รีวิว Sony : KD-65A1

บางครั้งสิ่งอะไรใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมาบนโลก ส่วนใหญ่มันก็แค่เกิดขึ้นมาแล้วก็จางหายไปในเวลาอันรวดเร็ว มีเพียงส่วนน้อยที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆบนโลกใบนี้ เคยมีคนวิเคราะห์ไว้ว่าถ้ามี 3,000 ไอเดียที่เกิดขึ้น สุดท้ายจะเหลือเพียงแค่หนึ่งเดียวที่จะประสบความสำเร็จ หรือนั่นก็คือไอเดียใหม่ ๆ ที่ประสบความสำเร็จมันต้อง ต่อสู้ ฟาดฟัน มาจาก 2,999 ไอเดียที่ตกกระป๋องไป

แต่ทุก ๆ อย่างล้วนไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง มันต้องเกิดจากมันสมองของมนุษย์ และต้องเป็นมนุษย์เผ่าที่ชอบคิดอะไรใหม่ ๆ ซึ่งถ้าไม่มีเราก็คงไม่สุขสบายเท่านี้ อย่างเช่น ถ้าเรายังคิดว่าการสื่อสารจำเป็นต้องเดินทางไปตามสาย เราก็คงจะไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ เราก็คงจะไม่มีระบบ Wi-Fi ซึ่งแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมหาศาลได้ทางอากาศที่เราหายใจ อันนี้ก็ต้องขอบคุณเผ่าพันธุ์มนุษย์พวกที่ชอบคิดอะไรนอกกรอบ ถึงแม้ว่าคนที่เห็นคุณค่าของมันจริง ๆ จะเป็น generation ถัดมาอีก 2-3 generation ก็ตาม

และบังเอิญว่ามนุษย์เผ่าพันธุ์นี้คงอยากทำทีวีขึ้นมาบ้าง มันจึงกลายเป็นทีวีรุ่นนี้ครับ Sony KD-65A1 หรือจะเรียกว่า 65A1 ก็ได้ มันต้องเป็นคนพันธุ์ที่บ้า แล้วก็คิดนอกกรอบมาก ๆ ถึงจะทำทีวีตัวนี้ขึ้นมา มันมีอะไรหลายอย่างที่ทีวีตัวนี้กลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ในวงการ อยากรู้แล้วใช่ไหมล่ะครับ ถ้าอยากรู้ก็ต้องอ่านตามไปด้วยกันจนจบนะครับ

A1 กับ 5 ความท้าทาย
มุมมองใหม่ของโทรทัศน์ที่เหมือนกับกรอบรูปที่มีชีวิต ก่อนอื่นผมแปลกใจนิดหน่อยเมื่อเห็นเจ้า A1 ครั้งแรกในรูปการเปิดตัว คือมันเป็นทีวีที่ไม่มีขาตั้ง Yosuke Nakano หัวหน้าคนที่ดูแลคอนเซปต์นี้คงได้รับโจทย์ว่าโทรทัศน์ตัวใหม่ของ Sony ต้องเป็นอะไรที่เปลี่ยนมุมมองใหม่ ๆให้กับทีวี เลยส่งต่อโจทย์นี้มาให้ Hiroaki Yokota ผู้ซึ่งเป็น Art Director ออกแบบทีวีตัวนี้ออกมา เขาพูดขึ้นมาคำหนึ่งว่า

“เมื่อทุกคนรู้แล้วว่า OLED ยังไงมันก็ต้องบางอยู่แล้ว ก็ทำให้มันเป็นกรอบรูปที่ดูเหมือนวางอยู่บนพื้นเสียเลย”

แต่เอาเข้าจริง ๆมันก็ไม่ง่ายนะครับ เพราะพอตัวจอมันกลายเป็นขาตั้งของมันเองก็ต้องหาพื้นที่เพื่อใส่อุปกรณ์อย่างอื่นเข้าไปก็เลยกลายมาเป็นความท้าทายที่ 2 ทำให้เสียงออกมาจากจอ

โซนีใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า “acoustic surface” ที่พัฒนาขึ้นโดย Sony เองนำมาใช้กับทีวีตัวนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งกว่าจะมาเป็นเสียงของทีวีตัวนี้เขาก็ต้องทำตัวต้นแบบมากถึง 220 ต้นแบบ เพื่อให้ใช้งานกับวัสดุที่เป็นกระจกอย่างจอภาพ

โดยจะมีตัวที่ทำให้เกิดการสั่นขนานอยู่ตรงกลางจอ เพื่อทำให้แผงกระจกทั้งแผงกลายเป็นเหมือนไดอะแฟรมสำหรับทำให้เกิดเสียงขึ้นมา โดยจะมีดอกลำโพงประมาณ 4 นิ้วกว่า ๆ ทำงานในย่านความถี่ต่ำที่เราคุ้นเคยการอยู่ทั่วไปอยู่ด้านหลัง เพื่อให้ได้เสียงความถี่ต่ำสอดประสานกับ acoustic surface ด้านหน้า

ความเป็นหนึ่งเดียวกันของ ภาพ เสียง และหีบห่อ จริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่เราอาจจะไม่รู้ว่ามันเป็นความยากลำบากขนาดไหนในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถที่จะรักษาสิ่งของเหล่านั้นให้มาถึงมือผู้บริโภคได้อย่างไม่บุบสลายโดยที่ขนาดของมันต้องไม่ใหญ่โตเทอะทะจนเกินไป ความยากอีกอย่างหนึ่งในทีมนี้ของ Sony ก็คือ ในช่วงเวลานั้นต้องทำให้สำเร็จโดยที่ไม่ได้มีแผน 2 รองรับเอาไว้ ทุกอย่างล้วนถูกทดสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกให้ชัวร์จนเป็นที่พอใจ

การนำศักยภาพของ OLED ในแบบ Sony สู่สายตาผู้บริโภค คงต้องกล่าวถึงบุคคลคนนึง คือ มร. Eisuke Shibata เป็นหัวหน้าผู้ดูแลในเรื่องของ คุณภาพของภาพ เขาบอกว่าหลังจากที่ปีที่แล้ว Sony ได้นำเสนอจอภาพรุ่น Z9D ซึ่งก็เป็น LED รุ่นที่มี local dimming ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่โซนี่เคยทำมา จึงเป็นเรื่องท้าทายว่าเมื่อ Sony หันมาจับเทคโนโลยี OLED จะทำยังไงให้คนจดจำว่า “Sony กำลังจะทำ OLED ที่แตกต่างออกไป”

ต่อจากนี้ไปหลังจากที่คนทั่วไปซึมซับความสำเร็จของเทคโนโลยี OLED ทำให้ Sony เข้าสู่ยุค OLED และทำมันออกมาในแบบฉบับของโซนี่อย่างแท้จริง

​นำไปสู่ความสำเร็จของโครงการ มร.Akira Kubo ผู้ซึ่งเป็น project manager สำหรับโครงการนี้เล่าให้ฟังว่า “โปรเจคนี้หินสุด ๆ ก็เพราะว่ามันเป็นความลับขั้นสุดยอด ถึงขนาดที่เราต้องเปิดแผนกใหม่ขึ้นมาอีกแผนกหนึ่ง แต่เมื่อเราเห็นภาพจากต้นแบบของมันในห้องมืด ทุกคนก็รู้สึกอย่างเดียวกันก็คือความประทับใจ ที่ไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นด้วยสายตาตัวเอง แต่เมื่องานเสร็จสมบูรณ์ออกมาเป็นรูปเป็นร่างมันกลับออกมาเป็นสิ่งสวยงามที่น่าประทับใจจากเสียงรอบข้าง นั่นถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้เราเหมือนเป็นก้าวใหม่ที่ท้าทายเรามาก ๆทีเดียว”

เจาะสเป็ค
A1 ของ Sony เปิดตัวด้วยขนาดจอภาพ 3 ขนาด ที่เป็น 4k UHD ทั้งหมด แต่ในบ้านเราเริ่มตั้งแต่ 55 นิ้ว กับ 65 นิ้วส่วน 77 นิ้ว ตอนนี้น่าจะยังไม่ได้นำเข้ามาจำหน่าย เราโชคดีได้ทดสอบกับตัว 65 นิ้ว ซึ่งวัดสัดส่วนการแสดงผลจริง ๆได้ประมาณ 64.5 นิ้ว พอเห็นตัวจริงของมัน มันมีขาตั้งในลักษณะขาพับเหมือนกรอบรูปดึงง้างออกมาเป็นขาตั้งจนล๊อก

ด้านในขาพับนั้นจะมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และพื้นที่สำหรับลำโพงซับวูฟเฟอร์ขนาดไม่ใหญ่มาก ที่ด้านล่างของคาพับจะมีเหล็กถ่วงน้ำหนักซึ่งเป็นเหล็กหล่อมีน้ำหนักถึงประมาณ 6 กิโล เพื่อถ่วงน้ำหนักเอาไว้ด้านหลังการตั้งอยู่บนพื้นหรือว่าชั้นเตี้ย ๆ ตัวจอจะมีมุมเอียงประมาณ 20 องศา

การนำจอตัวนี้แขวนผนังก็เพียงแต่เอาขาถ่วงน้ำหนักออกและพับขาตั้งให้แนบกับตัวจอภาพยกแขวนขึ้นทั้งชุดจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 30 กิโลถือว่าเอาเรื่องทีเดียว

Sony ร่วมพัฒนาระบบปฏิบัติการกับ android เป็น android tv มาหลาย generation ตัวนี้ก็เช่นเดียวกันเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตทั้งระบบ Lan และ WiFi โดยมีมาตรฐานสูงสุดอยู่ที่ 802.11/ac ทั้งยังมี bluetooth เวอร์ชั่น 4.1 ที่สามารถเชื่อมต่อกับเมาส์หรือคีย์บอร์ดไร้สายได้โดยตรงมีช่องต่อ HDMI hdcp 2.2 ให้ทั้งหมด 4 ช่อง หนึ่งในนั้นเป็น HDMI (ARC) ช่องต่อเสียง analog ที่ใช้ร่วมกันระหว่าง headphone และซับวูฟเฟอร์อีกหนึ่งช่อง

นอกนั้นก็จะเป็นช่อง USB Port ที่อยู่ด้านล่าง 2 ช่อง อีก หนึ่งช่องจะมีฝาปิดมิดชิดแกะเปิดดูจะเห็นช่อง USB อีกหนึ่งช่องอยู่ด้านใน สำหรับ Sony เรื่องการอ่านไฟล์ถือว่าหายห่วงรองรับทั้ง FAT16/FAT32/exFAT/NTFS โดยเฉพาะ playback codec ไม่ว่าจะทางช่อง USB หรือทางช่องแลนของทีวีตัวนี้ เยอะเสียจนถ้าจะเขียนให้ครบก็ต้องมีทั้งสองบรรทัด โดยเฉพาะ HEVC ก็ถือว่าน่าประทับใจมาก มันอ่านเสียง อ่านซับฯ ได้ตรงใจเรามาก

แต่ก็มีเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดนิดนึง คือเรื่องของการอ่านไฟล์ของ player ที่อยู่ใน A1 ตัวนี้ ขนาดช้าถึงช้ามาก กว่ามันจะโชว์ชื่อไฟล์ออกมาให้เห็นได้ ที่แรกพาลนึกไปว่ามันจะไม่อ่านด้วยซ้ำ แต่พอมันมมองเห็น ก็ชื่นใจ ไม่เสียแรงที่เป็นเจ้าพ่อ console box อย่างโซนี่

มาดูเรื่อง HDR กันบ้าง ในสินค้ากลุ่มทีวีของ Sony มีข่าวออกมาว่าทีวีทุกรุ่นที่ออกมาจะมี HDR ทั้งหมด ทยอยไล่มาจากโซนต่างประเทศก่อน Sony A1 ตัวนี้มีให้ครบทั้ง 3 เทคโนโลยีที่มีอยู่ของ HDR อันได้แก่ HDR10 ,Hybrid Log-Gamma (HDR HLG) และ Dolby Vision (ต้องรอการอัพเดทเฟิร์มแวร์จากทางโซนี่อีกครั้งหนึ่ง)

ทั้งหมดก็มาจากมันสมองอย่างชิพที่ชื่อ X1 extreme 4KHDR ที่ Sony เอาชิพตัวนี้มาใช้กับทีวีรุ่นเรือธงระดับท็อป ๆ เพียงแค่ 3 รุ่นเท่านั้น Sony บอกเองว่าการประมวลผลนั้นเร็วขึ้นกว่าคลิป X1 ตัวเดิมถึง 40 เปอร์เซ็นต์ Sony ให้ความสำคัญกับ HDR มากถึงขนาดพยายามค่อย ๆ ทยอยตัดเอาทีวีรุ่นที่ไม่ support HDR ออก แต่กับ content ในบ้านเรานอกจาก streaming service ของบางเจ้าแล้ว ก็คงจะมี HDR(HLG) นี่แหละที่ดูแล้วจะไปต่อได้ไวกว่า

การเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้กับ A1 ของ Sony ตัวนี้ก็ใช้เพียงแค่รีโมททีวีของโซนี่ที่คุ้นตาเพียงตัวเดียวแต่ถ้าจะให้ดีก็ต้องโหลด application google chrome ที่มีอยู่ในทั้ง ios และ android เอามาติดตั้งไว้สำหรับเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนกับ Chrome Cast ในทีวีตัวนี้ นี่คือจุดขายหลักของแอนดรอยด์ทีวี ณ.วันนี้ซึ่งถ้าเอากันตามตรงเจ้าอื่นก็ทำได้ แต่ของแอนดรอยทีวีนั้นง่ายกว่ากันเยอะ

Setup
หมวดค่าพรีเซ็ตที่จำเป็นสำหรับใช้ในการดูหนัง ของทีวีโซนี่ตัวนี้ก็คือ Cinema Pro ซึ่งในสิ่งแวดล้อมของเราก็แน่นอนต้องดับไฟให้มืดแต่ก็ยังมีหลอดแอลอีดีอยู่หลังจอให้มีความสว่างที่หลังจอบ้างเล็กน้อยเอาเสียบเข้ากับช่อง USB ของทีวีนั่นแหละ

การลดระดับของคอนทราสต์ลงมานิดนึงในส่วนที่สว่าง ๆ ของภาพมีรายละเอียดมากขึ้น

การปรับแต่งผมเริ่มโดยใช้แพทเทิร์น Black Clipping เพื่อวัดคุณสมบัติการให้ความดำของจอภาพตัวนี้ซึ่งก็แน่นอนแปลว่าเทคโนโลยี OLED นั้นมีคุณสมบัติเด่นตรงนี้จริง ๆ ไม่ต้องแปลกใจนะครับว่าในภาพมันที่ถ่ายมาได้จะมืดก่อนที่ถึง 0% ที่จริงกล้องของเราที่เราถ่ายหน้าจอมันจับความสว่างตรงนั้นไม่ได้ต่างหาก

Black Clipping Test Pattern

ส่วนในแพทเทิร์นที่เรียกว่า White Clipping มีประเด็นนิดหน่อยตรงที่การเปิดคอนทราสสูงสุดในโหมด HDR 10 ในแพทเทิร์นจะทำให้ความละเอียดในส่วนของภาพที่มีแสงสว่างสว่างจะถูกบดบังไป เราจึงต้องลดระดับของคอนทราส์ตลงมาอยู่ในตัวเลขที่โชว์อยู่บนหน้าจอมันถึงจะแสดงความละเอียดได้ 100% เต็มที่

แต่จากการใช้งานจริงบางครั้งภาพมันภาพมันออกจะทึม ๆ ไปนิด ก็เลยคิดว่าควรขยับตัวเลขที่ทีวีขึ้นมาที่ประมาณที่ 80 กำลังดี

White Clipping Test Pattern 50-79%
White Clipping Test Pattern 80-100%

ก็เหลืออีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิสูจน์กันคือเรื่องของการดีโค้ดสี ด้วย HDR Clipping Test Pattern จากภาพที่เห็นว่ามาตรฐานของทุกสีจะต้องสามารถแสดงผลที่ก่อนคลิปอยู่ที่ 1000 nits ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ 4k HDR ต้องทำได้ บางสีอาจจะขยับเลยขึ้นไปถึง 2000 nits อันนั้นน่าจะเป็นกำไรแล้ว

Color Clipping Test Pattern

Sit & See
ในบรรดาทุกเจ้าที่ใช้เทคโนโลยีทีวีของ OLED จะสนับสนุนฟังก์ชัน HDR ได้มากกว่าหนึ่งตัว โดยเฉพาะ A1 ตัวนี้เลือกที่จะสนับสนุนทั้งสามแบบ และทั้งสามแบบนี่มันพาให้เห็นว่าศักยภาพของทีวีในวันนี้มันจับตาจับใจขนาดไหน เอาที่ใช้ได้เลยแบบเห็น ๆ ก็ตรงโหมด HDR (HLG) ที่พร้อมปลดปล่อยพลังแสงของจอภาพโดยเฉพาะพวก Direct View อย่างจอแบนออกมา

รับรองว่าคุณจะไม่เคยเห็นพลังแสง ความเจิดจ้าร้อนแรงของลูกไฟแบบที่ดูแล้วขนลุก ขนพอง นี่ถ้าทำให้ห้องร้อนขึ้นมาได้ด้วยนี่ มันคือ 4D ชัด ๆ แต่ในโหมด “Off” ของ Sony ตัวนี้มันก็ไม่เหมือนชาวบ้าน Sony จะมีฟังก์ชั่นประเภท Dynamic Contrast เข้ามาจัดการแทน ดูเผิน ๆ แล้วจะดีครับแต่ถ้าพิจารณากันละเอียด ๆ

ภาพเปรียบเทียบความแตกต่างของการใช้ฟังก์ชั่น HDR (HLG)
กับภาพเดิม ๆ ของ A1 เมื่อป้อนสัญญานแบบ 1080P

ในโหมด HDR (HLG)จะให้รายละเอียดของภาพในส่วนที่มีความสว่างมาก ๆได้ดีกว่าสังเกตลูกไฟตรงกลางภาพ ถ้าเป็น HDR (HLG) จะไม่ใช่ภาพของลูกไฟที่สว่างวาบโพลน ๆ ออกมาอย่างเดียว และจะพูดถึงการสเกลภาพเมื่อป้อนสัญญาณ Full HD(1080p) เข้าไปทางช่อง HDMI มันไม่ถึงกับใสชัดขึ้นมาทันที รู้สึกว่าโซนี่ให้ความสำคัญกับเรื่องของคอนทราสมาเป็นอย่างแรกหรือจะรู้สึกด้วยสายตาก่อนว่า ภาพที่อยู่บนจอนั้นต้องการเน้นจุดไหนเป็นสำคัญ วัตถุนั้นก็จะลอยชัดขึ้นมา

จริง ๆมันก็คือการให้ความสำคัญกับเรื่องคอนทราสนี่แหละ ตั้งแต่ตอน monitor แล้ว แต่เพราะว่าเมื่อก่อนไม่มีใครคำนึงถึงเรื่องสภาพหรือศักยภาพของทีวีตามบ้าน ว่ามันจะสามารถถ่ายทอดออกมาได้ระดับไหน HDR จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้

แล้วกับ Sony A1 ตัวนี้มันจะเทียบเคียงกับภาพระดับ monitor ไหม อันนี้ผมก็ตอบแทนผู้กำกับไม่ได้ต้องให้ผู้กำกับออกมาพูดให้ฟังเอง แต่จะบอกว่า Sony เองก็คลุกคลีกับผู้เชี่ยวชาญระดับ professional ในวงการภาพยนต์อยู่นานมาก เขาต้องจึงควรรู้ว่าภาพของหนังสุดท้ายแล้วควรจะออกมายังไง

เมื่อ HDR เข้ามา Sony เองก็ไม่รีรอกระโจนเข้าสู่เรื่องนี้อย่างรวดเร็ว และทุกสเกล อย่างน้อยการที่โซนี่เปิดฟังก์ชั่น HDR(HLG) เพื่อให้ใช้กับสัญญานต่าง ๆ ที่ไม่ได้เข้ารหัส HDR10 มาก็ถือว่าแฟร์กับผู้บริโภค โดยเฉพาะสัญญาณจากแหล่งอื่น ๆที่ไม่ใช่ 4k จะได้ดูภาพที่มีคอนทราสจัด ๆ ให้สมกับการที่มันเป็น OLED

ภาพบนในโหมดปกติของโซนี่ ส่วนภาพล่างในโหมดHDR(HLG)

ยิ่งถ้าได้ต้นฉบับที่เป็นสัญญาณ 4k HDR10 ด้วยแล้วรายละเอียดต่าง ๆบนภาพมันยิ่งพรั่งพรูออกมาชนิดที่จะทำให้สายตาของคุณเบิกกว้างขึ้นมาทันที ความสว่างสูงสุดของพาเนลที่เป็น OLED ถือว่าเพียงพอที่จะทำให้รู้สึกว่าเมื่อใดก็ตามที่ต้องโชว์ศักยภาพของความสว่างสูงสุดสำหรับการดูในที่มืดแล้วไม่ใช่ประเด็นที่เป็นปัญหาเลย อย่างแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ขึ้นที่กำลังได้แสงสวย ๆ หรือช่วงที่กำลังลับขอบฟ้านี่ ถือว่าเป็นไม้ตายของทีวีตัวนี้จริง ๆ

ในโหมดการเป็นสมาร์ททีวีของทีวีจากค่ายนี้ที่ใช้ android tv มาก่อนหน้านี้แล้วหลายเวอร์ชั่น ถ้าคุณใช้ดู Youtube เป็นหลัก บอกได้เลยว่าไม่มีอะไรสะดวกเท่ากับการใช้สมาร์ทโฟนที่ส่งผ่านไปให้ android tv อีกแล้ว มันรับส่งกันอย่างว่องไว แถมทีวีตัวนี้ยังโชว์ศักยภาพของคุณภาพของภาพบน Youtube ที่เป็น 4k HDR ออกมาได้อย่างสวยงาม

ใครที่ชอบ ความสดและความฉูดฉาดของสีออกมาใสในแบบที่ไม่มีอะไรมาปิดกั้นที่มันไม่มี artifact หรือ noise อันเกิดจากการบีบอัดของสัญญาณให้เห็นอีกต่อไป เพราะว่า ปัจจุบันนี้คุณภาพการส่งผ่านข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตน่าจะเริ่มดีวันดีคืน

สำหรับสัญญาณ 4k HDR ถ้าเป็นจาก video streaming ที่เสียเงินรายเดือนคุณต้องมีอินเตอร์เน็ตที่เป็น fiber optic อยู่อย่างน้อย 30 เมกะบิตหรือที่เรียกว่า 30 เม็ก นั่นแหละเผื่อไว้เราจะทำให้ภาพไม่สะดุดจะกลับ android tv ที่มี application ในทีวีตรง ๆ อยากให้เรียกผ่าน app จากทีวีมากกว่าการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนแล้ว Cast ขึ้นไปบนทีวี

ยกตัวอย่างอย่างแอพพลิเคชั่น Netflix ที่เป็น 4kHDR เราสามารถเรียกจาก app ในทีวี ก็เพียงแค่กดที่โหมดครั้งเดียวเท่านั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร และผมรู้สึกว่าภาพมันจะดีกว่าด้วยซ้ำ

ที่เหลือก็เป็นเรื่องเสียงสำหรับทีวีตัวนี้ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะว่ามันได้สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการโดยการใช้จอภาพให้กลายเป็นลำโพงหรือทำให้จอมันเป็นเสียงออกมาจริง ๆเทคโนโลยีนี้ก็มีมาได้สักพักนึงแล้วแต่ว่ายังไม่มีใครหยิบจับออกมาเป็นสินค้าใกล้ตัวอย่างทีวี ซึ่งมันก็น่าจะทำได้ Sony เรียกมันว่า Acoustic Surface Technology อันนี้เป็นสิทธิบัตรของโซนี่เองที่ไม่ได้ไปเอาของใครมาคือจะมีตัวเจนเนอเรทแรงสั่นสะเทือนอยู่ตรงกลางด้านหลังจอ แปลงจากพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลเพื่อสั่นจอภาพทั้งผืนให้กำเนิดเสียงขึ้นมา

คุณอาจจะคิดเหมือนผมว่าแล้วมันจะไม่ทำให้ภาพบนจอหนังสั่นตามไปด้วยเหรอ คำตอบที่ผมสอบถามผู้รู้คือก็คือ มันเป็นการสั่นที่อยู่นอกเหนือสายตาเราจะจับได้ คือหมายความว่ามันเลยพ้นความสามารถของตาเราที่จะรับรู้ว่ามันสั่นอยู่นั่นเอง

นั่นหมายความว่าให้แรงสั่นสะเทือนนี้มันเฉพาะช่วงความถี่กลางไปถึงความถี่ที่สูงขึ้น ส่วนที่ความถี่ต่ำจะเป็นหน้าที่ของไดนามิควูฟเฟอร์ขนาดประมาณ 4 นิ้ว เศษ ๆ อยู่ด้านหลังแยกต่างหาก

เสียงโดยรวมออกมาค่อนข้างแฟลตมาก คือไม่ได้เติมเสริมแต่งอะไรทุกย่านความถี่ออกมาถือว่าสบายหู มันมีบุคลิกบางอย่างที่รู้สึกว่ามันเป็นเฉพาะทีวีตัวนี้นั่นก็คือเราจะไม่ได้ยินเสียงสะท้อนของห้องจากเสียงที่ออกมาจากทีวีตัวนี้มากเท่ากับลำโพงแบบปกติ คือเหมือนกับเสียงมันเจาะจงที่จะพุ่งตรงเข้าหาเรามากกว่าไปสะท้อนจากด้านข้างผนังแล้วกลับมาหาเรา

กลายเป็นว่าพวกเสียงก้องเสียงแอมเบี้ยนจะได้ยินชัดขึ้น คือแยกกันออกเด็ดขาดระหว่างเสียงจริงที่เอามาจากลำโพงกับเสียงที่สะท้อนออกมาจากห้องหรือมาจากการบันทึกเสียง ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ของผมทีเดียวครับ ดีเกินกว่าที่คาดไว้และมีบางอย่างที่มันเป็นเอกลักษณ์ของเสียงของมันที่คนอื่นให้ไม่ได้ อย่างนี้ก็ต้องขอเป็นแฟนคลับทีมพัฒนาเสียงจากทีวีของ Sony ด้วยคนแล้ว

และถึงแม้ว่าทีวีตัวนี้จะใช้ด้านล่างของจอให้กลายเป็นขาตั้งในตัว ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องวางบนพื้นอย่างเดียว อาจจะวางบนชั้น built in เตี้ย ๆ สูงขึ้นมาซักประมาณ 1 ฟุตก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเพราะว่าตัวมันเองก็ยังทำมุมกับสายตาพอดีกับการนั่งรับชมบนโซฟาที่มีความสูงปกติ ยังไงซะ ทางเลือกที่ดีที่สุดคือต้องทำให้ทีวีตัวนี้มันเตี้ยกว่าระดับสายตาสักนิด ตอนที่คุณนั่งอยู่บนโซฟานั่นแหละก็จะดีที่สุด

Conclusion
ไม่เคยระแคะระคายมาก่อนว่าทีวีตัวนี้จะเป็น generation ถัดมาของทีวีจาก Sony การเดินทางของเทคโนโลยี LED LCDTV ในระดับสูงสุดที่มี local dimming อยู่ใน Z9D รุ่นก่อนหน้าคงเป็นอะไรที่ต้องพัฒนาให้มีต้นทุนต่ำลงกว่านี้มาก ๆ ท้ายสุดแล้วนั่นแสดงว่า Technology OLED คือคำตอบของการได้มาซึ่งคุณภาพแบล็คเลเวลของภาพที่ดำสนิท การรองรับฟังก์ชั่น HDR หรือ High Dynamic Range ได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะ A1 ตัวนี้สามารถรองรับฟังก์ชั่น HDR 10 และ HDR HLG มาจากโรงงานก่อนโดย Dollby Vision ซึ่งเป็น HDR อีกตัวนึงคงตามมาในไม่ช้า

จุดแข็งของทีวีตัวนี้คงต้องบอกว่าการเอามาใช้ชม Content ภาพยนตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแผ่น 4k blu ray ที่มี HDR ติดมาด้วย จะทำให้เร่งเอาศักยภาพของที่มีตัวนี้ขึ้นมาอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

ขณะเดียวกันไม่ว่าจะเป็นแหล่งโปรแกรมอื่นอย่างรายการทีวีดิจิตอลหรือ Content ที่ไม่มีสัญญาณ HDR Sony A1 ตัวนี้ก็ยังสามารถใส่ความสามารถของ OLED ด้วยอนุญาตให้คุณปรับไปที่ HDR (HLG) เพียงเท่านั้นคุณจะได้เห็นว่า HDR มันมีประโยชน์กับแผ่นบลูเรย์ดั้งเดิมของคุณที่คุณสะสมไว้มากขนาดไหน

ไม่ใช่ว่าใครทุกคน ที่คิดได้แล้วจะทำได้ แต่การคิดแบบไม่มีอะไรมาขวางกั้น ถ้าผลลัพท์มันมาแบบที่ไม่รู้สึกอะไร มันก็เป็นเพียงแค่ของแปลก ๆ ใหม่ ๆ ล้ำยุค แต่การที่มันเป็นตัวกำหนดอนาคตของสินค้าด้านภาพของ Sony อย่าง OLED KD-65A1 ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดของทีวีตัวนี้ ทำให้รู้ว่าครั้งนี้ Sony ไม่ได้มาเล่น ๆ แน่นอน มันคือ OLED ที่ครบเรื่องทุก ๆ ด้านที่สุดแล้วของเราตอนนี้../

น่าชมเชย
+ OLED ตัวแรกของ Sony ที่ให้คอนทราสต์ได้อย่างน่าทึ่ง
+ การที่มันเป็น smart tv บน android tv ถือว่ายังเป็นจุดแข็งของ sony ในเรื่องของการเข้าถึง content บนโลกอินเทอร์เน็ตด้วย smartphone
+ เราหลงใหลเสียงที่เกิดขึ้นจาก Acoustic SurfaceTM Technology มาก ๆ กับคุณก็อาจจะเช่นกัน
+ คุณภาพของการเล่นไฟล์มัลติมีเดียครบเกือบทุกสกุล และด้วยคุณสมบัติครบเครื่องที่มากกว่าคนอื่น

ข้อสังเกต
– ตำแหน่งของขั้วต่อต่าง ๆอาจจะดูลำบากไปนิดกับการใช้งาน
– การอ่านไฟล์มัลติมิเดียทางช่อง USB ต้องต่อรอทิ้งไว้นานเกินไปนิด


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด

โทร. 0-2715-6100 (โทรฟรี)
ราคา 229,990 บาท

ธนภณ พูลเจริญ

Content Contributor ที่ปรารถนาจะถ่ายทอดประสบการณ์ในแวดวงโฮมเธียเตอร์ ทีวี และระบบเสียงมัลติรูมในแง่ของความคุ้มค่าของการใช้งาน เปิดมุมมองสู่ความต้องการที่ชัดเจนให้กับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเทคโนโลยี

ธนภณ พูลเจริญ