รีวิว Totem Acoustics : Sky

นานกว่า 25 ปีมาแล้ว หลังจาก Totem Acoustics เปิดตัวลำโพงมินิ มอนิเตอร์รุ่น Model 1 ออกมา และด้วยประสิทธิภาพที่สุดติ่งของมัน จึงนำมาซึ่งสมญานามสุดยอด “มินิ-มอนิเตอร์” ที่ให้เสียงได้เกินตัวมาก ๆ ทุกคนที่ได้ฟังเสียงของ Model 1 ต่างก็ชื่นชมในประสิทธิภาพของมัน

โดยเฉพาะเสียงทุ้มที่ลงได้ลึกและให้น้ำหนักได้เกินตัว และต่างก็ทึ่งในความเปิดกว้างของไดนามิกเร้นจ์ที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมา รวมถึงความสามารถในการถ่ายทอดมิติ-ซาวนด์สเตจที่ฉีกกว้างกับโฟกัสของเสียงที่แม่นยำ จนเป็นที่มาของวลี “หลุดตู้” และ “ล่องหน” นั่นเอง..

โฉมหน้าคุณ Vince Bruzzese (ภาพจากเว็บไซต์ walterkircher.com)

Totem Acoustics ก่อตั้งเมื่อปี 1987 เป็นบริษัทขนาดเล็กจากเมืองมอนทรีล ประเทศแคนาดา บริหารงานโดยชายร่างสูงผมฟูใส่แว่นนามว่า Vince Bruzzese ผู้ซึ่งรับหน้าที่เป็นทั้งประธานบริษัทและควบตำแหน่งหัวหน้าทีมออกแบบเองด้วย ในอดีตช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา Vince Bruzzese ใช้พรสวรรค์ในการออกแบบของเขาเนรมิตลำโพงภายใต้ชื่อแบรนด์ Totem Acoustics ออกมามากมายหลายสิบรุ่น มีทั้งแบบตั้งพื้นและวางหิ้ง

แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ชื่อเสียงของลำโพงวางหิ้งรุ่น Model 1 ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมชิ้นแรกของเขาก็ยังคงได้รับการกล่าวขานอย่างต่อเนื่องเสมอมา สรรพคุณของมันยังคงได้รับการรำลึกถึงมาโดยตลอด ผ่านมือจากนักเล่นฯ รุ่นต่อรุ่นมาแล้วหลายเจนเนอเรชั่น เป็นครูสอนเทคนิคการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงให้กับนักเล่นฯ มาแล้วนับไม่ถ้วน และ Vince เองก็ไม่เคยทอดทิ้ง Model 1

เขาประคบประหงมด้วยการอัพเกรดมันต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่รุ่นแรกที่เป็นซิงเกิ้ล-ไวร์ มาเป็นไบ-ไวร์ และรุ่น Model 1 Signature ก่อนจะหยุดไลน์ผลิตของรุ่น Model 1 ลงในปี 2007 โดยนำเอาประสบการณ์ในการออกแบบทั้งหมดที่สะสมมาตลอด 20 ปี ไปอัดแน่นไว้ในรุ่นสุดท้ายในไลน์ผลิตคือรุ่น The One ซึ่งถือเป็นการปิดท้ายที่สวยงามของตำนานโมเดล วันอันเลื่องชื่อ Totem

Sky ศักราชใหม่ของ มินิ-มอนิเตอร์
ยุคไฮเรสฯ ออดิโอ นับเป็นความท้าทายอย่างมากที่ Vince Bruzzese ตัดสินใจทำลำโพงสองทางที่มีรูปลักษณ์ภายนอกละม้ายกับ Model 1 ออกมาแบบนี้ รุ่นใหม่ภายใต้ชื่อ Sky ที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้ใช้ตัวตู้ที่มีทั้งรูปทรงสัณฐาน ขนาด และสีสันที่เหมือนกับรุ่น Model 1 ยังกะแกะ เห็นอย่างนี้แล้วอดคิดอคติไม่ได้ว่าเขากำลังจะทำอะไรกันแน่.? คิดจะหากินง่าย ๆ ด้วยการไปเอาตู้ของโมเดล วันที่เหลือ ๆ มาใส่ดอกใหม่รึป่าว.?

เทียบพิกัดระหว่างรุ่น The One (ซ้าย) กับรุ่น Sky (ขวา)

ผมลองเอารุ่น The One ของผมซึ่งเป็นเวอร์ชั่นทิ้งทวนสุดติ่งของโมเดล วัลมาลองเทียบส่วนสัดกันดูแล้ว ปรากฏว่า Sky มีความสูงกับความลึกมากกว่า The One อยู่หนึ่งเซนติเมตร ซึ่งอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างกันมากนักหากมองในแง่ของปริมาณอากาศในตัวตู้ แต่ถ้าพิจารณาตำแหน่งของการติดตั้งตัววูฟเฟอร์/มิดเร้นจ์จะเห็นว่าต่างกันเยอะอยู่

เรียกว่าวางพิกัดกันไปคนละตำแหน่งเลย วูฟเฟอร์/มิดเร้นจ์ของตัว Sky ถูกติดตั้งอยู่เกือบจะกลางแผงหน้า ในขณะที่เดอะ วันนั้น ตัววูฟเฟอร์จะติดค่อนลงมาทางฐานล่างมากกว่า (ดูภาพประกอบ) ซึ่งคนที่พอรู้เรื่องเกี่ยวกับการออกแบบลำโพงมาบ้างงู ๆ ปลา ๆ ก็คงทราบดีว่า ตำแหน่งติดตั้งมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ของลำโพงมีผลต่อเสียงมาก เรียกว่าแทบจะไม่มีไดรเวอร์ต่างยี่ห้อต่างรุ่นคู่ไหนเลยที่จะใช้ตำแหน่งติดตั้งบนแผงหน้าของตัวลำโพงตำแหน่งเดียวกันแล้วให้เสียงออกมาดีเท่ากัน

ฉะนั้น แม้ว่ามิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ของ Dynaudio ที่ใช้ในรุ่น The One และ Model 1 จะมีขนาดไดอะแฟรมเท่า ๆ กับมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ของ Morel ที่ใช้ในรุ่น Sky แต่จากตำแหน่งติดตั้งบนแผงหน้าที่ต่างกันมากย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าคุณ Vince แกคงจะทำการคำนวนมาแล้วอย่างละเอียด ไม่ได้ก๊อปเอาพิกัดที่ใช้กับรุ่น Model 1 กับ The One มาสวมกันดื้อ ๆ มีข้อมูลจากสื่อออนไลน์หลายสำนักที่อ้างว่าได้คุยกับ Vince Bruzzese ซึ่งพอจับความได้ว่า เป้าหมายในการออกแบบ Sky คู่นี้อยู่ที่ความมุ่งหวังที่จะรักษาคุณสมบัติของเสียงที่ส่งผลถึงคุณภาพของเสียงโดยรวมมากที่สุดเอาไว้ ซึ่งคุณสมบัติที่ว่านั้นก็คือ “เฟสสัญญาณ” นั่นเอง

ในทางปฏิบัติก็คือเลือกใช้วงจรตัดแบ่งความถี่ระหว่างไดรเวอร์ทั้งสองตัวแบบ Quasi first-order ที่ใช้อัตราลาดชัน (slope) ของความถี่ ณ จุดตัด 2.5kHz ที่ระดับ 6dB ต่ออ๊อกเตรป ทำให้สามารถรักษาความถูกต้องของเฟสสัญญาณเสียงให้ถูกต้องอย่างมั่นคงทั้ง “ในแกนตอบสนอง” และ “นอกแกนตอบสนอง” (on axis & off axis) รวมถึง “แนวราบ” และ “แนวดิ่ง” ขององศาการตอบสนองความถี่ของลำโพงด้วย

วูฟเฟอร์/มิดเร้นจ์ ของ Morel รุ่น ECW 536

ไดรเวอร์ทั้งสองตัวที่เลือกใช้ในรุ่น Sky ประกอบด้วยวูฟเฟอร์/มิดเร้นจ์ของ Morel รุ่น ECW 536 ขนาด 5 นิ้ว ตัวกรวยไดอะแฟรมทำมาจากโพลีเมอร์ผสม และมีการแดมป์เพิ่มความแกร่งเป็นพิเศษ ดัสแค๊ปขนาดใหญ่ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับการขยับตัวของไดอะแฟรม รับภาระในการขับดันความถี่ในย่านกลางลงมาถึงทุ้ม โดยเริ่มตั้งแต่ 2.5kHz ลงไปจนถึง 48Hz

ส่วนทวีตเตอร์ที่เลือกใช้เป็นซอฟท์โดมรูปทรงแปลกตา ยี่ห้อ Dr. Kurt Muller จากประเทศเยอรมนี ตัวไดอะแฟรมทำมาจากผ้าอาบน้ำยา ขึ้นรูปทรงโดมโค้งครึ่งวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.3 นิ้ว เซอร์ราวนด์ส่วนที่เชื่อมโยงไดอะแฟรมเข้ากับโครงตัวถังมีลักษณะเป็นลอนโค้งเล็ก ๆ ตัวบอดี้ (housing) ของทวีตเตอร์ยังมีลักษณะเป็นฮอร์นตื้น ๆ ที่ส่วนปลายผายออกเล็กน้อยเพื่อช่วยควบคุมมุมกระจายเสียงของความถี่ย่านสูงด้วย

ซอฟท์โดมทวีตเตอร์ขนาด 1.3 นิ้วของ Dr. Kurt Muller

สรุปแล้ว Sky ของ Totem ตัวนี้ไม่ได้ใช้ไดรเวอร์ที่ Vince ออกแบบเองเหมือนลำโพงในอนุกรม Element Series แต่กลับไปเดินตามแนวทางเดิมของ Model 1 คือหยิบเอาไดรเวอร์ของยี่ห้ออื่นมาโมดิฟายแล้วแก้ไขความเหลื่อมล้ำระหว่างไดรเวอร์ทั้งสองตัวด้วยการออกแบบวงจรเน็ทเวิร์คมาจูนเพื่อผสานกลืนการทำงานของไดรเวอร์ทั้งสองตัวเข้าด้วยกัน

ซึ่งดูเหมือนว่า Vince Bruzzese อยากจะสื่อให้รู้ว่า วูฟเฟอร์กับทวีตเตอร์จากผู้ผลิตอิสระที่มีอยู่ในตลาดทุกวันนี้มีประสิทธิภาพสูงพอ สามารถเลือกมาทำลำโพงดี ๆ ได้ถ้าคนทำเก่งจริง ซึ่งกลเม็ดที่ Vince Bruzzese นำมาใช้ในการปรับจูนไดรเวอร์ที่มาจากต่างผู้ผลิตให้ทำงานร่วมกันได้อย่างแนบเนียนนั้น นอกจากวงจรตัดแบ่งความถี่แล้ว “ตัวตู้” ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญสำหรับแบรนด์นี้ (ในโลกนี้มีคนออกแบบลำโพงอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือไม่เอาพลังงานของตัวตู้มาใช้เลย พยายามขจัดทิ้งทั้งหมด ส่วนอีกประเภทก็พยายามค้นหาวิธีดึงเอาพลังงานของตัวตู้มาใช้ประโยชน์ ซึ่งคุณ Vince Bruzzese แกเป็นนักออกแบบประเภทหลัง)

ธานี โหมดสง่า

นักเขียนอาวุโสมากประสบการณ์ เจ้าของวลี "เครื่องเสียงและดนตรีคือชีวิต"

ธานี โหมดสง่า