รีวิว Wilson Audio : Sabrina

จำได้ว่าในอดีตนานมาแล้ว ผมเคยถกกับนักออกแบบลำโพงคนหนึ่งในประเด็นที่ว่า คนออกแบบลำโพงควรจะเอา “ตู้ลำโพง” มาคิดคำนวณในการออกแบบด้วยหรือไม่.?

ซึ่งตอนนั้น ผมยอมรับว่า ผมเองก็ยังมีความเข้าใจที่ไขว้เขวกับ “ตู้ลำโพง” อยู่พอสมควร สืบเนื่องจากมีผู้ผลิตลำโพงของเดนมาร์กเจ้าหนึ่ง ยี่ห้อ System Audio ในสมัยโน้นได้เผยแพร่ข้อความที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันว่า ตัวตู้ลำโพงที่มีมวลต่ำ (Low Mass) มีส่วนทำให้ได้เสียงที่ดี

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็ไม่ได้ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นแนวทางออกแบบที่พยายามเอา resonance ของตัวตู้มาเสริมกับการทำงานของไดรเวอร์เพื่อ “ขยาย” ความดังของเสียงจากไดรเวอร์ให้มากขึ้น

เสียงที่ออกมาจะถูกขยายให้มีสเกลที่ใหญ่ขึ้นจนดูเกินตัวเมื่อเทียบกับขนาดของตัวตู้ที่มองเห็น ข้างต้นนั้นคือข้อดีที่ได้จากการเอาเรโซแนนซ์ของตู้มาเสริม แต่ในขณะเดียวกัน เทคนิคนี้ก็มีข้อเสียติดมาด้วย

นั่นคือทำให้ resolution ของเสียงด้อยลงโดยเฉพาะในระดับ Low Level Resolution รวมถึงไมโครไดนามิกก็แย่ลงด้วย

พูดถึงตัวตู้ อีกแนวคิดหนึ่งในอุดมคติก็คือ ต้องทำให้มีลักษณะ “ไร้ตู้” คือทำให้ตัวตู้ไม่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อการทำงานของตัวไดรเวอร์ ซึ่งเป็นแนวทางที่จะทำให้ได้เสียงที่ดีที่สุด เพราะเป็นเสียงที่ออกมาจากไดรเวอร์โดยตรง

Wilson Audio Sabrina
ความพิเศษเริ่มจากตัวตู้… ..แต่ก็ต้องยอมรับว่า การทำให้ตัวตู้ไร้ซึ่งอิทธิพลต่อเสียงจากการทำงานของไดรเวอร์เป็นเป้าหมายที่ฟังดูเป็นนามธรรมมาก ๆ เพราะคุณอาจจะเกิดความสงสัยว่า ถ้าตัวตู้มีปัญหา ทำไมไม่เอาตู้ออกไปเลย.?

เหมือนอย่างดีไซน์ของลำโพงแผ่นฟิล์มที่ไม่ต้องมีตู้.?? ไม่สามารถทำได้ หรือถ้าทำได้ก็เฉพาะไดรเวอร์เสียงกลางและแหลมเท่านั้นที่สามารถเอาตู้ออกไปได้

ในขณะที่วูฟเฟอร์เสียงทุ้มนั้นยังต้องการตัวตู้เข้ามาช่วยในการ “ปั๊ม” ความถี่ย่านต่ำให้มีมวลและความดังสูง ๆ ถ้าไม่มีตู้ช่วย เสียงทุ้มจะเบาและขาดพลังลงไปมาก ถ้างั้น.. โอเค จำเป็นต้องมีตู้ แล้วจะทำให้ตัวตู้ไม่ส่งผลต่อการทำงานของไดรเวอร์ได้อย่างไร.?

นี่คือคำถามที่ Dave Wilson กับทีมวิศวกรของ Wilson Audio รับรู้มาตั้งแต่แรกและใช้เป็นโจทย์ตั้งต้นในการพัฒนาตัวตู้มาโดยตลอด

ลักษณะตัวตู้ที่เรียวลู่ขึ้นด้านบน ส่งผลให้ได้มิติเสียงที่ดี
ทวีตเตอร์ซอฟท์โดมขนาด 1 นิ้วที่วิลสันตั้งชื่อเรียกมันว่า Convergent Synergy Tweeter

ซึ่งกลยุทธ์ที่เดฟ วิลสันกับทีมวิศวกรของเขานำมาใช้ในการแก้ปัญหาผลกระทบของตัวตู้ก็คือ พัฒนาวัสดุที่ใช้ทำตัวตู้ขึ้นมาเอง โดยอาศัยพื้นฐานความจริงที่ว่า วัสดุในธรรมชาติแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นไม้, อะลูมิเนียม, คอนกรีต ฯลฯ ต่างก็มี resonance structure ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมันเอง

ซึ่งส่งผลต่อคลื่นเสียงในระดับที่ไดรเวอร์สร้างขึ้นมา นักออกแบบลำโพงยุคก่อนที่ใช้วัสดุธรรมชาติเหล่านี้ทำตู้ลำโพงจะอาศัยการปรับจูนด้วยวงจรพาสซีฟครอสโอเวอร์ในช่วงท้ายของการออกแบบเพื่อ “ชดเชย” ความถี่เรโซแนนซ์ของวัสดุที่ใช้ทำตัวตู้สร้างขึ้นมา ซึ่งไป modulate กับ response curve ของไดรเวอร์จนทำให้บางความถี่เกิดเป็นหลุมหรือโด่งขึ้นมา

มิดเรนจ์ขนาด 5.75 นิ้ว ออกแบบมาใหม่ สามารถสร้างความถี่ที่ราบเรียบขึ้นไปได้ถึง 3.5kHz
 
วูฟเฟอร์ขับทุ้มขนาด 8 นิ้วตัวนี้ถูกใช้ในรุ่น Alexia เป็นครั้งแรก ได้ถูกโมดิฟายเพื่อใช้ในรุ่น Sabrina นี้

คล้ายกับต้องไปคอย “ดัด” กราฟเรสป้อนซ์ของไดรเวอร์ ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าเป็นการเข้าไปทำให้อะไร ๆ มันซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จะดีกว่ามั้ย.? ถ้าจะหาวัสดุที่เอามาทำตู้แบบที่มีเรโซแนนซ์ต่ำมาก ๆ

ความหมายก็คือ ไม่ให้ตัวตู้มันสร้างความถี่ใด ๆ ออกมานั่นเอง! นี่จึงเป็นที่มาของวัสดุผสม (composite materials) ที่ Vern Credille วิศวกรของวิลสันคิดค้นขึ้นมาและตั้งชื่อมันว่า X Material ซึ่งเป็นวัสดุที่บรรลุเป้าหมายที่วิศวกรของวิลสันตั้งเป็นโจทย์เอาไว้ นั่นคือ จะต้องมีเรโซแนนซ์ที่มีลักษณะเป็น monotonicity

คือเป็นเรโซแนนซ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มของความถี่เดียวที่ไม่แผ่ฐานกว้างมากจนเกินไป และเรโซแนนซ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องอยู่ในย่านความถี่ที่ “ไม่ตรง” กับย่านความถี่เสียงที่ไดรเวอร์สร้างขึ้นมาด้วย

ภายในตัวตู้ของ Sabrina ถูกแบ่งเป็นสองส่วน ด้านบนสำหรับมิดเร้นจ์และทวีตเตอร์ โดยมีท่อระบายเบสเล็ก ๆ

นี่คือเหตุผลทำให้ตัวตู้สำหรับไดรเวอร์แต่ละขนาดจึงมีส่วนผสมของวัสดุที่แตกต่างกัน ก่อนจะได้มาซึ่งวัสดุผสมที่ให้ชื่อว่า X Material พวกเขา (Vern Credille กับทีมของเขา) ได้ทำการทดลองวัดเรโซแนนซ์ของวัสดุประเภทต่าง ๆ เอาไว้เป็นกรณีศึกษามาหมดแล้ว เริ่มตั้งแต่ไม้แต่ละชนิดไปจนถึงอะลูมิเนียม ก่อนจะได้มาเป็น X Material ที่ว่านี้

Matching + Setup + FineTune & Listen
ขั้นตอนที่สนุกที่สุดสำหรับคนเล่นเครื่องเสียงก็คือขั้นตอนการเซ็ตอัปตำแหน่งของลำโพง ซึ่งขอบอกว่า Sabrina คู่นี้เซ็ตอัปสนุกมากเป็นพิเศษ เพราะพื้นฐานการออกแบบของลำโพงคู่นี้ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงคุณสมบัติที่เอื้อต่อการนำเสนอ “รายละเอียดเสียง” ในระดับที่มากกว่ามาตรฐานทั่วไปอยู่แล้ว

นั่นทำให้มันเป็นลำโพงที่ใช้วัดความสามารถในการเซ็ตอัปลำโพงของคุณได้เป็นอย่างดี ถ้าฝีมือและหูของคุณถึง ยิ่งเซ็ตอัปละเอียดมากเท่าไหร่ คุณก็จะได้คุณภาพของเสียงที่ดีมากขึ้นไปเรื่อย ๆ

กำลังทดสอบกับแอมป์หลอดของ VTL

ในชีวิตนี้ผมเจอลำโพงลักษณะนี้มาแล้ว 2 คู่คือ Totem Acoustics รุ่น Model One กับ Thiel รุ่น CS2.4 คือต้องค่อย ๆ ขยับทีละนิดในการปรับจูนเสียง และทุกครั้งที่ขยับตัวตู้ไปจากตำแหน่งเดิมแค่ 2-3 มิลลิเมตร จะสามารถฟังออกถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นกับเสียงได้ทันที..

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับลำโพง Sabrina คู่นี้ก็คือว่ามันถูกออกแบบมาให้เซ็ตอัปในลักษณะที่ “ต้อง” เอียงหน้าลำโพงทั้งสองข้างให้ยิงเฉียงเข้าหาตำแหน่งนั่งฟังมากกว่าลำโพงทั่วไปเล็กน้อย เท่าที่ผมลองเซ็ตอัปแบบหน้าตรงดูพบว่าเสียงออกมาเละเทะมาก กระจัดกระจายและไม่มีโฟกัส

แต่ก่อนจะจับลำโพงเอียงหน้าเข้าหาตำแหน่งนั่งฟัง (ศัพท์ทางการของนักเซ็ตฯ ลำโพงคือ Toe-in) คุณต้องเริ่มด้วยการหาระยะห่างผนังด้านหลังซะก่อน ซึ่งผมพบว่า ลำโพงคู่นี้เป็นอีกหนึ่งคู่ที่ไม่ได้เดินตามกฎ “L/3 (1/3 x L)” หรือระยะห่างผนังหลังเท่ากับ “หนึ่งในสามของความยาวห้อง” เหมือนกับลำโพงส่วนใหญ่ทั่วไป

เพราะเมื่อผมลองจัดวางมันลงในตำแหน่ง L/3 พบว่า เสียงทุ้มจะบาง นำหนักของทุ้มต้น ๆ แทบจะหายไปเลย เหตุผลก็เพราะว่า ลำโพงคู่นี้ถูกปรับจูนตัวตู้มาให้ปลอดจากเรโซแนนซ์ในระดับที่แทบจะพูดได้ว่า “โดยสิ้นเชิง” ซึ่งจะส่งผลต่อการเซ็ตอัปตำแหน่งใน 2 ลักษณะ ดังนี้

1: ขับด้วยแอมป์ที่มีกำลังสำรองไม่เยอะ > กรณีนี้คุณต้องดันลำโพงทั้งสองข้างลงไปใกล้กับผนังหลังมากหน่อย เพื่อให้ผนังหลังช่วยผลักดันเสียงทุ้มออกมา

2: ขับด้วยแอมป์ที่มีกำลังสูงพอ > กรณีนี้คุณสามารถขยับลำโพงให้ห่างผนังด้านหลังออกมาได้ถึงระดับ L/3 ของห้องนั้น ซึ่งจะทำให้คุณได้เสียงทุ้มที่ออกมาจากไดรเวอร์ตรง ๆ มีการสะท้อนช่วยของผนังห้องน้อยกว่ากรณีแรก

แต่เนื่องจาก Sabrina ไม่ได้ระบุกำลังขับของแอมป์ที่แนะนำมาให้ คุณจึงไม่มีทางรู้เลยว่า กำลังขับของแอมป์แค่ไหนจึงจะเรียกว่าน้อยไป.. หรือมากไป.. สำหรับ Sabrina คู่นี้ ต้องทดลองดูอย่างเดียว

ช่วงแรกที่ผมทดลองขับ Sabrina ผมใช้อินติเกรตแอมป์ Arcam รุ่น A39 ที่มีกำลังขับ 240W ที่ 4 โอห์ม เสียงออกมาแค่พอฟังได้ ความแน่นของเสียงกับไดนามิกพีคยังไม่ค่อยดีนัก

ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นเพราะข้อจำกัดทางด้านภาคจ่ายไฟ จากนั้นผมก็เปลี่ยนมาลองขับด้วยอินติเกรตแอมป์ Balanced Audio Technology รุ่น VK-3000SE ที่มีกำลังขับเท่ากับ 150W ที่ 8 โอห์ม และเบิ้ลได้เป็น 300W ที่ 4 โอห์ม ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถือว่ามากพอสมควรเมื่อประมาณการกับสเปคฯ ของลำโพงคู่นี้ (ความไว 87 dB @ 1W @ 1m @ 1 kHz / ที่อิมพีแดนซ์ปกติเท่ากับ 4 โอห์ม)

ผลจากการลองเซ็ตอัปไว้ที่ระยะห่างหลังเท่ากับ 1.87 m (L/3 ของ 5.60 m) พบว่า เสียงทุ้มค่อนข้างบาง โทนัลบาลานซ์ของเสียงเอนเอียงไปทางกลางขึ้นสูง จนเมื่อผมค่อย ๆ ดันลำโพงทั้งสองข้างให้ชิดผนังด้านหลังลงไปเรื่อย ๆ เพื่อปรับดึงเสียงทุ้มขึ้นมา จนมาได้โทนัลบาลานซ์ที่เข้าสู่จุดสมดุลที่ระยะห่างผนังหลังเท่ากับ 1.52 m เท่านั้น

และได้ระยะห่างระหว่างซ้าย-ขวาอยู่ที่ 1.96 m ซึ่งจุดนี้ทำให้ได้สมดุลเสียง (ปริมาณความถี่ตลอดทั้งย่านทุ้ม-กลาง-แหลม) ที่ใกล้เคียงกัน คือกลาง-แหลมมีและเบสก็ไม่บาง แต่เนื่องจากมีบางส่วนของเสียงทุ้มที่มาจากผนังช่วยดันออกมา

ผมพบว่า ย่านทุ้มลึก ๆ จะมีอาการนุ่มและอ่อนแรงปะทะไปนิดนึง ติดเนิบไม่พั้นชี่ แต่ก็เป็นเฉพาะในย่านทุ้มลึก ๆ เท่านั้น ส่วนในย่านทุ้มตอนกลางขึ้นมาไม่เนิบ แต่ให้มูฟเม้นต์ที่มีจังหวะจะโคน มีแรงกระแทก มีมวลฮาร์มอนิกต่ำ ๆ ที่พุ่งแผ่ตามหัวโน๊ตเบสออกมาให้สัมผัส

แต่เมื่อเซ็ตอัปซิสเต็มใหม่ เปลี่ยนแอมปลิฟายจากอินติเกรตแอมป์ BAT: VK-3000SE มาเป็นเพาเวอร์แอมป์ของ VTL รุ่น MB-185 Series III Signature ที่ให้กำลังขับในโหมดไทรโอดเท่ากับ 140W และ 225W ในโหมดเทรตโทรด (ปรีแอมป์ VTL รุ่น TL-5.5 Series II) ซึ่งเป็นแอมป์ที่มีกำลังสำรองสูงกว่า

ผมพบว่า ต้องทำการเซ็ตอัปตำแหน่งของลำโพง Sabrina ใหม่อีกรอบ เพราะที่ตำแหน่งเดิมเสียงทุ้มออกมาแน่นมากเกินไป หัวเสียงอัดเร็วแต่ไม่มีบอดี้และหางเสียงออกมารองรับ กลางก็ออกตึงตัว ไม่ค่อยผ่อนคลาย เมื่อผมลองเลือกโหมดของ MB-185 Series III Signature ไว้ที่ Triode เพื่อลดกำลังขับของแอมป์ลงมาอยู่ที่ 140W

พบว่า น้ำเสียงโดยรวมผ่อนคลายมากขึ้น อาการตึงตัวคลายลง แต่เสียงทุ้มก็ยังคงมีลักษณะกระชับตึงเกินไปแม้ว่าจะลองเลือก DF ไว้ที่ระดับต่ำแล้วก็ตาม

นั่นทำให้ความถี่ย่านกลางต่ำที่เป็นศูนย์รวมของเครื่องดนตรีประเภท rhythm section ของเพลงส่วนใหญ่ยังไม่เคลื่อนไหวไปตามจังหวะดนตรีอย่างถูกต้อง บีทดนตรียังเร่งไปนิด เมื่อผมค่อย ๆ ขยับดึงลำโพงให้ห่างผนังด้านหลังออกมาเพิ่มขึ้นทีละนิด ลักษณะเสียงก็มีท่าทีที่โอนอ่อนผ่อนปรนมากขึ้น ฐานเสียงต่ำ ๆ เริ่มปรากฏออกมามากขึ้น

รวมถึงหางเสียงในย่านกลางและแหลมที่เป็นฮาร์มอนิกก็เริ่มทอดยาวออกไปมากขึ้น หัวโน๊ตลดอัตราเร่งลงมา และแล้วทุกอย่างก็มาลงตัวที่ระยะห่างหลังเท่ากับ 1.68 m ในขณะที่ระยะห่างซ้าย-ขวายังคงอยู่ที่ 1.96 m ณ จุดนี้ผมได้เสียงโดยรวมที่สดขึ้น กลาง-แหลมฉีดไดนามิกได้เต็มสเกลมากขึ้น

ทุกความถี่ตั้งแต่ทุ้มลึก ๆ ขึ้นมาจนถึงแหลมตอนปลายเคลื่อนไหวได้กระฉับกระเฉงและมีความฉับไวมากขึ้น เน้นย้ำมากขึ้น สวิงหนัก-เบาได้กว้างขึ้น มิตินิ่งขึ้น โฟกัสเป๊ะมากขึ้น ตัวเสียงก็กลมและมีขนาดตัวเสียงที่กะทัดรัดลง สามารถแยกระหว่างต้นเสียงที่เป็นอิมแพ็คกับบอดี้ที่เกิดจากสัญญาณคู่ควบจนไปถึงส่วนที่เป็นฮาร์มอนิกออกมาจากกันได้ครบทั้งสามสถานะ

ความคลุมเครือในย่านทุ้มแทบจะมหายหายไปจนหมด ณ จุดนี้ผมไม่มีปัญหาในการแยกเสียงกระเดื่องกลองออกมาจากเสียงตบเบสไฟฟ้าอีกแล้ว

(Last Train To London ของ Electric Light Orchestra จากอัลบั้ม Discovery / WAV 16-44.1) เมื่อขับด้วย MB-185 Series III Signature ผมพบว่า ลำโพง Sabrina คู่นี้ให้มิติเวทีเสียงที่กว้างขวางเป็นพิเศษ

แต่ที่น่าประทับใจสุด ๆ ก็เห็นจะเป็นการจัดเรียงเลเยอร์ของชั้นดนตรีที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นสามมิติของเวทีเสียงได้อย่างง่าย ๆ ไม่ต้องเพ่งฟังเลย ถ้าเพลงนั้นบันทึกมามีมิติเสียงที่แผ่กลมเป็นสามมิติจริง ๆ ลำโพงคู่นี้จะถ่ายทอดมันออกมาให้ได้ยินแบบนั้น (เมื่อขับด้วยแอมป์ที่มีสมรรถนะสูงพออย่าง MB-185 Series III Signature คู่นี้)

แต่… กว่าจะได้ส่วนนี้ออกมา ผมลืมเน้นไปว่า คุณต้องไม่ลืมนะว่า การค่อย ๆ ปรับจูนขยับตำแหน่งของลำโพงไปทีละนิดก็ไม่ต่างอะไรกับการค่อย ๆ หมุนเลนส์ถ่ายภาพเพื่อขยับหาโฟกัสที่เป๊ะพอดี ต้องไม่ลืมว่า เพราะแผงหน้าของ Sabrina มันมีลักษณะเอียงเฉียงไปทางด้านหลัง ไม่ตั้งฉากกับพื้น

ฉะนั้น ทุกครั้งที่มีการขยับตำแหน่ง ต้องไม่ลืมตรวจเช็กด้วยว่า แผงหน้าของลำโพงทั้งสองข้างอยู่ในมุมเงยเดียวกันรึเปล่า.? กรณีถ้าพื้นห้องของคุณไม่เรียบสนิท อันนี้จะเหนื่อยหน่อย เพราะคุณต้องคอยหมุนเดือยแหลมที่ฐานของตัวตู้เพื่อปรับระดับของตัวตู้ให้ตั้งฉากกับพื้นจริง ๆ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียด แต่ขอบอกว่า.. ทำเถอะครับ เพราะผลลัพธ์ที่ได้กลับมามันคุ้มค่ามากสำหรับลำโพงคู่นี้

ไม่ว่าจะเป็นโฟกัสของตัวเสียงที่ชัดและนิ่ง ไปจนถึงซาวด์สเตจที่แผ่ขยายออกมาครบทั้งสามมิติ กว้าง, ลึก และสูง ตลอดไปจนถึงการแบ่งระนาบความลึกของซาวน์สเตจลงไปเป็นชั้น ๆ จากการทดลองขับด้วยแอมป์สามชุดผ่านไป

ผมพอได้ข้อสรุปสำหรับการแมตชิง Sabrina คู่นี้มาคร่าว ๆ ว่า ตัวเลขกำลังขับของแอมป์โซลิดสเตทควรจะอยู่ที่ระดับ 200-300W ต่อแชนเนลที่โหลด 4 โอห์มสำหรับแอมป์ที่มีภาคจ่ายไฟไม่อลังการมาก (ส่วนมากจะเป็นอินติเกรตแอมป์)

แต่ถ้าเป็นแอมป์หลอด ตัวเลขกำลังขับต่อข้างควรจะอยู่ระหว่าง 100-200W ที่โหลด 4 โอห์มก็พอไหว ถ้าภาคจ่ายไฟถึง ๆ เมื่อทุกอย่างลงตัว ตั้งแต่แมตชิง เซ็ตอัปตำแหน่ง มาจนถึงการปรับจูน ผมก็เริ่มมองหาคุณภาพเสียงในระดับที่ลำโพงทั่วไปให้ไม่ได้จาก Sabrina คู่นี้..

ทั้งนี้ก็เพื่อค้นหาคำตอบว่า ตัวตู้ที่ทำด้วยวัสดุพิเศษ (ควรจะ) ให้อะไรกับเราบ้าง.? เพราะถ้าสิ่งที่มันให้ออกมาก็แค่พื้น ๆ ไม่ได้มีอะไรที่แปลกแตกต่างไปจากลำโพงที่ใช้ตัวตู้ไม้ MDF ทั่วไป จะได้รู้กันว่า สิ่งที่เดฟ วิลสันกับทีมงานของเขาจับต้องอยู่ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าอากาศธาตุกับความเพ้อฝัน

ต้องยอมรับว่า มันไม่ง่ายที่จะควานหา “ความแตกต่างในน้ำเสียง” ของลำโพงคู่นี้ที่บอกได้ว่ามันแตกต่างจากลำโพงตู้ไม้ MDF ตรงนั้นตรงนี้ แต่ถ้าคุณคุ้นเคยกับเสียงของลำโพงตู้ไม้ MDF มานานพอเหมือนผม เรียกว่านานจนชินเสียงแล้ว เมื่อขยับเปลี่ยนมาฟังลำโพง Sabrina คู่นี้คุณจะจับสังเกตได้บางอย่างตั้งแต่นาทีแรก ๆ ที่ได้ยินเสียงของมัน

แม้ว่าในวินาทีแรก ๆ อาจจะชี้ได้ไม่ชัดนัก แต่ถ้าประสาทหูไวพอ ก็ไม่ยากที่จะผิดสังเกตอย่างที่ผมได้ยิน ทีแรกนั้นผมพยายามตั้งใจฟังรายละเอียดในระดับความดังต่ำ ๆ (Low Level Resolution) ซึ่งมักจะปรากฏออกมาทุกครั้งที่ซิสเต็มมี “ความสงัด” เกิดขึ้น

อย่างเช่น เมื่อระบบไฟสะอาดขึ้นและจ่ายไฟได้นิ่งขึ้น หรือเมื่ออะคูสติกในห้องฟังถูกปรับจูนจนลงตัวมากขึ้น ฯลฯ แต่ในกรณีที่ตัวตู้ลำโพงมีความสงัดมากขึ้น สิ่งที่ได้ยินออกมามันไม่ใช่แค่ Low Level Resolution ที่ถูกเปิดเผยออกมามากขึ้นเท่านั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินจากลำโพงคู่นี้ก็คือ “คอนทราสต์” ของไดนามิกที่ดีขึ้นด้วย ทุกครั้งที่นักดนตรีขยับเปลี่ยนการบรรเลงจากโน๊ตตัวหนึ่งไปสู่โน๊ตตัวถัดไป.. และถัดไป

ผมสาบานได้ว่า ผมได้ยินหัวเสียงของโน๊ตแต่ละตัวที่เกิดจากแรงกระทำของนักดนตรีบนเครื่องดนตรีนั้นต่อเนื่องกันไปครบทั้งหมด ลอยเหนือฮาร์มอนิกขึ้นมาอีกชั้น ไม่มีหัวเสียงของโน๊ตตัวไหนเลยที่ถูกกลบทับ หรือหลุดหายไปจากโสตการรับฟัง

กับเพลงเดิม ๆ ที่เคยฟังมาแล้วนับร้อยครั้งนั่นแหละ.! (Pictures At An Exhibition / Baron Janis จากอัลบั้มชุด Baron Janis plays Moussorgsky / Mercury Living Presence / DSD64) คุณสมบัติอีกประการหนึ่งของลำโพงคู่นี้ที่ทำให้ผมเห็นถึงคุณประโยชน์ของตัวตู้ที่ดีที่ส่งผลต่อคุณภาพของเสียง

นั่นคือคุณสมบัติในส่วนของ “ความชัดใส” ที่เกิดขึ้นกับเสียงตลอดทั้งย่านความถี่ ซึ่งมรรคผลที่ได้จากคุณสมบัติข้อนี้คือทำให้ผมสามารถ “มองเห็น” รายละเอียดของเสียงที่เกิดขึ้นในเพลงที่ฟังได้อย่างชัดใสทุก ๆ ความถี่เสียง

ซึ่งโดยปกติแล้ว ลำโพงที่ไม่สามารถขจัดเรโซแนนซ์ของตัวตู้ออกไปได้อย่างหมดจดจริง ๆ มักจะให้เสียงในย่านทุ้มที่ขมุกขมัวและขุ่นทึบ ส่งผลให้ไม่สามารถแยกแยะรายละเอียดของเสียงโน๊ตดนตรี ที่เกิดจากเครื่องดนตรีหลายชิ้นที่มี “ความถี่ต้นกำเนิด (fundamental)” อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน และเล่นอยู่ในเวลาเดียวกัน ออกมาได้อย่างชัดเจน

ถ้าลำโพงคู่ไหน ให้เสียงที่ขุ่นและขมุกขมัวตั้งแต่ย่านเสียงกลาง (midrange) ลงไปก็นับว่าตัวตู้แย่มาก ซึ่งมักจะพบได้ในลำโพงที่ใช้ตัวตู้ทำมาจากไม้ MDF ที่ไม่ได้ผ่านการคาดโครงอย่างดีพอ สำหรับลำโพงที่ใช้ตัวตู้ทำด้วยไม้ MDF แต่ผ่านการออกแบบผนังตู้ไม่ให้ขนานกัน และมีการดามโครงด้านในอย่างแน่นหนาก็มักจะช่วยขจัดเรโซแนนซ์ของตัวตู้ออกไปได้มากกว่า

ส่วนใหญ่จะเป็นลำโพงระดับไฮเอ็นด์ฯ ที่มีราคาสูง ๆ ที่ลงทุนออกแบบตู้ลักษณะที่ว่านี้ ซึ่งถ้าลำโพงระดับนี้จะยังคงมีปัญหาเสียงขุ่นทึบอยู่บ้างก็มักจะไปเกิดกับความถี่ที่ต่ำมาก ๆ และในจังหวะที่เปิดดังมาก ๆ ในขณะที่ย่านเสียงตั้งแต่กลางขึ้นไปมักจะปลอดจากเรโซแนนซ์

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ไม้ MDF ก็ไม่ใช่วัสดุที่ดีที่สุดสำหรับตัวตู้ลำโพง ส่วนวัสดุที่ดีที่สุดสำหรับทำตู้ลำโพงนั้นก็อาจจะไม่ได้มีอยู่ในโลกใบนี้ ใครที่คุ้นเคยกับเสียงของลำโพงที่ใช้ตัวตู้ทำมาจากไม้ MDF อาจจะรู้สึกแปลกหูเมื่อได้ฟังเสียงของลำโพงประเภทที่ใช้ตัวตู้ที่ทำมาจากวัสดุประเภทอื่นที่ไม่ใช่ไม้อย่างเช่น Sabrina คู่นี้..

ขออนุญาตกลับมาที่ “ความชัดใส” อีกที.. ที่ผมได้ยินจากลำโพง Sabrina คู่นี้ มันคืออะไรที่ต้องถกแถลงกันเป็นพิเศษ เพราะมันอาจจะไม่ใช่ความชัดใสในความหมายที่หลาย ๆ คนคุ้นเคย โดยเฉพาะถ้าเป็นคนที่ยังไม่เคยฟังเสียงของลำโพงที่ใช้ตัวตู้ทำมาจากวัสดุพิเศษมาก่อน

จุดที่ทำให้สะกิดใจในประเด็นนี้เกิดขึ้นตอนที่ผมลองฟังอัลบั้มชุด บ้าหอบฟาง ของ อัสนี-วสันต์ โชติกุล เป็นไฟล์ wav 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดี (เล่นผ่านเครื่องเล่นไฟล์เพลง network player ของ Opera/Consonance รุ่น Reference 8 / 20th Anniversary) ซึ่งผมมักจะใช้เพลง “กาละเทศะ” แทรคที่ 5 ในอัลบั้มชุดนี้ในการทดสอบประสิทธิภาพในการถ่ายทอดความแม่นยำของความถี่เสียงของลำโพงมาโดยตลอด

ในแทรคนี้คนมิกซ์เสียง (ไม่ได้แจ้งชื่อไว้ แจ้งไว้แต่คนบันทึกเสียงคือ Gary Edwards) ได้จัดให้เสียงกลองกระจายครอบคลุมไปทั่วพื้นที่อากาศระหว่างลำโพงซ้ายและขวา ซึ่งลำโพง Sabrina คู่นี้ทำให้ผมได้ยินเสียงหวดกลองที่หลุดลอยออกไปอยู่ในอากาศเต็ม ๆ เสียงโดยไม่มีส่วนที่เกาะติดอยู่ที่ตัวลำโพงเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนั้น เสียงตีกลองแต่ละครั้งยังถูกแยกตำแหน่งออกจากกันอย่างเด็ดขาดในช่วงสร้อยของเพลง ซึ่งผมได้ยินเสียงกลองที่แยกออกไปทางด้านซ้ายและขวาของเวทีเสียงสลับไป-มาโดยไม่รู้สึกเลยว่ามันดังออกมาจากไดรเวอร์ของลำโพงทั้งสองตัวที่วางอยู่เบื้องหน้า

ความรู้สึกขณะนั้นเหมือนนั่งฟังอยู่หน้าวงดนตรีมากกว่า (หรี่ไฟให้สลัวจะยิ่งฟินมาก!) ตัวตู้ที่มีเรโซแนนซ์ต่ำมาก ๆ อย่างกรณีของลำโพง Sabrina คู่นี้ จะพูดให้ถูกก็ต้องพูดว่า เป็นตัวตู้ที่ถูกผลิตขึ้นมาด้วยการคำนวณและควบคุมเรโซแนนซ์ของตัวตู้ให้ไปอยู่ในย่านความถี่ที่เลยออกไปจากย่านความถี่ที่ไดรเวอร์ทำงาน

ซึ่งเป็นวิธีกำจัดเรโซแนนซ์โดยไม่ต้องใช้ filter ที่วงจรครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์คเข้ามาช่วย มีผลทำให้เรโซลูชั่นของเสียงในระดับ Low Level ปรากฏขึ้นมาได้อย่างครบถ้วน ไม่ถูกวงจรฟิลเตอร์กดให้จมหายไป

ผมเชื่อตามนี้ทันทีหลังจากทดลองฟังอัลบั้มชุด Amused To Death เวอร์ชั่น 2015 ของ Roger Waters (DSD64 stereo จากแผ่น SACD) เพราะ Sabrina คู่นี้ทำให้ผมได้ยินสรรพเสียงต่าง ๆ ที่แผ่กระจายปูเป็นแบ็คกราวนด์อยู่ด้านหลังของแต่ละช่วงเพลงในอัลบั้มนี้ออกมามากมายแทบจะไม่ต่างไปจากฟังจากหูฟังดี ๆ เลย.!!

และหลังจากทดลองฟังเพลงคลาสสิกวงใหญ่อีก 3-4 อัลบั้ม ทั้งจากงานบันทึกเสียงของค่าย RCA Living Stereo, Mercury Living Presence และ Decca ก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดเสียงในระดับความดังต่ำ ๆ ที่เยี่ยมยอดมาก ๆ ของลำโพงคู่นี้..

ลำโพงตู้ไม้ MDF ระดับไฮเอ็นด์ที่ดีไซน์ “คาดโครง-แบ่งตู้-แดมป์ภายใน” กันระดับเทพจริง ๆ ที่สามารถให้ความชัดใสของพื้นเสียงได้ใกล้เคียงกับ Sabrina คู่นี้ก็มีนะครับ

แต่ที่ผมผิดสังเกตตั้งแต่นาทีแรก ๆ ก็คือ “ตัวเสียง” แต่ละชิ้นเสียงที่ปรากฏออกมา คือผมพบว่า ตัวเสียงที่ได้จาก Sabrina คู่นี้มันให้ส่วนที่เป็น fundamental หรือจุดกำเนิดของตัวเสียง หรือแกนกลาง (nucleus) ของตัวเสียงที่มีความควบแน่นของเนื้อเสียงมากกว่าที่ได้ยินจากลำโพงตู้ไม้ MDF ทั่วไป

กล่าวคือ เมื่อเปรียบเทียบกัน มวลเนื้อที่เป็นแกนกลางของตัวเสียงที่ได้จากตู้ไม้ MDF จะมีลักษณะ “บวมน้ำ” ไม่กระชับตึงเท่าและไม่อัดแน่นเท่ากับที่ได้ยินจาก Sabrina คู่นี้

แต่คุณสมบัตินี้ก็เป็นส่วนที่ต้องพิถีพิถันเพื่อให้ได้มา ไม่ว่าจะในแง่ของการแมตชิง-เซ็ตอัป-ปรับจูน ซึ่งต้องใช้ความละเอียดมากขึ้น (อันดับแรกแอมป์ต้องถึงก่อนเลย ผมเห็นผลชัดมากเมื่อตอนเปลี่ยนมาใช้เพาเวอร์แอมป์ MB-185 Series III Signature อัดมัน)

สรุป
ลำโพงเป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีความสำคัญที่สุดในซิสเต็ม มันเป็นด่านสุดท้ายที่จะถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณใส่เข้าไปในซิสเต็มออกมา ในการสร้าง good sound audio system คุณต้องเลือกลำโพงก่อนเป็นอันดับแรก เถียงไม่ได้เลยว่า ลำโพงยี่ห้อ Wilson Audio มีเสน่ห์มากที่สุดในขณะนี้ แต่ละรุ่นที่ทำออกมาช่วงหลัง ๆ นี้ล้วนดึงดูดใจไปซะหมด

แต่ถ้าจะให้ผมเรียงลำดับความสนใจใคร่อยากเป็นเจ้าของของผมเอง ผมยกให้ Sabrina คู่นี้เป็นลำโพงรุ่นที่น่าเป็นเจ้าของมากที่สุด.! ไม่ใช่เพราะราคาอย่างเดียว

แต่ทั้งความสวยงามของมัน มันดูคล้ายสาวร่างเล็กแต่มีทรวดทรง และที่สำคัญที่สุดก็คือ มีคุณภาพเสียงที่ให้ได้ทั้งความน่าพอใจตามแบบอย่างที่นักเล่นเครื่องเสียงอยากได้ และให้ได้ทั้งความเป็นดนตรีที่นักฟังเพลงตัวจริงอยากนั่งฟังไปทั้งวัน.!!


นำเข้าและจัดหน่ายโดย
บริษัท DECO 2000 จำกัด
โทร. 0-2256-9700
ราคา 590,000 บาทต่อคู่ (สีมาตรฐาน)

ธานี โหมดสง่า

นักเขียนอาวุโสมากประสบการณ์ เจ้าของวลี "เครื่องเสียงและดนตรีคือชีวิต"

ธานี โหมดสง่า