AV Tech Guide สื่อ Online รีวิว ข่าว ความรู้ ด้านเครื่องเสียง ไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ทีวี สมาร์ทโฟน ไอที มัลติมีเดียและสินค้านวัตกรรม

AV Tech Guide สื่อ Online รีวิว ข่าว ความรู้ ด้านเครื่องเสียง ไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ทีวี สมาร์ทโฟน ไอที มัลติมีเดียและสินค้านวัตกรรม

รีวิว Marantz : NR1609

ย้อนกลับไปต้นกำเนิดของ AV Receiver ที่มาร้านท์ซเรียกว่า SlimLINE Series ก็ต้องถอยกลับไปเมื่อกลางปี 2010 ซึ่งมาร้านท์ซได้เริ่มเปิดตัวเป็นครั้งแรกในทวีปอเมริกาเหนือ นำธงโดยชื่อรุ่นว่า NR1601

ความท้าทายก็คือเมื่อเข้าสู่ยุคที่ทุกอย่างต้อง Compact ลง มาร้านท์ซจึงคิดว่าถ้าจะเชิญชวนให้คนสมัยใหม่หันมาสนใจ AV Receiver ต้องทำให้รูปร่างหน้าตาของมันกลมกลืนไปกับวิถีชีวิตการดำรงชีวิตในชีวิตประจําวันซะก่อน

และนับวันการใช้งานของระบบเสียงเซอร์ราวนด์อาจจะไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องปิดมิดชิดเสมอไป จำเป็นต้องเป็นห้องนั่งเล่น ห้องอเนกประสงค์ที่เห็นได้ง่ายในคอนโดฯ หรือห้องรับแขกที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก

จึงต้องลดขนาดลงให้เหลือเพียงครึ่งเดียวจาก AV Receiver สมัยก่อนที่มีขนาดใหญ่เทอะทะ ทำให้รูปร่างหน้าตาของ AVR ซีรีส์นี้ของมาร้านท์ซจะมีความสูงเหลือเพียงแค่ 4 นิ้วกับความลึกอยู่ที่ 13 นิ้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วมาร้านท์ซก็แยกกลุ่มสินค้าแตกต่างไปจากนักเล่นกลุ่มเดิมโดยหันไปใช้รหัส NR ที่แปลมาจาก Network Receiver แทน แต่ผมก็ยังคิดว่ามันก็ไม่ต่างอะไรจาก AV Receiver ที่เราคุ้นเคยเพียงแค่มันบางลงเท่านั้น

คนส่วนใหญ่ก็คิดว่าคงไม่ใช่เรื่องยากอะไรของวิศวกรระดับมาร้านท์ซซึ่งเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการ Video/Audio มานานแค่ยกทุกอย่างจาก AVR ตัวเดิมลงมาไว้ใน SlimLINE Series นี้ทั้งกระบิก็จบ

แต่ในความคิดของผม หรือใครอีกหลาย ๆ คนที่ผูกติดกับหน้าตาเดิม ๆ มานานมันมีเรื่องที่ย้อนแย้งกันอยู่ ก็คงไม่พ้นเป็นเรื่องของประสิทธิภาพซึ่งทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้ว่าสลิมลงแล้วต้องไม่แสลงกับระบบเสียงเซอร์ราวนด์ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าตั้งแต่รุ่นแรกมาจนถึงรุ่นปัจจุบันสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็คือเรื่องของกำลังขับแต่ละแชนแนลที่ยังคงเอาไว้ที่ 50 วัตต์ต่อแชนแนลตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นปัจจุบัน

เราคงต้องมาหาบทพิสูจน์กันว่า System ที่จะปลดปล่อยประสิทธิภาพของมันออกมาได้อย่างหมดจดแบบไม่เหลือหรอจะออกมาในรูปแบบไหน ปัจจุบันนี้มาถึงหน้าที่ของ NR1609 ที่จัดว่าเป็น Generation ที่ 9 ของ SlimLine Series จากมาร้านท์ซก็ว่าได้

เรื่องฟังก์ชันการใช้งานถือว่าพัฒนาขึ้นมามากกว่า Generation แรกอย่างไม่เห็นฝุ่น อย่างเช่น ภาคถอดรหัสและการเชื่อมต่อกับระบบมัลติรูมแบบไร้สายที่พัฒนาขึ้นมาเองในร่มเงาของกลุ่มธุรกิจที่เป็นคู่ค้าอย่าง HEOS ก็เริ่มแสดงศักยภาพให้เห็นชัดเจนขึ้น

เห็นบาง ๆ แต่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์
NR1609 มาพร้อมกับ 7.2 แชนแนลที่รองรับ Dolby Atmos และ DTS:X แน่นอนว่ามีความสูงเพียง 4.1 นิ้วเพื่อให้คงคุณสมบัติอย่างที่มาร้านท์ซต้องการ รองรับรูปแบบวิดีโอ 4K HDR UHD ล่าสุด และที่สำคัญยังรองรับ 4K ที่ 60Hz และ HDR ด้วย HDR10, Hybrid log-gamma, (HLG) และ Dolby Vision มาพร้อมกับเอาต์พุต HDMI ช่องเดียว แต่ NR1609 คุณจะได้รับอินพุต HDMI แปดช่อง

รูปด้านหลังชัด ๆ ยังแบ่งสัดส่วนได้ดีไม่ต่างอะไรกับแอมป์ตัวใหญ่
ด้านหน้าเป็นมาร้านท์ซยุคใหม่ที่หน้าตาบ่งบอกว่ามีฟังก์ชันเยอะแยะมากมายในตัวมัน

สำหรับ NR1609 และภาคขยายสองแชนเนลพิเศษที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามต้องการในการประมวลผลการขยายสัญญาณซึ่งจะมอบความสามารถในการสร้างเสียงแบบ 3D ในรูปแบบ Dolby Atmos และ DTS:X กำลัง 50 วัตต์กับโหลดที่ 8 โอห์มที่มี 0.08% THD และอินพุตฟรอนต์ทั้งหลายจะถูกกระจายไปยังโซนอื่น ๆ ได้อีกในกรณีที่คุณต้องการต่อเชื่อมไปที่ห้องอื่น เพราะประกอบไปด้วยระบบเสียงไร้สายแบบมัลติรูมของ HEOS

นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุน Amazon Alexa รวมถึงบริการสตรีมมิ่งเพลงมากมาย เช่น Spotify, Pandora, TuneIn และอื่น ๆ อีก แน่นอนว่าเสาที่ยื่นมาทั้งสองต้นล้วนรองรับกับ Bluetooth และ AirPlay อีกด้วย

NR1609 ยังพกเอา Audyssey MultEQ เพื่อปรับจูน และแก้ไขผลกระทบของเสียงต่าง ๆ ของห้องที่จะเกิดขึ้นได้จากอะคูสติกของผนังห้อง และสัพเพเหระต่าง ๆ ที่อยู่ภายในห้องรวมไปถึงตำแหน่งนั่งฟังในการใช้งานซึ่งด้วยระบบนี้มันสามารถ Set up ได้มากที่สุดถึง 6 ตำแหน่งนั่งฟัง

นอกจากจะช่วยในการตั้งค่าอัตโนมัติแล้ว แต่ก็ยังให้ยูสเซอร์เลือกตรวจสอบปรับเปลี่ยนเองได้เพื่อให้แน่ใจว่าตรงกับการใช้งานได้อย่างถูกต้อง ภาคขยายที่ว่ากันว่าเป็นที่ถูกจับตามองที่สุดสำหรับ NR1609 ตัวนี้ยังมีวงจร Marantz Hyper Dynamic Amplification Module (HDAM) สำหรับการทำให้การขยายเสียงออกมาดีที่สุดสำหรับทั้ง Dolby Atmos, DTS: X และ DTS Virtual:X ที่มีไว้สำหรับทำระบบเสียงต่าง ๆ ให้กลายเสียงแบบ 3D

นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนเสียงความละเอียดสูงในรูปแบบ Flac, AIFF และ WAV ถึง 24-bit/192kHz บวก DSD 2.8MHz และ 5.6MHz มาร้านท์ซยังไม่ลืมอินพุต Phono สำหรับแฟนไวนิลสำหรับวัยโจ๋ยุคใหม่มาด้วย ในแง่ของการเชื่อมต่อเราจะเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ด้านหน้าและด้านหลัง

ด้านหลังมีช่องลำโพง 7 ช่องสัญญาณ HDMI 7 ช่อง สัญญาณเอาต์พุต HDMI 1 ตัว, เอาต์พุตซับวูฟเฟอร์ 2 ช่อง, อินพุตเสียงคู่และออพติคัลอินพุตแบบอะนาล็อกต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีพอร์ตอีเธอร์เน็ต ด้านข้างเราจะเห็นอินพุต HDMI พิเศษพอร์ต USB และด้านหลังที่ให้มาสำหรับ Phono-input นอกจากนี้ NR1609 มีช่องสัญญาณ HDMI 8 ช่องและเอาต์พุต HDMI(ARC) หนึ่งช่อง

การเชื่อมต่อทั้งหมดรองรับ HDCP 2.2 4K Ultra HD 60Hz, 4: 4: 4 upsampling, Dolby Vision, HLG HDR10 และการตอบสนองค่าสี BT.2020 การปรับแบบอัตโนมัติทำได้โดยผ่านทาง Audyssey MultEQ รวมถึง Dynamic Volume และ Dynamic EQ ที่จัดเต็มมาไม่แตกต่างจากเอวีแอมป์ฯ รุ่นพี่ ๆ กันทีเดียว

เมื่อเราดูการออกแบบเป็นที่ชัดเจนว่า Marantz ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ตูมตามใหญ่โต เพราะ NR1609 มีลักษณะเหมือนกับรุ่นก่อนหน้าของมันมาก เป็นตัวรับสัญญาณ AV ขนาดกะทัดรัดซึ่งหมายถึงว่ารุ่นนี้มีจำนวนช่องน้อยกว่าเครื่องรับสัญญาณ AV แบบเดิม

ในภาควิดีโอก็ยังสามารถรองรับสัญญาณภาพอะนาล็อกแบบเดิมเพื่ออัปสเกลให้มีความละเอียดเหมาะสมกับดิสเพลย์ในยุคปัจจุบันถึงระดับ 4K กลายเป็นแหล่งจัดการระบบภาพ และเสียงยุคใหม่ มีน้ำหนัก 8.3 กิโลกรัม ซึ่งไม่เล็ก ไม่ใหญ่มาก ทำให้มันดูเหมือนเหมาะกับเฟอร์นิเจอร์เกือบทุกชิ้น Marantz ยังทำหน้าตาให้คนที่รู้จักยังคุ้นเคยกันดีมีหน้าโค้งเล็กน้อยปุ่มหมุนขนาดใหญ่ 2 ปุ่ม และจอแสดงผลขนาดใหญ่ตรงกลาง

ด้านล่างของจอแสดงผลมีปุ่มต่าง ๆ เช่น ปุ่มควบคุมโซน, ปุ่มเลือกระบบเสียงรอบทิศทาง และวิทยุอินเทอร์เน็ต โดยรวมจัดว่ามีรูปลักษณ์ที่สวยงามคลาสสิก ดูเป็นเอกลักษณ์ไม่เกลื่อนตายังพอมีส่วนโค้ง ส่วนลึกบ้าง

Setup
ผมผ่านการใช้งานเจ้าตัว NR1609 มาบ้างแล้วจากการนำมาทดสอบกับลำโพง Klipsch Reference Theater Pack ที่ได้ทดสอบผ่านไปจัดว่ามันเป็นคู่หูที่เหมือนเกิดมาคู่กันจริง ๆ แต่คราวนี้มีโจทย์อยู่ว่าเจ้า NR1609 ตัวนี้มันเหลือภาคขยายในตัวอยู่อีก 2 Channel ทดสอบเป็นระบบ 7.1

มันก็จะธรรมดาเกินไปต้องเล่นกันในโหมด 3D Audio ถึงจะสะใจ โดยต้องหาลำโพงเพิ่มขึ้นมาอีก 2 Channel ยังคิดอยู่ว่าจะหาลำโพงที่ว่ามาจากที่ไหน ครั้นจะเอาลำโพงแบบฝังฝ้าก็ค่อนข้างหาช่วงราคาที่เสียงมันเข้า คู่กับลำโพงชุดนี้ได้ลำบาก และอีกอย่างหนึ่งในการใช้งานจริงก็คงต้องเจอปัญหาแบบนี้เหมือนกัน

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วผมเลยลองปรึกษากับตัวแทนจำหน่ายลำโพง Klipsch ชุดนี้ จะมีทางออกที่ผมค่อนข้างจะแฮปปี้ ก็ได้ข่าวว่าทางเมืองนอกก็เจอปัญหาแบบนี้เหมือนกัน สรุปก็คือผมได้ลำโพง Reference Theater Pack มาอีก 1 คู่

แต่จะติดให้อยู่บนหัวก็กะไรอยู่ พอดีมี Config ของลำโพงอยู่ค่าหนึ่งใน NR1609 ที่มาร้านท์ซคงเล็งเห็นแล้วว่ามันยืดหยุ่นกับการใช้งานอยู่มากพอสมควร โดยมาร้านท์ซเรียกว่า ‘Front Height’ เป็นหลักการของการวางตำแหน่งลำโพงที่ใช้ในระบบเสียง Aural 3D แต่นำมาใช้เฉพาะด้านหน้าและใช้กับ Dolby Atmos หรือ DTS:X ได้อย่างไม่เคอะเขิน

อย่างน้อยคราวนี้ผมได้เล่น 3D Sound อย่างสมใจ ก็จากมาร้านท์ซตัวนี้นี่แหละ

ตั้งการเซ็ตอัปลำโพงเป็นแบบ Front Height ดูง่ายกับการติดตั้งที่สุดแล้ว

จริง ๆ ตำแหน่งลำโพงควรอยู่ในตำแหน่งมุมของเพดานตัดที่บรรจบกับผนังด้านหน้า แต่ผมก็เหลือทางเลือกแค่เพียงวางบนหิ้งด้านหน้าเกือบชิดเพดานเท่านั้น คงต้องวัดประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ดูสักหน่อยว่าจะส่งผลดีเลิศในระดับไหน กับการวางลำโพงตำแหน่งแบบนี้

แหล่งโปรแกรมก็เป็น Content ที่หยิบฉวยเอาใกล้ ๆ ตัวนี่แหละ นอกจากระบบเสียงจากแผ่นบลูเรย์ดิสก์แล้วก็คงต้องพึ่งจาก Streaming Service เป็นหลัก ซึ่งแน่นอนเราจะมาพิสูจน์ระหว่าง Dolby 5.1 Dolby Atmos ที่อยู่ใน Content เดียวกันให้จะ ๆ กันไปเลย ว่ามันสมควรไหมที่จะอัปเกรดระบบเสียงเพื่อดูหนังจาก Content เหล่านี้

ต้องให้เครดิต Netflix ที่ยังเปิดโอกาสให้เราสามารถดึงระบบเสียงที่เป็น Dolby Atmos ออกมาโดยไม่ต้องซื้อทีวี OLED ราคาเป็นแสน ๆ แค่คุณมีคอมพิวเตอร์ที่ลง Windows 10 ที่พอมีช่อง HDMI เท่านั้น ถ้ามีคนถามว่าแล้ว Content พวกนี้มันจะใช้วัดประสิทธิภาพสูงสุดของอุปกรณ์พวกนี้ได้แล้วหรือ

เหมือนผมกำลังเอารถยนต์ไปทดสอบบนถนนจริงนะครับไม่ได้เอาไปทดสอบบนสนามแข่ง ถ้ามันวิ่งบนถนนจริงที่เราใช้งานจริง ๆ ได้ทุกวี่ทุกวันได้มันก็โอเคแล้วใช่ป่ะ

สิ่งที่ดีคือ Marantz ให้ผู้ช่วยในการตั้งค่าผ่านกระบวนการทั้งหมดของการติดตั้ง และการกำหนดค่า ซึ่งหมายความว่าคุณจะได้รับการอธิบายขั้นตอนวิธีการเชื่อมต่อเครื่องรับสัญญาณกับอุปกรณ์อื่น ๆ ทีละขั้นตอนจนถึงวิธีการเชื่อมต่อลำโพงและระบบเซอร์ราวนด์ที่คุณสามารถใช้งานได้

หน้าตา 5.1.2 สำหรับชุดนี้ออกมาเป็นแบบนี้ ก็ดูเข้าท่าดีนะ

นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนที่เครื่องจะปรับต่อจากนั้นอัตโนมัติโดยใช้ไมโครโฟน และซอฟต์แวร์ Audyssey ที่รวมอยู่ด้วยเพื่อปรับตั้งระยะทางเดินของเสียงแต่ละ Channel ที่มาถึงหู และจัดการกับอะคูสติกของห้องได้ในระดับหนึ่ง

แนะนำว่าให้วัดไว้ทั้งหกจุดเลย อีควอไลเซอร์จะถูกปรับ และกำหนดระยะทางเพื่อวิเคราะห์ด้วยซอฟต์แวร์ Audyssey จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับการปรับให้เหมาะสมที่สุด ซึ่งเรื่องนี้เดี๋ยวเรามาว่ากันต่อเพราะว่ามันมีพารามิเตอร์บน Audyssey Multi EQ ที่ยังสามารถเลือกได้ด้วยตัวคุณเองให้เสียงดีขึ้นได้อีกนิดหน่อย

Marantz NR1609 ควบคุมการใช้งานผ่านทาง Remote Control และ Remote App ก็เหมือนกับ AVR ส่วนใหญ่ในสมัยนี้ NR1609 สามารถควบคุมระยะไกลได้ 2 วิธีคือ ใช้รีโมตคอนโทรลที่ให้มา หรือจะใช้ Marantz 2016 AVR Remote App (Android และ iOS)

สำหรับตัวรีโมตก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมันเป็นอุปกรณ์ที่มีปุ่มสำคัญกดสั่งงานที่ทำงานได้สะดวกสบายพอสำหรับใครหลาย ๆ คน แถมยังเป็นปุ่มที่ให้แสงสว่างในที่มืดแต่ต้องกดก่อนนะครับถึงจะสว่าง

การใช้งานรีโมตแอปฯ ต้องโหลดมาใช้ทั้งสองตัวเพื่อทำงานร่วมกัน

จะแนะนำสำหรับคนที่รักการฟังเพลงให้โหลด App HEOS อีกตัวหนึ่งเอามาใช้ จะช่วยให้สามารถเลือกเพลงทั้งในกลุ่ม Streaming Service หรือใน Music Server ของคุณได้อย่างบันเทิงเริงใจ ฟังก์ชันทั้งหมดของรีโมตคอนโทรลและส่วนสำคัญของอินเทอร์เฟซทีวีจะปรากฏในแอปฯ เพื่อให้คุณสามารถดูการตั้งค่าต่าง ๆ ในระหว่างการชมภาพยนตร์ได้โดยไม่ต้องเสียสมาธิ

Sit & Listen
ครั้งแรกที่เราลองทดสอบคุณภาพสิ่งของ NR1609 โดยใช้เสียง Hi-Res ผ่าน Music Server และสตรีมมิ่งผ่าน Spotify แม้ว่าการ สตรีมมิ่งในตัวเลือกนี้จะเป็นตัวเลือกที่มีการบีบอัดข้อมูลมากโขอยู่ แต่ NR1609 ก็เล่นมันออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา

ต้องชื่นชมเทคโนโลยี M-DAX ที่เอาเนื้อหาที่ถูกบีบอัดเปิดเผยเวทีเสียงออกมาได้อย่างสมดุลทั้งความกว้างของเสียงและความเข้ม ด้วยแนวเสียงที่อบอุ่นให้อารมณ์เคลิบเคลิ้มมากกว่าจะให้มานั่งจับผิดกัน เสียง Hi-Res เป็นอะไรที่ชัดเจนกว่า แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เวทีเสียงกว้างขึ้น และมันสามารถวางเสียงของเครื่องดนตรีต่าง ๆ ให้อยู่ในอากาศได้ดีขึ้น

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการฟังในแบบเซอร์ราวนด์ มันกลับทำให้เสียงร้องต่ำลงซึ่งเวลาฟังเพลงแบบสองแชนเนลกับ AV แอมป์ตัวนี้ผมชอบในแบบสเตอริโอมากกว่า ต้องระวังนิดหนึ่งกับการเร่งวอลุ่มขึ้นไปมาก ๆ ยิ่งทำให้มันทำงานเครียดยิ่งขึ้นกับลำโพงขนาดเล็กแบบนี้

แต่ความรู้สึกแบบนี้กลับไม่เป็นเหมือนตอนที่ฟัง Soundtrack ของภาพยนตร์อาจจะเป็นเพราะว่าการฟังเพลงแบบ 2 Channel มันมีเสียงเครื่องดนตรีที่มาจากเกือบทุกความถี่พร้อม ๆ กัน ไม่เหมือนกับเสียงเอฟเฟ็กต์ในหนังที่ในช่วงหนึ่งอาจถ่ายทอดความถี่เพียงไม่กี่ความถี่เท่านั้น

แอปฯ HEOS สามารถโชว์ปกอัลบั้มใน Music Server ของเราได้ด้วย

แม้ว่าคนที่ซื้อเจ้าเอวีฯ แอมป์เกือบทุกตัวมาเล่นอาจจะไม่ใช่เหตุผลหลักตั้งแต่แรกอยู่แล้วที่จะเอามาฟังเพลงในแบบ 2 Channel ถ้างั้นคงไม่มีอะไรต้องปฏิเสธว่าเสียงเซอร์ราวนด์ของ NR1609 ต้องเป็นตัวดึงดูดให้คุณหลงรักมันยิ่งขึ้น

มันจัดการกับช่องสัญญาณในระบบเสียงเซอร์ราวนด์ได้สูงสุด 7.2 ช่อง และมีตัวเลือกการตั้งค่าต่าง ๆ เช่น 5.1 หรือ 7.1 แชนแนล และแน่นอนว่ามันสามารถทำให้คุณดำดิ่งไปกับระบบเสียง 3D สูงสุดในตัวมันในแบบ 5.1.2 Channel ซึ่งดีที่สุดกับคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่หลากหลายในปัจจุบันนี้

ลำโพงที่ถูกยกขึ้นสูงสองตัวย่อมให้ความสูงมากขึ้นในสนามเสียงที่ออกมา สิ่งนี้คงหาไม่ได้กับลำโพงซาวด์บาร์ที่จะพยายามทำยังไงก็คงยังทำไม่ได้ในทางทฤษฎี และมันก็ตั้งใจทำให้ประสบการณ์การรับชมเสียงสามมิติเกิดขึ้นได้จริงกับ NR1609

มันสร้างรูปแบบของเสียงเซอร์ราวนด์ในแบบ 3D ที่ดีมาก ๆ กับทั้งทิศทาง และความกว้างของเสียงในพื้นที่ว่างด้านหน้า ด้วยลำโพงที่เพิ่มขึ้นมันจะสร้างเวทีเสียงที่ทุกยกระดับเสียงให้ทำความสูง ความกว้าง และความลึกเพียงพอที่จะจินตนาการได้

ในภาพยนตร์ Terminator Genisys: Reset the Future หนังเรื่องนี้ดูออกจะโหดหน่อยสำหรับชุดลำโพงเซอร์ราวนด์ขนาดเล็ก ๆ และแอมป์กำลังขับไม่มากนักแบบนี้ แต่นี่คือบทสรุปที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า NR1609 กับลำโพง Klipsch ชุดนี้ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับชุดโฮมเธียเตอร์ขนาดเล็กของผมที่ให้เสียงไม่ได้เล็กเลยแม้แต่น้อย

อาจเป็นเพราะได้ Klipsch RW-12b มาช่วยเสริมเติมเต็มในเรื่องความถี่ต่ำ แต่ NR1609 ก็ขจัดรอยต่อของเสียงความถี่ต่ำจากลำโพงหลักตัวเล็ก ๆ ด้วย Bass Management ที่ต้องตัดเอาเสียงความถี่ต่ำประมาณ 110Hz จากลำโพงทุกตัวลงไปที่ Subwoofer ทำให้ฉากจู่โจมของพวกต่อต้านมีเสียงระเบิดที่โรมรันพันตูกันในช่วงแรกมันมีความถี่ต่ำโผล่ไปทั่วทุกจุดในห้อง

แต่ความต้องการของคนที่เลือกที่จะเล่นชุดนี้คงไม่ได้เพียงแค่ต้องการเสียงระเบิดที่ดังขึ้นอย่างเดียว คงต้องการความรู้สึกรับรู้และอินไปกับการบันทึกเสียงในฉากที่ตื่นเต้น ๆ อย่างฉากที่เจ้าหุ่นยนต์ ไล่ล่าตัวเอกกันบนรถบัสตอนที่ปีนขึ้นไปบนหลังคา เดินเหยียบให้ลุ้นอยู่บนหัว

ชุดเซอร์ราวนด์ชุดนี้ที่มีมาร้านท์ซ NR1609 เป็นตัวนำทัพทำให้รู้สึกได้ถึงวัตถุที่อยู่เหนือหัว ถึงแม้ว่ามันจะไม่ชัดเจนแบบลำโพงฝังฝ้าที่เล่นกันแบบ 7.1.4 แต่ก็ทำให้ไม่ต้องถึงกับจินตนาการตาม มันมีเสียงจริงที่เกิดขึ้นอยู่บนหัวอาจจะเป็นเสียงที่สร้างขึ้นมาจากลำโพงหลายตัวบ้างแต่ก็รู้สึกได้ชัดในการฟังคอนเสิร์ตจาก Content ที่เป็นแบบ 2 Channel ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็หาได้ง่ายจากอินเทอร์เน็ต

ความพิเศษของการใช้แอมป์เซอร์ราวนด์เดี๋ยวนี้ มันเก่งถึงขนาดรู้ว่าเสียงชนิดนี้มันควรจะเอาไปวางไว้ในตำแหน่งไหน อย่างเสียงปรบมือหรือเสียงโห่ร้องของผู้ชม คุณจะรับรู้ได้ทันทีว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตเหมือนกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้คนเหล่านั้น

ส่วนหนึ่งก็ต้องยกความดีให้กับภาพถอดรหัสของ Dolby Surround ที่อยู่บน NR1609 มันเข้ามาจัดการทำให้เสียงเซอร์ราวนด์แยกออกมาได้สมบูรณ์แบบ เสียงร้องที่ถึงแม้ว่าจะใช้ลำโพง Center มาเป็นลำโพงหลักในการวางตำแหน่งเสียงร้องแต่ก็ใช่ว่าคุณจะรู้สึกว่ามันออกมาจากลำโพงเซ็นเตอร์

มันสามารถถ่ายทอดให้คุณรู้สึกถึงเสียงที่ลึกห่างถอยเลยทีวีลงไปยิ่งถ้าคุณมีพื้นที่ด้านหลังทีวีมากพอยิ่งจะรู้สึกถึงเสียงที่เป็นปริมณฑลล้อมรอบอยู่ด้านหลังทีวีเลยเชียว ถึงแม้มันจะสังเคราะห์เสียงซาวนด์ได้เก่งขนาดนี้แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่ต้องการต้นฉบับที่เป็นเสียงเซอร์ราวนด์แท้ ๆ ปัจจุบันนี้เราสามารถหาได้ไม่ยากแต่ไม่รู้ทำไมยังต้องกั๊กให้ต้องออกแรงกันอีก

สำหรับคนที่ยังไม่มีจอภาพ OLED ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน เรากำลังพูดถึงการ Streaming จาก Netflix โดยดึงเอาระบบเสียง Dolby Atmos ป้อนเข้าสู่ NR1609 ตัวนี้

Content เดียวกันถ้าเล่นผ่านแอปฯ Netflix บนทีวีธรรมดาโดยต่อ HDMI(ARC) เข้าที่ตัว NR1609 คุณก็จะได้แค่ Dolby Surround 5.1 เสียงเซอร์ราวนด์ถูกวางไว้อย่างแน่นหนาในห้องเพื่อให้เราสามารถลืมตำแหน่งลำโพงได้อย่างรวดเร็ว

เสียงปืน เสียงลม เสียงเห็บ เสียงพายุใน Lost in space Season 1: EP3 “Dimond in the Sky” เติมเต็มห้องทั้งห้อง NR1609 ช่วยให้เสียงของวัตถุลอยผ่านช่องว่างสามารถแสดงรายละเอียด และเอฟเฟ็กต์ได้อย่างที่เพียงพอที่ทำให้เรารู้สึกถลำลึกจนเกือบเชื่อได้ว่ามันเกิดขึ้นจริง ทำให้องค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ไดอะล็อกเอฟเฟ็กต์และซาวนด์แทร็คสามารถแยกออกจากกันได้ทำให้ได้ยินเสียงสนทนาได้ชัดเจน

แม้กระทั่งตอนมีเสียงเอฟเฟ็กต์อยู่รายล้อมแต่นั่นยังไม่ใช่ที่สุดของเสียงเซอร์ราวนด์จาก Network Receiver ตัวนี้เพราะเราเปลี่ยนเป็นระบบเสียง Dolby Atmos จาก Netflix ที่ต่อผ่าน Windows เข้าไปเท่านั้นเสียงเซอร์ราวนด์จัดแจงได้ดีอยู่แล้ว มันกลับมีชีวิตชีวา และมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น

Dynamic ของเสียงที่ตอนแรกเหมือนมันยังอั้น ๆ อยู่ต้องเร่ง Volume เข้าไปช่วย ทีนี้ต้องรีบลดวอลุ่มลงมาประมาณ 4-5dB ความที่มันมีลำโพงเพิ่มขึ้นมาอีก 2 Channel ด้านหน้าโดยตอนแรกผมก็ปรับโหมดให้ทำงานในแบบ 5.1.4 ที่จัดสรรโดยภาคถอดรหัสของ AV Receiver เอง

เมื่อได้รับการจัดสรรโดยตรงจากต้นฉบับอย่าง Dolby Atmos คราวนี้เสียงที่ออกมามันถูกวางตำแหน่งได้ดีขึ้น มีช่องว่างของเสียงให้เคลื่อนที่ได้ มีระดับของเสียงที่กลมกลืนไปกับลำโพงคู่หน้าอีก 3 Channel มันยก Sound Stage ให้สูงขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติทีนี้

มีเคล็ดที่ไม่ลับอยู่นิดหน่อยในการตั้งค่าพารามิเตอร์ของ Audyssey EQ คือถ้าการรับชมของคุณรับชมอยู่คนเดียวในลักษณะ Near Field คือไม่ห่างจากทีวีมากนัก แนะนำว่าให้เลือกค่าพารามิเตอร์เป็น ‘Flat’ จะทำให้การรับรู้ของเสียงจริงจัง จะแจ้งได้มากกว่า

แต่ถ้าเลือกเป็น ‘Reference’ การตั้งค่ากราฟจะออกมาในแนวประนีประนอม ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในการนั่งชมกันหลาย ๆ คน มันจะทำให้วงกลมของลำโพงที่ล้อมรอบตัวเราขยายวงกว้างออกไปเพื่อให้ทุก ๆ คนที่นั่งชมอยู่สามารถรับรู้ระบบเสียงได้ดีเท่า ๆ กันแบ่ง ๆ กันไป เหมือนมันทำให้จุด Sweet Spot ใหญ่ขึ้น

ความสมดุลของเสียงอาจจะหายไปบ้างในกรณีที่คุณเร่ง Volume ขึ้นไปมาก ๆ จริง ๆ แล้วมันอยู่ในช่วง 4-5dB สุดท้ายเท่านั้น ซึ่งก็แน่นอนว่ามันเป็นจุดอ่อนของ AV Receiver 50 วัตต์/แชนแนลระดับนี้ทุกตัวอยู่แล้ว แต่กับห้องขนาด 5×7 ของเราก็ต้องยอมรับว่าเพียงพอแบบเหลือเฟือ และหนึ่งในคุณสมบัติที่หลายคนอาจคิดว่าไม่จำเป็นแต่ผมยังคิดว่ามันพึ่งพาได้อยู่ก็คือเรื่องของการสเกลระบบภาพ

NR1609 ตัวนี้มีสเกลเลอร์ระบบภาพที่สามารถใช้งานได้ทั้งภาค Analog และภาคดิจิทัล นั่นหมายความว่าไม่ว่าคุณจะต่อระบบภาพเป็น Analog หรือ Digital ทางช่อง Input ใด ๆ คุณสามารถตั้งค่าให้สเกลภาพให้ Output สูงสุดออกมาเป็น 4K ที่ 30Hz และสามารถยังปรับแต่งภาพที่ออกมาให้ได้คมชัดตามความต้องการได้อีก

ในกรณีนี้ผมว่ามันเหมาะกับการใช้งานกับเครื่องเล่น Blu-ray Disc รุ่นเก่า ๆ ที่คุณไม่ได้ Update นานมากแล้ว (ซึ่งก็ไม่รู้จะอัปเดทกันยังไง ตอนนี้ก็ต้องมองไปที่เครื่องเล่น Blu-ray 4k อย่างเดียว) หรือนำมาชนกับสเกลเลอร์ที่อยู่ในตัวทีวีของคุณว่ามันจะทำให้ภาพที่ออกมาดีขึ้นอีกหรือไม่ อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าใครจะทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีกว่ากัน

ผมคงฟันธงลงไปไม่ได้ แต่เชื่อเหลือเกินว่าภาพที่เห็นอยู่ตอนนี้มันดีพอที่จะทำให้สเกลเลอร์ในตัวทีวีราคา 30,000 กว่าบาทตกกระป๋องได้เลยทีเดียว

Conclusion
เมื่อเราหันกลับมามองสิ่งที่มาร้านท์ซคิด และปูทางไว้เพื่อสร้างเจ้า NR1609 นี้ขึ้นมา ผมยังนึกไม่ออกว่าอะไรที่จะทำให้เราต้องตำหนิมัน ถ้าคุณที่ต้องการเครื่องเสียงซึ่งถ่ายทอดระบบเสียงเซอร์ราวนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบเหมือน System ใหญ่ ๆ แต่ไม่มีเนื้อที่มากพอ หรืออยากใช้ร่วมกับจอภาพที่เป็น LCD TV ขนาดไม่เกิน 75 นิ้ว ก็น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของมาร้านท์ซตัวนี้

ความสามารถในการฟังเพลง 2 Channel จาก HEOS ที่สามารถควบคุมแบบมัลติรูมด้วยแอปพลิเคชันทำให้เราสามารถเพลิดเพลินกับเสียงสเตอริโอ และเสียงเซอร์ราวนด์ที่ไม่ง้อ System ใหญ่ ๆ ทั้งหมดนี้อยู่ในตัวถังขนาดกะทัดรัดที่ดูดี NR1609 มันเป็นทางเลือกสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการอัปเกรดระบบเสียงอย่างจริงจัง

โดยถ้าคุณซีเรียสเรื่องคุณภาพเสียงด้วยแล้วละก็ เจ้า NR1609 ตัวนี้ทำให้คุณได้สัมผัสถึงกลิ่นไอของเสียงจากเครื่องเสียงมาร้านท์ซได้อยู่ไม่น้อย

มันอาจจะไม่ใช่เครื่องเสียงที่จะถ่ายทอดเสียงที่ให้การตอบสนองความถี่สูงที่กว้างแบบขยายออกไปได้แบบสุดลูกหูลูกตา แต่มันมีความเป็นดนตรีสูงมาก ๆ ความกลมกล่อมขัดเกลาให้เพลงแต่ละเพลงออกมาไพเราะนี่อาจจะเป็น Signature ของเครื่องเสียงยี่ห้อนี้ไปแล้ว

ดูเหมือน NR1609 มีลู่ทางที่สดใสได้ดีในแนวทางของมัน มาถึงตรงนี้ถ้าจะลองควานหาคู่แข่งของมัน คุณอาจหาเลือกได้เยอะแยะถ้าเอาตัวเลขกำลังขับของ AV Receiver ตัวอื่นมากางเทียบวัดกันแล้วบอกว่าใครเหนือกว่าใคร

ถ้าคุณยังชอบตัดสินใจแบบนี้อยู่ อาจจะไม่เข้าสไตล์ NR1609 ของมาร้านท์ซตัวนี้ซะแล้ว ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าถ้าตัดประเด็นเรื่องหน้าตา และฟังก์ชันการใช้งานออกไป อะไรที่จะทำให้คุณยอมควักกระเป๋าจ่ายตังค์เพื่อเป็นเจ้าของเจ้า NR1609 ตัวนี้

มันไม่ใช่เครื่องเสียงมันคือ เครื่องมือถ่ายทอดความบันเทิงในระบบเสียงเซอร์ราวนด์แบบมาร้านท์ซที่สมกับนิยามของมาร้านท์ซที่เชื่อว่า

“The World of Home Entertainment would never be the same.”


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
บริษัท เอ็ม.ไอ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
โทร. 0-2254-3316-9
ราคา 26,900 บาท

ธนภณ พูลเจริญ

Content Contributor ที่ปรารถนาจะถ่ายทอดประสบการณ์ในแวดวงโฮมเธียเตอร์ ทีวี และระบบเสียงมัลติรูมในแง่ของความคุ้มค่าของการใช้งาน เปิดมุมมองสู่ความต้องการที่ชัดเจนให้กับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเทคโนโลยี