fbpx

รีวิว Marantz : PM8006 “อินทิเกรตแอมป์ที่สมบูรณ์แบบ สำหรับผู้มองหาทั้งคุณภาพเสียงและความคล่องตัวในการใช้งาน”

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาอินทิเกรตแอมป์ในแวดวงไฮไฟรุ่นใหม่ที่ออกมามักจะเกาะกระแสและเอาใจตลาดด้วยฟีเจอร์ “ขาย AMP แถม DAC” บ้างก็ดูเหมือน “ขาย DAC แถม AMP”

แน่นอนว่าออปชั่นดังกล่าวย่อมมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ คนที่ชอบคงไม่ต้องถามหาเหตุผลอะไรให้มากมาย พวกเขาเหล่านั้นคงมองความคุ้มค่าโดยให้น้ำหนักไปที่ฟังก์ชั่นใช้งาน และมีความสนใจในระบบดิจิทัลสมัยใหม่ (USB-DAC, Bluetooth ฯลฯ) เป็นแน่แท้

สำหรับคนที่ไม่ชอบ ผมเดาได้เลยว่าคุณต้องเป็นนักเล่นเครื่องเสียงที่กระโดดเข้ามาในวงการนี้ตั้งแต่ยุค 90 หรือก่อนหน้านั้น และเคยผ่านระบบเสียงแยกชิ้นไม่ว่าจะเป็นชุดเล็กหรือชุดใหญ่มาพอสมควร ไม่ว่าเป็นซื้อมาเล่นเองหรือไปฟังของเพื่อน และโดยลึก ๆ แล้วคุณยังคงมีความรู้สึกว่าระบบเสียงอะนาล็อกและดิจิทัล ไม่ควรจะมารวมอยู่ในเครื่องเดียวกัน !

ในขณะที่คุณอ่านถึงตรงนี้แล้วกำลังลังเลว่าตัวเองควรจะอยู่ในกลุ่มไหน ผมบอกได้เลยครับว่าให้เอาความรู้สึก ณ ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง เพราะทั้ง 2 ทางเลือกนั้นไม่มีสิ่งใดที่ถูก หรือสิ่งใดที่ผิด เพราะว่ารสนิยมและประสบการณ์ของเราแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน

กับตัวเราเองเมื่อสองเดือนก่อนเราอาจจะเลือกแบบแรก แต่ตอนนี้เราอาจจะเลือกแบบที่สองก็เป็นได้ ดังเช่นผู้ผลิตเครื่องเสียงยี่ห้อ มาร้านทช์ “Marantz”

อินทิเกรตแอมป์ Series รุ่นรองอย่าง PM7005 ที่ออกมาเมื่อปีก่อน ใส่ DAC สเปคฯ สูง (ระดับที่แยกออกไปขายในราคาหมื่นกว่าบาทได้สบาย ๆ) มาในตัว แต่พอมาปีนี้อินทิเกรตแอมป์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง PM8006 กลับยกภาค DAC เหล่านั้นออกไป คงไว้แค่เพียงวงจรภาคขยายเสียง pure analog ที่ใส่เครื่องเครามาในตัวแบบจัดเต็ม !

คำถามคือ… แล้วมันยังคงความคุ้มค่าอยู่หรือไม่ ?

ดีไซน์เดิม เพิ่มเติมในรายละเอียด
อินทิเกรตแอมป์ PM8006 เป็นรุ่นล่าสุดใน PM ซีรีส์หมายเลข 8 ของทางมาร้านทช์ เช่นเคยมาร้านทช์ยังคงรักษาเอกลักษณ์รูปแบบการดีไซน์ของอินทิเกรตแอมป์ตระกูล PM เอาไว้อย่างเหนียวแน่น เอาเป็นว่าถ้ายกรุ่นก่อนหน้าอย่าง PM8005 มาวางเทียบกับ PM8006 มันคือฝาแฝดกันอย่างไม่ต้องสงสัย

ในแง่ของสเปคฯ มี 2 จุดที่เป็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างรุ่นใหม่อย่าง PM8006 และรุ่นก่อนหน้าอย่าง PM8005 นั่นคือ การออกแบบระบบวอลุ่มปรับเสียงแบบใหม่ และการออกแบบภาคโฟโนที่มาร้านทช์คุยว่ามันดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม

PM8006 เป็นอินทิเกรตแอมป์สเตริโอที่มาพร้อมกับกำลังขับข้างละ 70 วัตต์อาร์เอ็มเอส ที่โหลด 8 โอห์ม และเพิ่มขึ้นเป็น 100 วัตต์อาร์เอ็มเอส ที่โหลด 4 โอห์ม ช่วงความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 5 Hz – 100 kHz ความเพี้ยนรวมเชิงฮาร์มอนิก 0.02% แดมปิ้งแฟคเตอร์ 100

ตัวเลขเหล่านี้อาจจะดูไม่สวยหรือหวือหวามากนัก แต่ผมสังเกตว่าเขาบอกสเปคฯ มาแบบจริงใจมาก เมื่อเปิดดูในคู่มือใช้งานจะพบว่า ตัวเลขกำลังขับนอกจากจะวัดเป็น RMS แล้ว เขายังวัดในเงื่อนไขที่ขับพร้อมกันทั้ง 2 แชนเนล แล้วหาค่าเฉลี่ยจากการวัดในช่วงความถี่ตั้งแต่ 20 Hz – 20 kHz ด้วยต่างหาก ค่าความเพี้ยนรวมเชิงฮาร์มอนิกก็เช่นกัน

อินทิเกรตแอมป์รุ่นนี้ยังคงออกแบบและผลิตที่ประเทศญี่ปุ่น ด้านหลังเครื่องสกรีน “Made in Japan” เอาไว้ชัดเจน และจัดว่าเป็นอินทิเกรตแอมป์รุ่นใหญ่รุ่นหนึ่งของทางมาร้านทช์ ลำพังตัวเครื่องไม่รวมน้ำหนักบรรจุภัณฑ์มีน้ำหนักถึง 12 กิโลกรัม

การเชื่อมต่อ
ในด้านการเชื่อมต่อแอมป์ตัวนี้มีอินพุตสัญญาณสเตริโอแบบซิงเกิ้ลเอ็นด์อันบาลานซ์จำนวน 6 ชุด ขั้วต่อเป็นแจ็ค RCA เคลือบทองอย่างดี แบ่งเป็นอินพุตสำหรับสัญญาณ line level จำนวน 5 ชุด และอินพุตโฟโนสำหรับใช้งานกับหัวเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียงชนิด MM อีก 1 ชุด

นอกจากนั้นยังมีอินพุตอีก 1 ชุดกำกับไว้ว่า “POWER AMP DIRECT IN” สำหรับเชื่อมต่อสัญญาณเสียงเข้ามาใช้งานเฉพาะวงจรขยายเสียงภาคเพาเวอร์แอมป์ในเครื่อง และตัดผ่านวงจรในส่วนของปรีแอมป์ทั้งหมด

ดูกันชัด ๆ กับขั้วต่อด้านหลังเครื่อง

สำหรับด้านเอาต์พุตนอกจากขั้วต่อสัญญาณ “AUDIO OUT” สำหรับต่อพ่วงกับอุปกรณ์บันทึกเสียงและช่องเสียบหูฟังที่ด้านหน้าของเครื่องแล้ว อินทิเกรตแอมป์รุ่นนี้ยังมีช่อง “PRE OUT” สำหรับเชื่อมต่อสัญญาณจากเอาต์พุตของภาคปรีแอมป์ในตัวออกไปใช้งานกับเพาเวอร์แอมป์ภายนอกได้ด้วย เรียกว่ารองรับการเชื่อมต่อพื้นฐานของระบบเสียงไฮไฟสเตริโอได้แทบทุกรูปแบบการใช้งานเลยจริง ๆ

ขนาดขั้วต่อสายลำโพงเขายังให้มา 2 ชุด (A, B) ซึ่งเราสามารถเลือกใช้งานชุดใดชุดหนึ่ง หรือจะใช้งานพร้อมกันทั้ง 2 ชุดก็ได้เพียงแค่พิจารณาเรื่องของอิมพิแดนซ์รวมให้เหมาะ

ขั้วต่อสายลำโพงที่มากับแอมป์รุ่นนี้เป็นขั้วต่อพิเศษที่มาร้านทช์สั่งทำขึ้นเอง ไม่มีขายทั่วไป มีชื่อเรียกว่า “Marantz SPKT-1+” เป็นขั้วต่อสายลำโพงแบบ 5 ทางไบดิ้งขนาดใหญ่แลดูแข็งแรง ผลิตจากก้อนโลหะทองเหลืองเคลือบผิวด้านนอกด้วยโลหะเงินเนื้อหนา (บางแหล่งข้อมูลระบุว่าเคลือบด้วยนิเกิ้ล) ออกแบบให้เชื่อมต่อกับวงจรไฟฟ้าภายในเครื่องด้วยทางเดินสัญญาณที่สั้นและลัดตรงที่สุด

รีโมตคอนโทรลที่ใช้ได้กับทั้ง PM8006 และ ND8006

PM8006 มาพร้อมกับรีโมตคอนโทรลอินฟราเรดรุ่น RC001PMND ซึ่งเป็นรีโมตรุ่นเดียวกับที่มากับเครื่องเล่นรุ่น ND8006 ของ Marantz ดังนั้นมันจึงสามารถใช้ควบคุมเครื่องเล่นรุ่นนี้ได้ด้วย

สำหรับขั้วต่อสายไฟเอซีเข้าเครื่องเป็นแบบถอดเปลี่ยนได้ ขั้วต่อเป็น AC INLET แบบ 2 ขาไม่มีกราวด์เปิดโอกาสให้สามารถอัปเกรดหรือเล่นกับการเปลี่ยนสายไฟเอซีคุณภาพสูงได้

การควบคุมสั่งงาน
ด้านหน้าเครื่องจะพบกับแผงหน้าปัดที่ดีไซน์แบบสมมาตรและแลดูเป็นระเบียบเรียบร้อยแม้ว่าจะมีปุ่มควบคุมนับสิบปุ่ม เลยก็ตาม

บนแผงหน้าปัดมีมุมหมุนขนาดใหญ่อยู่ 2 ปุ่ม ด้านซ้ายมือเป็นซีเล็คเตอร์เลือกอินพุต ด้านขวามือเป็นวอลุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ปุ่มหมุนขนาดเล็กกว่าอีก 4 ปุ่มที่วางเรียงรายอยู่ด้านล่างเป็นปุ่มปรับแต่งเสียง (Tone Control) ซึ่งพิเศษกว่าอินทิเกรตแอมป์หรือปรีแอมป์ทั่วไปเพราะให้มาปรับได้ถึง 3 ช่วงความถี่ (BASS, MID, TREBLE) ด้านขวามือเป็นปุ่ม BALANCE สำหรับปรับสมดุลเสียงแชนเนลซ้าย/ขวา

ด้านซ้ายสุดแถวล่างเป็นปุ่ม POWER ที่กดเปิดแล้วจะเข้าสู่โหมดสแตนด์บาย ต้องกดปุ่มสีแดง “AMP POWER” ที่มุมขวาด้านบนของรีโมต หรือหมุนที่ปุ่มซีเล็คเตอร์ที่ตัวเครื่องอีกทีจึงจะเป็นการเปิดใช้งานเครื่องอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับปุ่มกดขนาดเล็กอีก 4 ปุ่มที่วางเรียงแถวอยู่บริเวณใจกลางแผงหน้าปัด สองปุ่มทางซ้ายมือทำหน้าที่เป็นปุ่มเลือกใช้ขั้วต่อสายลำโพงชุด A หรือ B

ถัดมาเป็นปุ่มกดใช้งานฟังก์ชั่น POWER AMP DIRECT เพื่อใช้งานเฉพาะส่วนของเพาเวอร์แอมป์ในตัว PM8006 และปุ่ม SOURCE DIRECT ตัดการทำงานของปุ่มปรับเสียงด้านล่างทั้งหมด (BASS, MID, TREBLE) เพื่อฟังแบบบริสุทธิ์นิยม (flat) และทำให้ทางเดินสัญญาณในวงจรขยายสั้นลง

ซึ่งตลอดการรีวิวนี้ผมเลือกกด SOURCE DIRECT เกือบตลอดเวลา ยกเว้นตอนที่ลองฟังเสียงจากสตรีมมิ่งที่มีการบีบอัดสัญญาณมาก ๆ อย่างเช่น ยูทูบหรืออินเตอร์เน็ตเรดิโอ และได้ลองใช้งานปุ่ม Tone Control ซึ่งก็พบว่ามันทำหน้าที่ช่วยปรับปรุงเสียงจาก low quality source เหล่านั้นได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว

อินทิเกรตแอมป์รุ่นนี้ยังออกแบบให้ผู้ใช้สามารถเปิดหรือปิดใช้งานฟังก์ชั่นออโตสแตนด์บายและโหมด POWER AMP DIRECT ได้ด้วย ซึ่งวิธีการเปิด-ปิดมีระบุไว้ในคู่มือใช้งานชัดเจนดีแล้วคงไม่ต้องหยิบยกมาอธิบายซ้ำในที่นี้

Technical Insight
น้ำหนักตัวเครื่อง 12 กิโลกรัม ส่วนหนึ่งมาจากการเสริมแผ่นโลหะที่ส่วนฐานแท่นเครื่องถึง 3 ชั้น (Triple layer bottom plate) และภายในเครื่องที่เลือกใช้หม้อแปลงชนิดวงแหวนเทอร์รอยด์ขนาดเขื่องที่ได้รับการชีลด์ป้องกันการรั่วไหลของสนามแม่เหล็กถึง 2 ชั้น

ที่ส่วนฐานของขารองเครื่องมีการเปลี่ยนไปใช้วัสดุประเภทแผ่นเส้นใยอัดซึ่งบาง ๆ ซึ่งทีแรกผมมองว่ามันน่าจะดีกว่าวัสดุประเภทยางตรงที่ไม่ทิ้งรอยคราบเอาไว้บนพื้นผิวที่เราวางเครื่อง แต่ทางมาร้านทช์เขาคุยว่ามันมีผลในด้านการแดมปิ้งด้วย

สำหรับส่วนของวงจรอิเล็กทรอนิกส์เท่าที่กวาดตามองหลาย ๆ จุดเลือกใช้ของเกรดดีเลยครับ บ้างก็เป็นออดิโอเกรด หรือที่มาร้านทช์สั่งผลิตโดยเฉพาะเช่นตัวเก็บประจุกรองไฟในหลาย ๆ ส่วน ทรานซิสเตอร์เอาต์พุตเท่าที่ส่องดูเห็นเป็นของยี่ห้อ Sanken ติดตั้งอยู่บนฮีทซิงค์ขนาดใหญ่

เปรียบเทียบภายในระหว่างรุ่นเก่า (PM8005) และรุ่นใหม่ (PM8006)

วงจรขยายสัญญาณเสียงทั้งในส่วนของปรีแอมป์และเพาเวอร์แอมป์ (เมนแอมป์) เป็นวงจรแบบดีสครีตทั้งหมด และยังคงมีการใช้งานโมดูล HDAM (Hyper-Dynamic Amplifier Modules) ของทางมาร้านทช์ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้พัฒนามาจนเป็นเวอร์ชั่น HDAM-SA3 แล้ว ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นเดียวกับที่ใช้งานอยู่ในเครื่องรุ่นไฮเอ็นด์ของมาร้านทช์เอง

ด้านการออกแบบวงจรขยายเสียงใน PM8006 เป็นวงจรขยายแบบป้อนกลับกระแส “current feedback” ซึ่งเหมาะกับสัญญาณเสียง Hi-Res Audio ทั้งหลาย เพราะว่ามีแบนด์วิธด์กว้าง มีการตอบสนองต่อสัญญาณเสียงได้อย่างรวดเร็วฉับไว

วงจรแบบดีสครีตทั้งในภาคปรีแอมป์ (ไลน์สเตจ) และเพาเวอร์แอมป์ (เมนแอมป์)

วงจรขยายเสียงแบบป้อนกลับกระแสนี้ยังมีการเลื่อนเฟสของสัญญาณ ณ จุดป้อนกลับสัญญาณในปริมาณที่ต่ำมาก (very low phase shift) แล้วยังอ่อนไหวต่อความเปลี่ยนแปลงของโหลดลำโพงที่ขับยาก ๆ น้อยกว่าวงจรขยายเสียงแบบป้อนกลับแรงดัน (voltage feedback) ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการชดเชยเฟสสัญญาณในลูปของการป้อนกลับมากเกินจำเป็น ซึ่งมันจะส่งผลเสียลามไปถึงเรื่องอื่น ๆ และทำให้คุณภาพเสียงแย่ลง

จุดเปลี่ยนสำคัญที่มาร้านทช์พัฒนาเข้ามาใน PM8006 ก็คือระบบวอลุ่มปรับเสียงที่เรียกว่า “electric volume circuit” โดยทั่วไปส่วนของวงจรปรับความดังในอินทิเกรตแอมป์หรือปรีแอมป์จะใช้วิธีการลดทอน (attenuate) สัญญาณ เมื่อเราเร่งเสียงวงจรนี้จะค่อย ๆ “ลดการลดทอน”

บางครั้งเราจึงเห็นเขาบอกระดับเสียงเป็นสเกลติดลบ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนเป็นค่าศูนย์ (ไม่มีการลดทอน) ซึ่งหมายถึงเร่งดังสุด วงจรส่วนนี้โดยมากจะอาศัยแค่เพียงตัวต้านทานเปลี่ยนค่าได้ (potentiometer, pot) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีแถบความต้านทานเป็นรูปทรงโค้งวงกลมเกือกม้า

แถบความต้านทานนี้จะเปลี่ยนค่าไปตามองศาที่หมุนกวาดไปโดยมีแกนหน้าสัมผัสสัญญาณแตะอยู่ที่แถบความต้านนี้ตลอดเวลาและจะถูไปบนแถบความต้านทานในขณะที่เราหมุนวอลุ่ม

อุปกรณ์ตัวนี้หากพิจารณาโดยละเอียดแล้วมันยังมีจุดอ่อนอยู่มาก เพราะเมื่อใช้งานไปแถบความต้านทานที่ว่านี้จะเกิดการสึกหรอไปเรื่อย ๆ รวมถึงเกิดความเสื่อมจากฝุ่นผงและสภาวะแวดล้อมอื่น ๆ เมื่อเสื่อมถึงจุดหนึ่งก็จะเกิดปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเสียงคร่อกแคร่ก แซ้บ ๆ ในขณะที่เราปรับเสียง เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างข้างซ้ายและขวา (โดยเฉพาะในช่วงระดับความดังที่ใช้บ่อย) ตลอดจนการเกิดเสียงรั่วไหลแม้ว่าจะเบาวอลุ่มลงจนสุดแล้ว

ส่วนของวงจรวอลุ่มคอนโทรลแบบใหม่

สำหรับ “electric volume circuit” ใน PM8006 คือการใช้ชิปวอลุ่มคอนโทรลแบบวงจรรวม (ไอซี) ของ JRC และใช้ potentiometer เป็นตัวปรับค่าระดับไฟฟ้าที่จะไปสั่งงานวงจรวอลุ่มในตัวชิปดังกล่าวอีกที ไม่ได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของทางเดินสัญญาณเสียงโดยตรง

มาร้านทช์คุยว่าการใช้ชิปตัวนี้ให้ผลลัพธ์ดีกว่าการใช้ potentiometer เป็นตัวปรับเสียงโดยตรงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการแยกช่องสัญญาณซ้าย/ขวาที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้เกิดครอสทอล์คหรือการแทรกแซงระหว่างช่องสัญญาณเสียงลดลง สมดุลเสียงซ้าย/ขวามีความแตกต่างกันน้อยลง ในขณะที่ยังคงฟิลลิ่งการใช้งานที่ไม่ต่างจากระบบเดิมที่เราคุ้นเคย

ของใหม่อีกส่วนหนึ่งที่มาร้านทช์ภูมิใจนำเสนอใน PM8006 คือ “Marantz Musical Phono EQ” วงจรโฟโนสเตจหรือภาคขยายเสียงจากหัวเข็ม ซึ่งออกแบบใหม่เป็นวงจรแบบ constant current feedback ซึ่งเป็นการนำหลักการออกแบบมาจาก Marantz SC-11S1 ปรีแอมป์รุ่นเรือธง

แผงวงจรภาคโฟโนสเตจที่มาร้านทช์ภูมิใจนำเสนอ

โฟโนสเตจนี้รองรับหัวเข็มประเภท MM หรือ MC High Output โดยมีความไวขาเข้าที่ 2 มิลลิโวลต์ อิมพิแดนซ์ขาเข้า 47 กิโลโอห์ม ส่วนของวงจรขยายแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนเพื่อลดอัตราขยายในแต่ละขั้นตอน และมีค่าความเพี้ยนลดลงจากในรุ่นเดิม PM8005 ถึงขั้นตอนละ 10 dB

โดยส่วนของวงจร RIAA EQ นั้นเลือกใช้โมดูล HDAM มีความค่าคลาดเคลื่อน RIAA อยู่ที่ ±0.5 dB ขณะที่ส่วนขยายเสียงเลือกใช้ชิปออปแอมป์คุณภาพสูงทำงานในโหมดคลาสเอ ค่า S/N Ratio อยู่ที่ 87 dB (อ้างอิงที่ 5 mV input, 1 W output) มาร้านทช์คุยว่าโฟโนสเตจชุดนี้ไม่ใช่แค่ของแถมแต่เป็นระดับ premium-class ที่ตั้งใจให้มาใช้งานจริงจังโดยไม่ต้องไปมองหาโฟโนปรีแอมป์แยกชิ้นข้างนอกให้เสียเวลา

ลองขับ Revel Concerta2 M16
ซิสเตมที่ผมใช้ทดสอบแอมป์ตัวนี้ทางด้านแหล่งสัญญาณผมใช้ Roon Nucleus ต่อกับ Marantz ND8006 (USB-DAC Mode) เล่นเพลงจากไฟล์ที่เก็บอยู่ใน External SSD รุ่น T3 ของ Samsungขนาด 500 GB สลับกับการสตรีมจาก TIDAL สัญญาณเอาต์พุตอันบาลานซ์ต่อออกมาจากช่องสัญญาณ FIXED OUTPUT ของ ND8006 การปรับความดังของเสียงอาศัยวอลุ่มที่ตัวอินทิเกรตแอมป์เพียงจุดเดียว

ผมใช้อินทิเกรตแอมป์ Marantz PM8006 ลองขับลำโพง Revel Concerta2 M16 เทียบกับอินทิเกรตแอมป์อย่าง Arcam FMJ A29 ซึ่งมีกำลังขับสูสีกัน น้ำเสียงที่ได้จากอินทิเกรตแอมป์ทั้งสองรุ่นผ่านการรายงานของลำโพง Revel มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ไม่ได้ต่างกันชนิดขาวเป็นดำ หรือฟ้ากับเหว

ผมเปิดฟังเพลงอัลบั้ม Chanson: The Space in Between ของศิลปิน Barb Jungr (Hi-Res Audio, PCM 24bit/192kHz) ในเพลงแทรคที่ 9 “La Chanson des Vieux Amants” ซึ่งผมมักจะใช้ฟังในกรณี critical listening (ที่จริงเพลงนี้จะฟังเอาเพลินก็ได้เหมือนกันนะ) พบว่า PM8006 ให้ดุลเสียงที่เปิดเผยกว่า และรับรู้ได้ถึงแบนด์วิดธ์ของเสียงที่กว้างกว่า

ลองขับลำโพง Revel Concerta2 M16

PM8006 ให้รายละเอียดของเสียงเด่นที่ความโปร่งใสและพลิ้วหวาน ฟังดูคล้ายแอมป์ลูกผสมระหว่างหลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์และโซลิดสเตทพุชพุล เนื้อเสียงมีบางอย่างคล้ายหลอดที่มีกำลังขับน้อย ๆ คือพลิ้ว สว่าง โปร่ง แต่ไม่ถึงกับหวานฉ่ำเหมือนหลอดไปซะทีเดียว ขณะที่ก็มีเรี่ยวแรงสามารถดันเนื้อเสียงอะคูสติกเบสในเพลงที่ 13 “No Regrets” ออกมาได้อย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง

ขณะที่แอมป์ของ Arcam นั้นให้เสียงยูโรสไตล์ชัดเจน เสียงกลางมีเนื้อหนากว่า แบคกราวด์เสึยงมีความสงัด รายละเอียดอาจจะไม่ได้พร่างพราวเท่า แต่ก็ยังได้ยินรายละเอียดส่วนหลัก ๆ อยู่ครบถ้วน

เมื่อสลับกลับไปใช้แอมป์ของมาร้านทช์ ผมคิดว่าควรจะยืนยันสิ่งที่ได้ยินอีกครั้งด้วยเพลงร้อง จึงเลือกเพลงอัลบั้ม Tear of Missing (ไฟล์ริบจากแผ่นซีดีเวอร์ชั่นมาสเตอร์ 1:1) ของ Tong Li (ถงลี่) ที่ผมคุ้นเคยมาเปิดฟัง เสียงที่ได้ชูลักษณะเด่นของแอมป์ PM8006 ก็ถูกเน้นย้ำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รายละเอียดที่ผมได้ยินมันชัดเสียจนแทบจะจินตนาการเห็นอากัปกิริยาการร้องของตัวนักร้องได้เลย แน่นอนว่านอกจาก PM8006 แล้ว ส่วนหนึ่งต้องยกประโยชน์ให้ชุดฟรอนต์เอ็นและตัวลำโพงด้วย

อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ของผมแอมป์ที่มีแนวเสียงอย่างนี้บางครั้งมักจะไปตกม้าตายเพราะสภาพแวดล้อมที่ไม่สมบูรณ์ หากเราไปลองฟังมันในสภาพที่การเซ็ตอัปมีความบกพร่อง การแมตชิ่งถูกละเลย เสียงที่เราจะได้ยินมันคือการฟ้องความไม่สมบูรณ์เหล่านั้นออกมา ซึ่งถ้าหากเราไม่เข้าใจแล้วก็อาจจะหลงทางคิดว่าเป็นความบกพร่องของตัวแอมป์ได้ ในที่นี้ฟังกับลำโพงที่ใช้ไดรเวอร์โลหะล้วน ๆ อย่าง M16 แล้วได้เสียงออกมาอย่างนี้ มีความราบรื่นน่าฟังเช่นนี้ ก็ต้องนับถือในฝีมือทีมวิศวกรจูนเสียงของมาร้านทข์เขาแล้วล่ะครับ

ลองขับลำโพงตั้งพื้น Q Acoustics 3050
ลำโพงขับ 70 วัตต์ต่อข้างที่มีคุณภาพของ PM8006 ยังมากพอที่จะให้ผมยกมันมาลองใช้ขับลำโพงตั้งพื้นตัวเขื่องอย่าง Q Acoustics รุ่น 3050 ซึ่งใช้ไดรเวอร์เสียงกลาง/ทุ้ม (วูฟเฟอร์) ขนาด 6 นิ้วครึ่งถึง 2 ตัวต่อตู้

เมื่อได้ขับลำโพงที่มีขนาดใหญ่ขึ้น สเกลเสียงที่ได้จากแอมป์รุ่นนี้ก็ถูกขยายขึ้นมาตามกัน แน่นอนว่าเพลงที่มีเสียงทุ้มกระแทกกระทั้นอย่างดนตรีประเภทป็อปหรือป็อปร็อคก็ฟังสนุกสะใจได้อารมณ์เลยทีเดียว โดยที่ไม่ละทิ้งความละเมียดละไมในเส้นเสียงเหมือนที่ได้ยินเมื่อตอนที่ใช้ PM8006 ขับลำโพงของ Revel แต่ประการใด

ลำโพงของ Q Acoustics นั้นโดยเนื้อแท้เป็นลำโพงที่สามารถถ่ายทอดเสียงทุ้มให้หนักแน่นและมีพลัง ถ้าเปรียบเป็นนักมวยก็พูดได้ว่าเป็นพวกมวยหมัดหนักเอาเรื่อง ออกอาวุธได้อย่างมีชั้นเชิง ไม่ใช่ลำโพงประเภทให้เสียงโฉ่งฉ่าง เซ็งแซ่ เหมือนพวกมวยวัดที่ออกหมัดวืดวาดสับสน

ยิ่งพอได้มาจับคู่กับแอมป์ของมาร้านทช์มันเลยเหมือนนักมวยเบสิคดีได้มาเจอกับครูมวยที่รู้ใจรู้ทางกัน ผลลัพธ์ที่ออกมามันเลยดูลงตัวทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและความกลมกล่อมงดงาม

ผมลองฟังเพลง “Back in Black” เวอร์ชั่นริปจากซีดีรีมาสเตอร์อัลบั้มชื่อเดียวกับเพลงของวง AC/DC มันรับรู้ได้ถึงพลังงานของเสียงที่ส่งผ่านมาจนถึงโสตประสาท ไม่ว่าจะเป็นกลองสแนร์ ไฮแฮท คิกดรัม หรือกีตาร์ไฟฟ้า มันออกมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มีสปีดของเสียงที่ฉับไว ทำให้เกิดบรรยากาศของความสดและความมีชีวิตชีวา

ลองขับลำโพง Q Acoustics 3050

ยังไม่ทันพ้นช่วงนาทีแรกผมก็พบว่าตัวเองนั่งโยกหัวเบา ๆ ตามจังหวะเพลงไปด้วยเสียแล้ว ช่วงกลางเพลงที่เป็นเสียงโซโลกีตาร์ โอ้โฮ อะไรมันจะชัดจะแจ้งและส่งผ่านพลังงานให้ผมรับรู้ได้ถึงใจขนาดนั้น เสียงกีตาร์และเบสไฟฟ้าในเพลงนี้ต้องได้ซิสเตมขนาดนี้เป็นอย่างน้อยล่ะครับ มันถึงจะฟังสะใจได้อารมณ์พระเดชพระคุณท่าน ! … ผมยังแอบรู้สึกนิด ๆ ว่ามันทำให้ห้องฟังที่เปิดแอร์เอาไว้เย็นฉ่ำมีอุณหภูมิสูงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

หลังจากนั่งฟังไปโยกหัวไปได้สัก 3-4 เพลงให้พอหายง่วง ผมก็เปลี่ยนอารมณ์ไปฟังดนตรีอะคูสติกอัลบั้ม Johannes Brahms – Complete Works for Violin and Piano ศิลปิน Arabella Steinbacher, Robert Kulek (ไฟล์เสียงฟอร์แมต DSD) ซึ่งเป็นดนตรี Duet บรรเลงแค่ 2 ชิ้นแต่ให้บรรยากาศของเสียงดนตรีแผ่กว้าง มีความชุ่มฉ่ำของเสียงอาบเต็มทั่วทั้งห้องทดสอบเสียงของ GM2000

รายละเอียดเสียงที่สดใสเต็มไปด้วยชีวิตชีวาของเปียโนที่สนับสนุนเสียงเดี่ยวไวโอลินที่มีเนื้อเสียงนวลเนียนของ Arabella Steinbacher ล่องลอยอบอวลไปทั้งอาณาบริเวณที่ผมนั่งฟัง เป็นการฟังดนตรีที่สามารถจินตนาการได้ถึงอากัปกิริยาของนักดนตรีได้โดยที่ไม่ต้องตั้งใจฟัง เป็นการฟังดนตรีที่ทำให้รู้สึกคล้อยตามและเกิดสมาธิได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านดนตรีในแขนงนี้มาก่อน เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมากในระหว่างทำการทดสอบเครื่องเสียงในห้องฟังแห่งนี้

บรรยากาศในห้องฟังที่เมื่อครู่นี้เพิ่งร้อนระอุไปกับดนตรีของ AC/DC กลิ่นกรุ่นควันยังไม่ทันจางหายดี ก็กลับกลายเป็นบรรยากาศของความสงบ สมาธิ และดนตรีที่เต็มไปด้วยความงดงามของท่วงทำนอง

จากเสียงที่มีลักษณะชัดเจนจะแจ้งก็กลายมาเป็นความนุ่มนวล ละเมียดละไม เป็นอีกหนึ่งวาระที่ทำให้ผมเห็นว่ามาร้านทช์จูนเสียงของแอมป์ตัวนี้มาแบบผู้ที่มีประสบการณ์มานาน คือมัน “เอาอยู่” ทั้งดนตรีที่ขายความหนักแน่นสะใจ และดนตรีที่ขายความอ่อนโยนและความละเมียดละไมสบายหู

ผมยังรู้สึกอีกว่าแอมป์ตัวนี้มีแนวทางของการถ่ายทอดเสียงที่ค่อนข้างทันสมัยคือมันเปิดเผย แจกแจง และมีความกลมกล่อมลงตัวอยู่ในที ไม่ใช่เสียงเน้นสดใสระยิบระยับ หรือหวานนุ่ม อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา แอมป์แบบนี้แหละครับจะเหมาะมากกับการฟังเพลงจากไฟล์เสียงดิจิทัลรายละเอียดสูงสมัยใหม่

หรือจะเป็นการฟังเพลงจากฟอร์แมตอะนาล็อกที่ยังมีผมหายใจอยู่อย่างแผ่นเสียงก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด ยิ่งถ้าการเล่นแผ่นเสียงของเรานั้นเป็นการเล่นจากอุปกรณ์ที่มีคุณภาพถึง ๆ หน่อยแล้วล่ะก็จะยิ่งเห็นคุณงามความดีของแอมป์รุ่นนี้มากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

Phono Input
ผมยอมรับว่าหลังจากได้ลองเล่นอินพุต Phono ของ PM8006 แล้ว มันน่าสนใจมาก ! … เบื้องต้นผมเห็นด้วยว่าโฟโนสเตจใน PM8006 ไม่ใช่ของแถมที่ให้มาเพื่อให้มีฟังก์ชั่นครบ ๆ ไป

ผทลองใช้งานมันกับเทิร์นเทเบิ้ล 2 ชุด ได้แก่ เทิร์นเทเบิ้ล Rega P2 ติดหัวเข็ม Rega รุ่น Carbon อีกชุดเป็นเทิร์นเทเบิ้ล Thorens TD203 ติดหัวเข็ม SoundSmith รุ่น Carmen

เทิร์นฯ ชุดที่สองเป็นชุดที่ผมคุ้นเคยมานาน ตัวหัวเข็มแม้จะเป็นชนิด Moving Iron แต่ก็มีสเปคฯ (Output Voltage: 2.2 mV, Load: Resistance >/= 47 kohms) ที่สามารถใช้งานกับโฟโนสเตจสำหรับหัวเข็ม Moving Magnet ได้อย่างไม่มีปัญหา

จุดเด่นของโฟโนสเตจในตัว PM8006 คือ อัตราขยายที่สูงเพียงพอและสัญญาณรบกวนที่ต่ำ ข้อจำกัดคือมันไม่สามารถปรับแต่งอะไรได้เลย ทุกอย่างถูก fixed ไว้หมด ไม่เหมือน McIntosh MP100 ที่สามารถปรับคาพาซิทีฟโหลดที่อินพุตได้

เบื้องต้นผมลองยกเข็มไว้ก่อน เสียบอินพุต Phono แล้วเร่งวอลุ่มที่แอมป์ไปประมาณเที่ยงนาฬิกา เอาหูไปแนบหน้าลำโพง Q Acoutics 3050 มีแค่เสียงหึ่งเบา ๆ ที่ตัววูฟเฟอร์ และเสียงซ่าเบา ๆ ที่ตัวทวีตเตอร์

เสียงส่วนเกินเหล่านั้นถ้าหากนั่งที่จุดนั่งฟังจะไม่ได้ยินเลย นั่นหมายความว่าเมื่อเราเปิดฟังเพลงตามปกติเสียงส่วนเกินเหล่านั้นแทบจะไม่มีผลกระทบต่อเสียงเพลงที่เราฟังเลย นั่นคือการพิสูจน์คุณภาพของภาคขยายโฟโนขั้นแรกที่ผมถือว่ามันตัดเกรดสอบผ่านมาตรวัดของผมได้สบาย ๆ

อย่างไรก็ดีเมื่อลองเสียบกับเทิร์นที่โทนอาร์มไม่ได้มีสายกราวนด์แยกอย่าง Rega P2 เสียงส่วนเกินดังกล่าวดังขึ้นอีกเล็กน้อย และเริ่มได้ยินเบา ๆ เมื่อนั่งอยู่ที่จุดนั่งฟัง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นรบกวนการฟังเพลงตามปกติ

กับชุดเทิร์นฯ Rega P2 สุ้มเสียงที่ได้นั้นทำให้เทิร์นฯ ชุดนี้คุ้มค่าเกินราคาขายของมัน และสามารถใช้เป็นตัวอย่างที่ดีของเทิร์นฯ ระดับเริ่มต้นที่ใช้เผยเสน่ห์ของแผ่นเสียงได้เป็นอย่างดี รายละเอียดดี บาลานซ์เสียงดี ประเมินว่ามันน่าจะทำให้หัวเข็มของ Rega แสดงศักยภาพของมันออกมาได้เต็มที่

ทดสอบภาคโฟโนสเตจกับเทิร์นเทเบิ้ล 2 ชุด 2 ระดับราคา

เมื่อฟังกับ TD203 สุ้มเสียงที่ได้ถูกยกระดับขึ้นไปตามคุณภาพของเทิร์นและหัวเข็ม จุดเด่นคือบาลานซ์เสียงที่ดีเยี่ยม แบคกราวนด์สงัดพอสมควรถ้าไม่ไปเทียบปรีโฟโนแยกชิ้นระดับไฮเอนด์

เอาเป็นว่าไม่ต้องเทียบกับใครให้เสียเวลา ผมสรุปได้ว่าถ้าใครเป็นเจ้าของ TD203 ติดหัวเข็ม Sound Smith Carmen เหมือนที่ผมใช้งานอยู่ คุณจะ happy กับโฟโนในตัวของ PM8006 ได้แน่นอนครับ

แล้วถ้าจะอัปเกรดไปจากนี้แบบให้เห็นหน้าเห็นหลังกันเลย ไม่ใช่แค่ได้เสียงที่ต่างออกไป ผมคิดว่าคงต้องลงทุนกับโฟโนแยกชิ้นระดับเลยครึ่งแสนขึ้นไปเป็นอย่างน้อยครับ ประเภทโฟโนปรีแอมป์แยกชิ้นตัวละไม่กี่พันหรือหมื่นกว่าบาท อย่าได้ไปเสียเวลา

ความเห็นโดยสรุป
ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้ลองเล่นไป ผมประทับใจ PM8006 เป็นพิเศษอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือเสียงที่เปิดกว้างมาก เสียงมีความโปร่งใส เปิดเผย และรักษาสมดุลได้ดี เรี่ยวแรงกำลังขับมีก๊อกสองให้ใช้งาน แต่อาจจะไปไม่ถึงก๊อกสาม สี่ ห้า โดยภาพรวมเป็นแอมป์ฟังเพลงที่เสียงดีคุ้มราคา ด้านออปชั่นคงไม่ต้องสาธยายกันซ้ำว่ามันทำอะไรได้บ้าง

ถ้าถามว่ามีอะไรที่ไม่ชอบหรือไม่ ผมตอบได้เลยว่าหน้าตา มันดูจำเจและดีไซน์ของแผงหน้าปัดไม่เข้ากับรสนิยมส่วนตัวของผม ส่วนตัวผมชอบดีไซน์ที่เรียบง่ายมากกว่า

อย่างไรก็ดี ผมก็ยังเห็นด้วยกับที่มาร้านทช์เขาคุยเอาไว้ว่า “PM8006 เป็นอินทิเกรตแอมป์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเล่นฯ ที่มองหาทั้งคุณภาพเสียงและความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนใช้งาน” … ใช่เลยครับ มันมีคุณสมบัติเช่นนั้นจริง ๆ


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท เอ็ม.ไอ.เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
โทร. 0-2254-3316-9 ต่อ 777
ราคา 51,900 บาท

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังเห่อระบบเสียง Lossless ใน Apple Music และงานบ้าน D.I.Y.