รีวิว JVC : HA-S70BT

เมื่อราวหนึ่งเดือนกว่า ๆ ก่อนหน้านี้ผมได้รับหูฟังรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับการทำรีวิวมาจากทางบริษัท เจวีซีเคนวูด (ประเทศไทย) จำกัด ข้อมูลเบื้องต้นทราบแต่เพียงว่ามันเป็นหูฟังไร้สายและราคาขายอยู่ที่ 3,990 บาท ซึ่งนับว่าเป็นอะไรที่ทำให้ผมประหลาดใจเล็ก ๆ ที่หูฟังแบรนด์เนมระดับ B++ ได้ให้ความสำคัญกับตลาดในระดับนี้ด้วย

JVC HA-S70BT คือหูฟังไร้สายที่ผมกำลังพูดถึง เรียนตามตรงว่าผมนึกไม่ออกเลยว่ารูปร่างหน้าตามันจะเป็นยังไง ทำอะไรได้บ้าง หรือเสียงดีแค่ไหน แต่หลังจากที่ได้เห็นตัวจริง…อืม มันเกินที่ผมคาดคิดไว้พอสมควรเลย

คุณสมบัติเด่น
JVC HA-S70BT เป็นหูฟังประเภทคาดศีรษะ ดีไซน์ตัวเอียร์คัพเป็นแบบปิดหลัง (closed-back) เน้นที่การเก็บเสียง ถึงแม้ว่าวัสดุส่วนใหญ่ของตัวหูฟังจะเป็นพลาสติกเพื่อให้ตัวมันมีน้ำหนักเบาเพียงแค่ 195 กรัม (หนักไม่ถึง 2 ขีด) แต่ส่วนเฮดแบนด์หรือแถบโครงคาดศีรษะหรือข้อต่อข้อพับของตัวเอียร์คัพก็เป็นวัสดุโลหะเพื่อความแข็งแรงทนทานต่อการแตกหัก

และยังถูกออกแบบให้สามารถพับเก็บได้ สะดวกต่อการพกพา แต่ในกล่องหูฟังตัวอย่างไม่พบว่ามีถุงผ้าหรือกล่องเก็บตัวหูฟังสำหรับการพกพาแต่อย่างใด

ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบามาก แถมยังพับเก็บได้สะดวกกับการพกพาประมาณหนึ่ง

จากข้อมูลที่ข้างกล่องหูฟังรุ่นนี้เลือกใช้ไดรเวอร์ไดนามิกประเภทฟูลเรนจ์ขนาด 40 มิลลิเมตร ระบบแม่เหล็กใช้แม่เหล็กแรงสูงนีโอไดเมียมที่พักหลังพบเห็นได้ในไดรเวอร์ลำโพงคุณภาพดีหลาย ๆ รุ่นโดยเฉพาะไดรเวอร์ความถี่สูง

หูฟังรุ่นนี้มีช่วงความถี่ตอบสนองของไดรเวอร์ตั้งแต่ 8Hz-25kHz (เมื่อต่อใช้งานกับสายหูฟัง) ระบบเชื่อมต่อไร้สายใช้เทคโนโลยี Bluetooth 3.0 และ NFC ระยะห่างในการเชื่อมต่อสัญญาณไร้สายอยู่ที่ระยะไม่เกิน 10 เมตร

แบตเตอรี่ในตัวเมื่อชาร์จเต็มสามารถใช้งานได้นานถึง 27 ชั่วโมง ชาร์จด้วยสายยูเอสบีกับพอร์ตยูเอสบีของคอมพิวเตอร์หรือชาร์จเจอรของอุปกรณ์ไอทีทั่วไปได้ ด้านที่เชื่อมต่อเข้ากับตัวหูฟังจะเป็นขั้วต่อแบบไมโครยูเอสบี (มีให้มาด้วย)

ในกรณีที่แบตเตอรี่ไม่เพียงสำหรับการใช้งาน สามารถใช้สายหูฟังสำรองความยาว 1.2 เมตรที่ให้มาด้วยเสียบใช้งานเหมือนหูฟังแบบมีสายได้

สายชาร์จ USB ให้ใช้กับชาร์จเจอร์ทั่วไป และสายหูฟังที่ให้สำรองให้ใช้เวลาแบตเตอรี่หมด
โครงสร้างของก้านเฮดแบนด์มั่นใจได้ว่าแข็งแรงแน่นอนเพราะทำด้วยโลหะ

หูฟังรุ่นนี้สามารถใช้งานได้กับทั้งอุปกรณ์ Android และ iOS มีปุ่มควบคุมระดับความดังของเสียง (volume control) ปุ่มควบคุมการเล่นเพลงที่สามารถใช้รับหรือวางสายโทรศัพท์ ไมโครโฟนที่ฝังไว้ในตัวหูฟังเปิดโอกาสให้สามารถใช้งานเป็นเฮดเซ็ทสนทนาโต้ตอบผ่านตัวหูฟังได้

นอกจากนั้นหูฟังรุ่นนี้ยังออกแบบให้มี ‘Pre-set Sound Enhancer’ หรือฟังก์ชั่นปรับแต่งเสียงที่ใช้งานง่าย เลือกตั้งค่าได้ 3 ค่าได้แก่ Normal, Bass Boost และ Clear ตั้งค่าได้โดยการกดปุ่ม ‘SOUND’ ที่อยู่ตำแหน่งเดียวกับปุ่มควบคุมระดับความดังของเสียง

สัมผัสแรกและลองใช้งาน
ในปี 2017 นี่คือหูฟังที่หน้าตาดูธรรมดาเสียจนแทบจะไม่มีแรงดึงดูดทางด้านสายตาเอาซะเลย แต่มันได้สร้างความประทับใจแรกให้ผมด้วยน้ำหนักที่เบามาก เบากว่าหูฟังมีสายหลาย ๆ รุ่นเสียอีก เบากว่าหูฟังไร้สายที่มีขนาดพอ ๆ กันทุกรุ่นที่ผมเคยได้สัมผัสมาก่อน วัสดุของตัวหูฟังเมื่อได้ลองสัมผัสของจริงมันดูเหมือนจะแน่นหนาทนทานกว่าที่คิดพอสมควร (เทียบกับที่ได้เห็นจากรูป)

ดีไซน์ตัวเอียร์แพดเป็นแบบกึ่งออนเอียร์ (แปะหู) กึ่งโอเวอร์เอียร์ (ครอบหู) คือจะแปะหูก็ดูกว้างไปนิด จะครอบหูก็ดูเล็กไปหน่อย ใครที่ใบหูเล็กก็คงใช้งานแบบครอบหูได้เต็มทั้งใบหู

แต่สำหรับผมมันจะเป็นแบบกึ่งแปะกึ่งครอบล่ะครับ อย่างไรก็ดีผมก็สามารถใช้งานหูฟังรุ่นนี้ได้สะดวกสบายตามปกติครับไม่ได้มีอะไรเป็นปัญหาใหญ่โตหรือว่าถึงขั้นรับไม่ได้ เนื่องจากตัวเอียร์แพดของเขาเป็นวัสดุที่นุ่มนิ่มเป็นมิตรต่อกระดูกอ่อนบริเวณรอบ ๆ ใบหูพอสมควร

แถบรองศีรษะตรงส่วนของเฮดแบนด์ก็เป็นวัสดุชนิดเดียวกัน นอกเสียจากว่าจะใส่ฟังนาน ๆ ติดต่อกันเป็นชั่วโมง ๆ ก็จะอาจจะมีเมื่อยล้าบริเวณใบหูส่วนที่ถูกกดทับบ้างนิดหน่อย

(ซ้ายไปขวา) ช่องเสียงสายหูฟังสำรองขั้วต่อ 3.5mm, พอร์ต MicroUSB สำหรับชาร์จแบตเตอรี่,
ช่องไมโครโฟนรับเสียงสนทนา, ปุ่ม POWER สำหรับปิด-เปิดและจับคู่บลูทูธ, ไฟ LED แสดงสถานะการใช้งาน

การใช้งานฟังก์ชั่นต่าง ๆ สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายพอสมควร การวางตำแหน่งของปุ่มกดต่าง ๆ ที่ตัวหูฟังด้านขวามือ จำเป็นต้องอาศัยความคุ้นชินสักพักจึงจะใช้งานได้คล่องมือมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ค่อยถูกใจปุ่มกดบางตำแหน่งอยู่ดีเช่น ปุ่มควบคุมการเล่นเพลงหรือใช้รับสาย/วางสายได้ด้วย ผมว่ามันอยู่ในตำแหน่งที่บ่อยครั้งผมต้องกวาดนิ้วควานหาเพื่อความมั่นใจก่อนจะกดสั่งงาน

การจับคู่สัญญาณ Bluetooth กับสมาร์ทโฟนทำได้อย่างรวดเร็ว ราบรื่นและมีความเสถียรในการเชื่อมต่อสัญญาณ การเปิดใช้งานโหมดจับคู่ (pairing) ก็เพียงแค่กดปุ่ม power ค้างไว้ (จากสถานะ power off) จนกว่าไฟแสดงสัญญาณบลูทูธจะติดกระพริบสลับไปมาระหว่างสีฟ้าและสีแดง

ปุ่มรับสาย/วางสาย และใช้ควบคุมการเล่นเพลงในปุ่มเดียวกัน อีกปุ่มหนึ่ง ‘SOUND’ คือวอลุ่มเพิ่ม-ลดความดังแบบเลื่อนขึ้นลง และเมื่อกดที่ปุ่ม ‘SOUND’ จะเป็นการใช้งานฟังก์ชั่น Pre-set Sound Enhancer (การตอบสนองของเสียงจะเป็นในลักษณะตามกราฟที่แสดงไว้หลังกล่องใส่หูฟัง)

volume control ของหูฟังรุ่นนี้ไม่ได้เป็นแบบปุ่มกดแต่เป็นสวิตช์แบบเลื่อนขึ้น-ลงไปมาซึ่งก็ใช้งานได้ถนัดไม้ถนัดมือพอสมควร นอกเหนือจากนี้ผมมีข้อแนะนำเบื้องต้นคือ ให้ชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มก่อนจะนำไปใช้งานอย่างจริงจัง ซึ่งระยะเวลาเฉลี่ยในการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มจะอยู่ที่ 3 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อจะให้ใช้งานได้นานประมาณ 27 ชั่วโมงตามสเปคฯ ที่ทางผู้ผลิตเขาได้แจ้งเอาไว้

ผมได้ข้อสรุปสั้น ๆ ในเบื้องต้นสำหรับหูฟังรุ่นนี้คือเป็นหูฟังไร้สายที่น้ำหนักเบา สวมใส่สบายประมาณหนึ่ง ใช้งานง่ายและคล่องตัวพอสมควร แบตเตอรี่รับรู้ได้ถึงความอึดทนทานอย่างที่คุยไว้ในสเปคฯ ภายในเอียร์คัพที่ระบุตัวอักษรแสดงข้างซ้าย ข้างขวาเอาไว้ชัดเจน ดูง่ายไม่ต้องมาคอยเล็งเวลาจะใช้งาน เป็นอะไรที่ถูกใจผมมากจริง ๆ

Live ! แกะกล่องหูฟังไร้สาย JVC HA-S70BT สเปคฯ สะดุดตา ราคากระช…Live ! แกะกล่องหูฟังไร้สาย JVC HA-S70BT สเปคฯ สะดุดตา ราคากระชากใจ

Posted by GM 2000 Magazine on Thursday, March 23, 2017

 

ว่าด้วยเรื่องคุณภาพเสียง
ผมลองใช้งานหูฟังของเจวีซีตัวนี้เสมือนหนึ่งว่าซื้อมาใช้งานเอง ไม่ได้เป็นรูปแบบของการรีวิวหรือการทดสอบตามแบบแผนสักเท่าไรนัก

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหูฟังตัวนี้ไม่ได้เน้นการใช้งานในลักษณะมอนิเตอร์หรือจริงจังในคุณภาพเสียงสุด ๆ เหมือนหูฟังในกลุ่มโปรเฟสชั่นนัลหรือกลุ่มไฮไฟ แต่มันถูกออกแบบมาให้รองรับงานออดิโอในลักษณะมัลติมีเดียเสียมากกว่า และทั้งหมดเป็นการทดสอบฟังเสียงในโหมดไร้สายผ่านสัญญาณบลูทูธ ซึ่งเป็นลักษณะการใช้งานที่ทางผู้ผลิตเขาตั้งใจจะให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ในการฟังเสียงในลักษณะนี้

ผมใช้งานมันกับชุดคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานเพื่อชมคลิปใน YouTube หรือ Facebook ผมใช้งานมันกับสมาร์ทโฟน Huawei Mate 9 และ iPhone SE เพื่อฟังเพลงจากแอปฯ ฟังเพลงหรือจาก music streaming service อย่าง TIDAL (คุณภาพเสียงดีมาก) และ JOOX (คุณภาพเสียงพอใช้และมีเพลงไทยเยอะมาก)

โดยภาพรวมเสียงที่ได้จากหูฟังรุ่นนี้จะมีสมดุลออกไปในโทน dark มากกว่าโทน bright สามารถถ่ายทอดรายละเอียดเสียงได้ดีพร้อมด้วยบุคลิกที่ค่อนข้างมีความประนีประนอมมากกว่าความช่างฟ้องแจกแจงแบบไม่ยอมอ่อนข้อ ทำให้เสียงที่มาจากการสตรีมผ่านระบบออนไลน์ที่บางครั้งมีคุณภาพแกว่งไปมาตามคุณภาพของคอนเทนต์นั้น ๆ ยังอยู่ในวิสัยที่พอจะยอมรับกันได้

เสียงทุ้มมีลักษณะค่อนข้างนุ่มและแน่น มีเนื้อเสียงและน้ำหนักเสียงที่ดี ไม่บอบบางและไม่เห่อบวมจนท่วมล้นบดบังเสียงย่านความถี่อื่น ๆ เสียงกลางมีลักษณะเปิดเผย ฟังชัดเจนชัดถ้อยชัดคำแต่ยังคงบุคลิกความ dark ของเสียงไว้นิด ๆ ให้เป็นหูฟังที่เล่นง่ายฟังง่ายไม่เลือกแนวเพลงมากนัก

เล่นง่าย ใช้สะดวก ราคาน่าคบหา ต้องยกให้หูฟัง JVC รุ่นนี้เลย

ด้านความถี่สูงหรือเสียงแหลมจะปรากฏบุคลิกความนุ่มนวลประนีประนอมชัดเจนที่สุด โชคดีที่มันยังคงเหลือรายละเอียดที่ทำให้เสียงจากหูฟังรุ่นนี้ฟังดูเป็นธรรมชาติ มีอัตราส่วนของความสมจริงมากกว่าสีสันที่ช่วยชูรส ไม่ได้นุ่มนวลเสียจนขาดรายละเอียดหรือถึงขั้นทำให้เสียงขาดความร่าเริงสดใส

ตรงนี้ต้องให้เครดิตคนออกแบบจริง ๆ ว่าจูนเสียงมาได้ดีเลยครับ ยังคงรักษาเนื้อหาสาระสำคัญของคำว่าคุณภาพเสียงเอาไว้ได้ดี ด้านกำลังขับของภาคขยายเสียงในตัวหูฟังเพียงพอสำหรับการใช้งานโดยส่วนใหญ่ครับ ไม่เบาหรือป้อแป้เหมือนหูฟังไร้สายโนเนมราคาถูก ๆ ที่ทำกันแบบสุกเอาเผากินไม่ต้องคิดถึงการใช้งานจริง

กับหูฟังของเจวีซีเวลาฟังเพลงนุ่ม ๆ เราเปิดเสียงเบา ๆ ก็ยังมีรายละเอียดครบ เวลาจะฟังเพลงแบบเอามันก็เร่งเสียงได้จนดังสะใจ ตรงนี้ก็น่าทึ่งครับที่ยังสามารถรักษาสมดุลในเรื่องการประหยัดพลังงานแบตเตอรี่เอาไว้ได้ด้วย สินค้ายี่ห้อแบรนด์เนมมีสกุลรุนชาติก็มักจะไว้ใจได้ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้แหละครับ

ปุ่มควบคุมการเล่นเพลงในหูฟังรุ่นนี้ผ่านการทดสอบว่าสามารถใช้งานฟังก์ชั่นมาตรฐานหลัก ๆ อย่างเช่น การกดปุ่มครั้งเดียวเพื่อเล่นหรือหยุดเพลง การกดสองครั้งเพื่อข้ามเพลงไปข้างหน้า และกดสามครั้งเพื่อย้อนไปเพลงก่อนหน้า ได้ทั้งอุปกรณ์ Android และ iOS ครับ

เสียงถูกใจที่สั่งได้ด้วยปลายนิ้ว
หูฟังไร้สายตัวนี้มองเผิน ๆ เหมือนจะขายเสียงและความคุ้มค่าด้วยราคาที่ไม่สูง แต่ไม่ค่อยมีลูกเล่นหรือฟังก์ชั่นอะไรมากมาย ทว่าเมื่อได้ลองเล่นจริงแล้วผมว่าฟังก์ชั่นปรับแต่งเสียงหรือ ‘Pre-set Sound Enhancer’ ที่มากับเครื่อง เป็นอะไรที่น่าสนใจกว่าที่คิดแต่แรกเยอะเลยครับ

บ่อยครั้งที่ผมไม่สนใจฟังก์ชั่นปรับอีคิว หรือการปรับแต่เสียงในโหมดอะไรก็ตามที่ทำให้เสียงแค่แปลกหูออกไป บิดเบือนจากเสียงจริงของต้นฉบับออกไปมาก ๆ แต่ไม่สามารถรักษาความเป็นดนตรีเอาไว้ได้ แต่กับ ‘Pre-set Sound Enhancer’ ผมว่ามันเป็นอะไรที่นอกเหนือจากนั้น

3 ค่าที่เลือกได้ของโหมดนี้คือ Normal, Bass Boost และ Clear เป็นการเล่นกับสมดุลเสียงในภาพรวมโดยอาศัยการปรับแต่งในส่วนของความถี่ต่ำเป็นหลัก นั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียงที่ได้ยังหลงเหลือความเป็นธรรมชาติอยู่ แม้ว่าเสียงที่ได้จากแต่ละโหมดจะแตกต่างกันอย่างชัดเจนก็ตาม

มันทำให้ผมนึกถึงการปรับแต่งเสียงด้วยระบบ bass management ผมว่ามันคล้าย ๆ กันนะ สำหรับการปรับตั้งโหมดเสียงนี้ก็เพียงแค่กดปุ่ม ‘SOUND’ ที่แถบเลื่อนปรับวอลุ่มของหูฟัง ถ้ามีเสียง ‘ตึ้ด’ ตอบรับในหูฟัง 1 ครั้งนั่นคือโหมดเสียง Normal ที่ให้สมดุลเสียงตลอดทั้งย่านความถี่เป็นแบบกลาง ๆ ฟังเพลงได้หลากหลายแนว

เสียงตึ้ดดัง 2 ครั้งนั่นคือโหมดเสียง Bass Boost เสียงทุ้มจะถูกหนุนให้เด่นขึ้นมาชัดเจน ย่านเสียงกลางต่ำอิ่มหนาขึ้น ดุลเสียงอบอุ่นขึ้นชัดเจน เหมาะกับดนตรีที่มีจังหวะสนุกสนาน เร้าใจ หรือหนังที่เน้นเสียงเอฟเฟ็คต์ตูมตาม

และเสียงตึ้ดดัง 3 ครั้งนั่นคือโหมดเสียง Clear เสียงทุ้มบางส่วนถูกกรองให้มีปริมาณลดทอนลงไป ส่งผลให้ภาพรวมของเสียงฟังดูโปร่งขึ้น เสียงกลางและแหลมฟังดูชัดถ้อยชัดคำมากขึ้น เสียงทุ้มที่ลดทอนลงไปไม่ได้ทำให้เสียสมดุลไปมากจนเสียงแบนบาง แต่มันทำให้เสียงกลางและเสียงแหลมกระจ่างชัดขึ้น

คุณสมบัตินี้ทำให้หูฟังไร้สายของเจวีซีซึ่งปกติก็ค่อนข้างฟังเพลงได้หลากหลายอยู่แล้ว มีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้นไปอีก สามารถแบ่งปันการใช้งานร่วมกับสมาชิกในบ้านได้แม้ว่าแต่ละคนในบ้านจะมีรสนิยมทางเสียงที่แตกต่างกันก็ตาม

ในระหว่างการรีวิวหูฟังรุ่นนี้ผมสังเกตว่าผมได้ฟังเพลงไทยทั้งเก่าและใหม่จาก JOOX บ่อยขึ้น และผมได้ใช้งานโหมดเสียง ‘Pre-set Sound Enhancer’ โดยเฉลี่ยเท่า ๆ กันทุกโหมด ขึ้นอยู่กับว่าได้ฟังเพลงอะไรและอยู่ในอารมณ์แบบไหน เป็นหูฟังที่ผมได้รีวิวแล้วรู้สึกว่าได้ใช้งานจนคุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งเลยล่ะครับ

จุดเริ่มต้นของการมองหาเสียงคุณภาพแบบไร้สาย
หากคุณกำลังมีคำถามว่าเจวีซีทำได้อย่างไร หูฟังไร้สายราคานี้ กับการที่ได้รับรีวิวในเชิงค่อนไปทางบวกมาตั้งแต่ต้นของบทความนี้ ผมสามารถสรุปได้ตรงนี้เลยครับว่านั่นคือจุดเด่นที่มาพร้อมกับอะไรบางอย่างที่หายไป

อะไรที่หายไป?… อะไรที่มีในหูฟังไร้สายราคาหลักหมื่นแต่ไม่มีในหูฟังตัวนี้? อะไรที่ทำให้เจวีซีสามารถขาย HA-S70BT ได้ในราคานี้

ประการแรกหูฟังรุ่นนี้มีรูปร่างหน้าตาธรรมดาเกินไป ไม่น่าดึงดูดใจ ไม่ได้ใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยมอย่างเช่น หนังแท้ อะลูมิเนียม หรือตัวไดรเวอร์ที่มีดีไซน์พิเศษกว่าไดรเวอร์หูฟังทั่วไป

ประการที่สองมันไม่มีฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวนไม่ว่าจะแบบเบสิคหรือแบบแอดวานซ์ ประการที่สามมันไม่มีระบบเสียงพูดทวนคำสั่งหรือฟังก์ชั่นต่าง ๆ ในขณะเลือกใช้งาน

อีกเรื่องคือแบนด์วิดธ์การตอบสนองความถี่ที่ไม่กว้างเท่าหูฟังราคาหลักหมื่นโดยเฉพาะในย่านความถี่สูง ซึ่งจะทำให้มันสามารถเปิดเผยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในย่านเสียงแหลมได้มากกว่านี้

เอาที่เป็นส่วนหลัก ๆ เท่านี้ก่อนนะครับ ทีนี้ก็มาดูกันว่าในราคานี้ HA-S70BT ให้อะไรมาบ้าง ประการแรกมันเป็นหูฟังไร้สายที่กะทัดรัด น้ำหนักเบา และแบตเตอรี่ใช้งานได้นาน ประการที่สองมันให้คุณภาพเสียงที่ดีคุ้มราคา มีความเป็นดนตรีให้สัมผัสได้ เป็นเสียงที่รับรองว่าพบเจอได้ยากมากในหูฟังไร้สายเกรดโนเนมทั่ว ๆ ไป

อีกเรื่องที่ผมค่อนข้างประทับใจก็คือ Pre-set Sound Enhancer (Normal, Bass Boost, Clear) ระบบปรับแต่งเสียงที่ใช้งานง่ายและใช้งานได้จริงทุกโหมดเสียง ทำให้หูฟังรุ่นนี้เข้ากับความต้องการได้หลากหลายและรสนิยมการฟังเพลงที่กว้างขึ้น

ใครที่กำลังเล็ง ๆ หูฟังไร้สายโนเนมราคาถูก ๆ ที่อาจจะทำกันแบบสุกเอาเผากิน ไม่มีมาตรฐาน ไม่ต้องคิดถึงการใช้งานจริง ราคาหูฟังเหล่านั้นอาจจะถูกกว่านี้แต่เมื่อนำมาใช้งานแล้วไม่ได้เรื่อง อย่างนี้ก็ไม่คุ้มหรอกครับ เพิ่มงบอีกสักหน่อยซื้อของที่มีมาตรฐานอย่าง JVC HA-S70BT… คุ้มค่าและสบายใจกว่ากันเยอะเลย


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท เจวีซีเคนวูด (ประเทศไทย) จำกัด
โทร. 0-2274-1770
ราคา 3,990 บาท

มนตรี คงมหาพฤกษ์

บรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความชอบในงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์