รีวิว Huawei : Freelace

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในระหว่างงานเปิดตัวสมาร์ทโฟน P30 Series หัวเว่ยได้เปิดตัวหูฟังไร้สายรุ่นใหม่มา 2 รุ่น หนึ่งในนั้นคือหัวเว่ย ฟรีเลซ ‘Huawei Freelace’ หูฟังไร้สายที่มาในรูปแบบของ neckband headphone ที่มาพร้อมกับสีสันตัวเลือกทั้งแบบที่คุ้นเคยและแบบสดใสจี๊ดจ๊าด

ล่าสุดหัวเว่ยได้นำหูฟังรุ่นนี้มาจำหน่ายในเมืองไทยแล้ว ราคา 2,490 บาท โดยสีที่นำมาเข้ามาได้แก่ Graphite Black และ Amber Sunrise

การออกแบบและการใช้งาน
Huawei Freelace มาพร้อมกับวัสดุที่ดูดีเกินค่าตัว แถบ neckband ผลิตจากวัสดุที่เรียกว่า memory metal หรือโลหะที่คงรูปทรงได้ ห่อหุ้มด้วยซิลิโคนที่มีเนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม ไม่ระคายผิวหนัง

ที่ตัวหูฟังเป็นดีไซน์แบบ IEM (In-Ear Monitor) มีการเชื่อมต่อระหว่างหูฟังทางด้านซ้ายและขวา เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ แบบไร้สายด้วยสัญญาณบลูทูธ สำหรับชุดไมโครโฟนที่อยู่ในตัว Huawei Freelace ถูกออกแบบให้มีช่องอากาศพิเศษเพื่อทำหน้าที่ตัดเสียงลม เพื่อให้เสียงพูดมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

จุกซิลิโคนให้มา 3 ขนาด ที่ติดหูฟังมาเป็นขนาดกลาง

ปุ่มควบคุมสั่งงานต่าง ๆ รวมอยู่ที่ด้านขวามือ มีทั้งปุ่ม Power, ปุ่มเพิ่มเสียง, ปุ่มลดเสียง และปุ่มฟังก์ชัน ซึ่งเป็นปุ่มที่มีหน้าที่ใช้งานและสามารถพบเห็นได้เป็นปกติทั่วไปสำหรับหูฟังสไตล์นี้

แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือ เราจะมองไม่เห็นพอร์ตชาร์จไฟ เพราะว่าหูฟังรุ่นนี้เขาออกแบบให้บริเวณแถบปุ่มควบคุมทางด้านขวามือ สามารถถอดแยกสายส่วนที่เป็นแถบเส้นสีแดงออกได้ เผยให้เห็นขั้วต่อและพอร์ต USB Type-C ใช้เชื่อมต่อสายสัญญาณในส่วนนี้อยู่

ขั้วต่อ USB Type-C นี้สามารถใช้เสียบเพื่อชาร์จไฟแบบชาร์จเร็วได้โดยตรงกับพอร์ต USB Type-C ของสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้เวลาชาร์จเพียง 5 นาที สามารถใช้งานได้ 4 ชั่วโมง ขณะที่แบตเตอรี่ในตัวหูฟังสามารถใช้งานได้นานสูงสุด 18 ชั่วโมงสำหรับการใช้ฟังเสียงและ 13 ชั่วโมงสำหรับการใช้สนทนาต่อการชาร์จแบตจนเต็มแต่ละรอบ

ชาร์จไฟผ่านสายแปลงขั้วต่อ USB Type-C (ตัวเมีย) เป็น USB Type-A (ตัวผู้) : สายสีขาว

ในแพ็คเกจของหูฟังยังให้สายแปลงขั้วต่อ USB Type-C (ตัวเมีย) เป็น USB Type-A (ตัวผู้) เพื่อให้สามารถชาร์จไฟจากอุปกรณ์หรือเพาเวอร์แบงค์ที่มีเฉพาะพอร์ต USB Type-A ได้ด้วย

ขั้วต่อ USB Type-C ของหูฟังรุ่นนี้ยังสามารถใช้ประโยชน์เพิ่มเติมจากฟังก์ชัน HiPair ที่ช่วยให้การจับคู่ (pairing) กับสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยรุ่นที่ใช้ระบบปฏิบัติการ EMUI 9.1 เป็นต้นไปทำได้ง่ายขึ้นกว่าปกติ คือแค่เสียบชาร์จ บนหน้าจอสมาร์ทโฟนก็ถามเลยว่าจะให้จับคู่กันเลยหรือไม่ ส่วนสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ก็ใช้วิธีการจับคู่ตามปกติเหมือนหูฟังไร้สายทั่วไป

ตัวหูฟังทั้ง 2 ข้างมีแม่เหล็กดูดติดกันได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถห้อยคอเอาไว้ได้ในเวลาที่พักการใช้งาน สวิตช์แม่เหล็กที่อยู่ในตัวหูฟังยังตัดการเชื่อมต่อบลูทูธ (bluetooth disconnected, sleep mode) จากอุปกรณ์ให้อัตโนมัติเมื่อหูฟังทั้ง 2 ข้างถูกนำมาดูดติดกัน

และเมื่อแยกออกเพื่อใช้งานการเชื่อมต่อบลูทูธก็จะกลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้ง (bluetooth connected) คุณสมบัตินี้สะดวกและสมาร์ทมากครับ เพราะว่าได้ประโยชน์ทั้งเรื่องของการพกพาใช้งานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

คุณภาพเสียง
ตัวขับเสียงใน Huawei Freelace เป็นประเภทไดนามิกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 9.2mm ไดอะแฟรมขึ้นรูปจากฟิล์ม TPU เคลือบผิวด้วยไทเทเนียม ให้มีความแกร่งและมีน้ำหนักเบาในคราวเดียวกัน ซึ่งนี่คือคุณสมบัติที่พึงมีในตัวขับเสียงชั้นดีไม่ว่าจะเป็นของลำโพงหรือหูฟัง

ผมลองฟัง Huawei Freelace กับสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android โดยสตรีมแบบ lossless จาก TIDAL สัมผัสแรกที่รับรู้ได้คือ หูฟังรุ่นนี้มีดุลเสียงน่าฟัง สมดุลเสียงในภาพรวมจะไปทางเสียงทุ้ม โดยมีเสียงทุ้มที่ใหญ่และหนา ส่วนเสียงกลางและแหลมแม้จะไม่เด่นเท่า แต่ก็ไม่ใช่จมหายหรือถูกบดบังเสียจนไม่มีรายละเอียด

การถ่ายทอดเสียงทุ้มของหูฟัง Freelace เด่นที่มิดเบส (ทุ้มต้น ๆ ไม่ลึกมาก) ในบางเพลงจะได้ยินเป็นเสียงเบสลูกใหญ่ ๆ มีความหนักแน่นแบบกระแทกกระทั้นได้ แต่ก็ยังสามารถรักษาสมดุลเสียงได้ดี ไม่ได้เยอะจนฟังแย่ สุ้มเสียงฟังแล้วนึกถึงลำโพงประเภท sub+sat 2.1ch ชุดเล็ก ๆ ที่ให้เสียงคมชัดหนักแน่นเกินตัว และตอบสนองเสียงได้อย่างฉับไว

อย่างเพลง Dark Ballet หรือ Come Alive ของ Madonna หรือ The Way I am ของ Charlie Puth คือฟังยังไงก็เหมือนมีลำโพงซับวูฟเฟอร์ตัวเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในรูหู

นั่นคือเรื่องของคาแร็คเตอร์นะครับ ไม่ใช่เป็นพูดถึงแบบติติง เพราะถึงจะให้เสียงออกมาในแนวนั้น แต่เสียงเปียโน รวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ ในเพลง Dark Ballet ก็ยังฟังได้ยินรายละเอียดเสียงชัดเจนอยู่

สำหรับมิติเสียง ถือว่าเป็นหูฟังที่ถ่ายทอดมิติเสียงได้กว้างขวางพอสมควร เสียงกลางและเสียงแหลมฟังออกว่ายังไปได้ไม่สุดในลักษณะที่เหมือนถูกฟิลเตอร์ไว้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นทึบหรืออุดอู้ไปเสียทั้งหมดเหมือนหูฟังที่เน้นเบส แต่ไม่สนใจเสียงในช่วงอื่นเลย

เสียงทุ้มที่เด่นช่วงมิดเบสนั้น เหมือนการฟังที่เรายกปุ่มเบสขึ้นมานิด ๆ ไม่ใช่แนวเสียงที่ flat เป็นกลางอะไรมากมาย คือเป็นคัลเลอร์ที่รับรู้ได้ชัดเจนทันที่ฟัง ถ้าไม่ชอบเสียงแบบนี้จะบอกตัวเองได้ทันที แต่ถ้าชอบก็จะเป็นตรงกันข้ามคือ หลงรักกันได้ง่าย ๆ เลย

หูฟังสไตล์นี้ถ้าฟังเพลงแบบเอาต์ดอร์ที่มีเสียงอึกทึกเช่นบนรถยนต์โดยสารสาธารณะหรือเดินออกกำลังกาย น่าจะเหมาะกว่าหูฟังที่เสียง flat เวลาอยู่เงียบ ๆ ที่บ้าน แต่พอออกข้างนอกแล้วไม่รู้เสียงเบสหายไปไหนหมด

เมื่อใช้ดูหนังหรือวิดีโอ Huawei Freelace ไม่มีอาการภาพและเสียงไม่ตรงกัน ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเราก็น่าจะใช้มันในเวลาเล่นเกมได้ดีด้วยเช่นกัน

เมื่อใช้งานไปสักพัก ผมพบว่าหูฟังรุ่นนี้เก็บเสียงดีพอสมควร แม้แต่ไม่มีฟังก์ชันตัดเสียงรบกวน แต่ตัวสายที่ห้อยจากหูฟัง อาจมีปัญหาเรื่องไมโครโฟนิกบ้าง (เสียงที่เกิดจากการขยับสาย) แต่ถ้าไม่ได้ขยับตัวเยอะหรืออยู่ในบริเวณที่ลมพัดแรงก็จะไม่เจอปัญหานี้

อีกเรื่องคือปุ่มกดที่ด้านขวามือโดยเฉพาะปุ่มที่อยู่ด้านบนจะกดยากนิดหน่อยโดยเฉพาะถ้าคุณไม่ได้เป็นคนที่คอยาวระหง

Huawei Freelace เหมาะกับใคร ?
ด้านฟังก์ชันและการใช้งาน แม้ว่า Huawei Freelace จะมีฟังก์ชันที่เอื้อให้สะดวกกับสมาร์ทโนของหัวเว่ยเอง แต่ก็อุปกรณ์อื่น ๆ หรือต่างยี่ห้อก็สามารถใช้งานได้ ไม่ได้มีปัญหายุ่งยากอะไร รวมทั้งไม่ได้มีปัญหาเรื่องคุณภาพเสียงแต่อย่างใด

เป็นหูฟังที่ออกแบบได้ดูดี ราคาไม่แพงและไม่ได้ดู look cheap หากมองในเรื่องของการใช้งานร่วมกับแฟชั่นการแต่งตัว ก็ดูว่าจะไปด้วยกันได้ดี

ด้านแนวเสียง Freelace เป็นหูฟังที่ให้เสียงฟังสนุกคึกคักชัดเจน แนวเสียงค่อนข้างเปิดเผย รายละเอียดคมชัด ให้เสียงทุ้มที่หนักแน่นอึกทึกได้อย่างมีคุณภาพ เป็นหูฟังขนาดเล็กพกพาสะดวกที่ให้เสียงเหมือนหูฟังขนาดใหญ่ คนที่ชอบฟังดนตรีแนว Dance, Hip Hop, EDM, Pop, Rock น่าจะถูกใจหูฟังรุ่นนี้เป็นพิเศษครับ


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด
ราคา 2,490 บาท

Special Bonus: TIDAL Playlist สำหรับ Huawei Freelace

 

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความชอบในงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์