ลองใช้งาน HyperX : Cloud Orbit S

มองไปในตลาดสินค้าไฮเทคในเวลานี้แล้วยอมรับว่ารู้สึกอิจฉาบรรดาเกมเมอร์หรือคนที่ชอบเล่นเกมเสียเหลือเกินที่มีสินค้าดี ๆ ออกมาให้เลือกเล่นมากมาย ผู้ผลิตเครื่องเสียงหลายยี่ห้อก็หันมาให้ความสำคัญกับสินค้าสำหรับเกมเมอร์มากขึ้นโดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มหูฟังตัวอย่างเช่นยี่ห้อ Sennheiser และ Audeze

ขณะเดียวกันผู้ผลิตสินค้าสำหรับเกมเมอร์จำนวนหนึ่งก็ได้พัฒนาสินค้าของตนเองให้มีคุณภาพดีขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ขายความหวือหวา สีสันหรือภาพลักษณ์แบบเปลือก ๆ อีกต่อไป

ตัวอย่างเช่น แบรนด์ HyperX ซึ่งเป็นแบรนด์สินค้าสำหรับเกมเมอร์ของ Kingston Technology บริษัทผู้ผลิตสินค้าไอทีชื่อดัง เมื่อเร็ว ๆ นี้ HyperX ได้ส่งหูฟังรุ่นใหม่อย่าง Cloud Orbit S (คลาวด์ ออร์บิต เอส) วางตลาดในประเทศไทย หูฟังรุ่นนี้มีอะไรดี มีอะไรน่าสนใจ… เรามาตามไปลองเล่นกันครับ

ตัวขับเสียงแบบพลานาร์แม็กเนติกและเทคโนโลยีเสียง 3 มิติเสมือนจริง
หากดูแค่เพียงภายนอก HyperX Cloud Orbit S ก็ดูเหมือนหูฟังสำหรับเล่นเกมทั่วไปที่เป็นดีไซน์แบบครอบหูและมีไมโครโฟนสำหรับใช้คุยสนทนา แต่เนื้อในของหูฟังรุ่นนี้คือการเลือกใช้ตัวขับเสียงแบบพลานาร์แม็กเนติกขนาด 100mm ของยี่ห้อ Audeze (ออดีซีส์) และเทคโนโลยีเสียง 3 มิติเสมือนจริงของ Waves Nx

ตัวขับเสียงพลานาร์แม็กเนติกขนาด 100mm ของ Audeze

สำหรับ Audeze แบรนด์หูฟังนี้เป็นที่รู้จักทั้งในหมู่คนฟังเพลง นักเล่นเครื่องเสียง หรือผู้ใช้งานในสตูดิโอ มีความชำนาญความเชี่ยวชาญในเรื่องของตัวขับเสียงแบบพลานาร์แม็กเนติกเป็นพิเศษ

ดังนั้นการที่ HyperX เลือกนำมาใช้ใน Cloud Orbit S ก็ชัดเจนแล้วว่าหูฟังรุ่นนี้ตั้งใจทำออกมาเพื่อ ‘อวดคุณภาพเสียง’ เพราะว่าตัวขับเสียงแบบพลานาร์แม็กเนติกนั้นมีจุดเด่นในเรื่องของการถ่ายทอดรายละเอียดเล็กน้อย ๆ ความพลิ้วกังวาน หรือรายละเอียดหยุมหยิมความระยิบระยับ เรียกว่าเสียงนั้น ๆ จะแผ่วเบาแค่ไหนก็ไม่มีตกหล่น

แถมขนาดที่ใหญ่ถึง 100mm เรื่องของเบส พลังเสียงและความกระหึ่มเร้าใจ คงไม่ต้องไปเสียเวลาสงสัยว่าจะตอบสนองได้หรือเปล่า ตามสเปคฯ เขาระบุว่าเอาไว้ว่าตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 10Hz–50,000Hz

สำหรับเทคโนโลยีจาก Waves Nx ที่อยู่ในหูฟังรุ่นนี้ได้แก่ ‘immersive 3D audio’ ซึ่งเป็นระบบประมวลผลสัญญาณเสียงแบบดิจิทัลที่ช่วยจำลองเสียง 3 มิติที่คุยว่าให้มิติเสียงแปลกใหม่เหมือนการฟังเสียงในชีวิตจริง และให้มิติและบรรยากาศของเสียงที่สมจริงไม่เหมือนการฟังเสียงจากหูฟังทั่วไป

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มาจาก Waves Nx คือ ‘head tracking’ ในหูฟังจะมีเซ็นเซอร์ไจโรสโคปคอยตรวจจับตำแหน่งการหมุนของศีรษะที่มีความฉับไวในการตรวจจับเกือบ 1,000 ครั้งต่อวินาที เพื่อการจำลองเสียงแบบ 3 มิติเสมือนจริงแบบ vitrual reality คือเสียงจะมีตำแหน่งสอดคล้องกับตำแหน่งการหมุนของศีรษะ ตัวผู้ฟังจะได้ยินเสียงราวกับว่ากำลังอยู่ในเหตุการณ์หรืออยู่ในฉากนั้นจริง ๆ (ว้าว)

เปิดกล่องลองเล่น
ตัวจริงของหูฟังรุ่นนี้ดูดีกว่าที่เห็นจากรูปพอสมควร วัสดุต่าง ๆ และงานประกอบจัดว่าดูดีสมราคา ตัวเอียร์คัปมีขนาดใหญ่ ครอบได้เต็มใบหู เอียร์แพดเป็นเมมมอรี่โฟมเนื้อหนาห่อหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์เนื้อนุ่ม สวมใส่ได้กระชับดี แถบเฮดแบนด์ก็เป็นวัสดุเนื้อนุ่มเช่นกัน ตัวโครงก้านเฮดแบนด์มีแรงบีบกำลังดี ขยับปรับตำแหน่งกันเล็กน้อยก็สวมใส่ได้สบาย

มีแค่ 2 เรื่องที่คิดว่าเป็นปัญหาเล็กน้อยนั่นคือสำหรับเมืองร้อนอย่างประเทศไทย ตัวเอียร์แพดลักษณะนี้อาจอมความร้อนทำให้เกิดอาการเหงื่อไหลไคลย้อยได้ง่ายหากไม่ได้ใช้งานกันในห้องปรับอากาศที่เย็นชุ่มฉ่ำ

เรื่องที่สองคือตัวหูฟังมีน้ำหนักค่อนข้างมากสักหน่อย ซึ่งเป็นปกติของตัวขับเสียงขนาดใหญ่ แถมยังมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่อยู่ที่ตัวหูฟังด้วย

ในด้านของดีไซน์ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเหมือนเป็นฝาแฝดของ Audeze Mobius ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือฟังก์ชันเกือบทั้งหมด ยกเว้นเรื่องการเชื่อมต่อบลูทูธที่มีใน Mobius แต่ไม่มีใน Cloud Orbit S แต่สิ่งที่มีใน Cloud Orbit S แต่ไม่มีใน Mobius คือฟองน้ำกันเสียงลมหรือ pop filter ที่หุ้มเอาไว้ที่หัวไมโครโฟน

เบื้องต้นเข้าใจว่าความเหมือนในที่นี้คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะทั้ง 2 แบรนด์ก็มีการ collaborate กันอยู่แล้ว

ไมโครโฟนในหูฟัง Cloud Orbit S เป็นแบบตัดเสียงรบกวน ทราบว่าออกแบบให้ช่วยตัดเสียงรบกวนต่าง ๆ เช่น เสียงกดคีย์บอร์ดหรือเสียงลมแอร์ ทำให้เสียงพูดสนทนามีความกระจ่างใสชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตัวก้านไมโครโฟนของหูฟังรุ่นนี้นอกจากออกแบบให้ปรับตำแหน่งได้ง่ายแล้วยังทำให้ถอดออกได้เพราะเชื่อมต่อกับตัวหูฟังด้วยแจ็ค 3.5mm ในกรณีที่ไม่ได้ใช้งานก็ถอดเก็บได้เลย

ตัวหูฟังมาพร้อมกับอุปกรณ์มาตรฐานอย่างถุงผ้าเนื้อนุ่มสำหรับใส่ตัวหูฟัง และสายสำหรับเชื่อมต่อใช้งานซึ่งให้เลือกเปลี่ยนใช้งานถึง 3 รูปแบบด้วยกันได้แก่

1. สาย USB Type C to USB Type A ความยาว 3 เมตร
2. สาย USB Type C to USB Type C ความยาว 1.5 เมตร
3. สาย 3.5mm plug (4-pole CTIA standard connectors) ความยาว 1.2 เมตร

เปิดโอกาสให้นำไปต่อใช้งานได้ตั้งแต่ PC, Mac, PS4, Xbox One, Mobile device (สมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต) และ Nintendo Switch

โดยที่ตัวหูฟังมีจุดให้เลือกเชื่อมต่อกับสายสัญญาณอยู่ 2 จุดได้แก่ขั้วต่อ USB Type-C และแจ็ค 3.5mm (อย่าสับสนกับแจ็คเสียบไมค์ซึ่งมีสัญลักษณ์บอกไว้ชัดเจน) ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อทั้งสัญญาณดิจิทัลและอะนาล็อกตามลำดับ

สำหรับอุปกรณ์ในกลุ่มแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนเท่าที่ลอง (Samsung Galaxy Note10+, Apple iPhone 11 Pro Max) นอกจากเชื่อมต่อผ่านตัวแปลง 3.5mm แล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อกับหูฟังทางช่อง USB Type-C ได้ด้วยเมื่อใช้ตัวแปลง OTG หรือ Camera Connection Kit

ขั้วต่อทั้งหมดรวมเอาไว้ที่หูฟังด้านซ้าย เช่นเดียวกับปุ่มควบคุมระดับเสียง ที่มีทั้งปุ่มปรับระดับเสียงของหูฟัง (headphone volume) และปุ่มปรับระดับเสียงของไมโครโฟน (microphone volume) นอกจากนั้นบริเวณเอียร์คัปด้านนอกยังมีสวิตช์ปิดเสียงจากไมโครโฟนอยู่ด้วย

แบตเตอรี่ในตัวหูฟังสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จไฟแต่ละครั้งเมื่อใช้งานในโหมดเชื่อมต่อด้วยสายหูฟัง 3.5mm การชาร์จไฟสามารถทำได้ทางพอร์ต USB Typre-C ที่ตัวหูฟัง

ลองฟังเสียง
HyperX Cloud Orbit S เป็นหูฟังโอเวอร์เอียร์ระบบแอคทีฟแบบเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณ เวลาใช้งานนอกจากการการเสียบสายสัญญาณแล้ว จำเป็นต้องกดปุ่ม power เปิดใช้งานหูฟังด้วย

ปุ่มปรับระดับเสียงของไมโครโฟน (microphone volume) ยังทำหน้าที่เป็นปุ่มเลือกอีคิวปรับเสียง (EQ profiles) ได้ด้วยโดยการปุ่มกดหนึ่งครั้งแล้วเลื่อนปุ่มขึ้นหรือลง แม้ว่าไม่ได้ต่อใช้งานตัวไมโครโฟนก็สามารถปรับเสียงในส่วนนี้ได้

EQ profiles ที่มีให้เลือกนั้นมีมาหลายรูปแบบทั้งรูปแบบที่เหมาะกับการเล่นเกม หรือรูปแบบที่มีการปรับแต่งเสียงฟังดูให้ซอฟต์ลง หรือไม่ก็มีการเน้นเสียงใดเสียงหนึ่งให้เด่นชัดเป็นพิเศษ ซึ่งในที่นี้เพื่อให้การประเมินคุณภาพเสียงของหูฟังทำได้ง่าย เราเลือกปรับเอาไว้ที่การฟังแบบ flat ตรงไปตรงมา

microphone volume ยังทำหน้าที่เลือกโหมดเสียงที่จะใช้งานกับหูฟังรุ่นนี้ เพียงแค่กดปุ่มนี้ค้างเอาไว้ 3 วินาที โดยสามารถเลือกโหมดเสียงได้ 3 รูปแบบด้วยกันคือ 7.1ch, 2ch และ Hi-Res สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมและรสนิยม ในโหมด Hi-Res นั้นก็เหมือนการใช้งานหูฟังแบบแอคทีฟที่มี DAC/AMP สำหรับใช้ฟังเพลงดี ๆ นี่เอง ที่เหลือก็เหมาะทั้งใช้ดูหนังหรือเล่นเกม

สำหรับปุ่มปรับโหมดเสียง 3 มิติ (3D audio settings) ที่ตัวหูฟัง เมื่อกดค้างไว้ 3 วินาทีระบบจะเลือกเปิด-ปิดการใช้งานระบบเสียง 3 มิติ, เลือกเปิดการใช้งานระบบเสียง 3 มิติพร้อมทั้ง head tracking แบบแมนน่วลและแบบออโต

ระบบ head tracking แบบแมนน่วลหมายความว่าเมื่อเราหมุนศีรษะไป เสียงทั้งหมดจะเคลื่อนไปอยู่ในทิศทางตรงข้ามกับการหมุนศีรษะเหมือนกับที่หูเราได้ยินในชีวิตจริง การนำเสียงทั้งหมดกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมในหูฟังก็เพียงแค่ปุ่มปรับโหมดเสียง 3 มิติ หนึ่งครั้งเพื่อปรับให้เสียงกลับมาอยู่ที่ center เหมือนเดิม

ขณะที่ head tracking แบบออโต เมื่อเราหมุนศีรษะไปในช่วงแรกเสียงจะเทไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการหมุนศีรษะเช่นกัน จากนั้นระบบจะปรับให้เสียงกลับมาอยู่ที่ center เหมือนเดิมโดยอัตโนมัติ

ระบบ head tracking เท่าที่ได้ลองใช้งานทั่วไป นอกจากเรื่องของความหวือหวาในตัวเทคโนโลยีแล้วยังไม่ค่อยเห็นประโยชน์จากการใช้งานสักเท่าใด นอกจากเวลาใช้เล่นเกมแนว RPG หรือ FPS ที่ต้องคอยระแวดระวังรอบทิศ หรือในกรณีของระบบเสียง Virtual Reality (VR) ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมหรือแอปพลิเคชั่นอื่น น่าจะได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้อย่างเต็มที่

การเลือกปรับเสียงในโหมดต่าง ๆ นอกจากสามารถทำได้ที่ตัวหูฟังโดยตรงแล้ว หากใช้งานกับคอมพิวเตอร์ (Windows 10) ทาง HyperX ยังมีซอฟต์แวร์ให้สามารถเลือกใช้งานระบบเสียงในโหมดต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นโดยการเลือกปรับจาก อินเทอร์เฟสบนหน้าจอคอมพิวเตอร์

นอกจากนั้นยังสามารถปรับแต่งระบบการจำลองเสียง การหมุนศีรษะ ด้วยการระบุขนาดของศีรษะผู้ใช้งานเพื่อให้การปรับแต่งเสียงทำได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น ซอฟต์แวร์ที่ว่านี้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่นี่

เอาล่ะครับทีนี้มาว่ากันด้วยเรื่องของคุณภาพเสียงที่เราได้พบเจอในระหว่างการลองใช้งาน โหมดเสียง 3 มิติในหูฟังรุ่นนี้ัให้เสียงที่ฟังดูเป็นธรรมชาติ มิติเสียงกว้างแต่ไม่กลวง รายละเอียดต่าง ๆ ไม่จมหรือจางหายไปเหมือนระบบจำลองเสียง 3 มิติคุณภาพต่ำทั่วไป

ซอฟต์แวร์ปรับตั้งค่าอย่างละเอียดใน Windows

เมื่อลองใช้งานในโหมดเสียง 7.1ch และเปิดโหมดเสียง 3 มิติ เราได้ลองใช้ตอนเปิดดูหนังใน Netflix พบว่ามันได้อรรถรส ‘ดีเยี่ยม’ ใครจะไปคิดว่าหูฟังก็ให้เสียงกระหึ่มแบบรอบทิศทางได้ง่าย ๆ แค่นี้เอง

เมื่อเปิดโหมด Hi-Res แล้วใช้ฟังเพลงจาก Tidal streaming บอกได้เลยว่าเสียงของ HyperX Cloud Orbit S ไม่ได้ต่างอะไรจากหูฟังชั้นดีเพราะโหมดนี้เขาเน้นไปที่การฟังเพลงในระบบเสียงสเตริโอ (เปิดใช้งานระบบเสียง 3 มิติไม่ได้)

เมื่อได้ลองฟังแล้วยอมรับเลยว่าตัวขับเสียงพลานาร์แม็กเนติกของ Audeze นี่เขายืนหนึ่งเป็นตัวจริงในวงการหูฟังจริง ๆ เรื่องคุณภาพเสียงนี่ไว้ใจแบรนด์นี้ได้เลย มันให้รายละเอียดได้หยุมหยิม เปิดได้ดังและไม่ล้าหู เบสหนักแน่นนุ่มนวล แต่ไม่ล้น ไม่เบลอหรือบวม

สำหรับการใช้งานในระหว่างการเล่นเกมเท่าที่ได้ลองใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน พบว่าเสียงและความสมจริงมากขึ้นที่ได้จากหูฟังรุ่นนี้ได้ ’ยกระดับ’ ประสบการณ์การเล่นเกมของเราไปสู่มาตรฐานใหม่

มาตรฐานใหม่ที่ทำให้เราแน่ใจว่าคงกลับไปเล่นเกมด้วยหูฟังสเตริโอธรรมดายากแล้วจริง ๆ เพราะว่าประสบการณ์ใหม่ที่เราได้ซึมซับรับรู้ไม่ได้มีเพียงแค่เทคโนโลยีเสียง 3 มิติที่น่าทึ่ง แต่มันมาพร้อมกับคุณภาพเสียงที่น่าทึ่งไม่แพ้กันด้วย

HyperX Cloud Orbit S เหมาะกับใคร ?
แม้ว่า HyperX จะเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เกม และเรียกหูฟังรุ่นนี้ว่าเป็นหูฟังสำหรับเกมเมอร์ แต่จากที่ได้ลองใช้งานมาในหลากหลายรูปแบบ เรากลับพบว่า การใช้ HyperX Cloud Orbit S สำหรับการเล่นเกมนั้่นเป็นแค่เพียงการใช้งานความสามารถด้านหนึ่งของหูฟังรุ่นนี้เท่านั้น

ในความเป็นจริง นอกจากการเล่นเกมแล้วหูฟังรุ่นนี้ยังเหมาะสำหรับคนที่ชอบดูหนัง-ฟังเพลงในรูปแบบของโลกส่วนตัวด้วย ที่แนะนำเช่นนี้ก็เพราะคุณสมบัติที่มีความยืดหยุ่นอย่างมากของหูฟังรุ่นนี้ทำให้มันไม่ถูกจำกัดอยู่แค่การเล่นเกม แต่มันเปิดกว้างสำหรับคนที่ใช้งานหูฟังเพื่อเสพความบันเทิงในด้านอื่น ๆ ด้วย

นอกจากนั้นเรายังเชื่อว่าเทคโนโลยี head tracking นั้นจะเติบโตและก้าวเดินไปพร้อมการพัฒนาเทคโนโลยี Virtual Reality ดังนั้นใครที่สนใจหรือติดตามเรื่องของ VR อยู่ หูฟังรุ่นนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าศึกษามากครับ

ดังนั้นการเปิดตัว HyperX Cloud Orbit S ในประเทศไทยด้วยราคาจำหน่ายชุดละ 11,990 บาทคงไม่ใช่เรื่องยากที่จะพิจารณาในด้านความคุ้มค่า เพราะสำหรับเราแล้วนี่คือความคุ้มค่าโดยปราศจากข้อสงสัย !

สำหรับผู้ที่ต้องการคุณสมบัติทุกอย่างเหมือนกับ HyperX Cloud Orbit S ทุกประการ ยกเว้นแค่ไม่มีเซ็นเซอร์ไจโรสโคปและไม่มีเทคโนโลยี head tracking สามารถเลือกรุ่น Cloud Orbit ซึ่งราคาชุดละ 9,990 บาทไปแทนกันได้

กองบรรณาธิการ AV Tech Guide

สื่อออนไลน์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนวัตกรรมในกลุ่มสินค้าเครื่องเสียงไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ไอทีมัลติมีเดีย ตลอดจนสินค้านวัตกรรมอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ดำเนินงานโดยทีมงานมืออาชีพ

กองบรรณาธิการ AV Tech Guide