รีวิว Sony : WF-SP800N

คงต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมา โซนี่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับหูฟังไร้สาย True Wireless ที่สามารถพูดได้ว่าประสบความสำเร็จทั้งในด้านของ ‘การออกแบบ’ และ ‘คุณภาพเสียง’ ด้วยหูฟังไร้สายรุ่น WF-1000XM3

มาในปีนี้ Sony WF-SP800N เป็นอีกหนึ่งหูฟังรุ่นใหม่ในปีนี้ของโซนี่ที่เปิดตัวมาในคอนเซ็ปต์ Truly Wireless Noise Cancelling Sport Headphones ตอบโจทย์คนรักเสียงเพลงแบบในรูปแบบไฮไฟสำหรับไลฟ์สไตล์สายแอคทีฟ

การออกแบบ
Sony WF-SP800N เป็นหูฟังไร้สาย true wireless แบบอินเอียร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่อย่าง WF-1000XM3 แต่ได้เพิ่มความสปอร์ตเข้าไปด้วยดีไซน์ที่มีความกะทัดรัดกว่า มีความความโค้งมนมากกว่า (ทั้งตัวหูฟังเองและแบตเตอรี่เคส) รวมทั้งมีสีสันให้เลือกมากกว่าคือ สีดำ,​ สีฟ้า, สีขาว และสีส้ม 

ตัวแบตเตอรี่เคสของ WF-SP800N นั้นเป็นสีเดียวกับตัวหูฟัง พื้นผิวของเนื้อพลาสติกนั้นมีความเรียบง่ายมากกว่า และไม่ได้เป็นสีทูโทนหรือมีความเมทัลลิกเหมือนแบตเตอรี่เคสของ WF-1000XM3

เพื่อให้ใช้งานได้สปอร์ตสมชื่อ ตัวหูฟัง WF-SP800N จึงถูกออกแบบให้มีทั้งจุกซิลิโคนและก้านซิลิโคนสำหรับค้ำบริเวณกระดูกอ่อนของใบหูเพื่อเพิ่มความกระชับในการสวมใส่ ที่ตัวหูฟังยังมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการสวมใส่ใช้งาน ซึ่งสามารถตั้งค่าให้หยุดการเล่นเพลงได้หากว่าถอดหูฟังออก และกลับมาเล่นอีกครั้งเมื่อหยิบหูฟังกลับมาสวมใส่ใช้งาน

นอกจากนั้นตัวหูฟัง WF-SP800N ยังมาพร้อมกับปุ่มควบคุมระบบสัมผัสที่สามารถควบคุมสั่งงานได้หลากหลายฟังก์ชัน ตั้งแต่การรับ/วางสายสนทนา, การเล่นเพลง, การปรับระดับเสียง, การเปิด-ปิดโหมดเสียงต่าง ๆ ทั้งหมดสามารถตั้งค่าเลือกใช้ได้อย่างอิสระว่าจะเลือกใช้สั่งงานฟังก์ชันใด ที่หูฟังข้างใด

ตัวหูฟังยังได้รับการออกแบบให้ทนทานต่อสภาพอากาศ (กันฝุ่น/น้ำ) ตามมาตรฐาน IP55 นั่นหมายความว่ามันสามารถใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือใช้ในระหว่างการออกกำลังกายทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ได้โดยไม่ต้องกังวล ละอองฝน หรือคราบเหงื่อไคล เนื่องจากสามารถล้างทำความสะอาด​ได้

กันฝุ่น/น้ำ ตามมาตรฐาน IP55

สำหรับคุณสมบัติทางเทคนิค Sony WF-SP800N เลือกใช้ตัวขับเสียงแบบไดนามิกขนาด 6mm เชื่อมต่อไร้สายด้วยเทคโนโลยี Bluetooth 5.0 (AAC CODEC) มีระบบตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ (Active Noise Cancellation, ANC) รองรับการใช้ในส่วนของ virtual assistant ทั้งแพลตฟอร์ม Google Assistance และ Amazon Alexa

ใช้ชิปรับสัญญาณบลูทูธ/ประมวลผลสัญญาณเสียงรหัส ‘QN1e’ ของโซนี่เอง ซึ่งชิปตัวนี้เป็นชิปตัวเดียวกับที่อยู่ในรุ่น WF-1000XM3 ซึ่งมีจุดเด่นทั้งในแง่ความเสถียรของสัญญาณและคุณภาพเสียง

แบตเตอรี่ในตัวหูฟังไร้สาย WF-SP800N สามารถใช้งานได้นานถึง 9 ชั่วโมง เมื่อใช้งานร่วมกับแบตเตอรี่เคสทรงกระเป๋าที่มีฝาเปิดด้านบนยึดด้วยแรงแม่เหล็ก จะชาร์จใช้งานต่อได้อีก 1 รอบ รวมเป็น 18 ชั่วโมง (9+9 ชั่วโมง)

หากใช้งานโดยการปิดฟังก์ชันตัดเสียงรบกวน จะใช้งานได้นานขึ้นเป็น 26 ชั่วโมง (13+13 ชั่วโมง) 

ตัวแบตเตอรี่เคสรองรับการชาร์จเร็วผ่านทางพอร์ต USB Type-C โดยสามารถใช้เวลาชาร์จเพียง 10 นาที เพื่อใช้งานได้นานถึง 60 นาที

เห็นได้ชัดว่าแนวทางในการออกแบบหูฟังรุ่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ ฟีเจอร์ต่าง ๆ หรือรายละเอียดทางเทคนิคนั้น ดูแตกต่างจากหูฟังสปอร์ตรุ่นก่อนหน้าอย่าง Sony WF-SP700N มาก ๆ 

ดังนั้นใครที่ใช้หูฟังสปอร์ตรุ่นเก่าอยู่ เรารับประกันได้ว่านี่ไม่ใช่รุ่นไมเนอร์เชนจ์อย่างแน่นอน แต่เป็นหูฟังสปอร์ตรุ่นใหม่ที่พัฒนามาแบบออลนิวเลยทีเดียว

การใช้งาน
นอกจากตัวหูฟังและแบตเตอรี่เคสแล้ว ในแพคเกจของ WF-SP800N ยังมาพร้อมกับจุกซิลิโคนขนาดต่าง ๆ ให้มาทั้งหมด 4 คู่ ก้านค้ำใบหูทั้งหมด 2 คู่ที่มีขนาดต่างกัน รวมทั้งสายชาร์จ USB-A to USB-C สั้น ๆ อีก 1 เส้น รวมทั้งคู่มือภาษาไทยที่ทางบริษัทโซนี่ไทย ได้ให้ความสำคัญมาตลอด

เหมือนหูฟังไร้สายรุ่นอื่น ๆ ของโซนี่ หูฟังรุ่นนี้ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย ง่ายตั้งแต่การจับคู่กับอุปกรณ์จนถึงการเชื่อมต่อใช้งาน สามารถทำตามคำแนะนำของโซนี่ได้เลย

สังเกตว่าหูฟัง WF-SP800N นั้นไม่รองรับการจับคู่เชื่อมต่อด้วย NFC เหมือนกับหูฟังรุ่นพี่อย่าง WF-1000XM3 และเช่นเคยแบตเตอรี่เคสของมันไม่รองรับการชาร์จไฟแบบไร้สาย

เมื่อจับคู่และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้แล้ว หากว่าอุปกรณ์นั้นเป็นสมาร์ทโฟนตัวหูฟังยังสามารถใช้งานร่วมกับแอปฯ Sony Headphones Connect ในสมาร์ทโฟนได้ (iOS, Android) 

ซึ่งการใช้งานร่วมกับแอปฯ นอกจากจะแสดงสถานะต่าง ๆ โดยละเอียดตั้งแต่ระดับพลังงานของแบตเตอรี่ในหูฟังแต่ละข้าง, ระดับพลังงานของแบตเตอรี่ในแบตเตอรี่เคส หรือสถานะการเชื่อมต่อแล้วยังสามารถใช้ตั้งค่าส่วนต่าง ๆ รวมไปถึงการอัปเดตเฟิร์มแวร์

ซึ่งว่ากันไปแล้วรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้คือเหมือนกับรุ่น WF-1000XM3 นั่นเอง ดังนั้นนอกจากเรื่องของระบบตัดเสียงรบกวนแล้ว การปรับเสียง เลือกโหมดการทำงานหรือโหมดประมวลผลต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน WF-1000XM3 ก็ตามมาอยู่ในหูฟังสปอร์ตรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน 

ไม่ว่าจะเป็นโหมดเปิดฟังเสียงรอบข้าง (Ambient Sound) โหมดพร้อมคุยพร้อมฟังโดยไม่ต้องถอดหูฟังเพียงแค่แตะค้างก็คุยได้เลย (Quick Attention) 

หรือจะเป็นฟังก์ชัน ‘Adaptive Sound Control’ ที่คอยตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน การตั้งค่าเสียง การตัดเสียงรบกวน และการปรับเสียงจากภายนอกอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละสถานการณ์ และยังสามารถปรับการตั้งค่าเสียงรอบข้างได้ด้วยตัวเองถึง 20 ระดับ

ตัวอย่างการใช้งานร่วมกับแอปฯ Sony Headphones Connect

แน่นอนว่ามันยังรองรับระบบเสียง 360 Reality Audio ที่โซนี่พยายามผลักดันมาแข่งกับ Dolby Atmos Music มาช่วยเพิ่มสีสันในการฟัง ให้ประสบการณ์ใหม่ในด้านมิติเสียงเสมือนจริงในหูฟัง

ในระหว่างการใช้งานจริงพบว่าตัวหูฟังสามารถเลือกใช้ข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียวได้ การเชื่อมต่อมีความฉับไว การสวมใส่ใช้งานมีความกระชับมากกว่า WF-1000XM3 คุณภาพของไมโครโฟนที่ใช้ในการสนทนาถือว่าสูสีกันคืออยู่ในระดับใช้งานได้ครับ ใช้คุยกันรู้เรื่องแน่นอน แต่ถ้าเจอลมแรง ๆ เสียงก็อาจมีแกว่ง ๆ ไปบ้าง ภาพรวมต้องถือว่าดีครับสำหรับไมโครโฟนของหูฟังประเภทนี้

เปรียบเทียบกับ Sony WF-1000XM3

ช่วงแรกที่ยังขยับตัวหูฟังไม่เข้าที่เข้าทาง เมื่อสวมใส่ใช้งานไปสักพักอาจรู้สึกเจ็บหรอล้าหูได้ หากเกิดอาการเช่นนี้ แนะนำให้ลองหมุนขยับตัวหูฟังเล็กน้อยเพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสมพอดีกับใบหู หรือลองพิจารณาเปลี่ยนขนาดของจุกหรือก้านซิลิโคน ซึ่งทางเลือกเหล่านี้อาจช่วยแก้ปัญหาได้

คุณภาพเสียง
ตลอดการรีวิวนี้ได้ตั้งค่าเพื่อเน้นในเรื่องของคุณภาพเสียงเป็นหลัก เช่น เลือกการเชื่อมต่อแบบที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียง (Priority on Sound Quality) และปิดการใช้งานโหมดปรุงแต่งเสียงทั้งหมด พบว่าตัวหูฟังให้เสียงมาในแนวทางเดียวกับ WF-1000XM3 

กล่าวคือมีความเปิดเผยในระดับหนึ่ง สมดุลเสียงในภาพรวมมีความเป็นธรรมชาติในระดับหนึ่ง รายละเอียดเสียงในภาพรวมมีความสะอาด มีความเปิดเผยกระจ่างชัด แต่ไม่ถึงกับโปร่งใสกระจ่างแบบ Sennheiser Momentum True Wireless 2

ด้านเสียงทุ้มของ WF-SP800N นั้นชัดเจนว่าได้รับการปรับแต่งมาในดีเอ็นเอเดียวกับหูฟังในกลุ่ม Extra Bass ของโซนี่คือ เป็นเสียงทุ้มที่มีเนื้อ มีน้ำหนัก เน้นให้ฟังสนุกเหมาะกับการออกกำลังกาย หรือแอคทีฟไลฟสไตล์ มากกว่าแนวเสียงที่ค่อนข้างเป็นกลางอย่าง WF-1000XM3 จึงเหมาะสมแล้วที่จะเป็นหูฟังไฮไฟในสายสปอร์ต

ด้วยแนวเสียงดังกล่าวทำให้หูฟังรุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งหูฟังไร้สายที่เหมาะจะใช้ฟังเพลงได้แทบทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นดนตรีอิเล็กทรอนิกส์หรืออะคูสติก โดยโดดเด่นเป็นพิเศษกับดนตรีที่ให้มวลเนื้อเสียงหนักแน่น ฟังสนุก แยกแยะชิ้นดนตรีได้ดี อีกทั้งตัวหูฟังไม่ฟ้องคุณภาพการบันทึกเสียงมากนัก

เมื่อใช้ฟังเสียงในระหว่างการรับชมวิดีโอ ไม่ว่าจะเป็นคลิปใน YouTube, คลิปใน social media อื่น ๆ หรือบริการวิดีโอสตรีมมิงอย่าง Netflix ก็พบว่าหูฟังรุ่นนี้ไม่มีปัญหา delay หรือภาพ/เสียงไม่ตรงกันเหมือนอย่างที่เคยเจอใน WF-SP700N แล้วครับ เรียกว่าสามารถแก้ pain point ของหูฟังสปอร์ตรุ่นเดิมได้อย่างตรงจุดเลยทีเดียว

นอกจากแก้ pain point ต่าง ๆ แล้ว ในแง่ของคุณภาพเสียง WF-SP800N ยังฉีกหนีหูฟังสปอร์ตรุ่นพี่อย่าง WF-SP700N มาไกลมาก ชนิดที่เรียกว่าเสียงดีกว่ากันแบบคนละเรื่องเลยทีเดียว !

หูฟัง Sony WF-SP800N เหมาะกับใคร ?
หากคุณเคยฟัง Sony WF-1000XM3 แล้วชอบใจหรือเป็นเจ้าของหูฟังไร้สายรุ่นนี้อยู่ แล้วกำลังมองหาหูฟัง true wireless สักตัวไปใช้งานแบบแอคทีฟหรือใช้งานในระหว่างการออกกำลังกาย Sony WF-SP800N คือตัวเลือกที่คุณควรเก็บไว้พิจารณาเป็นลำดับต้น ๆ 

โดยคุณสมบัติแล้วต้องบอกว่า WF-SP800N นั้นทำหน้าที่ได้เกินความเป็นหูฟังแบบสปอร์ตไปประมาณหนึ่งช่วงตัว โดยเฉพาะในส่วนของคุณภาพเสียงและเทคโนโลยี noise cancellation ที่พูดได้ว่าถอดแบบมาจากรุ่นพี่อย่าง WF-1000XM3 เลยทีเดียว 

Sony WF-SP800N สีสันของไฮไฟสำหรับสายแอคทีฟ

มันทำให้เราสามารถมองข้ามความขาด ๆ เกิน ๆ หรือข้อจำกัดบางประการไปได้อย่างไม่ยากเย็น และทำให้หูฟังรุ่นนี้มีคุณสมบัติที่คาบเกี่ยวอยู่ระหว่างพรมแดนของหูฟังสำหรับคอไฮไฟและหูฟังสายสปอร์ต ซึ่งอาจเป็นคุณสมบัติที่หลายคนกำลังมองหาอยู่ก็เป็นได้


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด
โทร 0-2715-6100 (ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์)

โทรฟรี: 1800 231991 (เฉพาะเบอร์บ้านในต่างจังหวัด)
ราคา 6,490 บาท

กองบรรณาธิการ AV Tech Guide

สื่อออนไลน์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนวัตกรรมในกลุ่มสินค้าเครื่องเสียงไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ไอทีมัลติมีเดีย ตลอดจนสินค้านวัตกรรมอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ดำเนินงานโดยทีมงานมืออาชีพ

กองบรรณาธิการ AV Tech Guide