รีวิว Sonus Faber : Chameleon B

“นี่มันลำโพงไฮเอนด์นะครับ” ประโยคแรกที่ผมพูดหลังจากทีมงาน GM2000 แบ่งหน้าที่กันเรียบร้อย เรื่องมันเริ่มต้นด้วยการที่ทาง KS SONSGROUP ส่งชุดลำโพง Sonus Faber ซีรีย์ Chameleon มาให้ทีม GM2000 ได้ทดสอบกันครับ ซึ่งประกอบไปด้วย Chameleon T ที่เป็นลำโพงตั้งพื้น Chameleon C เป็นลำโพงเซ็นเตอร์สำหรับชุดโฮมเธียเตอร์ และสุดท้ายคือน้องเล็ก Chameleon B ที่เป็นลำโพง BookShelf ครับ

ความตั้งใจแรกของการทดสอบลำโพงชุดนี้นั้นเราคิดว่าจะให้พี่เอ๋เป็นคนทดสอบทั้งชุดโดยใช้เป็นชุดโฮมเธียเตอร์ครับ แต่คุยกันไปคุยมาก็เริ่มคิดกันว่าไหน ๆ ในชุดก็มีทั้ง Chameleon T และ Chameleon B ที่สามารถนำมาฟังเพลงแบบสองแชนแนลได้ ก็เลยมีการคุยกันว่าใครจะทดสอบคู่ไหนดี

จังหวะนี้ความคิดแรกของผมก็คิดเลยครับว่างานนี้พี่ธานีต้องเหมาแน่นอนฮา ๆ เพราะปกติแล้วเรื่องการทดสอบลำโพงสองแชนแนลนั้นจะมีพี่ธานีเป็นหัวเรือใหญ่ดูแลอยู่นั่นเอง แต่คุยไปคุยมากลับกลายเป็นว่าพี่ธานีมอบหมาย Chameleon B มาให้ผมทดสอบซะอย่างงั้น! เมื่อผมรับรู้หน้าที่ตัวเองตอนนั้นก็พูดได้เพียงว่า “นี่มันลำโพงไฮเอนด์นะครับ”

Hi-End First Time
Sonus Faber เป็นลำโพงไฮเอนด์ระดับตำนานจากประเทศอิตาลีครับ ตั้งแต่ผมเริ่มสนใจเครื่องเสียงใหม่ ๆ ชื่อ Sonus Faber นี่จัดอยู่ในหมวดลำโพงในฝันเลยละครับ เพราะทั้งสวย คลาสสิค และชื่อชั้นที่ใครก็ต่างบอกว่านี่แหละคือแบรนด์ไฮเอนด์ของจริง!

ก่อนหน้านี้ถึงผมจะได้ฟังลำโพงระดับไฮเอนด์มาหลายตัวทั้งจากการที่ได้ไปงานเปิดตัว หรือไปฟังที่โชว์รูมของผู้นำเข้าต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการนั่งฟังอยู่กับพี่ธานีเวลาทดสอบลำโพงหลาย ๆ คู่แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่าผมเองนั้นยังไม่เคยได้เป็นคนทดสอบลำโพงไฮเอนด์แบบจริง ๆ จัง ๆ เลยสักครั้ง นี่ถือเป็นครั้งแรกที่จะได้ทดสอบแล้วมาเล่าให้กันฟังครับ

First Look
Sonus Chameleon B ตัวนี้ถือเป็นรุ่นน้องเล็กสุดในซีรีย์ Chameleon ครับ ซึ่งดูจากขนาดแล้วเหมาะกับห้องที่ไม่ใหญ่มาก หรือใช้เป็นเซอราวด์ในชุดโฮมเธียเตอร์ สิ่งที่พิเศษมาก ๆ สำหรับลำโพงซีรีย์ Chameleon นี้ก็คือการออกแบบที่ฉีกแนวไปจากลำโพงรุ่นก่อน ๆ ของทาง Sonus Faber ไปมากทีเดียวครับ

ปกติแล้วหากนึกถึงลำโพง Sonus Faber ผมก็จะนึกถึงลำโพงที่มาพร้อมลายไม้สวย ๆ เครื่องหนังแท้ที่ดูหรูหราคลาสสิคสไตล์ยุโรป แต่มากับรุ่นนี้นั้นการออกแบบจะออกไปแนวโมเดิร์นแทน แต่ยังคงมีการหุ้มลำโพงด้วยหนังตามสไตล์ดั้งเดิม

ด้านข้างของลำโพงทั้งสองข้างนั้นจะมีชิ้นไม้ที่ทำสีมาอย่างสวยงามเรียบเนียนครับ เห็นแล้วพาลให้นึกถึงสีของรถสปอร์ตหรูกันเลยทีเดียวและทีเด็ดของลำโพงคู่นี้ก็คือเราสามารถเลือกเปลี่ยนสีได้ด้วยครับ ซึ่งตัวแผงด้านข้างจะมีให้เลือกซื้อเพิ่มต่างหากครับ

เท่าที่ดูจากในเว็บไซต์ของทาง Sonus Faber มีให้เลือกหลากหลายสีเลย รวมถึงถ้าใครยังชอบลายไม้สวย ๆ สไตล์ดั้งเดิมของ Sonus Faber ก็มีให้เลือกสั่งอีกด้วย งานนี้ต้องบอกว่านอกจากจะเป็นลำโพงฟังเพลงได้แล้วยังเหมือนได้เฟอร์นิเจอร์สไตล์ยุโรปมาแต่งบ้านอีกด้วย

ตัวอย่างสีที่มีให้เลือกเปลี่ยน

Sonus Faber Chameleon B ตัวนี้มาพร้อมกับ Woofer ขนาด 6 นิ้วซึ่งจะเทียบเท่ากับ Mid Range ของรุ่น Chameleon T และ Chameleon C ครับ ส่วน Tweeter มีขนาด 29 mm. ขั้วต่อลำโพงด้านหลังใช้เป็นไบร์วาย แยกเป็น High กับ Mid-low ไม่เหมือน Chameleon T ที่แยกเป็น High-mid กับ low ครับ โดยตัวไดรเวอร์ Sonus Faber รุ่นนี้หันมาใช้ PP cone ที่ Sonus Faber ออกแบบเองเพื่อให้ทำงานได้ดีกับเสียงทุกรูปแบบตั้งแต่เสียงที่มีไดนามิคสูงสูง หรือเสียงที่ต้องการความต่อเนื่องมาก ๆ นั่นเองครับ

ขั้วต่อลำโพงด้านหลังใช้เป็นไบร์วาย แยกเป็น High กับ Mid-low

แม็ตชิ่ง + ไฟน์จูน
การทดสอบลำโพงไม่ว่าจะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่รุ่นถูกรุ่นแพง “‘งานหิน” มันอยู่ตรงการแม็ตชิ่งและไฟน์จูนเนี่ยแหละครับ งานนี้ผมจึงต้องเรียกกำลังเสริมมาช่วยสอนมวยกันหน่อย “ดูจากสเปคลำโพงแล้วเป็นยังไงบ้าง” พี่ธานีถามผม “งานนี้ตัวเล็กแต่กินแรง เอาเรื่องครับ” ผมตอบไปเพราะดูจากค่า IMPEDANCE 4 Ohm และ SENSITIVITY 87 dB ของลำโพงตัวนี้แล้วบอกได้เลยว่างานนี้ไม่หมูแน่นอน

พี่ธานีให้การบ้านผมมาว่าควรจะหาแอมป์ที่มากำลังขับอย่างน้อย 75% ของกำลังขับที่ทางผู้ผลิตลำโพงได้บอกไว้ ซึ่ง Sonus Faber Chameleon B ตัวนี้ทางผู้ผลิตระบุไว้ที่ 150w ถ้าจะให้เสียงที่ได้ออกมาตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตตั้งใจไว้ก็ต้องหาแอมป์ที่มีแรงขับอย่างน้อย 112.5W ต่อข้างที่ 4 โอห์มครับ! ก็บอกแล้วถึงจะตัวเล็กแต่งานนี้ไม่หมู

แอมป์ตัวแรกที่ผมเลือกมาใช้คือ Marantz รุ่น PM14S1 ที่ให้กำลังขับ 90W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม (140W ต่อข้างที่ 4โอห์ม) ตัวนี้เป็นเหมือนแอมป์ขาประจำของห้องฟัง GM2000 ครับและดูจากสเปคแล้วก็น่าจะเอาเจ้าตัวเล็กใจใหญ่คู่นี้อยู่ ก็เลยเลือกที่จะใช้เป็นแอมป์ตัวแรกของการทดสอบ Sonus Faber Chameleon B คู่นี้ซะเลย

ห้องทดสอบที่ GM2000 มีสัดส่วน กว้างxลึก เท่ากับ 3.60×5.60 ตารางเมตร และสูงเกือบสามเมตรจริง ๆ แล้วเป็นห้องขนาดกลางครับ แต่เมื่อเทียบกับขนาดลำโพง Sonus Faber Chameleon B ตัวนี้แล้วก็ทำให้ห้องนี้กลายเป็นห้องขนาดใหญ่เกินลำโพงอยู่เหมือนกัน คราวนี้ก็ต้องมาลองดูกันแล้วละครับว่า Sonus Faber Chameleon B ตัวเล็ก ๆ แบบนี้จะแสดงพลังออกมาได้มากขนาดไหนกัน!

เริ่มแรกผมจัดการแม็ตชิ่งกับ Marantz รุ่น PM14S1 โดยต่อสายลำโพงแบบไบ-ไวร์ฯ ส่วนต้นทางผมใช้ ext.DAC ของ MyTek รุ่น Brooklyn อินพุตจากไฟล์เพลงที่เล่นผ่านโปรแกรม roon บนคอมพิวเตอร์ Mac Mini) อ่านถึงตรงนี้คุ้น ๆ ใช่ไหมครับฮา ๆ เซ็ตต้นทางที่ว่ามานี่ก็เป็นของพี่ธานีที่ทิ้งไว้ให้ใช้ทดสอบในห้องฟังของ GM2000 นั้นเองซึ่งก็เป็นชุดที่ผมได้ฟังบ่อย ๆ ด้วยผมก็เลยเลือกที่จะใช้ชุดนี้เพื่อให้ง่ายต่อการฟังเสียงที่ได้จากลำโพงมากขึ้นครับ

ผมเริ่มทดสอบกับชุดนี้อยู่ประมาณสองสามวัน สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงแรกของการทดสอบคือ เรื่องมิติและซาวนด์สเตจ ของลำโพงตัวนี้ทำได้ยอดเยี่ยมเกินตัวทีเดียวครับ ตรงนี้ผมต้องแอบสารถภาพว่าผมให้พี่ธานีมาช่วยหาจุดวางลำโพงที่ลงตัวให้ครับ เพราะจากการทดสอบขยับลำโพงเองอยู่นานหลายชั่วโมงก็พบว่าถ้าจะทำเองจนฟังได้เรื่องได้ราวอาจจะต้องยกลำโพงกันจนหลังหักกันเสียก่อนฮา ๆ

แต่อย่างที่บอกไปว่า Sonus Faber Chameleon B คู่นี้ต้องการกำลังขับอยู่ที่ 150w ต่อข้างที่ 4 โอห์ม ส่วน Marantz รุ่น PM14S1 ที่ให้กำลังขับได้ 140W ต่อข้างที่ 4โอห์ม ถ้าตามทฤษฎีแล้วมันก็ควรจะขับ Sonus Faber Chameleon B ออกมาได้ดีอย่างที่ควรจะเป็นใช่ไหมครับ ซึ่งเท่าที่ฟังนั้นก็ต้องบอกว่าเสียงที่ได้ยินก็ใหญ่เกินตัวอยู่ทีเดียว แต่ก็ยังมีความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างที่ยังออกมาไม่หมด มีบางสิ่งที่เหมือนยังอั้น ๆ โดยเฉพาะเสียงทุ้มที่ฟังแล้วเหมือนรู้สึกว่ามันยังออกมาไม่เต็มอย่างที่ควรจะเป็น

คิดได้อย่างนี้ผมก็ลองนึก ๆ ดูว่าตอนนี้ที่ห้องทดสอบมีแอมป์ตัวไหนที่ให้พลังล้นเหลือพอจะมาลองทดสอบดูบ้างก็ปรากฎว่าไม่มีเลยครับ เรื่องมันช่างน่าเศร้า… แต่ก็เศร้าอยู่ไม่ทันข้ามวัน ช่วงบ่ายของวันที่น่าเศร้าของผมก็กลับมาสดใสขึ้นอีกครั้ง “ของมาส่งครับ” ผมเหลือบไปมองของที่ถูกเข็นเข้ามาพร้อมกับเสียงเรียกก็ได้แต่อมยิ้มแล้วบอกว่า “อ่าห์ สิ่งนี้แหละที่รอคอย”

วันแรกที่ได้มายังไม่มี MyTek รุ่น Brooklyn จับฟังกับแผ่น CD ด้วย Marantz รุ่น SA-14S1 ก่อนเลย

Big Sound,Small Size
หลังจากคิดไม่ตกว่าจะเอาแอมป์ที่ไหนมาทดสอบคู่กับลำโพงคู่นี้ดี ผมก็ได้ของดีมาลองเล่นพอดีครับ เพราะของที่เข็นมาส่งที่ว่านั้นมันคือพาวเวอร์แอมป์ ROTEL รุ่น RB1552MKII ซึ่งตามสเปคแล้วให้กำลังขับต่อข้างที่ 120 w ที่ 8 โอห์ม แล้วถ้า 4 โอห์มละครับ! ก็เบิ้ลไปเป็นสองเท่านั่นก็คือ 240w ต่อข้างไงละ!!! อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า Sonus Faber Chameleon B จริง ๆ ต้องการกำลังขับแค่ 150w เท่านั้นเองครับเจอแอมป์ตัวนี้ไปรับรองขับกระเด็นเสียงหลุดตู้แน่นอน

แต่ตรงจุดนี้ต้องขอเล่านิดนึงว่าหลังจากได้มาด้วยความตื่นเต้นผมก็ได้ไปต่อโดยใช้ภาค Pre-Out ของ Marantz รุ่น PM14S1 แล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยแม็ทกันเท่าไหร่เลยลองเปลี่ยนไปใช้ภาค Pre-Out จาก MyTek รุ่น Brooklyn แทน คราวนี้พอเหลือแค่จาก Brooklyn ส่งตรงมาที Power Amp ROTEL รุ่น RB1552MKII ทุกอย่างก็ลงตัวครับแล้วพอทุกอย่างลงตัวผมบอกได้เลยว่าเสียง Sonus Faber Chameleon B มันใหญ่เกินตัวในระดับที่กล้าพูดได้ว่าหากคุณหลับตาฟังอาจจะเผลอนึกไปว่ากำลังฟังลำโพงตั้งพื้นตัวใหญ่ ๆ อยู่เลยทีเดียว!!!

ลำโพงตัวนิดเดียวแต่พลังเสียงที่ออกมานั้นใหญ่เต็มห้องดีจริง ๆ

เสียง
หลังจากที่หมดเวลาไปกับการ แม็ตชิ่ง และ ไฟน์จูน อยู่เป็นอาทิตย์ก็ได้จุดที่ลงตัวเสียทีครับซึ่ง สิ่งที่ได้นั้นคุ้มค่ามาก ๆ เพราะมันช่วยทำให้ลำโพงคู่นี้แสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ หรือจะเรียกว่าเกินความคาดหมายเลยก็ว่าได้! สิ่งที่รับรู้ได้ทันทีเมื่อลำโพงคู่นี้ได้แอมป์ที่มีกำลังถึง นั่นก็คือย่านเสียงทุ้มครับ เป็นเสียงทุ้มที่ใหญ่เกินตัว ทรงพลังฉับไวสอดประสานไปกับจังหวะสปีดของเพลงได้ดีเยี่ยมบอกตามตรงว่าเท่าที่ฟังลำโพงมาหลายคู่ปกติแล้วหากอยากได้เสียงย่านทุ้มคุณภาพแบบนี้คงต้องหาลำโพงที่มีขนาดตู้ที่ใหญ่กว่านี้หลายเท่าตัวแน่นอน!

อีกจุดที่ประทับใจคือความสามารถในการถ่ายทอดคอนทราสน์ ไดนามิกในย่านเสียงกลางที่ต่อเนื่องลื่นไหลฟังเพลงร้องแล้วรับรู้ได้ถึง “อารมณ์” ที่สื่อออกมาได้ดีทีเดียว ผมลองทดสอบมิติและซาวนด์สเตจของ Sonus Faber Chameleon B คู่นี้ด้วยอัลบั้ม The All Star Percussion Ensemble ดูก็พบว่าลำโพงคู่นี้สร้างมิติเสียงออกมาได้สมจริงจนเราสามารถรับรู้ได้ถึงตำแหน่งของชิ้นดนตรีนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี รวมถึงทรานเชียนต์ ไดนามิกที่ดีของลำโพงคู่นี้ก็ช่วยให้เข้าถึงอารมณ์ความสนุกของเพลงเพิ่มขึ้นอีกด้วย

สรุป
Sonus Faber Chameleon B มีดีที่ตัวเล็กแต่เสียงใหญ่! หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ก็คงมีคำถามในใจว่าเห็นผมย้ำจังเลยว่าเสียงใหญ่เกินตัวเหมือนฟังลำโพงใหญ่ แล้วทำไมไม่ซื้อลำโพงใหญ่มาฟังให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยละ ปัดโธ่!! ถ้าหากใครเริ่มมีคำถามแบบนี้ ผมก็อยากจะอธิบายถึงความดีงามในการเล่นลำโพงเล็กแต่เสียงใหญ่แบบนี้นะครับ การเล่นเครื่องเสียงนั้นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ อย่างหนึ่งก็คือเรื่องของห้องใช่ไหมละครับ แล้วก็ไม่ใข่ทุกคนที่จะสามารถสร้างห้องสำหรับฟังเพลงโดยเฉพาะได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อาจจะใช้ห้องนั่งเล่น หรือทำห้องนอนที่ว่างอยู่มาเป็นห้องฟังซึ่งห้องก็จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก

การที่คุณจะเล่นลำโพงตั้งพื้นตัวใหญ่ให้ได้ไดนามิกเสียงที่ดี เสียงทุ้มที่ทรงพลังคุณจะต้องมีห้องที่ใหญ่ตามไปด้วย ลองนึกภาพห้องขนาด 3.5 x 5.25 ซึ่งเป็นห้องที่เป็นมาตรฐานห้องฟังที่เล็กที่สุดแล้วเรานำลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่มีวูฟเฟอร์ 12.5 นิ้ว 1 ตัว 10.5 นิ้วอีกหนึ่งตัวดูสิครับ ถ้าคุนจะเปิดให้ลำโพงดังในระดับที่ให้เสียงออกมาครบ ๆ ผมว่าต้องเมาเสียงทุ้มตายกันไปข้างนึงแน่นอน นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องมิติและซาวด์สเตจอีกนะครับ ไหนจะระยะห่างของการวางลำโพงอีกละ!

เห็นไหมครับในความเป็นจริงการจะเล่นลำโพงตัวใหญ่ ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย แล้วพอเราจะเล่นลำโพงตัวเล็ก ๆ สิ่งที่พบก็คือเสียงที่รู้สึกว่ามันไม่หลุดออกจากตู้ ผมยกตัวอย่างห้องทดสอบของ GM2000 ที่ถือว่าเป็นห้องขนาดกลาง ๆ นะครับ ลำโพงที่มีขนาดประมาณพอ ๆ กับ Sonus Faber Chameleon B ตัวนี้หลาย ๆ ตัวเมื่อเอาเปิดทดสอบในห้องนี้ถึงกับไปไม่เป็นอยู่หลายคู่เลยทีเดียว เพราะเสียงที่ออกมานั้นโดนห้องกลืนหายไปเยอะ แต่ไม่ใช่กับ Sonus Faber Chameleon B คู่นี้ครับ

ลำโพงคู่นี้ถ้าจับคู่กับแอมป์ที่มีแรงขับมากพอ จับแม็ตชิ่งและไฟน์จูนดี ๆ จะพบว่าเสียงที่ได้นั้นเหมือนเราได้ยินจากลำโพงตัวใหญ่ ๆ เลยทีเดียวทั้งเสียงย่านทุ้มและไดนามิกของเสียง ตรงนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไดรเวอร์แบบ PP cone ที่Sonus Faber ออกแบบมานั้นตอบสนองย่านความที่ได้ดีอย่างที่คุยไว้จริง ๆ

สำหรับใครที่มีห้องฟังขนาดเล็กไปจนถึงกลางแล้วอยากจะลองสัมผัสกับเสียงแบบ “ไฮเอนด์” จริง ๆ ดู ผมแนะนำว่าควรที่จะหาโอกาศไปทดสอบ Sonus Faber Chameleon B คู่นี้ดูสักครั้งครับ แล้วจะรู้ว่าเสียงแบบไฮเอนด์จริง ๆ นั้นไม่จำเป็นที่่จะต้องมีห้องฟังใหญ่โตและลำโพงตั้งพื้นขนาดยักษ์เสมอไปครับผม!


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
K S SONSGROUP CO., LTD.
โทร.081-008-0008
ราคา 42,000 บาท/คู่

อชิร รวีวงศ์

Content Contributor ที่ชื่นชอบในการทำคอนเทนต์ทุกรูปแบบ และยังหลงใหล คลั่งไคล้ไปกับเครื่องเสียง หูฟัง กล้อง และแก๊ดเจ็ททุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับภาพและเสียง!

อชิร รวีวงศ์