รีวิว HUAWEI : WATCH D “สมาร์ทวอทช์ตัวจริงเรื่องสุขภาพ วัดความดันก็ดี วัด ECG ก็ได้”
ครั้งแรกที่ทราบว่า HUAWEI กำลังพัฒนาสมาร์ทวอทช์รุ่นหนึ่งที่สามารถวัดความดันได้ด้วย ผมเองค่อนข้างตื่นเต้นและยังนึกสงสัยว่ามันจะวัดความดันได้อย่างไร ?
จนกระทั่งได้เห็นข้อมูลบางส่วนของ HUAWEI WATCH D จึงทราบว่านี่คือ นาฬิกาอัจฉริยะรุ่นแรกของวงการที่สามารถวัดความดันโลหิตได้อย่างแม่นยำ โดยอาศัยหลักการเดียวกับเครื่องวัดความดันมาตรฐานนั่นคือการใช้แรงดันลมบีบรัดในบริเวณที่ต้องการวัด
ล่าสุด HUAWEI WATCH D ได้เปิดตัวในประเทศไทยแล้ว และเตรียมวางจำหน่ายในราคา 14,990 บาท
คุณสมบัติและการออกแบบ
HUAWEI WATCH D เป็นสมาร์ทวอทช์ที่มีจอแสดงผลเป็นแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 1.64 นิ้ว หน้าจอทัชสกรีนที่มีความละเอียดระดับ HD (326 PPI) ด้านข้างมีปุ่มกด 2 ปุ่มได้แก่ปุ่ม ‘HOME’ และ ‘HEALTH’
ตัวเรือนนาฬิกาผลิตจากอะลูมิเนียมเกรดอากาศยานที่สั่งผลิตขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อความแข็งแกร่งและทนทานต่อการขีดข่วน ทั้งยังมาพร้อมกับคุณสมบัติกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
บริเวณฝาหลังยังบรรจุเอาไว้ด้วยเซ็นเซอร์ตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate sensor) ที่ประกอบไปด้วยโฟโตไดโอด 8 ตัวซึ่งจัดเรียงเป็นวงกลมเพื่อการรับแสงที่มากขึ้น พร้อมชั้นฟิล์มแบบไมโครนาโนที่ช่วยให้แสงส่องผ่านได้ดีขึ้น
โดยเซ็นเซอร์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี HUAWEI TruSeen™ 5.0+ เทคโนโลยีวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่พัฒนาโดยหัวเว่ย ซึ่งปัจจุบันได้อัปเกรดมาถึงเวอร์ชัน 5.0+ แล้ว สามารถวัดได้ละเอียดและแม่นยำในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้นการวัดด้วยเซ็นเซอร์เหล่านี้ยังรองรับการใช้งานร่วมกับโหมดออกกำลังกายมากกว่า 70 ประเภทกีฬา
สำหรับคุณสมบัติในด้านการ ‘วัดความดันโลหิต’ ซึ่งถือได้ว่าเป็นไฮไลต์หรือจุดขายหลักของสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ทำงานโดยอาศัยปั๊มลมขนาดจิ๋วในตัว HUAWEI WATCH D ซึ่งสามารถสร้างแรงดันอากาศขนาด 40 กิโลปาสคาล เพื่อใช้สำหรับการวัดค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 40mmHg ถึง 230mmHg (mmHg = มิลลิเมตรปรอท) ได้อย่างแม่นยำ
ชุดปั๊มลมดังกล่าวทำงานร่วมกับสายนาฬิกาพิเศษที่มีชุดถุงลมขนาดเล็กยึดอยู่กับตัวสายเพื่อสร้างแรงบีบรัดในลักษณะเดียวกับเครื่องวัดแรงดันมาตรฐานทั่วไป เพียงแต่เปลี่ยนจากการบีบรัดที่ต้นแขนมาเป็นการบีบรัดที่ข้อมือแทน
โดยชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์เหล่านี้ทำงานร่วมกับระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้อัลกอริธึมการวัดแบบไฮบริดซึ่งทางหัวเว่ยได้พัฒนาขึ้นเอง พร้อมนำการประมวลผล AI มาใช้ปรับปรุงความสามารถในการตรวจวัดของนาฬิกาให้ได้ผลแม่นยำมากยิ่งขึ้นไปอีก
นอกจากการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ การวัดออกซิเจนในกระแสโลหิต และการวัดความดันโลหิตแล้ว HUAWEI WATCH D ยังมาพร้อมกับความสามารถในการวัดและบันทึกผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) โดยการวัดนั้นเป็นแบบ single lead แอปพลิเคชันจะรับสัญญาณรูปคลื่นภายใน 30 วินาที และสามารถวิเคราะห์ผลลัพธ์ได้แบบเรียลไทม์ กำหนดจังหวะไซนัส และความเสี่ยงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยพิจารณาจากรูปคลื่นของคลื่นไฟฟ้าหัวใจในแอป ECG และมีคุณสมบัติแจ้งเตือนความผิดปกติของภาวะหัวใจเบื้องต้น
ปัจจุบัน HUAWEI WATCH D รุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยสามารถใช้งานแอปพลิเคชัน ECG ได้แล้ว หลังจากได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ตามใบรับแจ้งรายการละเอียดที่ 65-2-2-2-0003968
เช่นเดียวกับสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ ๆ ของหัวเว่ย HUAWEI WATCH D มาพร้อมกับฟีเจอร์อย่าง HUAWEI TruSleep™ 2.05 ที่ช่วยติดตามคุณภาพการนอนหลับ หรือว่าฟีเจอร์ตรวจวัดความเครียดแบบเรียลไทม์ด้วยฟีเจอร์ HUAWEI TruRelaxTM พร้อมฟีเจอร์สอนกำหนดลมหายใจเพื่อจัดการความเครียดและผ่อนคลายระหว่างวัน และยังช่วยวัดอุณหภูมิผิวหนังบริเวณจุดที่สวมใส่พร้อมแจ้งเตือนหากอุณหภูมิร้อนขึ้นหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนั้นฟีเจอร์ HUAWEI Healthy Living Shamrock คอยดูแลสุขภาพของผู้ใช้โดยการแจ้งเตือนกิจวัตรต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพไม่ว่าจะเป็นการ ดื่มน้ำ กินยาตามช่วงเวลา นับก้าวเดิน หรือแจ้งเตือนเมื่อนั่งนานเกินไป
นอกจากนั้นยังสามารถเก็บบันทึกข้อมูลในการออกกำลังกายอย่างละเอียดกับโหมดออกกำลังกายมากกว่า 70 โหมด เช่น การวิ่งทั้งในและนอกอาคาร การปั่นจักรยานทั้งในและนอกอาคาร การออกกำลังกายบนเครื่องเดินวงรี การ กระโดดเชือก หรือการบริหารร่างกายกับเครื่องกรรเชียงบก ฯลฯ
เพื่อการใช้งานกับคุณสมบัติทั้งหมดข้างต้น HUAWEI WATCH D มาพร้อมกับหน่วยความจำ RAM 32MB และพื้นที่เก็บข้อมูลในตัว 4GB สามารถเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth กับโทรศัพท์หรือหูฟังได้
ตัวนาฬิกามาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 7 วัน ระบบชาร์จไฟเป็นแบบชาร์จไร้สาย (แปะฝาหลัง) เหมือนสมาร์ทวอทช์ระดับพรีเมียมรุ่นอื่น ๆ ของหัวเว่ย ซึ่งสามารถเสียบชาร์จไฟจากพอร์ต USB มาตรฐาน, อะแดปเตอร์ชาร์จไฟ หรือเพาเวอร์แบงค์แบบ USB ทั่วไปได้
สมาร์ทวอทช์ HUAWEI WATCH D รุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยเป็นสีดำ Classic Black วางจำหน่ายในราคา 14,990 บาท
ลองใช้งานเบื้องต้น
เช่นเดียวกับสมาร์ทวอทช์รุ่นอื่น ๆ ของหัวเว่ย HUAWEI WATCH D ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน HUAWEI Health ในอุปกรณ์สมาร์ทโฟน ซึ่งในแอปฯ ออกแบบให้สามารถปรับตั้งค่าต่าง เช่น การเปลี่ยนแบบหน้าปัด การเปิด-ปิดการใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ การอัปเดตเฟิร์มแวร์ตลอดจนการบันทึกสถิติข้อมูลต่าง ๆ

สำหรับการใช้งานทั่วไปในฐานะที่คุ้นเคยกับสมาร์ทวอทช์ของหัวเว่ยดีอยู่แล้ว (มีโอกาสได้ลองใช้งานแทบทุกรุ่น) การใช้งานและทำความคุ้นเคยกับเมนูและฟีเจอร์ต่าง ๆ ใน HUAWEI WATCH D จึงใช้เวลาไม่นาน
สมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ยังสามารถใช้เป็นรีโมตคอนโทรลควบคุมการเล่นเพลงในสมาร์ทโฟนที่ได้จับคู่และเชื่อมต่อบลูทูธกันไว้ได้ด้วย หรือถ้าใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ ของหัวเว่ยเองก็ยังสามารถใช้งานในส่วนของ remote shutter สั่งถ่ายภาพจาก HUAWEI WATCH D ได้ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดีสำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยเหมือนผม ผมคิดว่า UI หรือ User Interface ของนาฬิกาหัวเว่ยนั้นไม่มีอะไรซับซ้อนวุ่นวาย ลองปัดขึ้น-ลง ปัดซ้าย-ขวา ไม่นานก็สามารถเรีนรู้ได้หมดแล้วครับ ดังนั้นตรงนี้จึงไม่มีประเด็นอะไรที่น่าเป็นห่วง
สำหรับอุปกรณ์มาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวนาฬิกานอกจากสายชาร์จไฟแบบแปะติดที่ฝาหลังแล้ว ยังมีสายนาฬิกาที่มีชุดถุงลมให้มา 2 ขนาดคือ M และ L ให้เลือกใช้ตามขนาดข้อมือของผู้ใช้งาน การเปลี่ยนสายนาฬิการุ่นนี้มีข้อควรระวังตรงจุดยึดชุดถุงลมที่ต้องติดตั้งให้ถูกตำแหน่งและปิดฝาครอบให้แนบสนิทเข้าล็อค เพื่อให้ชุดปั๊มลมสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและตัวนาฬิกายังสามารถกันน้ำและฝุ่นละอองได้ตามสเปคฯ
สังเกตว่าที่ส่วนของถุงลมซึ่งทำจากพลาสติกนั้นยังมีชิ้นส่วนของผ้าหุ้มถุงลมเนื้อนุ่มห่อเอาไว้ด้วย เพื่อให้ส่วนของสายนาฬิกาที่สัมผัสกับผิวหนังของเรามีความนุ่มนวล ผ้าหุ้มที่ทำหน้าที่คล้ายปลอกหมอนนี้สามารถถอดมาทำความสะอาดได้ด้วย และยังให้สำรองมาอีก 2 ชุด คือ สำหรับสายขนาด M และ L อย่างละชุด
ผมสังเกตว่าชุดถุงลม (และผ้าหุ้ม) ที่ตัวสายนาฬิกานั้นสามารถถอดแยกแยกออกจากตัวสายนาฬิกาที่เป็นวัสดุซิลิโคนได้ ในกรณีให้ต้องการวัดความดันหรืออยากถนอมผ้าหุ้มไม่ให้เลอะเทอะคราบเหงื่อไคลโดยไม่จำเป็น
ก็เพียงแค่ปลดหมุดเล็ก ๆ แค่สองจุดจากตัวสายซิลิโคนเท่านั้นเอง แนะนำว่าให้ดันบริเวณตัวสายซิลิโคนเพื่อปลดหมุดยึดถุงลมออก ไม่ควรดึงที่ตัวถุงลมเพราะอาจทำให้ตัวถุงลมฉีกขาดได้
และเนื่องจากฝาครอบชุดปั๊มลมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชุดถุงลม หากถอดชุดถุงลมออกแล้วก็อย่าลืมนำอะไหล่เฉพาะชิ้นส่วนฝาครอบที่เขาให้มาด้วยในกล่องมาปิดครอบชุดปั๊มลมให้เรียบร้อยเพื่อให้ตัวนาฬิกายังสามารถกันน้ำและฝุ่นละอองได้ตามสเปคฯ
การวัดความดันโลหิต
หากพูดถึงในด้านการออกแบบ HUAWEI WATCH D ดูเหมือนจะไม่ใช่สมาร์ทวอทช์สายแฟชัน รูปร่างหน้าตาจึงดูเรียบง่ายตรงไปตรงมา ไม่ค่อยแลดูหวือหวาสะดุดตาเหมือนกับสมาร์ทวอทช์ตระกูล WATCH GT ของ HUAWEI โดยเฉพาะรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง WATCH GT 3 Pro (ซึ่งสวยมาก)
นอกจากไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาที่ดึงดูดสายตาแล้ว HUAWEI WATCH D ยังมีขนาดค่อนข้างเทอะทะ หนา และมีน้ำหนักกว่าสมาร์ทวอทช์รุ่นอื่น ๆ ของหัวเว่ย โดยเฉพาะ HUAWEI WATCH FIT 2
ทว่าสิ่งที่ HUAWEI WATCH D มีมากกว่าสมาร์ทวอทช์รุ่นอื่น ๆ (ทั้งของหัวเว่ยเองและของคู่แข่ง) ก็คือ ความสามารถในการวัดความดันโลหิต
ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีนะครับ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องดูแลสุขภาพว่า โรคความดันโลหิตสูงเกินไป (อาจนับรวมที่ต่ำเกินไป) นั้นถือว่าเป็น ‘เพชฌฆาตเงียบ’ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหล่อเลี้ยงประสาทต่าง ๆ บกพร่อง ฯลฯ
โดยปกติการวัดความดันโลหิตนั้นแบ่งออกเป็น 2 ค่า คือ ค่าความดันโลหิตตัวบน (Systolic Blood Pressure) คือค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดที่เกิดขึ้นขณะที่หัวใจบีบตัว และค่าความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure) คือค่าความดันของเลือดที่ขณะที่หัวใจคลายตัว
ข้อมูลจากเว็บไซต์โรงพยาบาลเวชธานีระบุว่า ในประเทศไทยกำหนดค่าความดันโลหิตปกติคือค่าความดันโลหิตตัวบนไม่เกิน 140 และตัวล่างไม่เกิน 90 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) และการวัดค่าความดันโลหิตเพียงครั้งเดียวยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง จำเป็นต้องวัดซ้ำ 2–3 ครั้ง และตรวจติดตามเป็นระยะเพราะค่าความดันโลหิตเป็นตัวเลขที่มีปัจจัยหลายอย่างมากระทบได้ง่าย เช่น ความเหนื่อย ความเครียดหรือกังวล เป็นต้น
นอกจากนั้นแล้วความดันโลหิตของเรานั้นอาจแปรเปลี่ยนไปได้ในแต่ละช่วงเวลาแม้ว่าเราจะใช้ชีวิตตามปกติก็ตาม เช่น โดยเฉลี่ยแล้วในช่วงเช้าหลังตื่นนอนความดันจะสูงกว่าปกติ ในช่วงค่ำช่วงเวลาก่อนเข้านอนความดันมักอยู่ในโซนต่ำกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ
นั่นหมายความว่าผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษเราอาจจำเป็นต้องวัดความดันโลหิตเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น ‘ความง่ายและความสะดวกในการวัด’ จึงอาจเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณา อย่างเช่น การใช้สมาร์ทวอทช์ HUAWEI WATCH D ซึ่งเราสามารถใส่ติดข้อมือได้นั้นก็น่าจะสะดวกกว่าเครื่องวัดความดันแบบวัดที่ต้นแขนที่มีขนาดใหญ่เทอะทะพกพายากกว่า
อย่างไรก็ดี การวัดความดันด้วย HUAWEI WATCH D นั้นต้องเรียนรู้วิธีการเบื้องต้นในการวัด โดยทั่วไปแล้วเครื่องวัดความดันที่ต้นแขนไม่ว่าจะเป็นแบบมือบีบเหมือนที่คุณหมอคุณพยาบาลใช้ตามโรงพยาบาลหรือเครื่องวัดอัตโนมัติแบบดิจิทัล เราจำเป็นต้องนั่งและวางแขนหงายขึ้นราบไปบนโต๊ะจนกว่าการวัดจะเสร็จสิ้น

ทว่าการวัดความดันด้วย HUAWEI WATCH D เราจำเป็นต้องนั่งอยู่ในอิริยาบถที่เหมาะสม โดยให้แขนที่สวมนาฬิกาแตะไหล่ฝั่งตรงข้าม และตัวสมาร์ทวอทช์ไม่แตะโดนหน้าอก (กดทับการทำงานของถุงลมที่สายนาฬิกา) จากนั้นเอาแขนอีกข้างรองรับน้ำหนักที่บริเวณใต้ข้อศอก (ดูภาพประกอบ)
แต่ก่อนที่จะวัดความดันด้วย HUAWEI WATCH D อย่าลืมเข้าไปตั้งค่า โดยเข้าไปที่แอปฯ วัดความดัน จากนั้นปัดขึ้นเข้าเมนูตั้งค่า แล้วเลือกขนาดสาย (M หรือ L) ให้ตรงกับขนาดของสายนาฬิกาที่ใช้งานอยู่
ตามข้อมูลที่ได้เรียนไว้ข้างต้นว่าความดันนั้นไม่ค่าคงที่ สามารถขึ้น-ลงได้ตามระยะเวลาและสภาวะของร่างกาย การวัดจึงควรวัด 2-3 ครั้งแล้วหาค่าเฉลี่ย โดยแต่ละครั้งเว้นช่วงประมาณครึ่งนาทีถึงหนึ่งนาที
ซึ่งจากที่ได้ลองใช้ HUAWEI WATCH D วัดความดันของผู้ที่ความดันอยู่ในเกณฑ์ปกติและผู้ที่ความดันอยู่ในเกณฑ์สูง พบว่าได้ค่าเฉลี่ยทั้งค่าความดันโลหิตตัวบนและตัวล่าง รวมทั้งอัตราการเต้นของหัวใจที่ได้จาก HUAWEI WATCH D นั้นไม่แตกต่างจากเครื่องวัดความดันอัตโนมัติที่ต้นแขนของยี่ห้อ OMRON รุ่น HEM-7130-L อย่างมีนัยสำคัญเท่าใดนัก
โดยปกติการวัดด้วยเครื่องมือเกรด consumer เหล่านี้ เราก็ไม่ได้หวังผลจะให้แม่นยำแบบ 100% หรือเทียบเท่าเครื่องมือเกรดทางการแพทย์อยู่แล้วนะครับ เพียงแต่เราใช้วัดเพื่อติดตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้น ความคงที่หรือการลดลงของความดันโลหิตเพื่อใช้ประเมินสุขภาพของตัวเองในเบื้องต้น และรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของร่างกายมากกว่า
จากการทดลองใช้งานมีข้อสังเกตว่า เมื่อเทียบกันแล้วการวัดที่ข้อมือเจ็บน้อยกว่าการวัดที่ต้นแขน เพราะการวัดที่ต้นแขนในจังหวะที่ถุงลมมันบีบรัดเนี่ย ยิ่งคนมีความดันสูง ๆ มันยิ่งบีบแรงมากขึ้น ซึ่งบางครั้งเนี่ยมันบีบจนแขนชาเลือดแทบไม่เดินไปที่ปลายนิ้วมือเลยครับ ขณะที่การวัดตรงข้อมือนั้นการบีบรัดจะไม่รุนแรงเท่า

สำหรับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือ ECG นั้นก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่ทำตามคำแนะนำบนหน้าปัดนาฬิกา และวางนิ้วแตะที่ปุ่ม HEALTH ค้างไว้จนกว่าการวัดจะเสร็จสิ้น ระบบก็จะแสดงค่าการวัดพร้อมคำแนะนำ
ซึ่งข้อมูลจากหัวเว่ยก็แนะนำว่าการวัดความดันโลหิตเมื่อจับคู่กับการวัด ECG ตลอดจนค่าอื่น ๆ อย่างค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในกระแสโลหิต (SpO2) สามารถช่วยให้เรามีโอกาสได้ไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดความผิดปกติ
สำหรับคนที่สงสัยว่าการมีระบบปั๊มลมนั้นทำให้นาฬิกาเปลืองแบตเตอรี่มากกว่าปกติหรือไม่ จากการใช้งานจริงผมแทบไม่รู้สึกถึงข้อกังวลดังกล่าวเลย สังเกตจากระดับแบตเตอรี่ที่ไม่ได้มีการลดลงอย่างฮวบฮาบผิดปกติ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าในการวัดความดันนั้นใช้เวลาเพียงไม่นานเท่านั้น
ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลของทางหัวเว่ยที่ระบุว่า หากในระหว่างการใช้งานมีการวัดความดัน 6 ครั้ง และวัด ECG 5 ครั้งต่อวัน แบตเตอรี่ในเครื่องก็ยังคงใช้งานได้นานถึง 7 วันตามสเปคฯ
HUAWEI WATCH D เหมาะกับใคร ?
จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นน่าจะเป็นการยืนยันได้ว่า HUAWEI WATCH D นั้นคือสมาร์ทวอทช์สายสุขภาพตัวจริง เป็นสมาร์ทวอทช์ที่ตั้งใจออกแบบมาสำหรับผู้ที่จริงจังกับการดูแลสุขภาพมากเป็นพิเศษ หรือว่าผู้ที่มีปัญหาที่ได้ไปพบแพทย์มาแล้วและกำลังบำบัดดูแลโรคที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตหรือความผิดปกติของหัวใจอยู่ในเวลานี้
ผมเองในฐานะบุคคลที่เข้าข่ายกรณีข้างต้นหลังจากที่ได้ลองใช้งานมาแล้วรู้สึกได้เลยว่ามี HUAWEI WATCH D ติดข้อมือแล้วรู้สึกอุ่นใจมากกว่า เหมือนพกสถานีอนามัยส่วนตัวติดตัวไปด้วย เป็นสนานีอนามัยที่สามารถติดตามและตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, ECG, SpO2 และอุณหภูมิของผิวหนัง ได้ทุกที่ทุกเวลาเมื่อต้องการ
และผมเองก็อาจจะเหมือนหลายท่านที่เห็นราคาเครื่องแล้วอาจรู้สึกว่าราคาสูง แต่สำหรับคนที่เคยมีประสบการณ์ต้องนอนโรงพยาบาลเพราะโรคความดันสูงมาแล้วพร้อมทั้งเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาไปไม่น้อยเลย คงพอเข้าใจได้เหมือนกับผมในเวลานี้ว่า ค่าตัวของ HUAWEI WATCH D นั้นไม่ได้สูงเกินไป หากว่าเราต้องจ่ายเพื่อแลกกับการห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง และการได้มาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
HUAWEI WATCH D วางจำหน่ายในประเทศไทยที่ราคา 14,990 บาท พิเศษ ! รับทันที HUAWEI Scale 3 มูลค่า 799 บาท เมื่อสั่งซื้อสินค้าในช่วงพรีออเดอร์ ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2565 ถึง 7 กรกฎาคม 2565 หน้าร้าน HUAWEI Experience Store และร้านค้าที่ร่วมรายการ รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่าง HUAWEI Store และร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบน Shopee, Lazada และแอปพลิเคชัน My HUAWEI ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่นี่






