รีวิว Apple : iPhone X

The Future of Smartphone?

วันที่ 12 กันยายน ปีพ.ศ.2560 ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศสหรัฐอเมริกา ในงานเปิดตัว iPhone X (ไอโฟนเท็น) บริษัทแอ็ปเปิ้ลบอกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มิได้เป็นเพียงรุ่นพิเศษที่ออกมาในวาระครบรอบ 10 ปีแห่งการถือกำเนิดของไอโฟนรุ่นแรกเท่านั้น หากแต่มันยังเป็นสมาร์ทโฟนที่จะเป็นผู้นำเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนอื่น ๆ ต่อไปอีก 10 ปีข้างหน้าด้วย

The First
การเปิดตัวของ iPhone X เป็นอีกครั้งที่ทำให้เกิดการถกกันในวงกว้างทั้งในหมู่ supporter และ hater ทั่วโลก อาจจะเพราะว่านี่เป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในรอบ 10 ปีหลังจากที่ไอโฟนรุ่นแรกได้ออกมา “เปลี่ยนโลก” อย่างที่สตีฟ จ๊อบส์ได้ตั้งใจไว้

iPhone X มาพร้อมกับหลายสิ่งอย่างที่อาจจะเป็น “ของเก่า” สำหรับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ แต่มันเป็น “ของใหม่” ที่ไม่เคยมีในไอโฟนรุ่นใดมาก่อน และเหล่า supporter ก็ไม่แคร์ด้วยว่าใครจะเคยทำมาก่อน เพราะพวกเขามีความคิดว่า มันไม่สำคัญที่ใครจะเป็น the first หรือทำออกมาก่อน แต่สำคัญที่ใครจะทำออกมาได้ดีกว่าต่างหาก

อย่างไรก็ดีเมื่อนับเฉพาะไอโฟนด้วยกัน สิ่งที่เป็น the first ใน iPhone X ก็น่าจะมีแรงจูงใจมากพอที่จะทำให้ผู้คนหันมาสนใจไอโฟนรุ่นนี้มากขึ้น ผมเชื่อว่าบริษัทแอ็ปเปิ้ลคงคิดเช่นนั้นไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าตั้งราคาเริ่มต้นเอาไว้ที่ US$999

iPhone X เป็นไอโฟนรุ่นแรกที่มีหน้าจอชิดขอบทุกด้าน เป็นไอโฟนรุ่นแรกที่เป็นจอ OLED (Super AMOLED) เป็นไอโฟนรุ่นแรกที่มีขนาดจอ 5.8 นิ้ว ซึ่งนับได้ว่าจอใหญ่ที่สุดเมื่อวัดตามแนวแยงมุมและเป็นจอภาพอัตราส่วน 19.5 : 9 ซึ่งไม่เคยมีในไอโฟนรุ่นใดมาก่อน เป็นไอโฟนรุ่นแรกที่มาพร้อมกับจอภาพที่มีความละเอียดหน้าจอมากที่สุด 2436 x 1125 พิกเซล (458 ppi) และมีอัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 1,000,000:1 (ปกติไม่เกิน 1,500:1 ในสมาร์ทโฟนรุ่นไฮเอนด์ที่ใช้จอ LCD)

ในงานเปิดตัว iPhone X ทางแอ็ปเปิ้ลบอกว่าจอ OLED เดิม ๆ นั้นมีข้อดีอยู่มากมายแต่ก็ยังมีข้อด้อยอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ ความสว่าง, การรองรับช่วงค่าสีที่ยังไม่กว้าง และความแม่นยำของสีสัน แต่จอ OLED ที่พวกเขาเรียกว่า จอซูเปอร์เรติน่า “Super Retina” ใน iPhone X สามารถเอาชนะข้อด้อยเหล่านั้นได้ และมันยังรองรับมาตรฐานภาพที่มีช่วงไดนามิกของแสงกว้างขวาง ทั้ง Dolby Vision และ HDR10

iPhone X ยังเป็นไอโฟนรุ่นแรกที่ไม่มีปุ่มโฮม ดังนั้น gestures control ใน iOS11 จึงเป็นส่วนหนึ่งที่วิศวกรซอฟต์แวร์ของแอ็ปเปิ้ลได้ออกแบบขึ้นมาเพื่อไอโฟนรุ่นนี้โดยเฉพาะ และอาจจะถูกใช้ในไอโฟนรุ่นต่อไปด้วย เป็นไอโฟนรุ่นแรกที่สามารถแตะหน้าจอเพื่อปลุกมันจากล็อคสกรีนได้ (Tap to Wake) และเป็นไอโฟนรุ่นแรกที่ ‘กล้องหน้า’ สามารถถ่าย ‘โหมด Portrait (ภาพถ่ายบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอ)’ ได้

ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอีก 2 ฟีเจอร์ที่ iPhone X เป็นไอโฟนรุ่นแรกที่มีฟีเจอร์นี้พร้อม ๆ กันกับ iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ที่ออกมาพร้อมกันนั่นคือ การมีระบบชาร์จเร็ว (fast charge) ที่เคลมว่าชาร์จได้ถึง 50% ภายใน 30 นาที และระบบชาร์จไร้สาย (wireless charge) ซึ่งรองรับเทคโนโลยี Qi Wireless Charging ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชาร์จไร้สายที่เป็นมาตรฐานสำหรับสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

A11 Bionic, Face ID และ Animoji
3 เรื่องหลักที่เป็นสิ่งใหม่และน่าจะเป็นจุดขายที่เด่นชัดที่สุดของ iPhone X คือ ชิปประมวลผล Apple A11 Bionic, เทคโนโลยี Face ID และ Animoji ไม่เช่นนั้นทางแอ็ปเปิ้ลคงไม่ให้เวลาบนเวทีมากพิเศษในงานเปิดตัวเป็นแน่

Apple A11 Bionic เป็นชิปประมวลผล 64 บิต ที่ออกแบบบนสถาปัตยกรรมย่อส่วนที่เล็กจิ๋วระดับ 10 นาโนเมตร (หนึ่งในพันล้านเมตร) เป็นชิป 6 แกน ความเร็วรวม 2.39 GHz แบ่งเป็นแกนที่เน้นการประมวลผลสมรรถนะสูง 2 แกน ชื่อรหัส ‘Monsoon’ และแกนที่เน้นประสิทธิภาพการใช้พลังงานอีก 4 แกน ชื่อรหัส ‘Mistral’

มีหน่วยประมวลผลกราฟฟิก Apple GPU แบบ 3 แกนภายในตัวชิปประมวลผล มาพร้อมกับหน่วยความจำ RAM 3 GB และความจุ ROM อีก 64 หรือ 256 GB (มี 2 ความจุให้เลือก)

Apple A11 Bionic เป็นชิปประมวลผลที่มีส่วนของสมองกล ‘Neural Engine’ ที่สามารถประมวลผลได้ 6 แสนล้านคำสั่งต่อวินาที ทำให้สามารถคิดคำนวณคำสั่งบางประเภทที่มีความซับซ้อนมากกว่าได้ดีกว่าหน่วยประมวลผลทั่วไป โดยเลียนแบบความซับซ้อนของสมองมนุษย์ที่สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ จดจำ หรือคาดการณ์ล่วงหน้าได้ (Artificial Intelligence, AI) ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องอาศัยฮาร์ดแวร์ที่สามารถคิดแบบ Machine Learning ได้

ในปัจจุบันนอกจากชิป HiSilicon Kirin 970 ที่ใช้งานอยู่ใน Huawei Mate 10 Pro (ดูใน Product Recommended) ก็มีชิป Apple A11 Bionic นี่แหละครับที่มี ‘Neural Engine’ และหนึ่งในหน้าที่สำคัญของมันก็คือ การถอดรหัสปลดล็อค iPhone X ด้วย ‘Face ID’ ซึ่งต้องใช้กระบวนการคิดและการวิเคราะห์ที่ค่อนข้างซับซ้อน

กล้อง TrueDepth ใน iPhone X

Face ID คือเทคโนโลยีรู้จำใบหน้าแบบ 3 มิติที่สามารถจดจำใบหน้าได้อย่างรวดเร็ว และจัดเก็บไว้ข้อมูลเหล่านั้นเอาไว้ในระบบฐานข้อมูลที่แอ็ปเปิ้ลอ้างว่ามีความปลอดภัยในระดับสูง มีความสามารถในการตรวจสอบหน้าได้ทั้งในที่มืด เมื่อเปลี่ยนทรงผม เมื่อใส่แว่นทั้งแว่นสายตาและแว่นดำ ใส่หมวก หรือเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงของหนวดเครา (ทั้งหมดนี้ผมได้ลองมาแล้ว มันทำได้จริงครับ) โดยอาศัยเทคโนโลยีของชุดฮาร์ดแวร์ที่มีชื่อเรียกว่ากล้อง TrueDepth ที่ฝังตัวอยู่บริเวณขอบจอด้านบน ทำให้หน้าจอของ iPhone X มีรอยบากเป็นแถบสีดำด้านบนจนเป็นที่กล่าวถึงตั้งแต่วันเปิดตัวนั่นแหละครับ

นอกจากนั้นทางแอ็ปเปิ้ลยังบอกด้วยว่า Face ID ใน iPhone X ยังมีความสามารถในการเรียนรู้รูปหน้าที่เปลี่ยนไปตามวัยของเราได้ด้วย

นอกจากใช้ปลดล็อคหน้าจอแล้ว Face ID ยังสามารถใช้ในการยืนยันตัวตนกับร่วมกับแอปฯ อื่น ๆ ได้ด้วยครับ อย่างเช่น ใช้ยืนยันการชำระใน Apple Payหรือการล็อคอินเข้าแอปฯ ที่ต้องการความปลอดภัยสูงเช่น แอปฯ ของธนาคารต่าง ๆ (ผมได้ลองใช้งานกับแอปฯ ของธนาคารกสิกรไทย) อย่างไรก็ดีในปัจจุบันFace ID ก็ยังมีจุดอ่อนที่ทางแอ็ปเปิ้ลเองก็คาดไม่ถึง อย่างเช่น การไม่สามารถแยกแยะใบหน้าของฝาแฝดบางคู่ (หาดูตัวอย่างได้ใน YouTube)

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ได้นำกล้อง TrueDepth มาต่อยอดความสามารถก็คือ การส่งข้อความแบบ ‘Animoji’ ซึ่งมาจากคำว่า Animation + Emoji เป็นลักษณะของสัญลักษณ์อีโมจิที่สามารถขยับหน้าตาท่าทางมัดกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าได้ตามการขยับจริงของผู้ใช้แถมยังมีเสียงพูดจริงของผู้ใช้ถูกบันทึกเข้าไปด้วยเป็นคลิปวิดีโอสั้น ๆ แถมยังเปลี่ยนสกินเป็นหน้าตาตัวการ์ตูนรูปสัตว์ต่าง ๆ ได้นับสิบรูปแบบ ช่วยเพิ่มสีสันให้กับการสื่อสารบนหน้าจอสมาร์ทโฟนได้น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ตัว Animoji นอกจากจะใช้ส่งทางข้อความแล้วยังสามารถบันทึกเก็บไว้เป็นไฟล์วิดีโอได้ด้วยครับ

UpGraded Camera
iPhone X มาพร้อมกับกล้องหลังคู่แบบเดียวกับไอโฟนรุ่นพลัสก่อนหน้านี้ มีการเปลี่ยนดีไซน์ของการวางกล้องหลังคู่จากแนวนอนไปเป็นแนวตั้ง ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการอัปเกรดสเปคฯ ให้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่าง iPhone 7 Plus รวมถึงรุ่นที่ออกมาพร้อมกันอย่าง iPhone 8 Plus

กล้องคู่ของ iPhone X มีความละเอียดกล้องละ 12 ล้านพิกเซล ชิ้นเลนส์ 6 ชิ้น ปิดป้องกันหน้าเลนส์ด้วยผลึกแซฟไฟร์ กล้องตัวหนึ่งเป็นเลนส์ normal wide (f/1.8, 28 mm) อีกตัวเป็นกล้องเทเลซูม (f/2.4, 52 mm) แตกต่างกับกล้องคู่ของ iPhone 8 Plus ที่มีเลนส์เทเลซูมเป็น f/2.8 รับแสงได้น้อยกว่า

กล้องหลังคู่ใน iPhone X

กล้องคู่ใน iPhone X ยังมีระบบกันสั่นที่ตัวเลนส์ (Optical Image Stabilizer, OIS) มีไฟแฟลชแบบ True Tone Quad LED กล้องคู่ใน iPhone X ถูกเคลมว่า zero shutter lag หมายความว่าการทำงานของกล้องไม่มีความหน่วงช้าหลังจากที่กดชัตเตอร์ถ่ายไปแล้วซึ่งเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่หาได้ยากในกล้องของสมาร์ทโฟนทั่ว ๆ ไป นอกจากนั้นยังสามารถถ่ายภาพในโหมดภาพถ่ายบุคคลและการปรับแต่งการจัดแสงภาพถ่ายบุคคลได้ (Natural Light, Studio Light, Contour Light, Stage Light, Stage Light Mono)

การปรับแต่งแสงในโหมดภาพถ่ายบุคคลที่สามารถทำได้ทั้งในขณะถ่ายหรือหลังจากถ่ายไปแล้ว

กล้องคู่ของ iPhone X มาพร้อมกับระบบค้นหาโฟกัสแบบ phase detection autofocus มีฟังก์ชั่นซูม 2 เท่าแบบออปติค รองรับการถ่ายภาพในโหมด HDR สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดระดับ 4K ที่ 60 fps หรือ 1080p ที่ 240 fps

สำหรับกล้องหน้ามีความละเอียด 7 ล้านพิกเซล ใช้ชิ้นเลนส์ระยะ 32 mm ความสว่าง f/2.2 มีระบบจับโฟกัสที่ใบหน้า ทำงานร่วมกับกล้อง TrueDepth เพื่อถ่ายภาพโหมดภาพถ่ายบุคคลและการปรับแต่งการจัดแสงภาพถ่ายบุคคล มีระบบแฟลชแบบ Retina Flash (ใช้แสงสว่างจากจอภาพ) รองรับการถ่ายภาพในโหมด HDR สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดระดับ 1080p ที่ 30 fps และ 720p ที่ 240 fps

ไม่เหมือนที่คิดไว้
iPhone X เป็นไอโฟนที่ดีไซน์ตัวเครื่องมีส่วนผสมของไอโฟนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ เป็นไอโฟนที่มีตัวเครื่องโค้งมนเหมือนไอโฟนยุคใหม่แต่บอดี้ไม่ได้เป็นอะลูมิเนียม แผงหลังหันกลับไปใช้วัสดุกระจกปิดเต็มและมีกรอบทำจากวัสดุสเตนเลสเหมือน iPhone 4 และ iPhone 4S

iPhone X มีวางจำหน่ายใน 2 ขนาดความจุคือ 64 GB และ 256 GB มีสีให้เลือก 2 สีด้วยกันคือ สีเทาดำ Space Gray และสีเงิน Silver ทั้งสองแบบนี่นอกจากจะมีสีของแผงหลังที่ต่างกันแล้ว ตัวกรอบสเตนเลสยังมีสีสันต่างกันเล็กน้อย ตัวเครื่องสีเงินจะมีกรอบเป็นสเตนเลสเป็นสีเงินโครเมียมเงางาม ส่วนเครื่องสีเทาดำจะมีกรอบสเตนเลสเป็นสีแบล็คโครเมียม มีช่องใส่ซิมแบบนาโน ตัวเครื่องออกแบบให้กันน้ำและฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP67 สามารถทนน้ำลึก 1 เมตรได้นาน 30 นาที

เป็นสมาร์ทโฟนจอใหญ่ที่มีขนาดกำลังดีจับถือได้อย่างถนัดมือ
เปรียบเทียบขนาดกับ iPhone 8 Plus และ iPhone 7

ผมมีโอกาสได้ลองใช้งานตัวเครื่องทั้ง 2 แบบ เรื่องความประณีตสวยงามนี่ผมว่าไม่ต่างกันเลยครับ จะเลือกแบบไหนก็แล้วแต่รสนิยมเลยจริง ๆ ครับ ตัวเครื่อง iPhone X มีความหนา 7.7 mm น้ำหนัก 174 กรัม ตัวเครื่องมีขนาดกำลังเหมาะมือ เมื่อเทียบกับ iPhone 7 หรือ iPhone 8 ตัวเครื่อง iPhone X จะมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่มีขนาดจอที่ใหญ่กว่ากันพอสมควร ทำให้ iPhone X เป็นไอโฟนจอใหญ่ที่จับถือได้ถนัดถนี่กว่าไอโฟนรุ่นพลัสแต่มีตัวเครื่องที่ใหญ่พอ ๆ กับไอโฟนรุ่นปกติ

Live Unbox & Preview : Apple iPhone X ไอโฟน 10 กับ 10 เรื่องที…

Live Unbox & Preview : Apple iPhone X
ไอโฟน 10 กับ 10 เรื่องที่คุณต้องรู้

Posted by GM 2000 Magazine on Tuesday, December 12, 2017

 

การไม่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือและไม่มีปุ่มโฮม อาจทำให้หลายคน (รวมทั้งผมเอง) เกิดคำถามในใจว่า iPhone X จะใช้งานยากไหม จะต้องปรับตัวเยอะหรือเปล่า?

จากประสบการณ์ทั้งหมดเท่าที่ผมได้ลองใช้งานไอโฟนรุ่นนี้มาต้องบอกว่าผมใช้เวลาในการปรับตัวจากปกติที่ใช้ iPhone SE อยู่เพียงไม่นานก็สามารถใช้งาน iPhone X ได้อย่างคล่องมือ ด้วยสมรรถนะของตัวเครื่อง, UI และ Gesture Control ใหม่ที่มาพร้อมกับ iOS 11 ทำให้การใช้งานมีความลื่นไหล ฉับไว ไม่ได้ใช้ยากเหมือนที่อย่างที่คิดไว้แต่แรก ต้องถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับการใช้งานสมาร์ทโฟน iOS ที่ไม่เคยมีมาก่อนในไอโฟนรุ่นใด

How to… ทริคง่ายๆ กับ iPhone X #TipTrickByMMM

How to… ทริคง่ายๆ กับ iPhone X
– อยู่ดี ๆ มีหน้าต่างซูมขึ้นมา ทำไงดี?
– Face ID กับเสียงแจ้งเตือนที่เบาลง
– ไม่มีปุ่มโฮมแล้วจะเรียก Siri ยังไงดี?
– สลับแอปฯ ยังไงให้เร็วขั้นเทพ?
– วิธีดู % แบตแบบง่ายเว่อ
– เครื่องแฮงค์ จะรีบูทยังไงดี?

#TipTrickByMMM
#แชร์เก็บไว้อ่านกันนะครับ

Posted by มนตรี คงมหาพฤกษ์ on Sunday, December 17, 2017

 

สำหรับการใช้งาน Face ID ผมพบว่าขั้นตอนการบันทึกใบหน้าสามารถทำได้อย่างราบรื่นและฉับไว ความแม่นยำสูงในการตรวจจับใบหน้า แม้ผมจะใส่หูฟังฟูลไซส์แบบครอบหู ใส่หมวก หรือใช้งานในที่มืดก็ไม่ได้มีปัญหากับ Face ID แต่อย่างใด รอยบากที่ขอบจอด้านบนของกล้อง TrueDepth อาจจะดูสะดุดตาบ้างตอนช่วงแรกของการใช้งาน แต่เมื่อใช้กันงานไปสักพักผมว่ามันก็ไม่ได้มารบกวนสายตาเลย อาจจะเป็นเพราะว่ามันอยู่ในตำแหน่งที่เราสามารถให้อภัยให้หรืออาจเพราะความคุ้นเคยก็เป็นได้

ด้านการเชื่อมต่อไร้สาย iPhone X มาพร้อมกับ Wi-Fi dual-band มาตร 802.11 a/b/g/n/ac และ Bluetooth 5.0 ซึ่งถือได้ว่าค่อนข้างทันสมัย ตรงจุดนี้ต้องขอชมเชยที่ไม่กั๊กสเปคฯ การให้ฮาร์ดแวร์เชื่อมต่อไร้สายที่มีประสิทธิภาพดีจะทำให้การใช้งานสมาร์ทโฟนซึ่งยุคนี้มีการเชื่อมต่อไร้สายอยู่เกือบตลอดเวลาสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ได้

สิ่งที่จะทำให้คุณตัดสินใจซื้อ iPhone X
นอกจาก iOS แล้ว ผมคิดว่าสิ่งที่จะทำให้เราตัดสินใจซื้อ iPhone X เป็นเหตุผลมาจากจุดเด่นหลาย ๆ ประการของมัน อย่างแรกคือเรื่องคุณภาพของหน้าจอและสมรรถนะการประมวลผล

จอ OLED ของ iPhone X ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ให้คุณภาพของภาพในระดับดีมากอย่างโดดเด่นรุ่นหนึ่ง จุดเด่นอยู่ที่การให้สีดำที่ดำสนิท อัตราส่วนคอนทราสต์ดีเยี่ยม สีสันที่แลดูเป็นธรรมชาติและมีความสว่างสดใสสู้แสงได้ แม้จะใช้งานในกลางแจ้งภาพบนจอก็ยังมองเห็นได้ชัดเจน ไม่เลือนลางกลืนไปกับแสงสว่างหรือแสงสะท้อนบนหน้าจอ เมื่อใช้ชมวิดีโอรายละเอียดสูงโดยเฉพาะวิดีโอที่เป็น HDR สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอของ iPhone X นั้นราวกับย่อส่วนมาจาก OLED TV ราคาเรือนแสนเลยทีเดียว

ด้านสมรรถนะการประมวลผลทั้งในส่วนของ CPU และ GPU ชิป A11 ใน iPhone X มีความโดดเด่นระดับต้น ๆ ของสมาร์ทโฟนในยุคนี้ พิจารณาได้จากทั้งการใช้งานจริงและการวัดผลด้วยแอปฯ benchmark ต่าง ๆ จะพบว่าในนาทีนี้ไม่มีใครกินความแรงของชิป A11 ได้เลย เพราะมันแรงทั้งการทำงานในแบบ single core และ multi-cores สมรรถนะอย่างนี้เอาไปใช้งานด้านความบันเทิง มัลติมีเดียหรือเล่นเกมได้อย่างยอดเยี่ยม

ผลการทดสอบประสิทธิภาพด้านต่าง ๆ ของ iPhone X

iPhone X เป็นไอโฟนอีกรุ่นที่ตัดแจ็คหูฟัง 3.5 mm ออกไปและให้ตัวแปลง Lightning to 3.5 mm กับชุดหูฟังเฮดเซ็ตมาให้ใช้งาน ด้านงานใช้งานอาจจะมีความรุงรังบ้างแต่คุณภาพเสียงที่ได้โดยเฉพาะเมื่อใช้งานกับหูฟังคุณภาพสูงจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ได้เป็นรองสมาร์ทโฟนในกลุ่มพรีเมียมรุ่นอื่น ๆ ในเวลานี้ เป็นตัวแปลง Lightning to 3.5 mm ที่เล่นเสียงได้ค่อนข้างดังและมีคุณภาพเสียงที่ดีด้วยในเวลาเดียวกัน

หูฟังแบบธรรมดาที่ให้มาด้วย และตัวแปลง Lighning to 3.5 mm
ที่เปิดโอกาสให้ใช้งานกับหูฟังของผมเองได้ด้วย

หรือถ้าหากฟังเสียงจากลำโพงในตัวของ iPhone X ผมว่าก็ได้คุณภาพเสียงที่ดีพอสมควรเช่นกันครับ ลำโพงของ iPhone X เป็นลำโพงระบบเสียงสเตริโอ ตัวหนึ่งอยู่ด้านล่าง (ขวามือถัดจากพอร์ต Lightning) อีกตัวอยู่ที่ ear piece ด้านบน (ที่ใช้ฟังตอนคุยโทรศัพท์) ลำโพงทั้งสองตัวให้เสียงที่ดังฟังชัดและมีรายละเอียดดีเช่นกัน เป็นเสียงที่มีเนื้อพอสมควรเลย ไม่บี้แบนหรือตีบตันเหมือนสมาร์ทโฟนราคาถูก ไม่ได้ดังอย่างเดียวแต่ฟังน่ารำคาญหูเหมือนสมาร์ทโฟนบางรุ่น เมื่อใช้งานแนวนอนจะได้ยินเสียงสเตริโอที่ซ้ายขวาดังเท่ากัน ต่างจากลำโพงสเตริโอของ Huawei Mate 9 ที่ลำโพงด้าน ear piece จะค่อนข้างเบากว่ากันอย่างชัดเจน

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ผมคิดว่าทำให้หลายคน (รวมทั้งผม) ตัดสินใจซื้อ iPhone X มาใช้ก็เรื่องของกล้องนี่แหละครับ ลำพังถ้าดูแต่สเปคฯ กล้องของ iPhone X อาจจะไม่ได้โดดเด่นมากนักโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนระดับไฮเอ็นด์ด้วยกัน แต่เมื่อได้ลองใช้งานแล้วมันกลับทำให้ผมประทับใจมากกว่า

ความประทับใจแรกคือ คุณภาพของภาพ ตัวเลนส์ที่สว่างพอสมควรอยู่แล้วเมื่อผนวกกับระบบกันสั่นที่มีประสิทธิภาพจากการใช้งานจริงที่ดีมาก ทำให้ภาพถ่ายที่ได้จากกล้องของ iPhone X มีความโดดเด่นเฉลี่ยไปทั่วทุกองค์ประกอบที่ภาพถ่ายที่ดีควรจะมี ทั้งความคมชัด การให้สีสันที่แม่นยำ ไดนามิกภาพที่กว้าง การให้สมดุลแสงขาวที่ไม่เพี้ยนจากความเป็นจริงมากจนภาพดูประหลาด

ภาพถ่ายในสภาพแสงน้อยอาจจะปรากฏ noise มากขึ้นตามธรรมชาติของเซ็นเซอร์รับภาพขนาดเล็กแต่ตัวซอฟต์แวร์ประมวลผลก็สามารถจัดการกับภาพให้ออกมาดูดีกว่าไอโฟนรุ่นก่อน ๆ และไม่ได้เลือกใช้ noise reduction มากเสียจนภาพเป็นปื้น ๆ และไม่มีรายละเอียด

iPhone X Gallery
Click to see all photos

การถ่ายภาพในโหมดถ่ายภาพบุคคลทั้งจากกล้องหลังและกล้องหน้า ให้ประสบการณ์การใช้งานที่น่าสนใจมาก เพราะไม่ใช่แค่เพียงภาพถ่ายบุคคลที่สามารถเบลอฉากหลังได้ แต่ยังใช้ซอฟต์แวร์ปรับแต่งสภาพแสงของตัวแบบและฉากหลังได้ด้วย อย่างไรก็ดีเมื่อเทียบกับโหมด Wide Aperture ใน Huawei Mate 10 Pro โหมดถ่ายภาพบุคคลใน iPhone X ก็มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถโฟกัสวัตถุที่อยู่ในระยะใกล้กว่า 1-2 ฟุต (เน้นถ่ายภาพบุคคลสมชื่อจริง ๆ) รวมถึงการเลือกตำแหน่งชัด ตำแหน่งเบลอ หรือปรับปริมาณความเบลอไม่ได้อย่าง Mate 10 Pro

อีกหนึ่งคุณสมบัติของกล้องใน iPhone X ที่ผมชอบเป็นการส่วนตัวก็คือ มันมี shutter lag หรือความหน่วงช้าของการถ่ายหลังจากการกดชัตเตอร์ต่ำมาก มันช่วยให้ผมสามารถถ่ายภาพในงานอีเวนต์ที่ตัวแบบหรือวัตถุไม่ได้อยู่นิ่งเป็นรูปปั้นได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะภาพถ่ายในช่วงจังหวะเวลาตามที่ต้องการ

ระบบกันสั่นของกล้องใน iPhone X ทำให้ผมประทับใจมากขึ้นเมื่อได้ลองใช้ถ่ายวิดีโอ ภาพเคลื่อนไหวที่ถ่ายมาได้จากการใช้มือจับถือแล้วเดินถ่ายแบบง่าย ๆ มีลักษณะการเคลื่อนกล้องที่ smooth เกินคาดจนทำให้ดูคล้ายกับมีการใช้อุปกรณ์ประเภทสเตบิไลเซอร์หรือ Gimbal Stabilizer

สิ่งที่ควรทราบก่อนตัดสินใจซื้อ iPhone X
นอกจากข้อจำกัดเดิม ๆ ที่มีในไอโฟนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วอย่างเช่น ฟังก์ชั่น NFC ที่ใช้งานได้เฉพาะ Apple Pay หรือการที่ไม่สามารถเพิ่มเติมความจุเมมมอรี่ในเครื่องได้ หรือราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าสมาร์ทโฟนยี่ห้ออื่น ๆ ในคลาสใกล้เคียงกัน ใน iPhone X ก็ยังมีข้อพึงประเมินก่อนพิจารณาเลือกซื้ออยู่หลายส่วน

เรื่องแรกภาพในโหมด 16:9 ของ iPhone X จะมีขนาดที่ดูเล็กกว่าเมื่อเทียบกับจอ 5.5 นิ้วของ iPhone 8 Plus เนื่องจากขนาดจอ 5.8 นิ้วของ iPhone X นั้นวัดจากแนวทแยงมุมในจออัตราส่วน 19.5:9 ซึ่งเน้นไปทางแนวยาวของจอเป็นหลัก เมื่อชมในโหมดภาพ 16:9 แนวนอน (landscape) ขอบข้างซ้าย-ขวาที่ปรากฏเป็นแถบดำจึงทำให้พื้นที่บนหน้าจอของ iPhone X เหลือน้อยกว่า iPhone 8 Plus

iPhone X เป็นไอโฟนจอใหญ่ที่ใช้งานหน้าเมนูหลัก iOS ในโหมดแนวนอน (landscape) ไม่ได้อย่าง iPhone รุ่น Plus ดังนั้นการใช้งานในรถยนต์หากติดตั้งในแนวนอนน่าจะมีปัญหาเรื่องความสะดวกคล่องตัวอยู่พอสมควร

ความอึดของแบตเตอรี่ใน iPhone X จัดอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับความจุของแบตเตอรี่ แน่นอนว่ามันไม่อึดเท่า Huawei Mate 10 Pro ที่มีแบตเตอรี่ใหญ่กว่าเกือบเท่าตัว แต่ก็ถือได้ว่าอึดใช้ได้เมื่อเทียบกับสมรรถนะของเครื่อง อย่างน้อยก็ไม่ใช่สมาร์ทโฟนที่ขึ้นชื่อว่าสูบแบตเร็วจนน่าใจหาย

iPhone X เป็นสมาร์ทโฟนราคาสูงที่ขี้เหนียวเรื่องอุปกรณ์มาตรฐาน โดยเฉพาะหัวชาร์จที่ให้มาแค่หัวชาร์จตัวเล็ก หากต้องการชาร์จเร็วในโหมด Fast Charge ต้องลงทุนซื้อหัวชาร์จแบบชาร์จเร็วที่จ่ายเอาต์พุตแบบ USB-C Power Delivery ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูงไม่ว่าจะเป็นของยี่ห้ออื่นหรือของที่แอ็ปเปิ้ลทำขายเอง (ใช้กับ MacBook) และสายแปลงจาก USB-C เป็น Lightning ของแท้จากแอ็ปเปิ้ลมาใช้งานเท่านั้น (เส้นละเกือบพันบาท) จึงจะใช้งานโหมด Fast Charge ใน iPhone X ได้ ถ้าใครมี MacBook ที่พอร์ต USB-C รองรับการจ่ายพลังงานแบบ Power Delivery อยู่แล้วก็สามารถประหยัดไปได้ส่วนหนึ่ง แต่จะมีใครแบก MacBook ติดตัวไปด้วยตลอดเวลา?

สำหรับการชาร์จแบบไร้สาย iPhone X รองรับเทคโนโลยี ‘Qi wireless charging’ ซึ่งอุปกรณ์ชาร์จในตลาดมีราคาไม่แพง สามารถหาซื้อได้ตั้งแต่ราคาไม่กี่ร้อยบาทไปจนถึงสองสามพันบาท เท่าที่ผมได้ลองใช้งานมามีข้อแนะนำว่า แผ่นชาร์จที่จ่ายเอาต์พุตได้แค่ 5 วัตต์นั้นไม่ค่อยน่าใช้เพราะชาร์จได้ช้ามาก แนะนำให้ดูแบบที่จ่ายเอาต์พุตได้ 10 วัตต์หรือมากกว่านั้นจะชาร์จไร้สายได้เร็วพอสมควร แต่จะไม่เร็วเท่าเวลาชาร์จเสียบสายแบบ Fast Charge ซึ่งเป็นวิธีชาร์จ iPhone X ได้เร็วที่สุด

คำแนะนำข้อสุดท้าย ตัวเครื่องที่ปิดหน้า-หลังด้วยกระจกของ iPhone X เพื่อความหรูหราสวยงามนั้นแลกมาด้วยความเปราะบางตามธรรมชาติของวัสดุประเภทกระจก ดังนั้นมันจึงเป็นไอโฟนที่ไม่เหมาะกับการใช้งานแบบไม่มีเครื่องป้องกันใด ๆ และผมทราบมาว่าอะไหล่ฝาหลังของมันค่าตัวแพงประมาณครึ่งหนึ่งของราคาเครื่องเลยทีเดียว!

ประสบการณ์ใหม่สำหรับไอโฟน
ในระหว่างการรีวิวผมซื้อ iPhone X เอาไว้ใช้งานส่วนตัวหนึ่งเครื่อง เอาไว้ใช้งานทั้งด้านความบันเทิงและเป็นเครื่องมือใช้ในวิชาชีพ ผมคิดว่ามันเป็นสมาร์ทโฟนที่ต้องให้เวลาใช้งานสักพักถึงจะเข้าใจว่าทำไมแอ็ปเปิ้ลถึงกล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติสมาร์ทโฟนตระกูลเดียวที่สร้างชื่อมายาวนานถึง 10 ปี

ผมพบว่าหลังจากที่ใช้ iPhone X อยู่เพียง 2-3 สัปดาห์แล้วลองกลับไปใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นทั้ง Android และ iOS มันยิ่งทำให้รับรู้ได้ถึงความแตกต่าง ความแตกต่างที่ทำให้ผมคิดถึง iPhone X ของผม

มันทำให้ผมนึกถึงที่มีคนเคยเปรียบเปรยในเชิงทีเล่นทีจริงว่า หากจับสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ของทางฝั่งแอนดรอยด์บางรุ่นมาใส่ iOS เราอาจจะได้สมาร์ทโฟนที่น่าใช้ที่สุดในโลกรุ่นหนึ่งก็เป็นได้… หรือว่า ณ เวลานี้เราจะมีสมาร์ทโฟนที่มีคุณสมบัติเช่นนั้นแล้ว?


เอื้อเฟื้อเครื่องทดสอบโดย AIS
ราคา: (ราคาเครื่องเปล่า)
41,000 บาท (รุ่น 64 GB)
47,000 บาท (รุ่น 256 GB)
*ดูราคาโปรโมชั่น iPhone X

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความชอบในงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์