รีวิว TCL : LED55P6US

ปีที่แล้วการแข่งขันของตลาดทีวีสูงก็จริง คนซื้อหลาย ๆ คนเริ่มหันมามอง 4K TV เป็นหลัก แต่ดูเหมือนในบ้านเราคนขายแต่ละเจ้าจะทุ่มไปที่ทีวีรุ่นท้อป ๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าคงสุดเอื้อมสำหรับใครหลายคน P ซีรี่ย์จึงเป็นหนึ่งในซีรี่ย์ที่ขายดีที่สุดของ TCL ก็ไม่แปลก เพราะเมื่อเทียบไปเทียบคุณภาพของการใช้งานที่ไม่น้อยหน้าคู่แข่ง กับราคาที่พอกระตุ้นให้มันออกมาจากกระเป๋าได้ มันจึงเป็นที่จับตามองเป็นมันของหลาย ๆ คน มาปีนี้ TCL จึงคงอยากตอกตะปูปิดประตูไม่ให้ใครเข้ามาแย่งตลาด 4k TV ในระดับราคาประมาณ 3 หมื่น อย่างไรนะเหรอครับ ก็ด้วย P Series ตัวใหม่ที่ใช้ชื่อว่า 55P6US ตัวนี้ไง

เรื่องราคาผมไม่เอะใจเลย TCL ไม่เคยทำให้ผิดหวัง แต่อย่าลืมเขาไม่ได้ขายทีวีอยู่ซีรี่ย์เดียวจึงต้องมีบางอย่างเหลือเอาไว้ให้แบ่งออกแต่ละเซกเม้นต์ เพื่อมันจะได้แตกต่างกับรุ่นอื่น ๆ บ้าง

แล้วเจ้า P6 ตัวใหม่ตัวนี้มันเจ๋งยังไงล่ะ? ใจเย็น ๆ ครับมาดูที่มาของมันสักหน่อยกันก่อน กว่าจะมาเป็นทีวีตัวนี้ TCL เขาเริ่มศึกษาจากพฤติกรรมของการใช้งานทีวีระดับราคานี้เพื่อให้ทราบว่าผู้บริโภคทั่วไปนำทีวีไปใช้ยังไง หรือต้องการฟังก์ชั่นอะไรบ้าง แน่นอนครับสมัยนี้ถ้าใครที่ไม่ซื้อสมาร์ททีวีก็คงแปลกแล้ว แต่ถ้าบอกว่าสำหรับความถี่ของการที่ได้ใช้ฟังก์ชั่นนี้ มากน้อยต่างกันนี่ไม่แปลกบางคนเข้าอินเทอร์เน็ตด้วยทีวีเยอะกว่าดูดิจิตอลทีวีปกติมากกว่าด้วยซ้ำ หรือบางทีก็ 50:50 แต่รู้แค่นี้ยังไม่พอครับ

เขาเจาะลึกลงไปอีกว่าเข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อดูคอนเท้นต์จากไหน?

สำหรับแนวความคิดของ TCL พิสูจน์ออกมาด้วย P6US ตัวนี้ว่าคนไทยเข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อดู Youtube และ Netflix สองเวปดังเป็นหลัก ดังนั้นเข้าจึงมุ่งเน้นกับสองแอปฟลิเคชั่นนี้ แบบ Certified ไปเลย คือได้รับการรับรองจากเจ้าของคอนเท้นต์ว่าใช้งานได้ครบสมบูรณ์แบบทุกฟังก์ชั่น

ซึ่งก็…..จบ ครับ ไม่ต้องยุ่งวุ่นวายกับระบบปฏิบัติกง ปฏิบัติการอื่น ก็เราใช้งานอยู่สองอย่าง เน้นมาที่ 2 แอปฯ

แต่จริงมันก็มีระบบปฏิบัติการทำงานเป็นพ่อบ้านอยู่เบื้องหลังนะครับ แต่ P6US ไม่ได้เน้น เป็นระบบเดิมที่ TCL พัฒนากันมา เลือกลงแอปฯ อื่น ๆ อีกบางตัวที่คิดว่าคนที่เอาไปใช้จะใช้ประโยชน์นอกจากสองแอปฯ ที่ว่า กลายเป็นว่านอกจากทีวีคู่แข่งที่เป็นสมาร์ททีวีจากแดนกิมจิที่มีทั้งสองแอปฯ นี้ และสมาร์ททีวีที่ใช้ Andoird TV ของ Google แล้ว จากนี้คงต้องใส่ชื่อ P6US ไปอีกตัวแล้วล่ะครับ

เรียบเนียนไร้รอยต่อ
ตั้งแต่ P Series ตัวก่อนหน้านี้ TCL ก็เน้นเรื่องงานประกอบให้เข้าตาผู้บริโภคบ้านเรามาแล้ว ด้วยฝาหลังที่เป็นโลหะ มาคราวนี้ต้องเรียกว่าเปลี่ยนมุมมองใหม่ของทีวีราคาช่วงระดับนี้เลย เพราะไม่เพียงแต่ด้านหลังที่เป็นฝาโลหะเขายังทำให้มันเป็นชิ้นเดียวเลยออกมาเป็นขอบด้านข้างทีวี ไม่ต้องมีน็อต มีตะปูมาให้สะดุดตา เรียบสนิท เห็นเขาบอกว่าเป็นโลหะเกรดเดียวกับที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือรุ่นแพง ๆในบ้านเรา บรรจงทำสีออกมาแบบคมเข้มมีผสมเมทาลิคให้ดูสะท้อนแสงนิด ๆ มองด้านข้างจึงบางแค่ 9.9 ซม. เท่านั้น

มีคนบอกว่าด้านหลังของทีวี นี่คนใช้คงไม่ค่อยได้ใส่ใจกับมันมากเพราะมันอยู่ข้างหลัง ถ้างั้นมาดูด้านหน้าบ้าง P6 ตัวนี้ถือว่าเป็นทีวีที่มีขอบจอเล็กมาก ๆ ขอบจอของมันมีความกว้างเพียงแค่ 4.8 mm ทำให้ส่วนที่เป็นขอบของมันไม่มีผลกับแสงของจอน้อยมากเวลาต้องปิดไฟดู ส่วนพื้นที่ด้านล่างที่เป็นโลโก้ TCL ก็จะหนากว่าด้านอื่นนิดนึง

ด้านขวาจะมีปุ่มกลม ๆ ที่มีไฟเรืองแสงบอกให้รู้สถานะของการทำงานซึ่งมันเป็นตั้งแต่รุ่นที่แล้วที่เวลาทำงานมันจะดับแต่เวลาปิดเครื่องมันจะแสดงสถานะว่าสแตนบายคือสว่างแบบค้างเอาไว้ หรือจะเปลี่ยนให้มันสว่างขึ้นมาช้า ๆ สลับไป-มา ก็ได้ ตัวที่รับรีโมทคอนโทรลอยู่ใต้โลโก้ TCL นะครับไม่ใช่อยู่ที่ตรงปุ่มวงกลมนี้

ส่วนของขาตั้งก็จะเป็นขาทรงกิ่งไม้ที่เป็นโลหะซึ่งก็จะว่าไปแล้วการออกแบบทีวีที่เป็นรูปทรงแบบนี้ก็จะใช้ขาตั้งประเภทนี้ถือว่าสามารถรองรับน้ำหนักได้มั่นคงพอประมาณ ลำโพงจะยิงลงด้านล่างซึ่งจูนเสียงได้นิดหน่อยตามหลักการคือวางบนโต๊ะ หรือแขวนผนัง โดยทีวีตัวนี้มีภาคถอดรหัส Dolby Digital มาด้วยซึ่งแสดงว่าคุณสามารถดูหนังจาก Streaming service ที่เข้ารหัสมาเป็นดอลบี้ดิจิตอลได้เลยจากลำโพงสองตัวนี้

ทีวีตัวนี้ต้องบอกว่าสำหรับคนที่ไม่ได้เน้นการเชื่อมต่ออะไรมากมายก็ต้องถือว่า “ครบ” แบบที่ไม่ต้องไปยุ่งวุ่นวายอะไรมาก เป็น HDMI 3 สามช่อง หนึ่งในนั้นเป็น (ARC) กับ USB ให้สองช่อง เป็นช่องเซอร์วิธที่เพียงสามารถใช้ประโยชน์แค่ให้ไฟเลี้ยงพวกเสาอากาศภายในซะหนึ่งช่อง ดังนั้นเราจึงเหลือ USB 2.0 ให้ใช้อีกแค่ช่องเดียว Rj45/ SPDIF/ AV in/ช่องต่อเสาอากาศ และช่องต่อหูฟัง เรียงกันอยู่ตรงนี้ทั้งหมด โดยแยกขั้วต่อไฟ AC ที่เป็นแบบ 2 ขาไปไว้อีกด้านหนึ่งของจอไม่มากวนกันกับแผงรับสัญญานด้านนี้

ถือว่าเป็นการออกแบบที่จำกัดจำเขี่ยไปนิดนึงโดยเฉพาะขั้วต่อ USB ที่ให้มาใช้งานเพียงแค่ช่องเดียวแต่ก็นั่นล่ะครับคนที่ใช้ทีวีตัวนี้ส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นประเภทที่ไม่ได้ซุกซนอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าช่อง USB ที่ให้มาเพียงช่องเดียวนี่มันจะใช้ประโยชน์ได้น้อยลง มันให้ประโยชน์กับได้เยอะเลยเพียงแต่ต้องใช้มันเป็นเท่านั้น

Setup
บางคนบอกว่ากระบวนการเซ็ตอัพมันเหมือนเป็นกระบวนการจับผิดยังไงก็ไม่รู้ จริง ๆ ก็ไม่มีการตั้งใจจะจับผิดหรอกครับแต่ว่ามันเป็นการเอาความสามารถจริง ๆ ของทีวีตัวนั้นมาบอกกันในแง่มุมที่สร้างสรรค์ไม่ได้เน้นการโจมตีมากกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่ได้จากการ เซ็ตอัพก็คือเราได้รู้จักขีดความสามารถสูงสุดของทีวีแต่ละตัวว่าทีวีตัวนั้นมันทำงานได้ดีที่สุดในองค์ประกอบอะไรบ้าง หรือถ้าใครอยากจะเอาขีดความสามารถที่เหนือกว่านั้นก็อาจจะต้องข้ามขึ้นไปเล่นรุ่นสูงกว่า

ค่าคอนทราสต์ที่ปรับเพื่อให้แสดง
รายละเอียดของภาพได้หมดถึง 400 nit ได้ค่านี้

55P6US ก็เช่นเดียวกัน ในส่วนของการตั้งค่าความสว่าง กับระดับคอนทราสต์ที่ Backlight 100% ถ้าอิงกับความสว่างสูงสุดที่ระบุบไว้คือ 300 nit เราสามารถเซ็ตค่าความสว่างให้มันทำรายละเอียดถึง 400 nit ได้โดยลดระดับของคอนทราสต์ลงมาอยู่ที่ 75 โดยเพิ่มความสว่างไปที่ 57 มันจะยกรายละเอียดในเงามืด ๆ ขึ้นมาได้อีกไม่น้อย ซึ่งถ้าใครชอบคอนทราสต์จัด ๆ ก็ไปปรับตรงค่าแกรมม่าเอาได้อีกผมชอบตั้งเอาไว้ที่ เลข 3 สำหรับสัญญาน 4K HDR

เรื่องของการดีโค้ดค่าสี ต้องยอมรับว่าพื้นฐานของความสว่างสูงสุดมันได้แค่นั้นรายละเอียดของแต่ละสีมันจึงไปสุดอยู่ที่ 400 nit ซึ่งบางสี อย่างสีแดง ดูจะน้อยหน้าสีอื่นอยู่เยอะหน่อย ไม่ใช่ไม่มีนะครับ อย่าเข้าใจผิด แต่ที่ความสว่างสูง ๆ มันจะบ่งบอกถึงความแตกต่างที่ไล่เป็นสเกลได้น้อย มันจึงมีบุคคลิกของสีแดงแบบว่าแดงโพลนออกมามากหน่อย

ส่วนเรื่องรายละเอียด ความคมชัด และการสเกลภาพ TCL ไม่เคยทำให้ผิดหวัง แนะนำว่าการเลือกตั้งค่าครั้งแรกต้องเริ่มจากค่าในโหมด Preset จาก “Natural” ก่อนแล้วไล่ปรับไป การสเกลแบบ Dot-By-Dot ที่ทีวีจะทำให้เห็นรายละเอียดครบถ้วนถึงแม้สัญญานที่เข้ามาเป็น 1080P พอมาถึงตรงนี้ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า P6 จะเปิดโอกาสให้เราเซ็ตค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ แยกตามอินพุท มันจะให้ใช้ค่าที่ปรับกับทุกอินพุท หรือเลือกแยกกันก็ได้ (แนะนำว่าให้แยกจะดีกว่า) มันจะจำค่านั้นไว้ในพรีเซ็ตนั้นไปตลอดครับไม่ต้องมานั่งเซ็ตกันบ่อย ๆ

สิ่งที่ TCLโปรโมทกับ TV P6 Series นี้ อย่างนึงก็คือเรื่องของโหมดที่เรียกว่า “Sportmode” คือการใช้งาน Sport Mode ของทีวีตัวนี้ไม่ต้องเซ็ตอะไรยุ่งยาก แต่ว่าเข้าไปใช้งานยาก มันต้องเข้าไปถึงในเมนูเพื่อ เปิด หรือปิด การใช้งาน คือผมว่าถ้าไม่รีบออกแบบให้ใช้งานผ่านปุ่มบนรีโมทได้ เกรงว่าในที่สุดคนที่เอาทีวีตัวนี้ไปใช้ก็จะลืมโหมดนี้ไปในเวลาอันรวดเร็ว

4K HDR10 บน NetFlix แต่ Youtube ยังต้องรอต่อไป
หลายคนอาจจะคิดว่า HDR คือฟังก์ชั่นในอนาคตที่ช่วยให้ทีวี 4K ขายดีขึ้น คงต้องเปลี่ยนความคิดนี้ใหม่เพราะว่าปัจจุบันนี้ Content ที่ใส่ HDR เข้ามามันอยู่ใกล้ ๆ ตัวเรานี่เอง ที่ใกล้ที่สุดก็เห็นจะเป็นบน NetFlix ซึ่งก็คงต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนกัน แต่ถ้าคุณเป็นแฟนหนังซีรี่ย์ก็คงไม่ต้องบอกนะครับว่ามันจะสร้างความคุ้มค่าขนาดไหน

ยิ่งกับ TCL 55P6US ตัวนี้มันหมือนเกิดขึ้นมาเพื่อแฟนหนังซีรี่ย์โดยเฉพาะทั้ง 4K ทั้ง HDR เอามาใช้ประโยชน์ได้อย่างครบถ้วน แต่อย่างที่บอกเหลืออีกนิดก็ตรง Youtube HDR ที่ขึ้นโลโก้เวลาเล่นแล้วแต่ไม่วิ่งเข้าโหมด HDR เสียนี่ แต่ปัญหานี้ก็คงแก้ไขได้ไม่ยากแค่เพียงอัพเดตเฟิร์มแวร์ หรือเวอร์ชั่นตัวแอปฯ ยูทูปบนทีวีกันอีกสักรอบ (Firmware Ver: V8-S586T02-LF1V081/Youtube version:5f77f759 เป็นเฟิร์มแวร์ของทีวี และยูทูป ณ.ตอนที่เขียนต้นฉบับ) ก็คาดว่าน่าจะไม่เหลือบ่าฝ่าแรง แต่กับคลิป 4K ธรรมดาไม่มีปัญหาครับแจ่มแจ๋ว โดยถ้าเป็นแอปฯ ที่ผ่านการรับรองจาก Google ก็จะกดดู Stat ได้ว่าคลิปที่เรากำลังดูอยู่ในโหมดรายละเอียดเท่าไหร่โดยเลือกไปที่ “More Options” ในคลิป ไม่เหมือน NetFlix ที่กดบุ่มรูปตัว “i” บนรีโมทได้เลย

ปุ่มตัว “i” ที่รีโมทได้ใช้ประโยชน์จาก NetFlix อย่างเต็มที่

Micro Dimming
ผมเคยพูดไว้เมื่อไหร่ก็จำไม่ได้แล้วว่า HDR จะถูกใช้งานอย่างจริงจังหวังผลได้ที่ทีวีก็ต้องมี local dimming หรือการหรี่แสงเฉพาะจุดซึ่งเป็นฟังก์ชันที่เมื่อปีก่อนต้องทีวีหลักแสนขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีฟังก์ชันนี้ โลกมันวิวัฒนาการไปเร็วครับ มาถึงวันนี้ทีวีระดับราคาประมาณ 30,000 ก็ใช้ฟังก์ชันนี้มาแบบที่ ไม่อายทีวีหลักแสนเหนื่อย

TCL เรียก ฟังก์ชันนี้ว่า Micro dimming สำหรับตัว 55 นิ้วตัวนี้ผมมีข้อมูลที่ยังไม่ได้ยืนยันว่าทีวีตัวนี้แบ่งโซนของการ dimming ออกเป็นโซน มันก็คือส่วนของภาพที่ Micro dimming จัดการดูแลความแตกต่างของแสงในแต่ละโซน ซึ้งถ้าเป็นรุ่นที่มีจอใหญ่กว่านี้คือ 65 นิ้วก็จะมีโซนเพิ่มขึ้นไปอีก คือในส่วนของเมนูการปรับแต่งภาพก็จะมีเมนู Micro dimming เอาไว้ให้ปรับเลือกว่าจะ เปิด หรือปิด การควบคุมแต่ละโซนทำงานโดยใช้ซอฟต์แวร์จับความสว่างของภาพบนจอเราไม่สามารถกำหนดได้เองครับ

จากภาพจะเห็นสีแดงที่ยังไล่สเกลได้ยังดีไม่เท่าสีอื่น ๆ

คำถามก็คือแล้ว Micro Dimming ของทีวีตัวนี้มันช่วยให้คอนทราสต์ของภาพ ได้ดีขนาดไหน?

คำตอบของคำถามนี้มันประกอบไปด้วย 2 ส่วนครับ ขั้นแรกก็คือความสามารถในการบล็อกแสงเพื่อสร้างสีดำให้ดีที่สุด หรือ หรี่ให้ได้มากที่สุด นั่นก็คือหน้าที่ของ Micro dimming อีกส่วนหนึ่งก็คือความสว่างสูงสุดที่จอทีวีตัวนี้จะทำได้นั้นจะต้องอาศัยแหล่งของแสงสว่างซึ่งก็คือหลอด LED ที่อยู่ด้านหลัง

ด้วยตัวเลขข้อมูลจากเว็บของ TCL ที่วัดออกมาอยู่ที่ 300 nit (http://www.tclthai.com/th/products/detail/117) แต่ถ้าวัดจากสายตาที่ผมดูตัวเลขน่าจะสูงมากกว่านี้ แต่คงต้องใช้ HDR Pattern มาช่วยวัดด้วย
แต่ถ้าให้สรุปเฉพาะ Micro dimming ตอนนี้ก็ถือว่าสามารถทำระดับของสีดำได้ดีมาก ๆ ในการใช้งานที่มีแสงแวดล้อมอยู่พอประมาณอย่างเช่นการทดสอบใน office ที่ความสว่างจากไฟนีออนปกติ ถึงแม้ว่าความสว่างของทีวีตัวนี้มันอาจจะไม่ใช่จอภาพที่มีความสว่างแบบเจิดจ้าโดดเด่นขึ้นมา

Sit & See
พอ TV 4k มาประจำการกันมาก ๆ คนซื้อส่วนใหญ่ก็เริ่มหันมาเรียกหาวัตถุดิบที่จะทำให้ทีวีตัวนั้นมันแสดงผลออกมาได้อย่างเต็มที่ อันที่จริงตอนแวะเวียนเดินไปในโชว์รูมเขาก็คงต้องโชว์อะไรงาม ๆ ให้ดูกันเต็มตาอยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นไฟล์ที่บันทึกลงมาใน Flash Drive เสียบเปิดโชว์อยู่

สิ่งที่คุณควรรู้คือตอนที่เปิดโชว์อยู่ในห้างเกือบทุกตัวมันอยู่ในโหมด Showroom มันจำเป็นต้องใช้ความสว่างสูงสุดเพื่อสู้กับแสงนีออนที่สว่างจนแสบตารอบข้าง หรือไม่ก็ทีวีคู่แข่งอื่น ๆ เขามีโหมดนี้กันหมด ถ้าไม่มีบ้างเวลาไปตั้งคู่กันทำให้โดนว่า “สว่างสู้ไม่ได้” ทั้งหมดนี้มันทำเพื่อให้ “ขายได้” ไม่ได้ทำเพื่อให้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน มันถูกเร่งขึ้นมาทุกอย่างทั้งความสว่างทั้งคอนทราสต์

ดังนั้นวัตถุดิบที่ใช้ดูในโชว์รูมกับโหมดที่ใช้งานมันตอนนั้นก็วัดอะไรไม่ได้อยู่ดี ในการทดสอบคราวนี้ผมจึงเปลี่ยนวัตถุดิบเป็น Content ที่สามารถหากันได้ทุกบ้านซึ่งมันสามารถใช้วัดทดสอบกับทีวีหลาย ๆ ตัวได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ NetFlix ครับ ต่อสายแลนตรงเข้าทีวีใช้แอปฯ ของทีวี P6 ยังต้องควบคุมผ่านรีโมทของมันเอง ยังไม่สามารถซิงค์กับแอปฯ NetFlix บนมือถือได้

ดูจากเรื่อง Marco Polo อีกสักรอบ คราวนี้เป็นซี่รี่ย์ย่อยภาคเสริมของนักบวชบู๊ตึ๊งที่ชื่อ One Hundred Eyes หรือ นักสู้ร้อยเนตร เป็น 4K HDR10 /Dolby Vision อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่ทีวีเครื่องไหนจะรองรับ P6 Series เข้าสู่โหมด HDR10 ทันที เลยอยากขอพูดเรื่อง “แสง” อีกที

ความสว่างของค่าคอนทราสต์ที่วัดได้ที่อยู่ที่ประมาณตัวเลข 75 ซึ่งตอนนั้นเราคิดว่ามันน่าจะให้การเกลี่ยแสงไล่ระดับที่ดี แต่กลายเป็นว่าการเกลี่ยแสงแบบนั้น สู้ทำให้มันได้พลังของแสงกลับมาไม่ได้ ทางออกก็คือผมอยากได้พลังแสง ถามว่า ก็ปรับไปที่ 100 เลยไม่ได้เหรอ คำตอบก็คือ

ให้ดูเฉพาะรายละเอียดของภาพด้านล่างที่มีมากกว่า
ภาพด้านบน ส่วนความสว่าง หรือคอนทราสต์จริง ๆ ไม่แตกต่างกันมาก
แต่รูปที่ถ่ายมาจากกล้องที่โดนความสว่างบนจอหลอกไปเรียบร้อย

ได้แต่แสงครับ มันจะขาว ๆ สว่าง ๆ ไปหมด เหมือนอย่างฉากในหนังเรื่อง Daredevil 4K HDR สังเกตดูตรงป้ายโลหะ กับผนังด้านหลัง ถ้าปรับไปที่ 100 มันจะสว่างโพลนจนมองไม่เห็นรายละเอียด แต่ถ้าบอกว่ามี HDR แล้วไม่ต้องปรับอะไรอีกแล้ว มันก็คงไม่จริงซะทั้งหมด ตอนนี้ก็เลยถกเถียงกันอีกว่า HDR ฟอร์แมตไหนจะเป็นที่ถูกใจของคนทำทีวี และผู้บริโภค แต่ก็ต้องยอมรับว่า HDR นั้น “มี” ดีกว่า “ไม่มี” แน่นอน

ขณะที่ดูเรื่องนี้ผมพาลความรู้สึกนึกไปถึงการดูภาพจากโปรเจคเตอร์ ต่างกันตรงที่พลังแสงของทีวีตัวนี้มันมีมากกว่า จุดที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงอย่างเช่นพวกหลอดไฟ หรือไฟสัญญาณต่าง ๆ มันเปล่งแสงเจิดจ้ามีพลัง มันสามารถทำได้ถึงขนาดให้คุณปิดไฟดู หรือทางที่ดีเอาหลอดไฟดวงเล็ก ๆ เอาไว้ด้านหลังจอคุณภาพของ Black Level มันดำแบบ “ดูได้” แต่ช่วงรายละเอียดความสว่างขึ้นมาอีกเล็กน้อยมันอาจจะยังสู้ทีวีที่มีราคาแพงประมาณ 3-4 เท่าตัวไม่ได้

แต่แค่นี้ผมก็คิดว่ามันคุ้มค่ากับการลงทุนมาก ๆ แล้ว ยิ่งรักคุณเป็นขอหนังซีรีย์มีเวลาดูก่อนนอนสัก 2-3 ชั่วโมง คุณต้องประทับใจกับภาพ 4K HDR ของมันจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยล่ะ ความสว่างสูงสุดของมันออกจะเกินพอก็ตอนที่จัดแสงแวดล้อมให้เหมือนกับในโรงหนังนี่แหละ ไม่ต้องถึงขนาดมืดสนิท แต่ก็มืดพอให้สามารถใจจดใจจ่อกับภาพบนจอได้

ตัวเลขต่าง ๆ ที่ดีพอที่จะดึงความสามารถของภาพออกมาจากทีวีตัวนี้ได้

ความละเอียดของสัญญาณภาพ 4k ในแบบ Streaming ซึ่งอาจจะมี Bit Rate ต่ำกว่าที่มาจาก UHD Bluray แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะแย่ลงไปมาก น้ำหนักสี และพลังแสงก็มีให้ได้รับรู้ จะดูเสียเปรียบก็ตรงช่วงความสว่างต่ำ ๆ หรือฉากที่มีแสงน้อย ๆ ภาพที่บิตเรทต่ำก็จะมีน้อยส์เกิดขึ้นให้เห็นเยอะหน่อย

เรายังรับรู้ศิลปะของการถ่ายทำ การจัดแสง องค์ประกอบของแสง สีสันความงดงามผ่านเลนส์ได้ไม่ผิดไปจาก 4K ที่มี Bit Rate สูงกว่า ผมก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่า ทีวีระดับราคาที่ชาวบ้านอย่างเราซื้อหากันได้ มันจะให้คุณภาพของความบันเทิงผ่านหน้าจอได้แบบไม่อายใครได้ขนาดนี้

อีกมุมหนึ่งที่ผมคิดว่า P6 ทำขึ้นมาสำหรับรองรับกับการใช้ประโยชน์ของทีวีในยุคปัจจุบันนี้นั่นก็คือ Sportmode ดูเหมือนทุกเจ้าแข่งขันกันเหลือเกินกับการทำให้ทีวีสามารถดูกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวเร็ว ๆได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกีฬาที่สุดฮิตในบ้านเราก็คือฟุตบอลบอกตามตรงว่าการใช้งานโหมดนี้นอกจากภาพที่มันมีคอนทราสต์ที่จัดขึ้น สีสันฉูดฉาดขึ้นผมยังไม่เห็นความรู้สึกว่ามันมีความแตกต่างอะไรไปมากกว่านี้ ไม่ใช่เฉพาะทีวีตัวนี้นะครับกับทีวีหลาย ๆตัวที่มีโหมดนี้

SportMode ของทีวีตัวนี้ต้องเข้าไปเซ็ตในนี้ ดูแล้วยุ่งยากชอบกล

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากกว่า Sport mode นั่นก็คือเรื่องของ “มุมมองของภาพ”

สำหรับทีวีตัวนี้มันมีมุมมองของภาพที่กว้างกว่าทีวีทุกตัวของ TCL ทุกรุ่นของปีที่แล้วที่ทดสอบมาก็ว่าได้ อันนี้แหละมันคือ Sport Mode ของแท้คือมันสามารถทำให้มุมมองของภาพกว้างถึงขนาดที่นั่งหลุดออกมาจากจอก็ยังเห็นภาพที่มีความสว่างและสีสันเหมือนเหมือนกับนั่งอยู่ตรงกลางจอ

ถือว่าเป็นการพัฒนาศักยภาพของ panel ของ TCL ที่โดดเด่นชัดเจน และเป็นข้อได้เปรียบที่ชัดที่สุดสำหรับการเอามาใช้ชมภาพยนตร์ หรือว่าดูรายการกีฬาต่าง ๆ หากนั่งดูกัน 4-5 คนแล้วต้องมานั่งเบียดเสียดกันตรงกลาง ผมว่าต่างคนต่างดูดีกว่า มุมมองภาพของ P6 ตัวนี้แทบไม่ต่างอะไรกับทีวีที่ใช้เทคโนโลยี OLED ทีเดียว

ช่วงท้ายท้ายผมมีโอกาสได้ทดลองเสียงจากลำโพงในตัวของมัน ยอมรับว่ามันสามารถถอดรหัส Dolby Digital 5.1 จาก Netflix ได้อย่างไม่มีปัญหาแต่ความสามารถของลำโพงจากทีวีที่จะทำให้คุณได้อรรถรสของการดูหนังทุกแนวมันคงเป็นไปไม่ได้ มิหนำซ้ำทีเด็ดของมันก็คือมันสามารถต่อกับหูฟัง หรืออุปกรณ์ปลายทางที่เป็น Bluetooth เพื่อที่จะให้เสียงออกมาแบบที่ไม่กวนชาวบ้านได้อีก

แต่ก็เสียดายที่ว่ามันไม่สามารถซิงค์เสียงกับภาพให้ตรงกันแบบพอดีได้ เพราะ Audio delay มันมีไว้กับช่อง SPDIF ที่เป็นสัญญาณดิจิตอลที่ต้องใช้สายเท่านั้น และต้องบอกไว้ก่อนกับการนำเอาทีวีตัวนี้ไปเชื่อมต่อกับซาวน์ดบาร์ทางช่อง HDMI (ARC) คุณต้องไปเซ็ตพารามิเตอร์ที่เขียนว่า T-Link ให้เป็น ”On” เท่านั้นนะ ไม่เช่นนั้นคุณจะสับสนกับเสียงที่ออกมาไม่รู้ว่าออกมาจากทีวี หรือออกมาจากซาวน์ดบาร์กันแน่เหมือนที่ผมเจอมาแล้ว

Conclusion
คุณจำได้ไหมว่าล่าสุดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ที่คุณคิดว่าอยากจะกลับมาดูหนังเรื่องเดิมที่ดูไปแล้วซ้ำอีกครั้ง

บางคนบอกว่าตอนที่เปลี่ยนฟอร์แมตจาก DVD มาเป็น Blu ray Disc บางคนบอกว่า ก็ตอนที่เปลี่ยนโทรทัศน์ หรือโปรเจคเตอร์ตัวใหม่เข้ามาในบ้าน TCL P6 ตัวนี้มันทำให้ผมรู้สึกแบบนั้น

แต่นี่ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนโทรทัศน์ แต่มันเป็นการเปลี่ยนตั้งแต่ Software เปลี่ยนโลกทัศน์ของการดูหนังผ่านความบันเทิงบนโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งบางคนบอกว่าขนาดจอใหญ่ ๆระดับ 55 นิ้วมันก็เปลี่ยนความรู้สึกของการนั่งอยู่หน้าจอได้ระดับหนึ่งแล้ว

แต่ภาพที่เห็นนี่สิครับ มันไม่ได้ใหญ่อย่างเดียว แล้วมันก็ไม่ใช่ทีวีที่คมชัดที่สุดด้วย แต่มันผสมผสานความลงตัวของการปรับแต่งของเทคโนโลยี Micro dimming ที่ใช้ HDR10 มาช่วย ทำให้คุณพอใจกับการลงทุนในครั้งนี้ได้จริง ๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เพียงแค่เป็นการได้เป็นเจ้าของทีวีเครื่องใหม่ แต่มันเป็นการเริ่มต้นของประสบการณ์ความบันเทิงครั้งใหม่ที่ทำให้คุณลืมภาพเก่า ๆ ในอดีตของทีวียี่ห้อ TCL ไปอย่างสิ้นเชิงที่เดียว../

จุดเด่น
+ การออกแบบที่ดูสวยงามลงตัวในสำหรับทีวีระดับราคานี้
+ ความสว่างสูงสุดของทีวีเพียงพอกับการใช้งานในโหมด HDR แต่ต้องอาศัยจัดแสงแวดล้อมช่วย
+ มุมมองภาพกว้างมาก ๆ แสง และสีไม่ตกไปเลยแม้นั่งเลยออกมาพ้นขอบจอเป็นเมตรดีกว่าทีวีหลายตัวในท้องตลาดที่เคยทดสอบผ่านมา
+ มีแอปพลิเคชั่นที่ผ่านการรับรองอย่าง Netflix และ YouTube ที่มีมาให้ ใช้งานได้ทุกฟังชั่นเหมือน TV ในระดับพรีเมี่ยม

ข้อสังเกต
– ยังไม่สามารถดู YouTube แบบ HDR ได้
– การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ปลายทางที่เป็นบลูทูธอย่าง เช่น หูฟังไร้สายยังไม่มีฟังก์ชันที่ปรับเรื่องเสียงที่ delay ให้
– ซอฟต์แวร์ที่เป็น Media Player บนทีวีแค่พื้น ๆ


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
บริษัท ทีซีแอล อีเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด
โทร. 0-2248-7180-83
ราคา 25,990 บาท

ธนภณ พูลเจริญ

Content Contributor ที่ปรารถนาจะถ่ายทอดประสบการณ์ในแวดวงโฮมเธียเตอร์ ทีวี และระบบเสียงมัลติรูมในแง่ของความคุ้มค่าของการใช้งาน เปิดมุมมองสู่ความต้องการที่ชัดเจนให้กับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเทคโนโลยี

ธนภณ พูลเจริญ