fbpx

[Classic Review] Totem Acoustic : Kin Mini

จากความทรงจำของผมเกี่ยวกับลำโพงขนาดเล็กจำนวนมากมายที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิต ถ้านับตั้งแต่เริ่มต้นสนใจเครื่องเสียงใหม่มาจนกระทั่งเป็นนักรีวิวในปัจจุบันผมว่าน่าจะอยู่ในระดับหลายร้อยรุ่นเฉียด ๆ หลักพันแล้วล่ะครับ

แต่ในจำนวนนั้นมีเพียงไม่กี่สิบรุ่นที่ทำให้ผมประทับใจถึงขนาดยังเก็บสะสมอยู่ในความทรงจำไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด และในไม่กี่สิบรุ่นนั้น Totem Acoustic Model 1 น่าจะเป็นตัวแรก ๆ ที่ทำให้ผมเกิดความรู้สึกเช่นนั้น

Kin(d) Mini
Totem Acoustic Model 1 มีอายุอยู่ในตลาดมาราว ๆ 20 กว่าปี ผ่านการปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ มาแล้วหลายวาระและในปัจจุบันก็ยังคงมีจำหน่ายอยู่ ผมเคยถามคุณ Vince Bruzzese เจ้าของและคนออกแบบลำโพงโทเทมอะคูสติกส์ว่าเขามีเคล็ดลับอะไรถึงทำลำโพงเล็กที่ให้เสียงออกมาได้น่าทึ่งอย่างนั้น ?

เขาตอบว่าเขาไม่รู้เคล็ดลับอะไรหรอก เขาแค่ทำมันออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เท่านั้นแหละ (แหม… ได้ทีก็คุยเลยนะคุณ Vince) ว่าแต่ก็น่าคิดอยู่นะครับ ลำโพงอะไรกันทำขายมา 20 ปีแล้วยังไม่เปลี่ยนรุ่นสักที ที่ผ่านมาจะมีก็แค่เพียงไมเนอร์เชนจ์เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

หลังจากประสบความสำเร็จกับ Model 1 ทางโทเทมฯ ก็มีลำโพงตามออกมาอีกหลายรุ่นทั้งมินิมอนิเตอร์และลำโพงตั้งพื้นอีกหลายไซส์ แต่ดูเหมือนว่าลำโพงขนาดเล็กของโทเทมฯ จะค่อนข้างประสบความสำเร็จมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น Mite, Rainmaker, The One, Element Fire ทว่ามินิมอนิเตอร์ทั้งหมดที่กล่าวมาก็ยังไม่มีรุ่นไหนเลยที่มีขนาดเล็กมากเหมือนลำโพงรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า คิน มินิ ‘Kin Mini’

Kin Mini เป็นลำโพงตู่เปิด 2 ทางขนาดเล็กพิเศษ ไดรเวอร์ที่ใช้ประกอบไปด้วยเบส/มิดเรนจ์ขนาด 105 มิลลิเมตร (4 นิ้ว) กรวยขึ้นรูปจากวัสดุพิเศษที่มีชื่อเรียกว่า ‘Phenolic Honeycomb in synthetic sandwich’ ดูด้วยสายตามันดูเหมือนพลาสติกสังเคราะห์ที่มีเนื้อวัสดุยึดเกาะกันเป็นโครงข่ายหกเหลี่ยมเลียนแบบลักษณะของรังผึ้ง

เดาเอาได้ไม่ยากว่าคงตั้งใจออกแบบให้เนื้อวัสดุมีมวลเบาในขณะที่ยังคงมีความแข็งแกร่งสามารถทนทานต่อการบิดตัวขณะขยับเคลื่อนตัวได้ สำหรับไดรเวอร์ความถี่สูงเป็นหน้าที่ของทวีตเตอร์โดมผ้าขนาด 19 มิลลิเมตร (0.75 นิ้ว)

วงจรแบ่งความถี่เสียงใช้อุปกรณ์เกรดดีมากแค่ 2 ตัวเท่านั้นและไม่มีการใช้ตัวต้านทาน (Only 2 extreme quality parts with no resistors) โดยออกแบบจุดตัดความถี่เสียงทั้งทางไฟฟ้าและทางอะคูสติกเอาไว้ที่ 3.2kHz

ช่วงความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 90Hz-40kHz (+/-3dB) อิมพิแดนซ์เฉลี่ย 8 โอห์ม ความไว 88dB/W/m แนะนำให้ใช้กับแอมป์ที่มีกำลังขับตั้งแต่ 20-110 วัตต์

First Impression
ครั้งแรกที่ผมเห็น Kin Mini มันตัวเล็กกว่าที่ผมคาดไว้พอสมควร มันเล็กจนผมสามารถใช้มือข้างเดียว ‘คีบ’ มันขึ้นมาได้ง่าย ๆ อารมณ์เดียวกับแขนกลที่ใช้คีบตุ๊กตาตามตู้คีบตุ๊กตาแบบหยอดเหรียญ มันน่าจะเป็นลำโพงของโทเทมที่ตัวเล็กที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักลำโพงยี่ห้อนี้มา มันตัวเล็กกว่าลำโพงเดสก์ทอปคอมพิวเตอร์บางตัวที่ผมรู้จักเสียอีก สัดส่วนต่าง ๆ ของมันดูกะทัดรัดน่ารักน่าชังไปหมด

แผงหน้าตู้ที่ออกแบบให้เอียงเป็น slope เล็กน้อยมีความกว้างกว่าตัวไดรเวอร์แค่นิดเดียว ปริมาตรภายในของตู้แจ้งไว้ในสเปคฯ ที่ 1.5 ลิตร น้ำหนักลำโพงข้างละ 2.15 กิโลกรัม ขั้วต่อสายลำโพงเป็นแบบไบไวร์ ใช้ขั้วต่อไบดิ้งโพสต์เคลือบทองดูแน่นหนาแข็งแรงดีครับ ขั้วต่อนี้ผมมาพบในภายหลังว่ามันต่อตรงเข้ากับอุปกรณ์ในวงจรตัดแบ่งความถี่เสียงโดยตรงในลักษณะฮาร์ดไวร์หรือเดินสายตรงด้วยครับ

ตัวตู้ลำโพงมีให้เลือก 2 สีคือสีขาวและสีดำ คู่ที่ส่งมาให้ผมรีวิวเป็นตู้สีดำแบบดำด้าน ผมว่าทางโทเทมฯ ฉลาดมากที่เลือกการทำ finishing หรือตกแต่งตัวตู้ด้วยวิธีการทำสี ผมคิดว่าในงบประมาณนี้ถ้าพยายามจะปิดผิวด้วยลายไม้คงจะได้วัสดุเกรดไม่ดีสักเท่าไร ซึ่งนั่นสามารถลดเกรดของลำโพงลงได้อย่างน่าตกใจ ทำสีมาเรียบ ๆ ง่าย ๆ อย่างนี้น่าจะให้ความรู้สึกที่ดูดีกว่า หน้ากากลำโพงยึดกับแผงหน้าด้วยแรงแม่เหล็ก

Kin Mini มาพร้อมกับขารองตู้ลำโพงข้างละ 4 ตัว ขายางนี้ทำจากวัสดุประเภทยางเนื้อนิ่ม (Sorbothane rubber) รัดเอาไว้ด้วยแหวนอะลูมิเนียมกันเนื้อยางปลิ้น ยึดอยู่กับมุมทั้งสี่ใต้ตู้ลำโพงได้ด้วยเทปกาว 2 หน้าในตัว มีแผ่นกระดาษมาให้วางทาบเป็นไกด์ก่อนติดเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ถูกต้อง

โทเทมฯ แจ้งข้อมูลของ Kin mini เอาไว้ว่า มันต้องการเวลาเบิร์นอินราว ๆ 50-75 ชั่วโมงซึ่งก็ถือว่าไม่มากนัก ไม่ต้องรอนานกันจนลืมไปแล้วว่าเพิ่งซื้อลำโพงคู่ใหม่มา ขนาดที่กะทัดรัดใช้งานได้คล่องตัวไม่ค่อยมีข้อจำกัดในการจัดวางมากนักของตัวลำโพงทำให้โทเทมฯ แจ้งลักษณะการใช้งานลำโพงคู่นี้ไว้แบบกว้าง ๆ

ในงาน CEDIA ที่ผ่านมาทราบว่าเขาเซ็ตเอาไว้ในชุดสเตริโอสำหรับการฟังเพลงในมุมเล็ก ๆ และผมก็เคยดูคลิปวิดีโอที่คุณ Vince Bruzzese เขานำเสนอเอาไว้ว่า Kin Mini อาจจะเป็นลำโพงที่ใช้ในชุดดูหนังสำหรับคนที่ไม่ชอบเสียงของลำโพงประเภทซาวน์บาร์ก็ได้ เพราะมันเสียงดีกว่าลำโพงซาวน์บาร์ในงบเท่า ๆ กันแถมยังใช้พื้นที่ในการจัดวางน้อยกว่าลำโพงซาวน์บาร์เสียอีก

ทว่าครั้งแรกที่ผมได้ฟังเสียงของ Kin Mini มันอยู่กับชุดสเตริโอในมุมเล็ก ๆ ที่ร้าน Melodic (ชั้น 3 ห้างอัมรินทร์พลาซ่า) ตัวแทนจำหน่ายลำโพงรุ่นนี้ เสียงที่ได้ยินออกมาทึ่งทีเดียวครับ มันทำให้ผมและลูกค้าของร้านอีกคนต้องหยุดยืนฟังมันอย่างสนใจ

เสียงมันใหญ่เกินตัวมากแม้ว่าจะขับด้วยฟรอนต์เอนด์และอินทิเกรตแอมป์ตัวกลาง ๆ ของ Arcam เท่านั้นเอง สัมผัสแรกสำหรับ Kin Mini ในวันนั้นทำให้ผมนึกย้อนไปถึงตอนที่ได้ฟังลำโพง Model 1 เป็นครั้งแรก มันทำให้เกิดคำถามขึ้นมาในหัวว่า นี่ได้ออกมาสักเท่าไรของความสามารถมันแล้ว และมันจะไปได้อีกสักแค่ไหนกันนะ?

Matching และ Setup
ส่วนตัวผมตั้งจะลองใช้งาน Kin Mini ในลักษณะกึ่งเป็นลำโพง desktop กึ่งเป็นลำโพง near-field monitor ในชุดฟังเพลงแบบ high-res audio ของผม เพราะนั่นหมายความว่าผมจะมีโอกาสได้ฟังมันบ่อยที่สุด และสามารถฟังได้ในระหว่างการนั่งทำงานตามปกติประจำวัน และไม่ว่าลำโพงคู่ที่ผมได้รับมาจะเป็นคู่ที่ผ่านเบิร์นอินมาแล้วหรือไม่ แต่สิ่งที่ได้พบเจอในช่วงแรกของการทำความรู้จักกันคือ

การเบิร์นอินหลัง 75 ชั่วโมงไปแล้วมีผลเล็กน้อยเท่านั้น มันไม่เห็นผลของความเปลี่ยนแปลงมากเท่ากับการแมตชิ่งและเซ็ตอัปตัวลำโพงร่วมกับอุปกรณ์แวดล้อมอื่น ๆ ครับ

อย่างตอนที่ผมเซ็ตอัปมันครั้งแรกในซิสเตมของผมพบว่า เนื้อเสียงมันยังบางไปนิดโดยเฉพาะเมื่อขับด้วยเดสก์ท้อปรีซีฟเวอร์ตัวเล็ก ๆ สมดุลเสียงและการสอดประสานของแต่ละย่านความถี่ก็ยังไม่กลมกล่อมเหมือนที่ผมเคยได้ยินมาก่อน

สิ่งเหล่านี้การเบิร์นอินแม้ว่าจะมีผลบ้างแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เนื้อเสียงและสมดุลเสียงที่ได้กลับคืนมา เป็นส่วนผสมระหว่างการเบิร์นอิน การแมตชิ่งและการเซ็ตอัป โดยมีอัตราส่วนความน่าจะเป็นเรียงจากน้อยไปหามาก ผมพบว่าอินทิเกรตแอมป์ Naim SuperNait 2 ([email protected]) ขับมันออกมาได้ดีมาก แต่มันก็ราคาสูงไปนิดและขนาดใหญ่ไปหน่อยสำหรับการใช้งานในรูปแบบของผม

หลังจากพยายามแมตชิ่งหาจุดลงตัวระหว่างคุณภาพเสียงและการใช้งานได้จริงอยู่พักใหญ่ ในที่สุดแล้วก็ได้เลือกใช้อินทิเกรตแอมป์ NAD D7050 มันเข้ากับ Kin Mini ได้ดีมาก การจับคู่กันแสดงออกถึงการเกื้อหนุนซึ้งกันและกันทำให้เสียงที่ได้ฟังดีมากโดยไม่จำเป็นต้องขี่ช้างจับตั๊กแตนลงทุนมากถึงขนาดใช้อินทิเกรตแอมป์ของ Naim

อีกทั้งขนาดที่กะทัดรัดของ D7050 ยังตอบโจทย์การใช้งานของผมได้ลงตัวพอดี อีกอย่างอินพุต USB และ Ethernet ของอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้ก็พร้อมใช้งานสำหรับ high-resolution audio อยู่แล้ว ซิสเตมเล็ก ๆ นี้จึงเรียบง่าย ย่อมเยา แต่ทรงประสิทธิภาพเกินตัว พิสูจน์ทราบจากความเป็นดนตรีในอัลบั้ม The Beatles : White Album (24bit/44.1kHz USB Stick Edition)

อีกปัจจัยที่ห้ามมองข้ามคือการเซ็ตอัปตำแหน่งครับ บนโต๊ะทำงานตัวโตและหนักมากที่แผ่นท้อปทำด้วยไม้หนาเกือบ 2 นิ้วของผม ผมขยับลำโพงเข้า ๆ ออก ๆ ทั้งระยะซ้าย-ขวา และระยะหน้า-หลัง พบว่ามันให้ผลลัพธ์ในความแตกต่างของเสียงมากกว่าลำโพงเดสก์ท้อปตัวอื่น ๆ ที่ผมเคยฟังมา ทั้ง Paradigm Shift A2 และ Q Acoustics Q-BT3 (เป็นลำโพงแอคทีฟทั้งคู่) ดังนั้นผมยืนยันอีกครั้งว่าการให้เวลาสักหน่อยกับการจัดการตำแหน่งวางของ Kin Mini ผลลัพธ์ที่ได้กลับคืนมานั้นคุ้มค่าแน่นอนครับ

เมื่อ Kin Mini มีความลงตัวทั้งเรื่องแมตชิ่งและเซ็ตอัป เสียงของลำโพงคู่นี้จะมาในลักษณะเดียวกับลำโพงรุ่นอื่น ๆ ของโทเทมฯ นั่นคือมีสมดุลเสียงที่ดีตลอดย่านความถี่ ฟังเผิน ๆ เหมือนว่าไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นแต่ถ้าฟังให้ถ้วนถี่แล้วจะพบว่ามันพยายามทำตัวเป็นกลางแล้วปล่อยให้งานดนตรีแต่ละชุดเปิดเผยตัวตนของมันเองออกมา

ทว่าด้วยสรีระที่เล็กกว่าเพื่อนสิ่งที่ตกหล่นไปบ้างเมื่อเทียบกับลำโพงโทเทมฯ รุ่นพี่ ๆ คือ ความลึกและน้ำหนักของเสียงทุ้มที่เป็นไปตามลักษณะทางกายภาพและแนวทางการออกแบบ

อย่างไรก็ดีตัวเลข 90Hz ในสเปคฯ ของ Kin Mini ก็ไม่ได้โหดร้ายกับคนรักเสียงทุ้มจนเกินไปเพราะยังพออาศัยการเซ็ตอัปและความเป็นอะคูสติกของสภาพแวดล้อมมาช่วยได้ครับ ด้วยเหตุนี้ผมถึงให้ความสำคัญกับการเซ็ตอัปลำโพงคู่นี้มากที่สุด

นอกจากด้านความถี่ต่ำแล้ว อีกฟากหนึ่งของความถี่เสียง Kin Mini ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับ high-resolution audio ทำให้สเปคฯ 40kHz ของทวีตเตอร์นั้นโดดเด่นเกินหน้าเกินตาลำโพงทั่วไปในพิกัดขนาดใกล้เคียงกัน ทำให้มันเป็นลำโพงที่ตอบสนองต่อสัญญาณทรานเชียนต์ได้ดีมากอันเป็นผลมาจากการตอบสนองอิมแพ็คแรกหรือ leading edge ของเสียง

การถ่ายทอดความถี่สูงของลำโพงคู่นี้จะมีลักษณะเด่นของความระยิบระยับสดใสเป็นประกายและค่อนข้างเปิดเผย ดังนั้นฟรอนต์เอนด์และแอมป์ที่เลือกใช้ต้องอย่าให้มีจุดอ่อนในเรื่องของความเพี้ยนโดยเฉพาะย่านความถี่เสียงกลางเป็นต้นไป

ดังนั้นเบื้องต้นจึงสรุปได้ว่า Kin Mini เป็นลำโพงที่ ‘เล่นง่าย’ เมื่อพิจารณาในแง่มุมของความสะดวกและรูปแบบการใช้งานที่มีความหลากหลายคล่องตัว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะมีความสำเร็จรูปเหมือนลำโพงมัลติมีเดียหรือลำโพงแอคทีฟเดสก์ท้อปทั่วไปที่จะวางตรงไหน จะเล่นอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องใส่ใจอะไรมาก เพราะนั่นจะเป็นสาเหตุแรกที่ทำลายคุณงามความดีของลำโพงคู่นี้ไปอย่างน่าเสียดาย

Kin Sub

Kin Mini และ Kin Mini + Kin Sub
แม้ว่าขนาดของ Kin Mini จะเล็กมากเหมือนลำโพง desktop audio ทั่วไป แต่มันเป็นก็ลำโพงที่เปิดโอกาสให้เลือกตำแหน่งนั่งฟังได้มากกว่าลำโพงที่เป็น desktop audio สามารถนั่งห่างจากลำโพงได้บ้าง ในห้องที่มีพื้นที่จำกัดแต่พอจะเซ็ตอัปได้ จะเป็นอะไรที่ลงตัวอย่างมาก เพราะสามารถเซ็ตอัปการฟังได้เหมือนลำโพงมินิมอนิเตอร์สเตริโอทั่วไป เมื่อยอมใช้เวลาจุกจิกจู้จี้กับตำแหน่งลำโพงและตำแหน่งนั่งฟังแล้วจะเห็นผลความเปลี่ยนแปลงของเสียงได้อย่างน่าทึ่ง

จากการลองใช้งานในลักษณะ near-field monitor และในพื้นที่ที่มีปริมาตรไม่ใหญ่โตนัก Kin Mini สามารถแสดงศักยภาพของมันออกมาได้ดีกว่าที่ผมคาดไว้เสียอีกครับ ในแง่ของสมดุลเสียง Kin Mini สอบผ่านอัลบั้มเพลงทุกชุดที่ผมมักจะใช้ทดสอบ tonal balance ของเสียง ลำโพงเล็กพิเศษตัวนี้มันจำกัดเสียงทุ้มครับ แต่สมดุลเสียงหรือ tonal balance จัดว่าดีมาก มันไม่ได้ถูกจูนมาให้มีเสียงทุ้มที่ใหญ่เกินตัว

เสียงทุ้มที่ได้จากลำโพงขนาดเล็กพิเศษคู่นี้เป็นลักษณะของเสียงทุ้มที่ชมเชยได้ในแง่ของคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณหรือน้ำหนักเสียงที่มีความหนักแน่นตึงตัง เป็นเสียงทุ้มที่มีรายละเอียด เพียงแต่มีเสียงทุ้มลึกในปริมาณที่จำกัดตามลักษณะทางกายภาพ

การเซ็ตอัปตำแหน่งโดยอาศัยลักษณะทางอะคูสติกเข้ามาช่วยเช่น ลำโพงซ้ายและขวาวางไม่ห่างกันมากนัก หรือวางให้เข้าใกล้ผนังด้านหลังลำโพง ทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยให้การตอบสนองความถี่ต่ำของลำโพงคู่นี้ฟังดูเหมือนจะทำได้ดีกว่าตัวเลข 90Hz ที่แจ้งไว้ในสเปคฯ

ผมยังได้ยินเสียงแต่ละตัวโน้ตของอะคูสติกเบสในเพลง ‘Move’ ไฟล์ 24/88.2 จากอัลบั้ม Modern Jazz Classics ของ Art Pepper + Eleven ลอยออกมาให้ได้ยินจากเวทีเสียงด้านซ้ายมือ มันอยู่ท่ามกลางเสียงของเครื่องดนตรีอื่น ๆ สารพัด แม้ยังมีรายละเอียดอยู่แม้ว่ามันจะมีน้ำหนักเสียงที่แผ่วเบาไปสักนิดก็ตาม

Kin Mini เป็นลำโพงเล็กพิเศษที่ให้เสียงกว้าง วงใหญ่ และเสียงหลุดตู้ง่ายมาก เมื่อได้ฟังกับงานบันทึกเสียงระดับคุณภาพทั้งหลายดูเหมือนว่าเรื่องเสียงที่หลุดตู้จะเป็นเรื่องง่ายดายเสียเหลือเกินสำหรับลำโพงคู่นี้ อย่างในเพลง ‘Down To The River To Pray’ ไฟล์ HDTRacks 24/96 จากอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง O Brother, Where Art Thou?

ผมนั่งฟังแล้วค่อย ๆ หลับตาลง เบื้องหน้าผมนอกจากเสียงร้องหลักของ Alison Krauss แล้วยังอบอวลไปด้วยเสียงประสานอีกหลายสิบชีวิต ก่อเกิดเป็นเวทีเสียงขนาดใหญ่ขึ้นมาในจินตนาการ ฟังแล้วน่าขนลุก!

กับงานดนตรีชุด Mozart Violin Concertos อัลบั้ม high-resolution audio จากสังกัด 2L ก็ฟังได้และฟังดีกับ Kin Mini เวทีเสียงใหญ่โตกว้างขวางมาก ไม่มีปัญหากับตัวลำโพงในแง่การถ่ายทอดรายละเอียดของออเคสตร้าและความเป็นดนตรีเลย

กับไฟล์ 24/96 จาก HDTRacks อัลบั้ม Bare Wood ของ Ottmar Liebert เสียงจากลำโพงตัวเท่าลูกหมาคู่นี้ฟังดีเลยครับ เนื้อเสียงมีความอิ่มหนา ผ่อนปรนแต่มีรายละเอียดครบ รายละเอียดของเสียงกีตาร์นี่เข้าขั้นระยิบระยับ กังวานใสและเป็นธรรมชาติมาก ๆ

ดนตรีที่สมัยใหม่ที่เป็นงาน high-resolution audio อย่างเช่น Jason Mraz : YES! หรือ Tony Bennett & Lady Gaga : Cheek To Cheek (Deluxe Edition) ตอกย้ำว่า Kin Mini นั้นเกิดมาเพื่อตอบสนองความเป็น high-resolution audio โดยแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันได้ใช้งานร่วมกับ ‘Kin Sub’ ซึ่งเป็นออพชันเสริมเพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบ

Kin Sub เป็นแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ทรงลูกบาศก์ขนาดย่อม ๆ ใช้ไดรเวอร์เสียงทุ้มขนาด 8 นิ้ว กรวยทำมาจากเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์สาน ระบบตู้ลำโพงแบบตู่ปิด ภาคขยายเสียงในตัวมีกำลังขับ 150 วัตต์ ช่วงความถี่ตอบสนองของลำโพงอยู่ที่ 29Hz-200Hz เมื่อใช้งานร่วมกับ Kin Mini จะทำให้ได้ชุดลำโพงที่มีช่วงความถี่ตอบสนองกว้างมากคือตั้งแต่ 29Hz-40kHz เลยทีเดียว !

อย่างไรก็ดีผมพบว่าการจะปรับแต่งให้ Kin Mini และ Kin Sub ทำงานได้อย่างกลมกลืนกันจำเป็นต้องใช้เวลาปรับตั้งและลองฟังทบทวนอยู่นับสิบรอบ มีการปรับตั้งทั้งในส่วนของ frequency cut-off, phase และ subwoofer level โชคดีที่อินทิเกรตแอมป์ D7050 มีช่องปรีเอาต์สเตริโอที่มีประสิทธิภาพดี งานในส่วนนี้ของผมจึงไม่สาหัสอย่างที่คาดไว้

เพลง ‘When Kafka Was The Rage’ ไฟล์ high-resolution audio 24/96 จากอัลบั้ม Unauthorized ของ Dave’s True Story ลำพัง Kin Mini เพียงคู่เดียวก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของเพลงนี้ออกมาได้สบาย ๆ ฟังเพลินมากทั้งเสียงร้องและเครื่องสายในเพลงนี้ ลักษณะการเปิดเผยรายละเอียดเป็นไปอย่างมีลีลาชั้นเชิง การเพิ่ม Kin Sub เข้าไปสิ่งแรกที่ได้มาแน่นอนนั่นคือความชัดเจนของเสียงทุ้มลึก มันทำให้โทนัลบาลานซ์โดยรวมฟังนุ่มขึ้นอีกนิด ได้ยินเสียงอะคูสติกหรือบรรยากาศของการบันทึกเสียงมากขึ้น

ในเพลง ‘Baby Who Are You?’ จากงานชุดเดียวกัน เสียงเครื่องเป่าตอนต้นเพลงจะเด่นมาก เสียงที่ได้ยินจาก Kin Mini แทบไม่น่าเชื่อว่ามาจากลำโพงตัวแค่นี้ มันให้เสียงเครื่องเป่าตัวโน้ตสูง ๆ ออกมาได้หวานใสกังวานน่าฟังมาก ตัวโน้ตเสียงเป่าแม้ว่าสเกลเสียงจะถูกย่นย่อลงมาบ้างแต่ก็ยังสามารถถ่ายทอดความนุ่มนวลอบอุ่นระคนความโรแมนติกของเสียงออกมาได้อยู่ ในทำนองเดียวกันการเพิ่ม Kin Sub เข้าไปรายละเอียดที่ได้เพิ่มมาคือการเคลื่อนไหวของแต่ละตัวโน้ตที่สามารถ feel ได้มากขึ้น

Kin Mini จะทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นลำโพงเล็กที่มีเพดานของ dynamic compression สูงจนน่าทึ่ง หลายครั้งที่ผมคิดว่าไดรเวอร์และตู้ตัวแค่นี้น่าจะแป้กไปแล้ว แต่มันกลับปลดปล่อยเสียงนั้นออกมาได้แบบสบาย ๆ หน้าตาเฉย โดยเฉพาะเมื่อใช้งานคู่กับ Kin Sub อย่าลืมนะครับว่า Kin Mini + Kin Sub แบนด์วิดธ์ของลำโพงชุดนี้กว้างขวางถึง 29Hz-40kHz ซึ่งในงบประมาณเท่า ๆ กันนี้ใช่ว่าจะหากันได้ง่าย ๆ ล่ะครับ

Mini Size, Big High-Fidelity
Kin Mini ทำให้ผมนึกถึงลำโพง Concept 20 ของ Q Acoustics ซึ่งปัจจุบันผมก็ยังใช้งานอยู่ ทั้งคู่เป็นลำโพงเล็กที่เด่นมากในเรื่องมิติและเวทีเสียง ทั้งคู่เป็นลำโพงที่มีความมหัศจรรย์ของเสียงแอบซ่อนอยู่เบื้องหลังการแมตขิ่งและเซ็ตอัป แต่ Concept 20 นั้นตัวใหญ่โตไปสักหน่อยถ้าหากจะเอามาวางบนโต๊ะทำงานของผม (เป็นลำโพงที่ก้นลึกมาก) ดังนั้น Kin Mini จึงเป็นคำตอบที่ลงตัวกว่า

ด้วยความง่าย ความน่ารักน่าชัง น้ำเสียงและความคุ้มค่าของ Kin Mini นี่อาจจะทำให้มันเป็นลำโพงของโทเทมฯ รุ่นแรกที่ทำให้คุณและทุกคนในครอบครัวของคุณมอบใจให้กับเสียงดนตรีชนิดหมดหัวใจ

สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงหลากหลายแนวหรือบางครั้งก็ชอบเปิดฟังให้ดังกว่าปกติเพื่อความสะใจในอารมณ์ แอคทีฟซับวูฟเฟอร์อย่าง ‘Kin Sub’ คือส่วนที่ช่วย ‘ชูรส’ ให้ Kin Mini ฟังเพลงบางแนวได้สนุกขึ้น สะใจมากขึ้น ตลอดจนทำให้คุณรู้สึกอินกับเสียงดนตรีมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้สามารถรับรู้ด้วยงบประมาณที่ถูกจนเหลือเชื่อเมื่อเทียบกับลำโพงรุ่นอื่น ๆ ของโทเทมฯ ที่ผมเคยรู้จักมาก่อน

เช่นเคย อ่านแล้วไม่ต้องเชื่อผมนะครับ หาโอกาสลองฟังด้วยหูของท่านเองเถิด… hearing is believing ครับ


เนื่องจาก Classic Review เป็นรีวิวเครื่องเสียงที่ตกรุ่นไปแล้ว หรืออาจมีการเปลี่ยนตัวแทนจำหน่ายไปแล้ว ทางเว็บไซต์จึงขอสงวนข้อมูลตัวแทนจำหน่ายและราคาของสินค้าเพื่อป้องกันความสับสนในข้อมูล

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังเห่อระบบเสียง Lossless ใน Apple Music และงานบ้าน D.I.Y.

มนตรี คงมหาพฤกษ์