fbpx

รีวิว Klipsch : Heritage HP-3

ผมเชื่อเหลือเกินว่าใครที่ได้เห็นหูฟัง Klipsch Heritage HP-3 เป็นครั้งแรกคงต้องสะดุดตากับดีไซน์ที่ดูสวยคลาสสิกและหรูหราในคราวเดียวกัน มันทำให้หูฟังรุ่นนี้ดูพิเศษแตกต่างจากหูฟังทั่วไป ภาพถ่ายคู่กับแอมป์หูฟังตระกูล Heritage ยิ่งช่วยเสริมสง่าราศีของหูฟังรุ่นนี้ให้มากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

แต่ขึ้นชื่อว่า “เครื่องเสียง” แล้ว รูปร่างหน้าตาถือว่าเป็นเพียงองค์ประกอบเสริม… “แล้วเสียงของมันเป็นยังไงนะ ?” ไม่ต้องมัวเสียเวลานั่งเดา ผมสอบถามไปยังคุณโอ๊ต (อดิศัย พานิชนาวา) เจ้าหน้าที่การตลาดคนหนุ่มไฟแรงแห่งบริษัท ซาวด์ รีพับลิค จำกัด ผู้นำเข้าเครื่องเสียงยี่ห้อคลิปช์ (Klipsch) ในบ้านเรา ทราบว่าทางบริษัทมีสินค้าพร้อมให้ยืมรีวิวได้เลย

แล้วผมจะต้องรออะไรล่ะครับ ท่านผู้ชม !

มันเป็นเรื่องของความรู้สึก
หูฟัง Klipsch Heritage HP-3 ส่งถึงมือผมในกล่องไม้สีเข้มใบเขื่อง ด้านบนของกล่องมีหูหิ้วติดตั้งแน่นหนา เมื่อลองยกดู อู้หูว… มันหนักมาก หนักกว่าที่คิดเยอะเลย (ในสเปคฯ บอกว่า 4.8 กิโลกรัม!) ด้านหน้ากล่องไม้ยังเป็นแผ่นกระจกใสเผยให้เห็นตัวหูฟังที่นอนอวดโฉมอยู่ข้างใน

“แค่กล่องใส่หูฟัง ต้องทำให้ดีขนาดนี้เลยหรือ?”

คนที่มองไม่เห็นคุณค่าก็อาจคิดได้ว่าเป็นการสิ้นเปลืองเสียเปล่า แต่สำหรับคนที่มองเห็นคุณค่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไร้สาระโดยเด็ดขาด นี่ขนาดผมไม่ได้เป็นเจ้าของยังรับรู้ได้ถึงความประณีต ความพิถีพิถัน ตลอดจนความเอาใจใส่ที่ Klipsch ได้พยายามสื่อสารผ่านกล่องใส่หูฟังรุ่นนี้

ความรู้สึกดี ๆ ที่มีได้ตั้งแต่เริ่มแกะกล่อง

มันเป็นมากกว่า “อุปกรณ์” ที่ใช้ฟังเพลงไปแล้วครับ… ผมค่อย ๆ บรรจงเลื่อนแผ่นไม้ด้านบนออก ดึงไส้ในซึ่งเป็นกล่อง 2 ชั้นออกมา ชั้นหนึ่งมีตัวหูฟังที่พับแบนวางอยู่ในหลุมที่ออกแบบมาพอดีสำหรับบรรจุเอียร์คัปขนาดใหญ่ทั้ง 2 ข้าง คล้องรัดเพิ่มความแน่นหนาด้วยเข็มขัดหนังวงเล็ก ๆ บริเวณโคนก้านเฮดแบนด์ กลิ่นหนังแท้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหมือนที่เคยได้กลิ่นจากเบาะรถยนตร์ระดับพรีเมี่ยมลอยมาเตะจมูก เป็นประสบการณ์การแกะกล่องที่ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยสุนทรียะ… นี่แค่แกะกล่องก็ฟินกันไปหนึ่งสเต็ปแล้ว

ถามว่าทำหูฟังขายไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ได้ไหม… ได้ครับ แต่สุนทรียะและความรื่นรมย์เช่นนี้เป็นอะไรที่ตีมูลค่ากันได้ยาก และอย่างน้อยมันก็ทำให้ผมเกิดความรู้สึก “ชอบพอ” หูฟังรุ่นนี้เข้าให้แล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้ฟังเสียงของมันเลยแม้แต่นิดเดียว

Biodynamic Drivers
HP-3 เป็นหูฟังขนาดฟูลไซ้ส์ประเภทครอบหู ใช้ตัวขับเสียงหรือไดรเวอร์แบบฟูลเรนจ์ขนาด 52 มิลลิเมตร รุ่น KG-520 ที่ทาง Klipsch ได้ออกแบบขึ้นมาเอง ไดรเวอร์ตัวนี้เป็นไดรเวอร์แบบไดนามิกที่มีชื่อเรียกว่า “biodynamic driver”

ที่มาของชื่อ “biodynamic driver” นั้นมาจากตัวไดอะแฟรมที่ทำจากเส้นใยไบโอเซลลูโลสผสมกับเส้นใยอนินทรีย์ (biocellulose and inorganic fiber) มองดูแล้วมีลักษณะคล้ายเยื่อกระดาษบาง ๆ สีขาว

“biodynamic driver” ขนาด 52 มิลลิเมตร ติดตั้งอยู่เบื้องหลังตะแกรงป้องกันอย่างดี

ตามข้อมูลจาก Klipsch ระบุว่าวัสดุประเภทนี้จะให้รายละเอียดเสียงได้ดี ให้เสียงที่มีความกระจ่างชัดเพราะตัวไดอะแฟรมมีน้ำหนักเบา ขณะเดียวกันยังมีความแกร่งในเนื้อวัสดุมากพอที่จะทำให้มันตอบสนองไดนามิกได้ดี มีแบนด์วิดธ์กว้าง แถมยังมีความเพี้ยนต่ำ

ความยืดหยุ่นของตัววัสดุยังมีผลทำให้เสียงที่ได้ไม่มีลักษณะ “ขึ้นขอบ” หรือ “แข็งกร้าว” อย่างที่มักจะปรากฏในไดรเวอร์ของหูฟังโดยทั่วไปที่ใช้วัสดุประเภทไมลาร์ที่มีลักษณะเป็นฟิล์มพลาสติกบาง ๆ ซึ่งมีน้ำหนักเบาแต่ควบคุมความผิดเพี้ยนของเสียงได้ยากกว่า

ไดรเวอร์ขนาด 52 มิลลิเมตรตัวนี้ยังมีขอบเซอร์ราวน์ขนาดเล็กทำจากวัสดุยางยูเรเทนเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของไดอะแฟรมให้มีลักษณะเหมือนลูกสูบคือเคลื่อนที่ในแนวตรง ไม่เป๋ไปมาทางด้านข้าง นอกจากนั้นระบบแม่เหล็กที่ใช้ในตัวไดรเวอร์ยังมีความหนาแน่นของสนามแม่เหล็กบริเวณรอบ ๆ วอยซ์คอล์ยสูงมากกว่า 1 เทสลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหรือความไวให้กับตัวไดรเวอร์ เข้าใจว่าหลักการน่าจะคล้ายคลึงกับ Tesla Technology ของหูฟังยี่ห้อ Beyerdynamic

หูฟังที่ออกแบบได้หมดจด
ตามที่ได้เรียนไว้ว่าครั้งแรกที่ได้เห็นหูฟังรุ่นนี้ผมก็ตกหลุมรักมันทันที ผมว่าใครที่เคยมีหูฟังผ่านมือมาเยอะ ๆ ก็น่าจะรู้สึกในทำนองเดียวกัน

แม้ว่า Klipsch จะไม่ใช่แบรนด์ที่ทำหูฟังเป็นสินค้าหลัก แต่เชื่อเถอะครับว่าหูฟังรุ่นนี้นี่ไม่ใช่สินค้าประเภท “me too” หรือสักแต่ว่าทำออกมาเพื่อให้มีขายกับเขาบ้าง เพราะไม่ว่าจะมองอย่างผิวเผินหรือมองอย่างพินิจ แต่ละองค์ประกอบของ HP-3 ล้วนแล้วแต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือหูฟังที่ตั้งใจทำออกมาเพื่อส่งเข้าประลองในสนามของ “หูฟังระดับไฮเอ็นด์”

ตัว “biodynamic driver” ติดตั้งอยู่ในเอียร์คัปที่กลึงขึ้นรูปมาจากไม้แท้ ๆ (Solid-wood earcups) มีการออกแบบให้คลื่นเสียงบางส่วนจากตัวไดรเวอร์ถูกระบายออกไปทางด้านหลังเอียร์คัปในลักษณะที่เรียกว่า “Triple-vented semi-open design” ตัวเอียร์คัปที่ทำจากไม้แท้ มีไม้ 3 ชนิดให้เลือกได้แก่ ไม้อีโบนี, ไม้วอลนัทและไม้โอ๊ค ซึ่งไม้วอลนัทจะมีสีอ่อนที่สุด ส่วนไม้อีโบนีอย่างตัวที่ผมรีวิวอยู่นี้จะมีสีเข้มที่สุด

“Triple-vented semi-open design” ตีความได้ว่า เป็นการออกแบบให้มวลเสียงจากไดรเวอร์ มีการระบายออกไปทั้งทางด้านหน้าและด้านหลังตัวไดรเวอร์หรือเอียร์คัพผ่านช่องเปิด 3 ชุด (Triple-vented) ทว่ามวลเสียงทั้งหมดมิได้ผ่านออกไปแบบโดยตรง น่าจะผ่านการกักหรือกรองบางส่วนเอาไว้เพราะทาง Klipsch บอกว่าหูฟังรุ่นนี้เป็น “semi-open over-ear design” เพื่อหวังประสิทธิผลทางเสียงบางประการ อย่างเช่น เรื่องของบรรยากาศเสียงและความเป็นธรรมชาติของเสียง

ดังนั้นด้านหลังเอียร์คัพของ HP-3 จึงเห็นเป็นช่องเปิดขนาดใหญ่ปิดทับไว้ด้วยผ้าสีดำและเส้นลวดที่มีลักษณะยืดหยุ่นถักสานกันจนเป็นลายตะแกรง ดูคล้ายลักษณะของหูฟังแบบเปิดหลัง (open back design) แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้ถูกเปิดโล่งเหมือนหูฟังประเภท open-back

วัสดุที่ใช้ทำชิ้นส่วนต่าง ๆ ของหูฟังรุ่นนี้แสดงออกถึงความวิจิตรบรรจง ความหรูหรา ตลอดจนความทนทาน ตัวโครงก้านเฮดแบนด์ที่จะคาดไปบนศีรษะเวลาใช้งาน ออกแบบให้ปรับขนาดให้เหมาะสมศีรษะได้ ทำจากโลหะสเตนเลสหุ้มด้วยหนังวัวแท้ฟอกฝาดอย่างดี (Genuine cowhide headband) เย็บด้วยเส้นด้ายเดินลายอย่างประณีตด้วยงานหัตถกรรม ก้านยึดเอียร์คัปกลึงขึ้นรูปจากชิ้นอะลูมิเนียมอย่างดี สกรูและหมุดยึดข้อต่อต่าง ๆ เป็นสีทองแดงดูสวยคลาสสิคและมีรสนิยมมาก ตัวเอียร์คัปสามารถบิดหมุนได้จนทำให้ตัวหูฟังสามารถเก็บในลักษณะแบนราบได้

วัสดุชั้นดีอย่างหนังแท้ สเตนเลสและอะลูมิเนียมที่ให้ทั้ง
ความรู้สึกหรูหรา การสวมใส่ที่สบายและความคงทน

ตัวเอียร์แพดขนาดใหญ่ออกแบบให้ครอบได้ทั้งใบหู มีเนื้อหนา ห่อหุ้มไว้ด้วยหนังแกะที่มีผิวสัมผัสเนียนละเอียดอ่อนนุ่ม ส่วนที่อยู่ด้านหลังใบหูจะมีความหนาของกรอบเอียร์แพดมากกว่าส่วนที่อยู่ข้างหน้าใบหู ตัวเอียร์แพดยึดอยู่กับตัวเอียร์คัปไม้ด้วยแม่เหล็กจึงสามารถดึงออกมาทำความสะอาดหรือเปลี่ยนใหม่เมื่อเกิดความเสียหายทำได้สะดวกมาก

ผมชอบก้านเฮดแบนด์ที่มีการบอกระยะยืด-หดชัดเจนอย่างนี้

ตัวหูฟังออกแบบให้สามารถถอดแยกสายหูฟังได้ จุดเชื่อมต่อสายหูฟังเป็นขั้วต่อมินิแจ็ค 3.5 mm แยกด้านซ้ายและขวา (มีอักษร L/R กำกับไว้ชัดเจน) ให้ตัวสายหูฟังให้มา 2 ชุด ชุดหนึ่งความยาว 2.5 เมตร อีกชุดความยาว 1.37 เมตร ทั้งคู่ต่างกันแค่เรื่องของความยาว เนื้องานตัวสายดูออกว่าใช้วัสดุเกรดดี ฉนวนภายนอกห่อหุ้มไว้ด้วยผ้าถักสีดำตกแต่งด้วยริ้วสีน้ำตาลทอง ปลายสายหูฟังให้แจ็คขนาด 6.3 mm (แจ็คใหญ่) ชิ้นส่วนหน้าสัมผัสไฟฟ้าเคลือบทองมาอย่างดี

จุดเชื่อมต่อสายหูฟังเข้ากับตัวหูฟังแบบแจ็ค 3.5 mm
แยกซ้าย/ขวา มีตัวอักษรกำกับชัดเจน

ในกล่องไม้ใบงามยังมีชิ้นส่วนโลหะอยู่อีกจำนวนหนึ่ง นำมาประกอบเข้าด้วยกันกลายเป็นที่แขวนหูฟังแบบตั้งโต๊ะที่มีดีไซน์เรียบง่าย แอบหรูเล็ก ๆ ดูเข้ากับหูฟัง HP-3 ได้ดี คือกะว่าจะให้วางโชว์เป็นของตกแต่งบ้านได้ด้วยล่ะครับ

มาพร้อมกับขาตั้งสุดเท่ที่สามารถใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ได้ด้วย

หูฟัง HP-3 กับสมาร์ทโฟน “มันเป็นไปได้หรือ?”
หลังจากต่อฟังหูฟัง HP-3 กับแอมป์หูฟังรุ่น Heritage Headphone ของ Klipsch ที่ถูกส่งมาด้วยกันเพื่อเบิร์นอินและฟังแนวเสียง ผมก็ได้ไปอ่านเจอข้อมูลที่ระบุว่า “หูฟังรุ่นนี้ขับง่ายถึงขนาดต่อฟังกับสมาร์ทโฟนก็ได้”

จริงหรือ?! หูฟังตัวใหญ่ขนาดนี้กับสมาร์ทโฟน “มันเป็นไปได้หรือ” ?!

เมื่อตามไปดูรายละเอียดทางเทคนิคก็พบว่า หูฟังตัวนี้ดูเหมือนจะถูกออกแบบมาให้ใช้งานกับสมาร์ทโฟนได้จริง ๆ ครับ เพราะมีความไวสูงถึง 98 dB (อ้างอิงที่ 1 มิลลิวัตต์) อิมพิแดนซ์เฉลี่ย 25 โอห์มเท่านั้น และผมก็เพิ่งมาพบภายหลัง (จากในคู่มือและข้างกล่องไม้ของหูฟัง) ว่าแท้จริงแล้วสายหูฟังของ HP-3 นั้นมันถูกเทอร์มิเนทขั้วต่อเป็นแจ็คหูฟัง 3.5 mm (แจ็คหูฟังเล็ก) มา

แต่ที่เห็นว่าเป็นขั้วต่อ 6.3 mm (แจ็คหูฟังใหญ่) นั้นความจริงแล้วมันเป็นอะแดปเตอร์หรือตัวแปลงจากแจ็ค 3.5 mm ให้เป็นขั้วต่อ 6.3 mm ครับ ซึ่งของเขาออกแบบมาได้อย่างแนบเนียนและกลมกลืนกันเลย เวลาใช้งานตัวแปลงนี้ ถ้าไม่บอกกันก็แทบไม่ทราบหรือดูไม่ออกเลยครับ นึกว่าให้ปลายสายหูฟังเขาเทอร์มิเนทมาเป็นแจ็ค 6.3 mm มาจากโรงงาน

ดูความเนี๊ยบของหัวแจ็ค 3.5 mm ที่ดีไซน์ตัวแปลงเป็น 6.3 mm มาได้กลมกลืนกันมาก

เมื่อผมลองเสียบใช้งานหูฟัง HP-3 กับ iPhone X ผ่านอะแดปเตอร์แปลง lightning to 3.5 mm ที่มากับตัวไอโฟนโดยเลือกใช้สายหูฟังชุดสั้นเพื่อไม่ให้สายยาวรุงรังเกินจำเป็น ก็พบว่าหูฟังรุ่นนี้สามารถเสียบฟังกับสมาร์ทโฟนได้สบาย ๆ เปิดได้ดังเพียงพอและให้คุณภาพเสียงที่ดีพอสมควรด้วยครับ ผมลองใช้ฟังเพลงจาก Spotify หรือจากแอปฯ เล่นเพลงชั้นดีอย่าง NePlayer เรียกว่าฟังเอาเพลินหูเพลินใจได้สบาย

ช่วงหนึ่งแม้เพลงที่เปิดฟังจะเป็นเพลงสมัยใหม่ทั่วไปนั่นคือเพลง “Him & I” ของศิลปิน G-Eazy (feat. Halsey) แถมยังสตรีมจาก Spotify แต่ผมก็ยังได้ยินความพิเศษจาก HP-3 ไม่ว่าจะเป็นความลึกของการตอบสนองความถี่ต่ำ หรือความเป็นสามมิติของเสียงที่มีบางเสียงหลุดลอยไปอยู่แถวด้านหลังใบหูของผม หูฟังที่มีไดรเวอร์ตัวเดียวของ Klipsch ให้รายละเอียดเสียงเหมือนกับมันมีไดรเวอร์มากกว่าหูฟัง 1More Quad Driver ซึ่งมีไดรเวอร์มากถึงข้างละ 4 ตัวซะอีก

cof
หูฟัง HP-3 กับสมาร์ทโฟน !

สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับ Klipsch HP-3 ผมแนะนำให้ฟังที่ระดับความดังเบา ๆ ก่อน อย่าพยายามเร่งมันดังมากตั้งแต่แรก เพราะมันจะค่อย ๆ พรั่งพรูรายละเอียดออกมาโดยที่เราไม่จำเป็นต้องรีดเค้น กระทุ้ง หรือผลักดันมามันมาจนเกินความจำเป็นเลย

เมื่อลองเลือกเพลงที่เป็นผลงานคลาสสิคอย่างอัลบั้ม Porgy & Bess โดย Ella Fitzgerald & Louis Armstrong ก็พูดได้เลยว่า “ความเป็นดนตรี” ที่ถ่ายทอดจากหูฟัง HP-3 ผ่านซิสเตมสุดเรียบง่ายเช่นนี้มันเกินกว่าที่ผมคาดเดาไปมากจริง ๆ ในเมื่อสมาร์ทโฟนยังใช้งานได้สบาย เมื่อลองใช้กับช่องหูฟังของเครื่องเล่น DAP อย่าง Sony NW-A46HN, Cayin N3 หรือแม้แต่ช่องหูฟังของ laptop Acer Swift 3 ที่ผมใช้งานอยู่ ก็ใช้งานได้ผ่านฉลุยเช่นกัน

อย่างไรก็ดีเนื่องจากตัวหูฟังมีน้ำหนักค่อนข้างมาก (440 กรัม) เมื่อใช้งานแบบต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงอาจจะรู้สึกหนักหรือเมื่อยล้าบริเวณคอบ้าง แม้ว่าจะสวมใส่ได้สบายศีรษะก็ตาม อีกทั้งขณะใช้งานจะมีเสียงเล็ดลอดออกมาทางช่องเปิดด้านหลังอยู่บ้าง และการกันเสียงจากภายนอกก็จะไม่ดีเท่ากับหูฟังฟูลไซส์ประเภทปิดหลัง เป็นหูฟังที่เหมาะจะใช้งานแบบ indoor หรือในสถานที่ส่วนตัวมากกว่าในที่สาธารณะอย่างในห้องสมุดหรือบนรถประจำทางสาธารณะทั้งหลาย

ว่าด้วยเรื่องของ “คุณภาพเสียง”
ผมมีโอกาสได้ลองใช้หูฟัง HP-3 กับเครื่องเสียงตั้งโต๊ะอยู่หลายชุด และหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ “Klipsch Heritage Headphone Amp” เครื่อเงสียงประเภท DAC/AMP ที่มีดีไซน์ดูกลมกลืนกับหูฟังรุ่นนี้ อีกชุดหนึ่งที่ใช้เล่นเพลงจากคอมพิวเตอร์เหมือนกัน (ผ่านแอปฯ roon) เป็น DAC/AMP จาก ALO รุ่น Continental Dual Mono ที่ภายในวงจรมีการใช้หลอดสุญญากาศด้วย สุ้มเสียงมีความอบอุ่นละมุนละไมเป็นจุดขาย

เมื่อได้ฟัง HP-3 กับระบบเสียงที่คุณภาพดีกว่าสมาร์ทโฟน ผมไม่แปลกใจเลยที่ในสเปคฯ เขาระบุว่าหูฟังรุ่นนี้มีช่วงความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 5 Hz-45 kHz ซึ่งสเปคฯ อย่างนี้สามารถรองรับสัญญาณเสียง hi-res audio ได้อย่างไร้ข้อกังขา ในแง่ของการรองรับไดนามิกเรนจ์ หูฟังรุ่นนี้รองรับกำลังขับสัญญาณได้ถึง 1,800 มิลลิวัตต์หรือ 1.8 วัตต์เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าค่อนข้างมากสำหรับพิกัดความสามารถของอุปกรณ์ประเภทหูฟัง

ที่ไม่แปลกใจอีกเรื่องก็คือเมื่อ HP-3 จับคู่ใช้งานกับ Heritage Headphone Amp ซึ่งเข้าใจว่าเขาคงจูนเสียงมาด้วยกัน ผลลัพธ์ถึงได้ออกมาดี ขนาดฟังแค่ประเดี๋ยวประด๋าวยังรู้สึกเคลิ้มตาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะแนะนำให้ “ต้องซื้อพวกมันแบบแพ็คคู่เท่านั้น” ห้ามแยกกันไปใช้กับสินค้าของยี่ห้ออื่นเลย

ลองฟังกับแอมป์ Heritage Headphone Amplifier

ที่ผมเลือกฟังคู่นี้เป็นลำดับแรกในคาบของการฟังอย่างจริงจังในรายละเอียด ก็แค่เพื่อเป็นการยืนยันว่า… อย่างน้อยผมควรจะได้ยินอะไรจากหูฟังรุ่นนี้ โดยสามารถมองข้ามเรื่องมิสแมตช์ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญของการรีวิวทิ้งไปก่อน เนื่องจากผมอนุมานเอาเองว่ามันถูกออกแบบมาด้วยกันดังนั้นมันต้องแมตช์กันแน่นอน

เสียงที่ได้จากหูฟัง HP-3 เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่พร้อมจะสนับสนุนให้มันทำงานได้อย่างเต็มที่คือเสียงที่ฟังแล้วทำให้ผมผ่อนคลายก็ได้หรือฟังแล้วรู้สึกคึกคักอยากขยับอวัยวะตามก็ได้ มันเป็นเสียงที่ฟังออกชัดว่ามีคุณภาพเสียงแตกต่างจากหูฟังในระดับราคาหลักพันหรือหลักหมื่นต้น ๆ (10,000 – 25,000 บาทโดยประมาณ)

ประการแรกคือ มันมีสมดุลเสียงตลอดย่านความถี่ที่ดี ปริมาณของเสียงทุ้ม กลาง แหลมมีสัดส่วนที่ฟังดูเป็นธรรมชาติ และถ่ายทอดรายละเอียดเสียงได้ “ค่อนข้าง” ตรงไปตรงมาพอสมควร อัลบั้มไหนบันทึกเสียงมาได้ดีหรือแย่ตรงไหน ยังไง รับรองว่าฟังออกชัดแน่นอนครับ แม้ว่าไม่ถึงกับช่างฟ้องหรือมีความเถรตรงเหมือนกับหูฟังมอนิเตอร์หลาย ๆ รุ่นก็ตาม

เมื่อว่ากันในภาพรวม มันให้เสียงทุ้มที่ลงได้ลึกจริง มาทั้งน้ำหนักและรายละเอียด ไม่ใช่เสียงทุ้มที่ถูกบูสต์ขึ้นมาให้มีแต่หัวเสียงล้น ๆ ท่วม ๆ แต่หางเสียงกุดด้วนหายไปหมด ในย่านเสียงกลางมันให้รายละเอียดเสียงที่มีความเป็นธรรมชาติ เปิดเผย สะอาดสดใส และมีลักษณะผ่อนคลายนิดๆ มีลักษณะที่คนเล่นเครื่องเสียงเรียกกันว่า “laid-back presentation” มากกว่าสไตล์ชี้ชัดและรุกเร้า “forward presentation”

ส่วนรายละเอียดเสียงในย่านความถี่สูงนั้นเป็นเสียงที่เปิดกระจ่าง สดใส โปร่งโล่ง และเก็บรายละเอียดของฮาร์มอนิกต่าง ๆ มาได้อย่างครบถ้วน เป็นหูฟังไดนามิกที่ถ่ายทอดรายละเอียดตรงนี้ได้ดีกว่าหูฟังที่ใช้ไดรเวอร์ประเภทแผ่นฟิล์มหรือ planar magnetic บางตัวเสียอีก ที่ผมนึกได้เลยตอนนี้ก็ Oppo PM-1

ลองฟังกับแอมป์พกพาหลอด ALO Continental Dual Mono

สังเกตว่าเมื่อสลับไปใช้ ALO : Continental Dual Mono แทน Klipsch : Heritage Headphone Amp เสียงจากหูฟัง HP-3 จะมีลักษณะเสียงโดยภาพรวมที่นุ่มนวลมากขึ้น เสียงกลางมีเนื้อเสียงที่อิ่มหนามากขึ้น ขณะที่รายละเอียดอื่น ๆ ยังคงคุณลักษณะที่ดีของหูฟังรุ่นนี้เอาไว้ได้อยู่

มิติ เวทีเสียงและบรรยากาศ
จุดขายหนึ่งที่เด่นชัดของหูฟังรุ่นนี้คือ มิติเสียงและบรรยากาศ ที่ทำให้หลายครั้งผมรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้กำลังฟังเสียงจากหูฟังอยู่ มันเป็นเสียงที่มีความเป็น 3 มิติอยู่โดยบริเวณรอบ ๆ ศีรษะผมโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบจำลองเสียง 3 มิติใด ๆ คุณลักษณะดังกล่าวชัดเจนมากเมื่อผมฟังเพลงที่เป็นโปรเกรสสีฟร็อคอย่างอัลบั้ม “The Wall” หรือ “The Dark Side Of The Moon” ของ Pink Floyd (ไฟล์ PCM 16bit/44.1kHz ริปจากแผ่น CD) โดยเฉพาะเพลง “Speak to Me” จากอัลบั้มชุดหลังผมว่าใครฟังก็ต้องทึ่งกับเสียงทุ้มลึกที่เลียนแบบเสียงเต้นของหัวใจและตัวตนของเสียงต่าง ๆ ที่ใส่เข้ามาในตอนต้นของเพลงนี้

หรือในอัลบั้มเพลงร้องประสานเสียงชุด “Now the Green Blade Riseth” (ไฟล์ DSD จากการริปแผ่น SACD) ของสังกัด Proprius จากสวีเดน เสียงที่ผมได้ยินไม่ใช่เสียงที่จมอยู่ในศีรษะแต่เป็นเสียงที่รายล้อมอยู่ใกล้ ๆ ฟังแล้วเหมือนผมนั่งอยู่กลางวงในสถานที่เดียวกับที่คณะนักร้องประสานเสียงกำลังขับร้องกันอยู่ แอมเบี้ยนต์หรือบรรยากาศที่รายล้อมอยู่มันทำให้รู้สึกถึงชีวิตชีวา ตลอดจนตัวตนของเสียงที่มีลมหายใจ สามารถสัมผัสรับรู้ได้มากกว่าการฟัง

เสียงฟลุทต้นเพลง “Love Is Come Again” ฉีกตัวห่างออกไปทางซ้ายมือ ขณะที่เสียงไตรแองเกิ้ลล่องลอยอยู่ในระยะห่างที่มากกว่าทางด้านขวามือเยื้องไปทางด้านหลังของผม ขณะที่เสียงร้องประสานอยู่รายล้อมบริเวณด้านหน้าโอบล้อมมาถึงด้านข้าง ส่วนออร์แกนลมอยู่ลึกเข้าไปในเวทีเสียงด้านหน้า เป็นประสบการณ์ที่ผมไม่ได้ยินบ่อยนักเมื่อฟังเสียงจากหูฟัง ไม่ว่าจะในระดับราคาใด เป็นเสียงจากหูฟังที่ผมสามารถพูดเรื่องของมิติและเวทีเสียงได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

ไดนามิกของเสียง
ทีแรกผมตั้งใจจะเขียนถึงการตอบสนองต่อไดนามิกเสียงของหูฟังรุ่นนี้ ผ่านการเล่าเรื่องตอนที่ผมใช้หูฟังรุ่นนี้ฟังเพลงจากอัลบั้มแสดงสดชุด “Companion” ของ Patricia Barber ว่ามันให้อารมณ์สมจริงเหมือนได้ไปนั่งฟังด้วยตัวเอง จะเล่าว่ามันน่าทึ่งมากแค่ไหน อย่างไร… แต่แล้วผมก็เปลี่ยนใจเพราะเกิดไปฟังอะไรที่ทำให้รู้สึกทึ่งยิ่งกว่า

กับไฟล์เพลง PCM 24bit/176.4kHz อัลบั้ม “Crown Imperial” โดยวง Dallas Wind Symphony ของสังกัด Reference Recordings ในเพลงชื่อเดียวกับชื่ออัลบั้ม ดนตรีในเพลงนี้มีช่วงสวิงของไดนามิกเรนจ์ที่กว้างมาก ช่วงเสียงเบานั้นเข้าขั้นแผ่วเบาเลยทีเดียวแถมยังเป็นเสียงทุ้มลึกที่เราจะไม่มีทางได้ยินจากลำโพงตัวเล็ก ๆ แน่นอน ส่วนช่วงที่เสียงดังนั้นเข้าขั้นกัมปนาทเลยทีเดียว หูฟังรุ่นนี้ถ่ายทอดรายละเอียดเสียงเหล่านั้นออกมาอย่างสบาย ๆ ปราศจากความเครียดเค้นหรือเสียงที่แตกพร่าใด ๆ

ที่มันเป็นการย่อส่วนเสียงจากลำโพงระดับซูเปอร์ไฮเอ็นด์ตัวสูงท่วมหัว ราคาคู่ละเป็นล้าน ลงมาชัด ๆ ! ถ้ามีโอกาส ลองฟังด้วยหูของตัวเองเถิดครับ แล้วจะทราบว่าผมมิได้บอกเล่าเกินเลยความจริงไปเลยแม้แต่เพียงน้อย

ฟังเปรียบเทียบ
เป็นปกติที่เวลาทดสอบหรือรีวิวหูฟังผมมักจะมีการฟังเปรียบเทียบด้วย เพื่อให้ทราบถึึงความแตกต่างที่มักจะได้ยินอย่างเป็นปกติทั้งในหูฟังระดับเดียวกัน หรือที่ระดับต่างกัน

ในที่นี้ผมได้เดินทางไปที่ร้านมั่นคงเรือธง ชั้น 3 ศูนย์การค้าอัมรินทร์พลาซ่า เพื่อลองฟังเปรียบเทียบหูฟัง Klipsch HP-3 กับหูฟัง 2 รุ่นของ Sennheiser ซึ่งเป็นแบรนด์หูฟังที่ผมค่อนข้างคุ้นเคยเป็นการส่วนตัว หูฟังทั้งสองรุ่นของ Sennheiser ในที่นี้คือรุ่น HD800 (เรือธงรุ่นแรก) และ HD660S ที่เพิ่งออกมาแทนที่รุ่น HD650 โดยต่อฟังกับ DAC/AMP รุ่น HDV 820 ของ Sennheiser

ยกแรกเป็นการฟัง HP-3 vs. HD660S… ชัดเจนว่า Klipsch HP-3 มีแบนด์วิดธ์ที่กว้างกว่าทั้งในย่านความถี่ต่ำและความถี่สูง มีดุลเสียงที่ dark และสุขุมลุ่มลึกกว่าเล็กน้อย มิติเวทีเสียงมีลักษณะเสียง laid back มากกว่า รายละเอียดเสียงกลางทั้งเสียงร้องและเสียงกีตาร์นั้นลดความจริงจังลงไปเมื่อเทียบกับ HD660S ซึ่ง HD660S เสียงกลางลอยและออกจะคมชัดกว่า เมื่อฟังเปรียบเทียบกันในเพลง “Temptation” จากอัลบั้ม “The Girl in the Other Room” (ไฟล์ DSD จากการริปแผ่น SACD)
แต่ในขณะเดียวกันบุคลิกของ HP-3 ก็ให้รูปวงของเสียงที่เป็น 3 มิติกว่าด้วยเช่นกัน มีลักษณะย่อหย่อนความเป็นมอนิเตอร์ลงมาหาจุดสมดุลระหว่างการฟังแบบจับผิดกับการฟังเพื่อความเพลิดเพลินเจริญใจ

ลองฟังเปรียบเทียบกับหูฟังรุ่นดังของ Sennheiser

เมื่อลองขยับไปฟังเทียบกับ HD800 ที่เป็นหูฟังรุ่นอ้างอิงที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดรุ่นหนึ่ง ผมว่าเมื่อฟังเพลงในอัลบั้ม “What’s New” ของ Linda Ronstadt (ไฟล์ PCM 24bit/192kHz) เสียงจากหูฟัง HP-3 มีลักษณะของความนวยนาดแช่มช้าอย่างมีชั้นเชิง เปิดโอกาสให้แต่ละเสียงได้โชว์ลีลาของมันอย่างเต็มที่

ขณะที่ HD800 ในแบบต่อสายบาลานซ์ให้ความมหัศจรรย์ในเรื่องของบรรยากาศและฮาร์มอนิกในย่านความถี่สูง และไม่ค่อยประนีประนอมสักเท่าไร โดยเฉพาะในย่านความถี่สูง บางครั้งเพลงที่ฟังก็ให้เสียงผอมบางไปหน่อย ตัวหูฟัง HD800 ยังมีน้ำหนักเบากว่า แต่ขับยากกว่ากันมาก ขับยากชนิดว่าไม่ต้องคิดจะเอาไปใช้งานกับสมาร์ทโฟนเลย แอมป์หูฟังตั้งโต๊ะหลายรุ่นยังไม่รอด แต่ HP-3 ยืนยันอีกครั้งว่าสามารถใช้กับไอโฟนได้สบาย ๆ

การตอบโจทย์ทั้งความรู้สึกและเหตุผล
เนื่องด้วยคุณผู้อ่านไม่มีโอกาสได้เห็นหรือสัมผัสตัวจริงของหูฟังในขณะที่กำลังอ่านรีวิว ผมจึงขอสาธยายยืนยันอีกครั้งว่า วัสดุที่ใช้ทำชิ้นส่วนของหูฟังรุ่นนี้ไม่มีจุดใดเลยที่เป็นวัสดุคุณภาพต่ำ ถือว่าสมราคากับค่าตัวระดับครึ่งแสนบาท น้ำหนักตัวอาจจะเยอะกว่าหูฟังฟูลไซส์ทั่วไปสักหน่อย และมีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ออกแบบมาได้ดีสวมใส่ใช้งานสบายพอสมควร

ตัวเฮดแบนด์มีความกระชับแต่ไม่บีบรัดมากจนเกินไป ส่วนสัมผัสผิวหนังของเราเป็นวัสดุหนังแท้ชั้นดีไม่อมความร้อน ไม่เปื่อนยุ่ยหรือร่อนง่ายเหมือนวัสดุจำพวกหนังเทียมหรือพีวีซี ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของหูฟังดูเป็นของระดับพรีเมียมและน่าเชื่อถือว่าจะใช้งานได้ทนทานนานวัน

หูฟังตัวนี้เป็นหูฟังที่ผมใช้เวลาอยู่กับมันมากเป็นพิเศษด้วยความเสน่หาส่วนตัว ทว่าเวลาที่ใช้ไปทั้งหมดทั้งหมดนั้นก็นับว่าคุ้มค่า เพราะมันทำให้ผมได้รู้จักกับหูฟังรุ่นหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานได้ทั้งเรื่องของความรู้สึก (มันสวย ดูดีมีรสนิยม) และเหตุผล (มันเสียงดี)

เหลือก็แค่เพียงค่าตัวที่ผมเปิดโอกาสให้ท่านผู้อ่านที่สนใจหูฟังตัวนี้ได้พิจารณาดูด้วยตัวของท่านเอง แนะนำว่าให้หาโอกาสไปเจอตัวจริงและลองฟังสักครั้ง แล้วใช้ความรู้สึกประกอบกับเหตุผลส่วนตัวพิจารณาเอาเถิด รับรองว่าไม่ใช่เรื่องยากเย็นอย่างแน่นอน


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท ซาวด์ รีพับลิค จำกัด
โทร. 02-448-5489, 02-448-5465-6
ราคา 55,900 บาท

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังเห่อระบบเสียง Lossless ใน Apple Music และงานบ้าน D.I.Y.