AV Tech Guide สื่อ Online รีวิว ข่าว ความรู้ ด้านเครื่องเสียง ไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ทีวี สมาร์ทโฟน ไอที มัลติมีเดียและสินค้านวัตกรรม

AV Tech Guide สื่อ Online รีวิว ข่าว ความรู้ ด้านเครื่องเสียง ไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ทีวี สมาร์ทโฟน ไอที มัลติมีเดียและสินค้านวัตกรรม

รีวิว Sonus Faber : Chameleon B

“นี่มันลำโพงไฮเอนด์นะครับ” ประโยคแรกที่ผมพูดหลังจากทีมงานของเราแบ่งหน้าที่กันเรียบร้อย เรื่องมันเริ่มต้นด้วยการที่ทาง KS SONSGROUP ส่งชุดลำโพง Sonus Faber ซีรีย์ Chameleon มาให้ทีมของเราได้ทดสอบกันครับ ซึ่งประกอบไปด้วย Chameleon T ที่เป็นลำโพงตั้งพื้น Chameleon C เป็นลำโพงเซ็นเตอร์สำหรับชุดโฮมเธียเตอร์ และสุดท้ายคือน้องเล็ก Chameleon B ที่เป็นลำโพง BookShelf ครับ

ความตั้งใจแรกของการทดสอบลำโพงชุดนี้นั้นเราคิดว่าจะให้พี่เอ๋เป็นคนทดสอบทั้งชุดโดยใช้เป็นชุดโฮมเธียเตอร์ครับ แต่คุยกันไปคุยมาก็เริ่มคิดกันว่าไหน ๆ ในชุดก็มีทั้ง Chameleon T และ Chameleon B ที่สามารถนำมาฟังเพลงแบบสองแชนแนลได้ ก็เลยมีการคุยกันว่าใครจะทดสอบคู่ไหนดี

จังหวะนี้ความคิดแรกของผมก็คิดเลยครับว่างานนี้พี่ธานีต้องเหมาแน่นอนฮา ๆ เพราะปกติแล้วเรื่องการทดสอบลำโพงสองแชนแนลนั้นจะมีพี่ธานีเป็นหัวเรือใหญ่ดูแลอยู่นั่นเอง แต่คุยไปคุยมากลับกลายเป็นว่าพี่ธานีมอบหมาย Chameleon B มาให้ผมทดสอบซะอย่างงั้น! เมื่อผมรับรู้หน้าที่ตัวเองตอนนั้นก็พูดได้เพียงว่า “นี่มันลำโพงไฮเอนด์นะครับ”

Hi-End First Time
Sonus Faber เป็นลำโพงไฮเอนด์ระดับตำนานจากประเทศอิตาลีครับ ตั้งแต่ผมเริ่มสนใจเครื่องเสียงใหม่ ๆ ชื่อ Sonus Faber นี่จัดอยู่ในหมวดลำโพงในฝันเลยละครับ เพราะทั้งสวย คลาสสิค และชื่อชั้นที่ใครก็ต่างบอกว่านี่แหละคือแบรนด์ไฮเอนด์ของจริง!

ก่อนหน้านี้ถึงผมจะได้ฟังลำโพงระดับไฮเอนด์มาหลายตัวทั้งจากการที่ได้ไปงานเปิดตัว หรือไปฟังที่โชว์รูมของผู้นำเข้าต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการนั่งฟังอยู่กับพี่ธานีเวลาทดสอบลำโพงหลาย ๆ คู่แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่าผมเองนั้นยังไม่เคยได้เป็นคนทดสอบลำโพงไฮเอนด์แบบจริง ๆ จัง ๆ เลยสักครั้ง นี่ถือเป็นครั้งแรกที่จะได้ทดสอบแล้วมาเล่าให้กันฟังครับ

First Look
Sonus Chameleon B ตัวนี้ถือเป็นรุ่นน้องเล็กสุดในซีรีย์ Chameleon ครับ ซึ่งดูจากขนาดแล้วเหมาะกับห้องที่ไม่ใหญ่มาก หรือใช้เป็นเซอราวด์ในชุดโฮมเธียเตอร์ สิ่งที่พิเศษมาก ๆ สำหรับลำโพงซีรีย์ Chameleon นี้ก็คือการออกแบบที่ฉีกแนวไปจากลำโพงรุ่นก่อน ๆ ของทาง Sonus Faber ไปมากทีเดียวครับ

ปกติแล้วหากนึกถึงลำโพง Sonus Faber ผมก็จะนึกถึงลำโพงที่มาพร้อมลายไม้สวย ๆ เครื่องหนังแท้ที่ดูหรูหราคลาสสิคสไตล์ยุโรป แต่มากับรุ่นนี้นั้นการออกแบบจะออกไปแนวโมเดิร์นแทน แต่ยังคงมีการหุ้มลำโพงด้วยหนังตามสไตล์ดั้งเดิม

ด้านข้างของลำโพงทั้งสองข้างนั้นจะมีชิ้นไม้ที่ทำสีมาอย่างสวยงามเรียบเนียนครับ เห็นแล้วพาลให้นึกถึงสีของรถสปอร์ตหรูกันเลยทีเดียวและทีเด็ดของลำโพงคู่นี้ก็คือเราสามารถเลือกเปลี่ยนสีได้ด้วยครับ ซึ่งตัวแผงด้านข้างจะมีให้เลือกซื้อเพิ่มต่างหากครับ

เท่าที่ดูจากในเว็บไซต์ของทาง Sonus Faber มีให้เลือกหลากหลายสีเลย รวมถึงถ้าใครยังชอบลายไม้สวย ๆ สไตล์ดั้งเดิมของ Sonus Faber ก็มีให้เลือกสั่งอีกด้วย งานนี้ต้องบอกว่านอกจากจะเป็นลำโพงฟังเพลงได้แล้วยังเหมือนได้เฟอร์นิเจอร์สไตล์ยุโรปมาแต่งบ้านอีกด้วย

ตัวอย่างสีที่มีให้เลือกเปลี่ยน

Sonus Faber Chameleon B ตัวนี้มาพร้อมกับ Woofer ขนาด 6 นิ้วซึ่งจะเทียบเท่ากับ Mid Range ของรุ่น Chameleon T และ Chameleon C ครับ ส่วน Tweeter มีขนาด 29 mm. ขั้วต่อลำโพงด้านหลังใช้เป็นไบร์วาย แยกเป็น High กับ Mid-low ไม่เหมือน Chameleon T ที่แยกเป็น High-mid กับ low ครับ โดยตัวไดรเวอร์ Sonus Faber รุ่นนี้หันมาใช้ PP cone ที่ Sonus Faber ออกแบบเองเพื่อให้ทำงานได้ดีกับเสียงทุกรูปแบบตั้งแต่เสียงที่มีไดนามิคสูงสูง หรือเสียงที่ต้องการความต่อเนื่องมาก ๆ นั่นเองครับ

ขั้วต่อลำโพงด้านหลังใช้เป็นไบร์วาย แยกเป็น High กับ Mid-low

แม็ตชิ่ง + ไฟน์จูน
การทดสอบลำโพงไม่ว่าจะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่รุ่นถูกรุ่นแพง “‘งานหิน” มันอยู่ตรงการแม็ตชิ่งและไฟน์จูนเนี่ยแหละครับ งานนี้ผมจึงต้องเรียกกำลังเสริมมาช่วยสอนมวยกันหน่อย “ดูจากสเปคลำโพงแล้วเป็นยังไงบ้าง” พี่ธานีถามผม “งานนี้ตัวเล็กแต่กินแรง เอาเรื่องครับ” ผมตอบไปเพราะดูจากค่า IMPEDANCE 4 Ohm และ SENSITIVITY 87 dB ของลำโพงตัวนี้แล้วบอกได้เลยว่างานนี้ไม่หมูแน่นอน

พี่ธานีให้การบ้านผมมาว่าควรจะหาแอมป์ที่มากำลังขับอย่างน้อย 75% ของกำลังขับที่ทางผู้ผลิตลำโพงได้บอกไว้ ซึ่ง Sonus Faber Chameleon B ตัวนี้ทางผู้ผลิตระบุไว้ที่ 150w ถ้าจะให้เสียงที่ได้ออกมาตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตตั้งใจไว้ก็ต้องหาแอมป์ที่มีแรงขับอย่างน้อย 112.5W ต่อข้างที่ 4 โอห์มครับ! ก็บอกแล้วถึงจะตัวเล็กแต่งานนี้ไม่หมู

แอมป์ตัวแรกที่ผมเลือกมาใช้คือ Marantz รุ่น PM14S1 ที่ให้กำลังขับ 90W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม (140W ต่อข้างที่ 4โอห์ม) ตัวนี้เป็นเหมือนแอมป์ขาประจำของห้องฟังของเราครับและดูจากสเปคแล้วก็น่าจะเอาเจ้าตัวเล็กใจใหญ่คู่นี้อยู่ ก็เลยเลือกที่จะใช้เป็นแอมป์ตัวแรกของการทดสอบ Sonus Faber Chameleon B คู่นี้ซะเลย

ห้องทดสอบที่ของเรามีสัดส่วน กว้างxลึก เท่ากับ 3.60×5.60 ตารางเมตร และสูงเกือบสามเมตรจริง ๆ แล้วเป็นห้องขนาดกลางครับ แต่เมื่อเทียบกับขนาดลำโพง Sonus Faber Chameleon B ตัวนี้แล้วก็ทำให้ห้องนี้กลายเป็นห้องขนาดใหญ่เกินลำโพงอยู่เหมือนกัน คราวนี้ก็ต้องมาลองดูกันแล้วละครับว่า Sonus Faber Chameleon B ตัวเล็ก ๆ แบบนี้จะแสดงพลังออกมาได้มากขนาดไหนกัน!

เริ่มแรกผมจัดการแม็ตชิ่งกับ Marantz รุ่น PM14S1 โดยต่อสายลำโพงแบบไบ-ไวร์ฯ ส่วนต้นทางผมใช้ ext.DAC ของ MyTek รุ่น Brooklyn อินพุตจากไฟล์เพลงที่เล่นผ่านโปรแกรม roon บนคอมพิวเตอร์ Mac Mini) อ่านถึงตรงนี้คุ้น ๆ ใช่ไหมครับฮา ๆ เซ็ตต้นทางที่ว่ามานี่ก็เป็นของพี่ธานีที่ทิ้งไว้ให้ใช้ทดสอบในห้องฟังของของเรานั้นเองซึ่งก็เป็นชุดที่ผมได้ฟังบ่อย ๆ ด้วยผมก็เลยเลือกที่จะใช้ชุดนี้เพื่อให้ง่ายต่อการฟังเสียงที่ได้จากลำโพงมากขึ้นครับ

ผมเริ่มทดสอบกับชุดนี้อยู่ประมาณสองสามวัน สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงแรกของการทดสอบคือ เรื่องมิติและซาวนด์สเตจ ของลำโพงตัวนี้ทำได้ยอดเยี่ยมเกินตัวทีเดียวครับ ตรงนี้ผมต้องแอบสารถภาพว่าผมให้พี่ธานีมาช่วยหาจุดวางลำโพงที่ลงตัวให้ครับ เพราะจากการทดสอบขยับลำโพงเองอยู่นานหลายชั่วโมงก็พบว่าถ้าจะทำเองจนฟังได้เรื่องได้ราวอาจจะต้องยกลำโพงกันจนหลังหักกันเสียก่อนฮา ๆ

แต่อย่างที่บอกไปว่า Sonus Faber Chameleon B คู่นี้ต้องการกำลังขับอยู่ที่ 150w ต่อข้างที่ 4 โอห์ม ส่วน Marantz รุ่น PM14S1 ที่ให้กำลังขับได้ 140W ต่อข้างที่ 4โอห์ม ถ้าตามทฤษฎีแล้วมันก็ควรจะขับ Sonus Faber Chameleon B ออกมาได้ดีอย่างที่ควรจะเป็นใช่ไหมครับ ซึ่งเท่าที่ฟังนั้นก็ต้องบอกว่าเสียงที่ได้ยินก็ใหญ่เกินตัวอยู่ทีเดียว แต่ก็ยังมีความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างที่ยังออกมาไม่หมด มีบางสิ่งที่เหมือนยังอั้น ๆ โดยเฉพาะเสียงทุ้มที่ฟังแล้วเหมือนรู้สึกว่ามันยังออกมาไม่เต็มอย่างที่ควรจะเป็น

คิดได้อย่างนี้ผมก็ลองนึก ๆ ดูว่าตอนนี้ที่ห้องทดสอบมีแอมป์ตัวไหนที่ให้พลังล้นเหลือพอจะมาลองทดสอบดูบ้างก็ปรากฎว่าไม่มีเลยครับ เรื่องมันช่างน่าเศร้า… แต่ก็เศร้าอยู่ไม่ทันข้ามวัน ช่วงบ่ายของวันที่น่าเศร้าของผมก็กลับมาสดใสขึ้นอีกครั้ง “ของมาส่งครับ” ผมเหลือบไปมองของที่ถูกเข็นเข้ามาพร้อมกับเสียงเรียกก็ได้แต่อมยิ้มแล้วบอกว่า “อ่าห์ สิ่งนี้แหละที่รอคอย”

วันแรกที่ได้มายังไม่มี MyTek รุ่น Brooklyn จับฟังกับแผ่น CD ด้วย Marantz รุ่น SA-14S1 ก่อนเลย

Big Sound,Small Size
หลังจากคิดไม่ตกว่าจะเอาแอมป์ที่ไหนมาทดสอบคู่กับลำโพงคู่นี้ดี ผมก็ได้ของดีมาลองเล่นพอดีครับ เพราะของที่เข็นมาส่งที่ว่านั้นมันคือพาวเวอร์แอมป์ ROTEL รุ่น RB1552MKII ซึ่งตามสเปคแล้วให้กำลังขับต่อข้างที่ 120 w ที่ 8 โอห์ม แล้วถ้า 4 โอห์มละครับ! ก็เบิ้ลไปเป็นสองเท่านั่นก็คือ 240w ต่อข้างไงละ!!! อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า Sonus Faber Chameleon B จริง ๆ ต้องการกำลังขับแค่ 150w เท่านั้นเองครับเจอแอมป์ตัวนี้ไปรับรองขับกระเด็นเสียงหลุดตู้แน่นอน

แต่ตรงจุดนี้ต้องขอเล่านิดนึงว่าหลังจากได้มาด้วยความตื่นเต้นผมก็ได้ไปต่อโดยใช้ภาค Pre-Out ของ Marantz รุ่น PM14S1 แล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยแม็ทกันเท่าไหร่เลยลองเปลี่ยนไปใช้ภาค Pre-Out จาก MyTek รุ่น Brooklyn แทน คราวนี้พอเหลือแค่จาก Brooklyn ส่งตรงมาที Power Amp ROTEL รุ่น RB1552MKII ทุกอย่างก็ลงตัวครับแล้วพอทุกอย่างลงตัวผมบอกได้เลยว่าเสียง Sonus Faber Chameleon B มันใหญ่เกินตัวในระดับที่กล้าพูดได้ว่าหากคุณหลับตาฟังอาจจะเผลอนึกไปว่ากำลังฟังลำโพงตั้งพื้นตัวใหญ่ ๆ อยู่เลยทีเดียว!!!

ลำโพงตัวนิดเดียวแต่พลังเสียงที่ออกมานั้นใหญ่เต็มห้องดีจริง ๆ

เสียง
หลังจากที่หมดเวลาไปกับการ แม็ตชิ่ง และ ไฟน์จูน อยู่เป็นอาทิตย์ก็ได้จุดที่ลงตัวเสียทีครับซึ่ง สิ่งที่ได้นั้นคุ้มค่ามาก ๆ เพราะมันช่วยทำให้ลำโพงคู่นี้แสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ หรือจะเรียกว่าเกินความคาดหมายเลยก็ว่าได้! สิ่งที่รับรู้ได้ทันทีเมื่อลำโพงคู่นี้ได้แอมป์ที่มีกำลังถึง นั่นก็คือย่านเสียงทุ้มครับ เป็นเสียงทุ้มที่ใหญ่เกินตัว ทรงพลังฉับไวสอดประสานไปกับจังหวะสปีดของเพลงได้ดีเยี่ยมบอกตามตรงว่าเท่าที่ฟังลำโพงมาหลายคู่ปกติแล้วหากอยากได้เสียงย่านทุ้มคุณภาพแบบนี้คงต้องหาลำโพงที่มีขนาดตู้ที่ใหญ่กว่านี้หลายเท่าตัวแน่นอน!

อีกจุดที่ประทับใจคือความสามารถในการถ่ายทอดคอนทราสน์ ไดนามิกในย่านเสียงกลางที่ต่อเนื่องลื่นไหลฟังเพลงร้องแล้วรับรู้ได้ถึง “อารมณ์” ที่สื่อออกมาได้ดีทีเดียว ผมลองทดสอบมิติและซาวนด์สเตจของ Sonus Faber Chameleon B คู่นี้ด้วยอัลบั้ม The All Star Percussion Ensemble ดูก็พบว่าลำโพงคู่นี้สร้างมิติเสียงออกมาได้สมจริงจนเราสามารถรับรู้ได้ถึงตำแหน่งของชิ้นดนตรีนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี รวมถึงทรานเชียนต์ ไดนามิกที่ดีของลำโพงคู่นี้ก็ช่วยให้เข้าถึงอารมณ์ความสนุกของเพลงเพิ่มขึ้นอีกด้วย

สรุป
Sonus Faber Chameleon B มีดีที่ตัวเล็กแต่เสียงใหญ่! หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ก็คงมีคำถามในใจว่าเห็นผมย้ำจังเลยว่าเสียงใหญ่เกินตัวเหมือนฟังลำโพงใหญ่ แล้วทำไมไม่ซื้อลำโพงใหญ่มาฟังให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยละ ปัดโธ่!! ถ้าหากใครเริ่มมีคำถามแบบนี้ ผมก็อยากจะอธิบายถึงความดีงามในการเล่นลำโพงเล็กแต่เสียงใหญ่แบบนี้นะครับ การเล่นเครื่องเสียงนั้นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ อย่างหนึ่งก็คือเรื่องของห้องใช่ไหมละครับ แล้วก็ไม่ใข่ทุกคนที่จะสามารถสร้างห้องสำหรับฟังเพลงโดยเฉพาะได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อาจจะใช้ห้องนั่งเล่น หรือทำห้องนอนที่ว่างอยู่มาเป็นห้องฟังซึ่งห้องก็จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก

การที่คุณจะเล่นลำโพงตั้งพื้นตัวใหญ่ให้ได้ไดนามิกเสียงที่ดี เสียงทุ้มที่ทรงพลังคุณจะต้องมีห้องที่ใหญ่ตามไปด้วย ลองนึกภาพห้องขนาด 3.5 x 5.25 ซึ่งเป็นห้องที่เป็นมาตรฐานห้องฟังที่เล็กที่สุดแล้วเรานำลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่มีวูฟเฟอร์ 12.5 นิ้ว 1 ตัว 10.5 นิ้วอีกหนึ่งตัวดูสิครับ ถ้าคุนจะเปิดให้ลำโพงดังในระดับที่ให้เสียงออกมาครบ ๆ ผมว่าต้องเมาเสียงทุ้มตายกันไปข้างนึงแน่นอน นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องมิติและซาวด์สเตจอีกนะครับ ไหนจะระยะห่างของการวางลำโพงอีกละ!

เห็นไหมครับในความเป็นจริงการจะเล่นลำโพงตัวใหญ่ ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย แล้วพอเราจะเล่นลำโพงตัวเล็ก ๆ สิ่งที่พบก็คือเสียงที่รู้สึกว่ามันไม่หลุดออกจากตู้ ผมยกตัวอย่างห้องทดสอบของของเราที่ถือว่าเป็นห้องขนาดกลาง ๆ นะครับ ลำโพงที่มีขนาดประมาณพอ ๆ กับ Sonus Faber Chameleon B ตัวนี้หลาย ๆ ตัวเมื่อเอาเปิดทดสอบในห้องนี้ถึงกับไปไม่เป็นอยู่หลายคู่เลยทีเดียว เพราะเสียงที่ออกมานั้นโดนห้องกลืนหายไปเยอะ แต่ไม่ใช่กับ Sonus Faber Chameleon B คู่นี้ครับ

ลำโพงคู่นี้ถ้าจับคู่กับแอมป์ที่มีแรงขับมากพอ จับแม็ตชิ่งและไฟน์จูนดี ๆ จะพบว่าเสียงที่ได้นั้นเหมือนเราได้ยินจากลำโพงตัวใหญ่ ๆ เลยทีเดียวทั้งเสียงย่านทุ้มและไดนามิกของเสียง ตรงนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไดรเวอร์แบบ PP cone ที่Sonus Faber ออกแบบมานั้นตอบสนองย่านความที่ได้ดีอย่างที่คุยไว้จริง ๆ

สำหรับใครที่มีห้องฟังขนาดเล็กไปจนถึงกลางแล้วอยากจะลองสัมผัสกับเสียงแบบ “ไฮเอนด์” จริง ๆ ดู ผมแนะนำว่าควรที่จะหาโอกาศไปทดสอบ Sonus Faber Chameleon B คู่นี้ดูสักครั้งครับ แล้วจะรู้ว่าเสียงแบบไฮเอนด์จริง ๆ นั้นไม่จำเป็นที่่จะต้องมีห้องฟังใหญ่โตและลำโพงตั้งพื้นขนาดยักษ์เสมอไปครับผม!


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
K S SONSGROUP CO., LTD.
โทร.081-008-0008
ราคา 42,000 บาท/คู่

อชิร รวีวงศ์

Content Contributor ที่ชื่นชอบในการทำคอนเทนต์ทุกรูปแบบ และยังหลงใหล คลั่งไคล้ไปกับเครื่องเสียง หูฟัง กล้อง และแก๊ดเจ็ททุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับภาพและเสียง!