าใช้ฟังเพลงอย่างจริงจัง

ข้อดีของการสตรีมจาก TIDAL ก็คือผมจะมีเพลงให้ฟังจำนวนมหาศาล ด้วยคุณภาพระดับเทียบกับไฟล์ที่ริบมาจากแผ่นซีดี ซึ่งหลายอัลบั้มเป็นงานบันทึกเสียงคุณภาพสูงอย่างเช่น อัลบั้ม “La Fille Mal Gardée” โดยOrchestra of the Royal Opera House, Covent Garden, John Lanchbery ของสังกัด Decca ซึ่งเมื่อผมเปิดฟังจาก ND8006 และเครื่องเสียงที่ใช้ทดสอบแล้ว ยอมรับเลยครับว่ามันฟินกว่าฟังจากหูฟังเยอะเลย โดยเฉพาะมิติเวทีเสียงที่สมจริงและเป็นธรรมชาติกว่า

น่าเสียดายเล็กน้อยที่ ND8006 ไม่รองรับการถอดรหัส MQA ไม่เช่นนั้นแล้ว ผู้ที่ใช้งานเครื่องเสียงรุ่นนี้คงจะได้มีประสบการณ์การฟังไฟล์ MQA หรือ Master Quality Anthenticated ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหนทางในอนาคตที่จะเข้าถึง hi-res audio จากการสตรีมได้โดยง่ายและสะดวก แถมยังให้คุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยมด้วยครับ

ส่วนหนึ่งของชุดเครื่องเสียงที่ใช้ในการรีวิว

ดิจิทัลไฮไฟที่อยู่กับปัจจุบันและอนาคต
จากที่เคยได้ลองเครื่องเสียงตระกูล NA Series และ SA Series ของมาร้านท์ซมาแล้ว พอได้มาลองเล่น ลองฟัง ND8006 ที่ออกมาสด ๆ ร้อน ๆ ในปี 2018 นี้ ก็ชัดเจนว่า ND8006 เหนือกว่าแทบทุกด้านโดยเฉพาะเรื่องคุณภาพเสียง ยกเว้นเรื่องเดียวที่มันเล่นแผ่น SACD โดยตรงไม่ได้เหมือน SA Series

ในขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบ “รุ่นใหญ่” อย่าง Marantz SA-10 แน่นอนว่า ND8006 แต่ยังด้อยกว่าในเรื่องของด้านการออกแบบ (ความหรูหรา) และคุณภาพของวัสดุ ด้านคุณภาพเสียงมันก็ยังเป็นรอง SA-10 แต่ไม่ได้ต่างกันชนิดฟ้ากับเหว แถมยังมี DNA ของน้ำเสียงที่คล้ายกันมากถึงมากที่สุดคือ เด่นที่ความละมุน นุ่มนวล

ขณะเดียวกันยังไม่ได้ละเลยในส่วนรายละเอียด ไม่ใช่ลักษณะของการฟิลเตอร์ให้เสียงทั้งหมดนุ่มหรือหม่นลงไปแต่อย่างใด

สิ่งที่ ND8006 ขายตัวเองได้อย่างชัดเจนคือการที่มันเป็นเครื่องเสียงในหมวดหมู่ใหม่ ที่ไม่ใช่แค่เครื่องเล่นซีดี, External DAC หรือ Network Streamer แต่มันเป็นทุกอย่างในตัวเดียวกันแบบออลอินวัน แถมเป็นออลอินวันแบบสายแข็งเน้นคุณภาพซะด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าหยิบมารวม ๆ กัน เรื่องของคุณภาพไม่ต้องสนใจ

ND8006 มันเป็นเครื่องเสียงหมวดหมู่ใหม่ที่ตั้งใจทำออกมาเพื่อพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลออดิโอทั้งใหม่และเก่านั้น ปัจจุบันมันยังสามารถอยู่ร่วมกันได้… แถมยังเผื่อไปถึงอนาคตด้วยต่างหาก ผมเชื่อว่าต้องมีบางท่านที่อ่านรีวิวนี้แล้วคิดอยากจะขายเครื่องรุ่นเก่าที่บ้านสักชิ้นสองชิ้นแล้วมาซื้อเครื่องเสียงรุ่นนี้ไปแทน

ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยครับสำหรับยุคนี้ เหมือนอย่างที่หลายคนขายกล้องและไอพอดทิ้ง แล้วไปซื้อสมาร์ทโฟนที่ถ่ายรูปสวยแถมยังใช้ฟังเพลงได้เพราะด้วยนั่นแหละครับ


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท เอ็ม.ไอ. เอนจิเนียริ่ง จำกัด
โทร. 0-2254-3316-9
ราคา 49,900 บาท

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความชอบในงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์