Dolby Vision จำเป็นแค่ไหน เวลาเลือกซื้อทีวีเครื่องใหม่

ทุกวันนี้ในตลาดทีวี นอกจากทีวี Full HD แล้วเรายังมีทีวี 4K รวมทั้งเริ่มมีทีวี 8K ให้เลือกซื้อด้วย ทีวีหลายรุ่นนอกจากให้ภาพที่มีรายละเอียดความคมชัดสูงแล้ว ยังมีการแสดงขอบเขตสีที่กว้างขวางในรูปแบบ HDR หรือ High Dynamic Range

รูปแบบของ HDR ที่มีใช้กันอยู่ในทีวีทั่วไปในเวลานี้มีทั้งหมด 4 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น HDR10, HDR10+, Dolby Vision และ HDR HLG (Hybrid Log-Gamma) แต่อย่างไรก็ตามทีวีบางรุ่นก็ไม่ได้รองรับรูปแบบ HDR ครบทั้ง 4 แบบ

บ่อยครั้งจึงมีคำถามว่าเวลาจะเลือกซื้อทีวีใหม่ ระบบที่ดูเหมือนจะโดดเด่นที่สุดอย่าง Dolby Vision นั้น คือสิ่งจำเป็นที่จะขาดไม่ได้เลยหรือไม่? ก่อนจะฟันธงกับคำตอบ ผมขอหยิบข้อมูลวิเคราะห์บางส่วนจากเว็บไซต์ AVS Forum (www.avsforum.com) มาเป็นข้อมูลเบื้องต้นให้ท่านลองพิจารณากันดู

ปัจจุบันคุณภาพของทีวีที่ผู้บริโภคได้สัมผัสกันภายในบ้านเรือนนั้นคือสิ่งที่เคยมีอยู่แต่ในโรงภาพยนตร์ชั้นดี ด้วยคุณสมบัติของจอภาพอันทันสมัย คอนเทนต์ HDR สำหรับการรับชมภายในบ้านนั้นมีการทำต้นฉบับที่มาตรฐานความสว่างสูงสุดที่ระดับ 1,000 nits หรือ 4000 nits เมื่อนำมาฉายบนจอภาพที่รองรับได้ก็จะให้ภาพที่สมจริงมากที่สุด

โดยทั่วไปแล้วรูปแบบ HDR ที่แพร่หลายที่สุดคือ HDR10 รองรับได้ทั้งจากการให้บริการสตรีมมิ่ง, วิดีโอเกม รวมไปถึงแผ่นบลูเรย์ Ultra HD

สำหรับรูปแบบ HDR10 ดังกล่าวให้ข้อมูลระดับการไล่สีอยู่ที่ 10 บิต แต่ยังคงอ้างอิงกับข้อมูล metadata แบบตายตัว (ใช้ค่าเฉลี่ยค่าเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ) ซึ่งหมายความว่าหากตัวทีวีไม่แมตช์กับจอมอนิเตอร์ที่ใช้งานในขั้นตอนการทำต้นฉบับ ก็จะต้องมีการชดเชยคุณภาพในบางจุดช่วยอีกทางหนึ่ง โดยสรุปทีวีจะใช้ข้อมูล metadata แบบคงชุดเดียว สำหรับการเติมเต็มคุณภาพที่หายไปของทีวีในทุกครั้ง

Dolby Vision ซึ่งมีคุณสมบัติโดยเทคนิคที่เหนือกว่าจึงกลายมาเป็นตัวเลือกที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมันรองรับข้อมูลระดับการไล่สีได้มากถึง 12 bit ทำให้การไล่เฉดสีนั้นมีความต่อเนื่องนุ่มนวล

ยิ่งไปกว่านั้นการใช้ข้อมูล metadata นั้นเป็นแบบไดนามิค ซึ่งจะปรับคุณภาพของหนังที่กำลังเล่นอยู่บนจอทีวีไปตลอดทุก ๆ ฉาก โดย Dolby Vision มีรองรับอยู่ในโทรทัศน์หลากหลายยี่ห้อที่วางขายอยู่ในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็น Sony, TCL, Hisense หรือ LG

ความนิยมของ Dolby Vision เริ่มเป็นที่แพร่หลายซึ่งถูกนำไปใช้กับบริการสตรีมมิ่ง ไม่ว่าจะเป็น Netflix หรือ Amazon Prime ซึ่งยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ Dolby Vision เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้ว่าถ้าหากทีวีมีคุณภาพดีพอประโยชน์ของข้อมูล metadata แบบไดนามิคอาจมีความสำคัญน้อยลง

อย่างไรก็ตามยังไม่มีบริษัทผู้ผลิตทีวีรายไหนมีทีวีที่ให้ความสว่างสูงสุดได้ถึง 4000 nits ในขณะที่อยู่ในโหมดที่ปรับแต่งมาสำหรับชมภาพยนตร์ ที่ผ่านมาทีวียังต้องการความช่วยเหลือบางประการเพื่อตรวจสอบวิธีการทำ tonemap (ปรับสีและความสว่างให้ถูกต้องตามต้นฉบับ)

ในรูปแบบ HDR10 เทคโนโลยีสามารถทำได้โดยอาศัยอัลกอริธึมคาดเดาถึงความคลาดเคลื่อนที่จะเกิดขึ้น สำหรับการใช้ข้อมูล metadata แบบไดนามิคไม่ว่าจะเป็น Dolby Vision หรือ HDR10+ นั้นระบบจะทำให้ถูกต้องแม่นยำกว่าเพราะมีข้อมูลที่อ้างอิงโดยตรงกับต้นฉบับไม่ต้องอาศัยการคาดเดา

ดังนั้นโดยสรุปในเบื้องต้นก็ต้องขอบอกว่าอัลกอริทึมแบบง่าย ๆ อย่าง HDR10 นั้นค่อนข้างทำได้ดี แต่ Dolby Vision และ HDR10+ นั้นทำได้ดีกว่า ดังนั้น Dolby Vision ที่หลายคนนิยามว่า ‘ของมันต้องมี’ ก็อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีแล้วไม่ได้ใช้ แต่มุมมองที่คิดว่ามีให้อุ่นใจไว้ก่อนก็ไม่ได้ผิดอะไรเช่นกันครับ

ธวัชชัย อุไรรัตน์

ชื่นชอบดนตรีและเครื่องเสียงตั้งแต่ ปวช. ประกอบเครื่องเสียงใช้เองตั้งแต่เริ่มแรก ผ่านประสบการณ์ทางด้านเสียง/โฮมเธียเตอร์มาแล้วหลายรูปแบบ ทั้งนักวิจารณ์เครื่องเสียง/โฮมเธียเตอร์ เป็นทีมงานเครื่องเสียงให้เช่า (ติดตั้งโครงสร้าง วางลำโพง เซ็ตระบบเสียงทั้ง PA และ Monitor มิกซ์เสียง) ผ่านงานติดตั้งระบบมินิเธียเตอร์ ทั้งระบบภาพ 3D แบบ Passive (2 Projector Stack) และระบบเสียง 7.1 แชนเนล ผ่านการอบรม The Sound Master มีผลงานเขียนตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง ติดตามเทคโนโลยีอยู่เสมอ

ธวัชชัย อุไรรัตน์