รีวิว Onkyo : LS7200

อย่าเพิ่งเบื่อนะครับเมื่อเห็นการทดสอบซาวด์บาร์กันแบบถี่ยิบช่วงนี้ เจ้าไหน ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องเสียงก็จะมีอุปกรณ์ประเภท SoundBar ออกมาขายกันเกือบทุกเจ้า ก็เนื่องมาจากปัญหาเรื่องลำโพงที่ติดมากับทีวีไม่ได้ตอบสนองอรรถรสในการดูรายการทีวีประเภทเกมส์โชว์กันสักเท่าไหร่

โดยเฉพาะเกมโชว์ที่มีการใช้เสียงเพลงเป็นตัวตัดสินซึ่งก็ได้ยินมาว่าประเทศไทยมีรายการเกมส์โชว์ที่เกี่ยวกับการร้องเพลงเยอะที่สุดแล้วมั้ง นั่งดูกันได้ตั้งแต่เช้ายันเย็น ตั้งแต่เพลงลูกทุ่งไปจนถึงเพลงสากล ความต้องการระบบเสียงดี ๆ จึงจัดว่าคุ้มแน่นอน คือซื้อไปแล้วได้ใช้งานจริง ๆ

ส่วนถ้าใครที่เป็นคอหนังตัวยง หรือต้องการคุณภาพเสียงของ Sound Bar ที่แตกต่างจากซาวด์บาร์ในท้องตลาดทั่วไป ผมมี SoundBar ตัวนึงมาแนะนำ ที่พิเศษก็คือมันคือซาวด์บาร์ตัวแรกที่สามารถทำระบบเสียงแบบ 3D หรือที่เรียกว่า Object Oriented Sound ให้ออกมาจาก Sound Bar เพียงตัวเดียว!!

และดูเหมือนว่าระบบเสียงนี้มันเหมาะเจาะเกิดมาเพื่อ Sound Bar จริง ๆ เพราะจะเป็นก่อนหน้านี้จะให้ลำโพงซาวด์บาร์พยายามแข่งทำเสียงเซอร์ราวด์กัน แต่มันก็ทำได้ยาก Onkyo LS7200 เลยเปลี่ยนแนว เล่นแบบลำโพงด้านบนแบบ 3.1.2 แบบนี้ง่ายกว่า

นี่แหละครับเป็นที่มาของซาวด์บาร์ตัวนี้ตัวนี้ มันถูกวางตัวให้มาเป็นใบเบิกทางของระบบเสียงซาวด์บาร์ในอนาคต

2 + 1 ที่อัดแน่นด้วยฟังก์ชันของรุ่นพี่
ซาวด์บาร์ตัวนี้ประกอบด้วยอุปกรณ์หลัก ๆ 3 ชิ้น ง่าย ๆเลยมีลำโพง passive ที่อยู่ในซาวด์บาร์ 1 ชิ้น มีซับวูฟเฟอร์แบบไร้สายหนึ่งตัว และที่แปลกแตกต่างกับชาวบ้านเขาก็คือ Onkyo ตัวนี้ได้แยกภาคขยาย และการเชื่อมต่อสายออกมาเป็นกล่องต่างหากอีกกล่องนึง มีชื่อว่า HTL055

ลองนึกภาพดูมันก็คล้าย ๆกับเอวีรีซีฟเวอร์อีกตัวนึงซึ่งมีภาคขยายในตัว 5 Channel แต่ไม่สามารถเอาไปต่อเชื่อมกับลำโพงตัวอื่นได้นอกจากต่อเข้ากับซาวด์บาร์ในชุดของมัน แน่นอนว่าเจ้ากล่องแยกตัวนี้มันต้องอัดแน่นไปด้วยฟังก์ชันต่าง ๆที่ถอดดีเอ็นเอมาจาก AV Receiver ที่ขึ้นชื่อของ Onkyo

ยกตัวอย่างเช่น Apple AirPlay, Bluetooth, Tunein มันมี Wi-Fi และ AccuEQ ซึ่งเป็นการ Set up เสียงในรูปแบบเสียงเซอร์ราวด์ติดมาให้ด้วย เป็นซาวด์บาร์ที่มีภาคถอดรหัส Dolby Atmos และ DTS-X และรองรับ HDCP 2.2 เพื่อส่งผ่านสัญญาณ 4K จากต้นทางไปยังปลายทางที่เป็นจอภาพ และแม้แต่ระบบมัลติรูมแบบไร้สาย Onkyo ก็ไม่ได้หวงใส่ DTS Play-Fi และ Blackfire มาให้ทั้งคู่

ตอนนี้ผมคงไม่จำเป็นต้องเน้นว่าฟังก์ชั่นจำนวนมากพวกนี้มันดียังไงสำหรับซาวด์บาร์ตัวนึง แต่เมื่อมันต้องการเป็นซาวด์บาร์ในระดับ high-end มันก็เป็นมาตรฐานของฮาร์ดแวร์ที่ต้องมี ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่

รวบทั้งหมดให้เป็นหนึ่ง
เมื่อเราใช้ทีวีให้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของความบันเทิงมากขึ้น การใช้สายเคเบิลจากทุก ๆ แหล่งโปรแกรมก็วิ่งตรงเข้าไปที่ทีวี ดังนั้นถ้าไม่มีการวางแผนเรื่องการจัดการสายพวกนี้ มันก็กลายเป็นประติมากรรมระโยงระยางที่ไม่น่าอภิรมย์เลยทีเดียว

เจ้ากล่อง HTL055 จึงมาแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้คือนำสัญญาณต่าง ๆมาไว้ที่ตัวมันเหลือไว้เพียงแค่ HDMI (ARC) ต่อเข้ากับทีวีเพียงเส้นเดียว ซ่อนทุกสายของคุณออกไปจากทีวี

ดังนั้นคุณจะปราศจากสายเคเบิลส่วนเกิน การจัดการสายต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นอีกมาก และถ้าคุณจะเล่นแผ่นเสียงไวนิล หรือบางอย่างในแบบสเตอริโอแบบเดิมอยู่ มันก็ยังมี อันบาลานซ์ RCA ให้ 1 อินพุท แต่ถ้าเป็นการเชื่อมต่อแบบดิจิตอลยุคใหม่ไม่ว่าจะผ่านอีเทอร์เน็ต, USB หรือการเชื่อมต่อแบบไร้สายไม่ว่าจะเป็น WiFi หรือ Bluetooth (เวอร์ชั่น 4) สำหรับออนเกียวตัวนี้เรียกว่ามาให้ครบ

HTL055 ตัวนี้รองรับกำลังขับได้ถึง 50 วัตต์ต่อแชนเนลที่ 4 โอห์ม มีปุ่มเปิดปิดด้านบนซ้าย พร้อมกับพอร์ต USB อยู่ด้านหน้า สามารถฟังเสียงผ่านออกมาจากช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลฯ ได้เช่นเดียวกันในกรณีที่ไม่ต้องการให้เสียงไปรบกวนคนอื่น เป็นรูแจ๊คอยู่ข้าง ๆ ใกล้ ๆกับปุ่มเลือกอินพุต

หน้าจอแสดงผลเป็นดอตเมทริกซ์อยู่กลางเครื่องเห็นได้ชัดตามสไตล์ของ Onkyo แน่นอนว่าสามารถหรี่ความสว่างของจอลงได้ด้วยรีโมทคอนโทรล ด้านหลังมีพอร์ต HDMI ให้ 4 ช่องสำหรับ input กับพอร์ต ethernet เพื่อใช้งาน Application ต่าง ๆ ที่ต้องการอินเตอร์เน็ต

การเชื่อมต่อผ่าน Wifi ของ Onkyo ตัวนี้จะสามารถรับได้ทั้ง 2.4 กิ๊กกะเฮิร์ท และ 5 กิ๊กกะเฮิร์ท ที่ด้านหลังมี Optical input อีก 1 ช่องสำหรับทีวีที่ไม่รองรับ HDMI (ARC) ใกล้ ๆกันก็จะเป็นช่องเสียบไมค์คาลิเบรทสำหรับการ setup และที่ขาดไม่ได้ก็คือช่องเสียบสัญญาณ output เพื่อต่อเข้ากับลำโพงซาวด์บาร์ซึ่งต้องใช้สายที่ให้มาด้วยเท่านั้น กับสายไฟ AC เป็นแบบสองขาที่ถอดเปลี่ยนไม่ได้

อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งที่อยู่ในกล่องเดียวกันแพ็คมาด้วยกันอย่างดีก็คือ Wireless Subwoofer SLW403 ซับวูฟเฟอร์แบบไร้สาย ตัวบอดี้สีดำที่เคลือบผิวที่มันขลับไว้ด้านบน แต่จะมีปุ่มซิงค์มาให้กันไว้

ถึงแม้ว่ามันจะจับคู่มาจากโรงงานแล้วก็ตาม ดังนั้นแกะกล่องครั้งแรกคุณแทบไม่ต้องทำอะไรมันอีกเลยแค่ต้องเสียบปลั๊กไฟ ระบบการเชื่อมต่อแบบไร้สายจะวิ่งหาตัวส่งสัญญาณซึ่งก็คือ HTL055 และเชื่อมต่อกันอย่างอัตโนมัติ มันจะยังคงคอยเช็คสัญญาณอยู่ตลอดเวลา และจะกลับไปอยู่ในโหมดสแตนบายอัตโนมัติเมื่อไม่มีสัญญาณมาจากตัวส่ง

ซึ่งก็ไม่ต้องเป็นห่วงในโหมดสแตนบายมันกินไฟเพียง 0.32 วัตต์เท่านั้น คงไม่ต้องบอกว่ามันมีประโยชน์ขนาดไหนกับการยกเอาไปวางที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องมีข้อจำกัดเรื่องสาย ในแง่ของซับวูฟเฟอร์ที่มีรูปลักษณ์แบบนี้จริง ๆ คุณก็ไม่ต้องซ่อนให้มิดชิดมากก็ได้ มันดูดีจนเหมือนจะกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งไปแล้ว

ด้วยซับวูฟเฟอร์กำลังขับ 50 วัตต์ในตัวที่มีวูฟเฟอร์ขนาด 16 Cm กับท่อพอร์ตที่ยิงลงพื้นหากวางบนพื้นที่แข็ง ๆ แนะนำว่าให้ใช้ยางแผ่นบาง ๆ ที่เป็น Accessories ที่ให้มาด้วยแปะที่ขาทั้ง 4 ข้าง Subwoofer ตัวนี้จะทำงานได้ดีขึ้นไม่สั่นครางเป็นเจ้าเข้า

มาถึงลำโพง SoundBar ชุดนี้ที่เป็นลำโพงจริง ๆ แยกภาคขยายออกไปไว้ข้างนอกเรียบร้อย ชื่อรุ่น LB403 หน้าตามันก็ดูเหมือนเป็นลำโพงซาวด์บาร์ปกติทั่ว ๆไป

แต่ที่พิเศษก็คือ Onkyo เขาเรียกซาวด์บาร์ตัวนี้ว่าเป็น Dual Driver System คือแต่ละ Channel จะมี Driver 2 ตัวทำงานคู่กันจำนวน Channel ก็จะมี ซ้าย-ขวาและ เซ็นเตอร์รวมเป็น 3 Channel ที่ยิงออกมาด้านหน้า และอีก 2 channel ที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับระบบเสียง 3D เพื่อสร้างเสียงที่บันทึกมาสำหรับให้เรารู้สึกจินตนาการได้ว่ามีวัตถุหรือมีเสียงที่ลอยอยู่บนศีรษะ อยู่ด้านบนใช้คล้ายกับลำโพงที่เรียกว่า Dolby enabled จะใช้หลักการสะท้อนเสียงของเพดานลงมา

ที่ด้านหลังของลำโพงตัวนี้เจาะเป็นรูไว้สำหรับที่ใครต้องการอยากจะนำไปแขวนอยู่ใต้ทีวีก็เพียงแต่เจาะสกรูเข้ากับผนัง 2 ตัวจะให้ตรงกับรูน๊อตของซาวด์บาร์ตัวนี้เท่านั้นลำโพงทั้ง 5 Channel ถูกรวบไว้ด้วยสายเพียงเส้นเดียว

ประเด็นหลักของเราอยู่ตรงนี้ครับ ไม่ว่าคุณจะเอาทีวีแขวนบนผนัง หรือตั้งสวย ๆ กลางบ้าน จากสายลำโพง 5 แชนเนลรวบเหลือสายเส้นเดียวเท่านั้นที่ออกมาจากตัวลำโพงซาวด์บาร์ บวกกับ HDMI อีกเส้นที่ต่อเข้าทีวี HTL055 ก็รับหน้าที่จัดการสัญญานจากแหล่งต่าง ๆ มาให้ทีวีเองมันก็พร้อมที่จะบันเทิงได้ทั้งภาพและเสียงแบบไม่ต้องรกสายตาอีกต่อไปแล้ว

Setup
LS 7200 ตัวนี้เป็น Sound Bar ตัวแรกที่เราเคยเทสที่ให้ไมค์คาลิเบรทมาเพื่อใช้สำหรับการ setup เพียงแค่คุณเสียบใหม่เข้าที่ด้านหลังของตัวเครื่องต่อสัญญาณภาพเข้ากับจอทีวีจะมีขั้นตอนบอกให้ทำเป็นสเต็ปก็เหมือนการ set up AV Receiver ทั่วไปคือนำไมค์ไปไว้ในตำแหน่งจุดนั่งฟัง

อย่าลืมเสียบปลั๊กซับวูฟเฟอร์ให้มันทำงานด้วย คือไม่ใช่เป็นการ setup ที่ปรับความดังของแต่ละ Channel แต่เพียงอย่างเดียว มันยังส่งข้อมูลของเสียงแต่ละ Channel ให้กับฟังก์ชัน AccuEQ เพื่อทำการปรับแต่งเสียงแต่ละ Channel ให้เหมาะกับห้องนั้น ๆ

ดังนั้นทุกครั้งที่มีขยับมุม ย้ายตำแน่งที่นั่งฟัง หรือยกไปใช้ในห้องอื่น ๆ ก็อย่าลืมที่จะต้องเริ่มต้นกรรมวิธีการ setup ด้วยไมค์ของมันก่อนใช้งาน จริง ๆ มันก็ง่าย ๆ เพียงแค่นี้สำหรับเทคโนโลยีปัจจุบันนี้ที่อำนวยความสะดวกมากกว่าแต่ก่อน แต่มันไม่เคยมาอยู่ในลำโพงประเภทซาวด์บาร์ก่อนหน้านี้เท่านั้น

Sit & Listen
จริง ๆ Onkyo เริ่มบุกตลาดลำโพงซาวด์บาร์ที่ใช้กับทีวีในบ้านเราก็ไม่นานนัก แต่ความที่เขามีเทคโนโลยีของโฮมเธียเตอร์ติดมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ มันจึงออกมาแสดงตัวว่าเป็นผู้นำของระบบเสียงในโฮมเธียเตอร์ด้วยซาวด์บาร์ตัวนี้ กลายเป็นที่มาของ 3.1.2 Channel บนซาวด์บาร์ตัวแรก

แผ่น DTS Demo Disc 2017 Volume 21 ถูกนำมาใช้ทดสอบกับซาวด์บาร์ตัวนี้โดยเฉพาะแทร็คที่ผมชอบที่สุดของแผ่นนี้คือแทร็คแรกเลยครับ ตัดมาจากเรื่องเจสันบอนเป็นฉากไล่ล่ากันในลาสเวกัส

แน่นอนว่าในแผ่นนี้เข้ารหัสมาเป็น DTS-X คือมีเสียงจากแชนเนลด้านบนบันทึกผสมเข้ามาด้วยฉากแบบนี้ถ้าไม่ใช่ฮอลลีวู้ดคงทำไม่ได้ ก็เล่นเอารถจริง สถานที่จริง จนถึงเสียงเอฟเฟคที่เกินจริง ใส่เข้ามาให้เจ้า LS7200 ชุดนี้ ที่ผมใช้คำว่าเกินจริงก็เพราะว่าตำแหน่งเสียงที่ได้ยินเสียงแบบนี้มีแต่ในหนังเท่านั้น

คงไม่มีใครเสียสติไปยืนอยู่ข้างหน้ารถที่กำลังพุ่งเข้ามาหรอกครับ..มันสมควรอยู่แต่ในหนังอย่างเดียว

เสียงรถที่กระเด็นกระดอนไปคนละทิศคนละทางมันกว้างเลยออกไปถึงผนังห้องโฮมฯ ของเราทำให้เรารู้สึกว่าความกว้างของเสียงจากลำโพงซาวด์บาร์ชุดนี้มันเกินข้อจำกัดของขนาดลำโพงที่ทีแรกเราตัดสินกันด้วยสายตาไปเยอะ

ช่วงท้าย ๆ ของฉากนี้มีเฮลิคอปเตอร์บินวนเข้ามาในฉากช่วงนี้แหละเป็นช็อตเด็ดของการโชว์ทีเด็ดของลำโพงที่อยู่บนหัว หรือที่เราเรียกว่า object oriented sound ชุดลำโพง Sound Bar ของ Onkyo ชุดนี้ ให้ความรู้สึกของเสียงที่ลอยมาอยู่เหนือหัวแน่นอน แต่ความเข้มของมันอาจจะสู้ลำโพงที่ติดไว้บนเพดานจริง ๆ ยังไม่ได้

แต่สิ่งที่เราคิดว่ามันทำได้ดีเกินความคาดหมายก็คือการแพนเสียงที่แม้ว่าเราจะฟังในระดับเลเวลที่โหดร้ายทารุณสำหรับลำโพงซาวด์บาร์เล็ก ๆ ขนาดนี้มันก็ยังรักษาทิศทางของการเคลื่อนที่ของเสียงด้านในตำแหน่งบนหัวเอาไว้ได้

ปัจจุบันนี้เสียงเซอร์ราวด์ที่ผ่านมาทางพวก Movie Streaming Service อย่าง Netflix ก็ใช้ว่าจะหาคุณภาพไม่ได้ อย่างน้อยมันก็เป็น Dolby Digital Plus 5.1 หลายครั้งที่พวก AV Receiver ที่สามารถถอดรหัส Dolby Atmos หรือ DTS-X ได้ ก็จะมีฟังก์ชันของเสียงทำให้เสียงที่มาแบบ 5.1 เดิมมีเสียงจากลำโพงด้านบนขึ้นมาเสริม

อย่างใน Onkyo LS7200 ตัวนี้ ถ้าเป็นในโหมดดอลบี้ให้กดไปที่ Dolby enhancer หรือถ้าเป็น DTS เขาเรียกว่า DTS Natural-X อย่าง Episode สุดท้ายในซีซั่นแรกของซีรีย์ดังเรื่องมาร์โคโปโลใน Netflix เรื่องนี้ระบบเสียงเป็น Dolby Digital Plus 5.1 4K HDR

ใน Episode นี้ พระเอกของเรามาโคโปโลสร้างเครื่องยิงหินให้กับท่านกุบไลข่านเพื่อนำมาทำลายสิ่งก่อสร้างที่หลายคนคิดว่าไม่มีใครสามารถทำลายมันลงได้ เป็นการโจมตีที่เดิมพันหลายอย่าง ของชีวิตคนหลายคน ฉากที่มาร์โคโปโลเริ่มใช้เครื่องยิงหินขนาดมหึมา เสียงของหินที่ตวัดมาจากด้านหลัง ข้ามหัวลอยละลิ่วไปตกกระแทกกับกำแพงด้านหน้ามันทำให้ผมทึ่ง

ตัดสินว่าเจ้าซาวด์บาร์ของ Onkyo ชุดนี้ เอามาใช้กับระบบเสียงของหนังซีรีย์ได้ดีขนาดนี้เชียวหรือ ไม่เสียแรงที่ใส่ภาคถอดรหัสเข้ามาแบบไม่เหนียม ส่วนใหญ่ลำโพงซาวด์บาร์ก็มักจะให้เสียงเซอร์ราวด์ที่ได้ยินแต่เพียงแว่ว ๆ แต่ Sound Bar ตัวนี้ มันเป็นเสียงแว่ว ๆ ที่มีความต่อเนื่องโดยอาศัยลำโพงที่เพิ่มขึ้นมาอีก 2 channel ยิงขึ้นไปด้านบน ควบคุมเสียงของการฟังด้านหน้าได้มากกว่าครึ่งห้อง

จะบอกว่าที่ต้องทำก่อนสำหรับการเชื่อมต่อระบบเสียงโดยผ่านทางช่อง HDMI(ARC) ก็คือ ถ้าจะให้ Onkyo ตัวนี้ทำการถอดรหัสระบบเสียงให้ ต้องตั้ง output ของเสียงดิจิตอลที่ TV ทางช่อง HDMI ให้เป็น “Auto” หรือ “bitstream” เท่านั้น

ซึ่งส่วนใหญ่ทีวีสมัยใหม่ก็จะตั้งเป็น “Auto” มาจากโรงงาน แต่กับช่อง HDMI (ARC) ของทีวีบางตัวอาจจะอาศัยพารามิเตอร์ของ SPDIF (อย่าง Skworth 55G6 ต้องตั้งที่ SPDIF Out ให้เป็น “Dolby Digital Plus”) ทำให้เสียงไม่ออกมาเป็นเซอร์ราวน์ด อันนี้เป็นความสับสนที่ทีวีไม่น่าจะเกี่ยวกับ Onkyo ตัวนี้

และเพราะว่ามันยกเอาฟังก์ชันเกือบทุกอย่างมาจาก AV Receiver รุ่นใหญ่ ๆทำให้ซาวด์บาร์ตัวนี้สามารถใช้ Application ที่ชื่อว่า Onkyo Control ซึ่งโหลดได้ทั้ง Android Play Store และใน iOS App นี้จะใช้สำหรับการควบคุมการสั่งงานเหมือนกับรีโมทคอนโทรล

เพียงแต่ว่าคุณต้องต่อ HTL055 ให้อยู่ในวงแลนเดียวกันกับสมาร์ทโฟนที่คุณถือติดตัวใน App จะมี Music Streaming Service อย่าง Tidal, Spotify ฯลฯ ให้เลือกเล่น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่ารายละเอียดวัตถุดิบเพลงที่นำมาเล่นมาจากที่ใดแล้วละครับ

อย่างผมทดลองโดยใช้ App tidal ที่ Streaming มาในโหมด Hi-fi ต้องเลือก DTS Natural-X มันถึงจะตอบสนองความถี่ได้กว้างขึ้นอีกหน่อย ถ้าฟังแบบสเตอริโอธรรมดาความน่าตื่นเต้นของการฟังเพลงอาจจะน้อยกว่าเมื่อตอนเอามาดูหนังไปเล็กน้อย

กับเสียงความถี่ต่ำที่สร้างมาจาก SLW403 Wireless Active Subwoofer ในชุดนี้ก็ถือว่าช่วยได้มากกับการตอบสนองความถี่ย่านกลางต่ำลงมา อาจจะดูโดดเด่นกว่า Wireless Subwoofer ที่จับคู่กับซาวด์บาร์ในหลาย ๆ ตัวที่เคยผ่านหูเราไปด้วยซ้ำ เป็นเพราะว่ามันไม่ได้พยายามสร้างความถี่ต่ำที่เกินพอดีหรือเกินตัวไปมากนัก

อย่างฉากการแต่งงานขององค์ชายจิมกิโอรสของกุบไลข่านใน Episode แรกของซีซั่นที่ 2 ในพิธีจะมีกลองเป็นเครื่องดนตรีหลัก ความหนักแน่น จังหวะจะโคนของเสียงกลอง สร้างอารมณ์ส่งออกมาถึงความยิ่งใหญ่ ไม่ได้โชว์เด่นตึงตัง โครมคราม แต่อาศัยเน้นกลมกลืนไปกับดนตรีประกอบ เป็นเบื้องหลังที่ช่วยส่งให้กับอารมณ์มากกว่า

Conclusion
Onkyoใช้ประสบการณ์ที่เกี่ยวกับความบันเทิงในบ้านใส่ไว้ใน LS7200 ตัวนี้ทั้งหมด มันไม่ใช่ซาวด์บาร์ที่แยกภาคขยายออกมาไว้ข้างนอกเฉย ๆ แต่มันทำทุกอย่างที่เอวีรีซีฟเวอร์ของ Onkyo ที่ปัจจุบันนี้ทำได้อัดลงมาใน HTL055 ทั้งหมด ไม่มีกั๊ก

และยิ่งด้วยทิศทางของความบันเทิงโดยเฉพาะรูปแบบความบันเทิงกับโฮมเธียเตอร์ที่มุ่งสู่ระบบเสียง 3D ที่เรารู้จักกันในนาม Dolby Atmos และ DTS-X อย่างน้อยระบบ 3.2.1 โดยส่วนตัวแล้วผมก็คิดว่าเหมาะกับการนำมาใส่ในระบบเสียงของ Sound Bar

เพราะมันจะเติมเต็มให้สนามเสียงด้านหน้าที่ยังโอบล้อมไปด้านข้างดีกว่าการหาวิธีทำให้ซาวด์บาร์มีเสียงเซอราวชัด ๆ มาจากด้านหลัง ซึ่งยังไงซะมันก็สู้ System แบบแยกชิ้นยังไม่ได้อยู่ดี แล้วใครบ้างที่เหมาะกับ SoundBar ของ Onkyo LS 7200 ตัวนี้

น่าจะเป็นคนที่อยากได้ฟังก์ชันในเอวีรีซีฟเวอร์แต่ไม่อยากได้อะไรที่มันใหญ่เทอะทะดูแล้วเกะกะ LS7200 น่าจะตอบโจทย์ ยิ่งถ้าคุณต้องแขวนทีวีไว้กับผนัง

จุดเชื่อมต่อต่าง ๆที่อยู่ด้านหลังทีวีมันกลายเป็นจุดบอดไปในทันทีโอกาสที่จะใช้มันนั้นน่าจะทำได้ยาก การย้ายจุดเชื่อมต่อมาไว้ที่ HTL055 เป็นอะไรที่ทำให้คุณใช้งานทีวีตัวนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบไม่ต้องไปยุ่งย่ามด้านหลังทีวีต่อไป

ความสมบูรณ์แบบของภาคถอดรหัสจาก Sound Bar ตัวนี้ก็ไม่ธรรมดามันทำให้คุณสามารถดูหนังจากแหล่งโปรแกรมต่าง ๆ บนโลกปัจจุบันนี้ ได้ตรงตามต้นฉบับทุก format อยู่ที่ว่าต้นทางป้อนมาเป็น 2 channel หรือเป็นแบบเซอร์ราวด์ และไม่ต้องเป็นห่วงเสียงซาวด์บาร์ของ Onkyo ตัวนี้มันจะออกมาแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ Onkyo ตั้งใจทำซาวด์บาร์ตัวนี้ออกมาไม่ต่างกับการเล่น AV Receiver ในชุดอินเดอะบ็อกซ์ย่อม ๆ

มีการ set up ด้วยใหม่คาลิเบรทกับฟังก์ชัน AccuEQ ที่อยู่ใน AV Receiver ปรับแต่งเสียงของแต่ละแชนแนลให้แมทกันในสถานที่ติดตั้งได้ทุกรูปแบบ

สมแล้วกับที่ Onkyo เป็นผู้นำในเรื่อง Home Theater in the box แต่กับชุดนี้เราเลยขอเรียกมันว่า Sound Bar in the box น่าจะเป็นชื่อที่จำกัดความได้เหมาะสมที่สุดของมันแล้ว…

จุดเด่น
+ เป็น SoundBar ที่รองรับระบบเสียง Dolby Atmos และ DTS-X
+ HTL055 ที่เป็นเซ็นเตอร์ในการเชื่อมต่อมีฟังก์ชันทุกอย่างไม่ต่างอะไรกับคุณใช้ AV Receiver ในโฮมเธียเตอร์
+ ทำให้เชื่อมต่อกับแหล่งโปรแกรมอื่นได้ง่ายขึ้น + รองรับระบบเสียงแบบ High resolution และ DSD

ข้อสังเกต
– ด้วยราคาที่คาบเกี่ยวกับชุด Home Theater in the box ทำให้ผู้บริโภคอาจต้องลังเล


จัดจำหน่ายโดย
POWER BUY
ศูนย์บริการ โทร. 0-2229-7630-2
ราคา 34,110 บาท

ธนภณ พูลเจริญ

Content Contributor ที่ปรารถนาจะถ่ายทอดประสบการณ์ในแวดวงโฮมเธียเตอร์ ทีวี และระบบเสียงมัลติรูมในแง่ของความคุ้มค่าของการใช้งาน เปิดมุมมองสู่ความต้องการที่ชัดเจนให้กับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเทคโนโลยี

ธนภณ พูลเจริญ