รีวิว Resonessence Labs : Veritas
เหตุผลที่ทำให้ Veritas ดูน่าสนใจมีอยู่สองข้อ ข้อแรก คือเป็น ext.DAC ตัวแรก ๆ ในตลาดที่ใช้ชิป DAC ตัวล่าสุดของ ESS Technology คือเบอร์ ES9028PRO
ส่วนข้อที่สอง ก็คือคนที่ออกแบบ ext.DAC ตัวนี้มีชื่อว่า Mark Mallinson ซึ่งก็คือคนที่เคยทำงานอยู่ใน ESS Technology และมีความสำคัญระดับหัวหน้าทีมออกแบบชิป DAC SABRE นั่นเอง
คุณว่ามันน่าสนใจมั้ยล่ะ.? เมื่อคนที่มีส่วนร่วมในการออกแบบชิป DAC กับคนที่เอาชิป DAC ตัวนั้นมาออกแบบเป็น External DAC ตัวนี้ เป็นคน ๆ เดียวกัน.!
‘Veritas’ น้องเล็กในครอบครัว Resonessence Labs
ในจำนวน 7 ผลิตภัณฑ์ของ Resonessence Labs ที่มีอยู่ในขณะนี้แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มสินค้าคือ (1) External DAC, (2) External DAC ที่มีแอมป์ขับหูฟังในตัว และ (3) portable DAC แบบพกพาที่มีแอมป์ขับหูฟัง (เล็ก ๆ) ในตัว ซึ่ง Veritas ตัวนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแรก อยู่ในตำแหน่งเล็กสุดในกลุ่ม External DAC ที่ใช้งานได้ทั้งในซิสเต็มเครื่องเสียงแบบ desktop audio และ home hi-fi system
A = ไฟแอลอีดีซ่อนอยู่ใต้โลโก้ เนื่องจาก Veritas ไม่มีสวิทช์เปิด/ปิดเครื่อง เมื่อเสียบสายไฟเอซีค้างไว้ ไฟแอลอีดีสีฟ้าใต้โลโก้นี้จะสว่างค้างให้รู้ และเครื่องจะเข้าอยู่ในโหมดสแตนด์บาย
B = หน้าจอ OLED มีไว้แสดงวอลลุ่มที่ใช้, ความถี่แซมปลิ้งของสัญญาณอินพุตขณะนั้น, แหล่งอินพุตที่เลือกใช้ และยังมีไว้สำหรับเลือกวงจรดิจิทัลฟิลเตอร์ด้วย
C = ปุ่มสารพัดหน้าที่ ใช้หมุนปรับวอลลุ่ม, กดสั้น ๆ ซ้ำ ๆ อินพุตจะวนมาให้เลือก และใช้กดเลือกให้เครื่องเข้าสู่โหมดสแตนด์บายได้ด้วย ถ้าต้องการเลือกวงจรฟิลเตอร์ ให้กดแล้วค้างไว้ จากนั้นให้หมุนเพื่อแสดงฟิลเตอร์แต่ละแบบวนไป เมื่อเลือกได้แล้วให้กดสั้น ๆ เพื่อออกจากเมนูเลือกวงจรฟิลเตอร์
D = โลโก้ที่การันตีว่าสามารถรองรับสัญญาณเสียงตระกูล PCM ได้ถึงระดับ DXD คือ 352/384kHz และสามารถรองรับสัญญาณ DSD ได้ถึงระดับ DSD128
Veritas มาในรูปลักษณ์ของเครื่องเสียงยุคใหม่ไซส์จิ๋ว ด้วยสัณฐานตัวเครื่องที่มีหน้ากว้างแค่ 7.3 นิ้ว x ลึก 5.9 นิ้ว และสูงแค่ 1.96 นิ้ว แต่ถ้ามองด้วยสายตาคุณคงจะต้องคะเนน้ำหนักของมันผิดอย่างแน่นอน ต้องลองยกมันขึ้นมาวางไว้ในมือแล้วคุณจะทึ่ง เพราะตัวถังของ Veritas ทำมาจากแผ่นอะลูมิเนียมหนาที่กัดเซาะด้วยหัว CNC ขึ้นรูปจบในชิ้นเดียว ซึ่งเป็นที่มาของน้ำหนักที่มากกว่า 2 กิโล.!
และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้คุณมองหารอยต่อของตัวถังไม่เจอ แม้แต่จุดขันน็อตที่ประกบแผ่นฐานล่างที่ติดตั้งวงจรอิเล็กทรอนิคทั้งหมดเข้ากับตัวถังหลักก็ถูกซ่อนอยู่ด้านล่าง ด้วยเหตุนี้ ตัวถังของ Veritas จึงมีความแน่นหนามากเป็นพิเศษ โซลิดสุด ๆ ใช้นิ้วเคาะลงไปบนตัวถังทุกจุดจะได้ยินเสียงทึบ ๆ สั้น ๆ เท่านั้น ไม่มีเสียงก้องกังวานของโลหะเลย

บนแผงหน้าของตัวเครื่องดูโล่ง ๆ เกลี้ยง ๆ มีแค่ปุ่มหมุนปรับหนึ่งปุ่ม หน้าจอแสดงผลขนาดเล็กหนึ่งจอ นอกนั้นก็เป็นโลโก้ที่มีไฟแสดงสถานะกับโลโก้ DXD, DSD เท่านั้น

ส่วนช่องต่อเชื่อมสำหรับสัญญาณอินพุต/เอาต์พุตและไฟเอซีอยู่บนแผงด้านหลัง ซึ่งประกอบด้วยขั้วต่อ analog output สองชุด ติดขั้วต่อบาลานซ์ XLR กับขั้วต่อ RCA มาให้อย่างละชุด, ขั้วต่อ RCA สำหรับสัญญาณอินพุตดิจิทัล SPDIF จำนวน 2 ช่อง, ช่อง optical สำหรับสัญญาณอินพุตดิจิทัล SPDIF หนึ่งช่อง, ช่อง AES สำหรับสัญญาณอินพุตดิจิทัล SPDIF และ AES อีกหนึ่งช่อง
และสุดท้ายคือช่องอินพุต USB Type B สำหรับรับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์หรือเน็ทเวิร์คเพลเยอร์อีกหนึ่งช่อง
A = ช่องเอาต์พุตสำหรับสัญญาณอะนาลอก มีให้เลือกสองรูปแบบคือบาลานซ์ XLR ที่ให้ความแรงสัญญาณอยู่ที่ 4 โวลต์ ส่วนอันบาลานซ์ RCA ให้ความแรงสัญญาณอยู่ที่ 2 โวลต์ ทั้งสองช่องนี้ให้สัญญาณออกมาพร้อมกัน จึงสามารถดึงสัญญาณจากช่องอันบาลานซ์ไปใช้กับลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์ได้ในกรณีที่ต้องการฟังเพลงแบบ 2.1 Ch
B = อินพุตสำหรับสัญญาณดิจิทัลมีมาให้ครบทุกประเภท ทั้ง Optical, coaxial, AES และ USB
C = ขั้วต่อสายไฟเอซีแบบสามขาแยกกราวนด์ สามารถเลือกใช้สายไฟเอซีคุณภาพสูงได้
ในกล่องมีรีโมทไร้สายของ apple แถมมาให้ด้วยหนึ่งอัน สามารถใช้ควบคุมการทำงานของ Veritas ได้ครบทุกหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเลือกอินพุต, เลือกวงจรดิจิทัล ฟิลเตอร์, ปรับวอลลุ่ม และสามารถใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลงผ่านโปรแกรมเพลเยอร์บนคอมพิวเตอร์ได้ด้วย ในการควบคุมระดับความดังของ Veritas คุณมีทางเลือกสองทาง คือจะใช้มือหมุนปุ่มบนหน้าปัดก็ได้ หรือจะใช้นิ้วจิ้มบนรีโมทที่แถมมาให้ก็ได้ การบังคับใช้งานรีโมทคอนโทรล
A: กดสั้น ๆ = เพิ่มวอลลุ่มดังขึ้น
: กดค้าง = เพิ่มความสว่างของไฟบนหน้าจอ และที่โลโก้
B: กดสั้น ๆ = ลดวอลลุ่มเบาลง
: กดค้าง = ลดความสว่างของไฟบนหน้าจอ และที่โลโก้
C: กดสั้น ๆ = กระโดดกลับไปแทรคก่อนหน้า
D: กดสั้น ๆ = กระโดดข้ามไปแทรคต่อไป
E: กดสั้น ๆ = วนอินพุตไปเรื่อย ๆ และเข้าใช้/ออกจากโหมดสแตนด์บาย เริ่มจาก Sleep > TORX (TosLink) > RCA2 (S/PDIF อันล่าง) > RCA1 (S/PDIF อันบน) > AES (ขั้วต่อ XLR) > USB (ขั้วต่อ Type B, USB 2.0) > Sleep
F: กดสั้น ๆ = วนอ๊อปชั่นของการแสดงผล 3 ส่วนบนหน้าจอ คือ วอลลุ่ม, แซมปลิ้งเรตของสัญญาณอินพุต และแหล่งต้นทางอินพุตที่เลือกใช้ขณะนั้น
ประสิทธิภาพ
พูดถึงประสิทธิภาพของ DAC สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาก่อนก็คือ “ความสามารถในการรองรับสัญญาณดิจิทัลอินพุต”
ซึ่งเพดานสูงสุดของความละเอียดของสัญญาณดิจิทัลที่ DAC ในปัจจุบันทำได้นั้นกำลังมุ่งไปที่ระดับ DXD หรือ 352.8kHz/384kHz สำหรับรูปแบบของสัญญาณ PCM ส่วนรูปแบบของสัญญาณ DSD ก็กำลังก้าวไปถึงระดับ double DSD คือ DSD128 หรือ DSD5.6MHz กันแล้ว
ถ้าดูที่โลโก้ที่ปรากฏอยู่บนหน้าปัดของ Veritas ก็คงเข้าใจได้ว่าผู้ผลิตเขาต้องการอ้างถึงความสามารถของ ext.DAC ตัวนี้นั่นเอง
เบอร์ ES9038PRO กรอบสี่เหลี่ยมสีแดงในภาพแสดง
ความแตกต่างที่ปรากฏอยู่ในชิพตัวใหม่ทั้งสองเบอร์
เทียบกับเบอร์ ES9018 ที่เป็นเจนเนอเรชั่นก่อนหน้า
ชิป DAC ยี่ห้อ ESS Technology เบอร์ ES9028PRO ที่ใช้ใน Veritas เป็นชิป 32-bit/8 Ch เจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดที่ออกมาหลังรุ่น ES9018 เจ็ดปี มีการปรับปรุงประสิทธิภาพให้สูงขึ้น 4 จุดเมื่อเทียบกับรุ่น ES9018 คือ ลด THD ลงต่ำกว่าเดิม, ปรับปรุงวงจร digital filters ที่ทำให้ได้ frequency response ที่ราบเรียบมากกว่าเดิม
ปรับปรุงส่วนของ phase locked loop ที่ช่วยให้การล็อคสัญญาณในแต่ละอินพุตใช้เวลาสั้นลง และสุดท้ายคือปรับปรุงการจ่ายไฟเลี้ยงให้กับแต่ละภาคการทำงานของวงจรภายในโครงสร้างของชิป
ซึ่งจุดที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงตรง ๆ ก็มีเรื่องของ THD, ไฟเลี้ยง และดิจิทัล ฟิลเตอร์ ซึ่งในแง่ของ THD กับไฟเลี้ยงนั้นเป็นหน้าที่ของคนออกแบบ ผู้ใช้อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ไม่ได้เข้าไปยุ่งอะไรตรงนั้น จุดเดียวที่คุณสามารถเข้าไปยุ่งได้ก็คือเลือกใช้ digital filter ซึ่ง Veritas เตรียมมาให้เลือกใช้มากถึง 7 ตัวด้วยกัน คือ
1: PRO Fast Roll Off
2: PRO Slow Roll Off
3: PRO Minimum Phase, Corrected
4: PRO Minimum Phase, Slow Roll Off
5: PRO Linear Phase, Apodizing
6: PRO Linear Phase, Brick Wall
7: PRO Minimum Phase, Fast Roll Off
ดิจิทัลฟิลเตอร์ 7 รูปแบบ
ลำโพงรุ่นใหม่ ๆ สามารถตอบสนองแบนด์วิดธ์ของเสียงได้กว้างขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ส่วนใหญ่จะขยายทางด้านความถี่สูงขึ้นไปได้มากกว่า 20kHz หรือสองหมื่นเฮิร์ตทั้งนั้นเพราะทำได้ง่ายกว่าการขยายลงไปทางด้านทุ้มซึ่งต้องอาศัยไดรเวอร์ที่มีขนาดใหญ่ ทำให้ขนาดตัวตู้ของลำโพงต้องถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น
นอกจากจะส่งผลต่อต้นทุนแล้ว ยังทำให้ไม่สามารถออกแบบให้มีหุ่นที่สลิมและเพรียวบางตามสมัยนิยมได้ คนที่ต้องการขยายความสามารถในการตอบสนองความถี่ด้านทุ้มลงไปก็มักจะอาศัยลำโพงซับวูฟเฟอร์เข้ามาเสริม
แต่กระนั้น แม้ว่าตัวลำโพงเองจะได้ถูกขยายความสามารถในการตอบสนองความถี่ได้กว้างขึ้นกว่าเดิมแล้วก็ตาม แต่ยังไงก็ไม่ทันกับแบนด์วิดธ์หรือความถี่ของสัญญาณเสียงเพลงที่ได้จากไฟล์ digital high-resolution อยู่ดี
ยกตัวอย่างง่าย ๆ กับสัญญาณดิจิทัลที่ใช้อัตราสุ่มตัวอย่างที่ระดับ 96kHz เมื่อผ่านกระบวนการแปลงสัญญาณ digital > analog ด้วยชิป DAC ออกมาแล้ว ตามกฏของ Nyquist มันจะให้ความถี่ของเสียงอะนาลอกออกมาได้สูงสุดถึง 48,000 เฮิร์ตเลยทีเดียว ซึ่งจะหาลำโพงที่สามารถตอบสนองความถี่ที่ครอบคลุมแบนด์วิดธ์ขึ้นไปกว้าง ๆ ขนาดนั้นได้ยากมาก
ถ้าต้องการให้ความถี่เสียงที่ได้จากการแปลงสัญญาณของไฟล์ไฮเรซฯ ออกมาครบ ๆ เต็ม ๆ แบนด์วิดธ์จริง ๆ ก็ต้องหาลำโพงซุปเปอร์ทวีตเตอร์กับลำโพงซับวูฟเฟอร์เข้ามาช่วยขยายความสามารถในการตอบสนองความถี่ของลำโพงออกไปทั้งทางด้านทุ้มและแหลม
สมมุติว่าลำโพงของคุณมีความสามารถในการตอบสนองความถี่เสียงอยู่ในเร้นจ์แค่ 20Hz – 20kHz และคุณไม่ต้องการเพิ่มทั้งซุปเปอร์ทวีตเตอร์และลำโพงซับวูฟเฟอร์เข้ามาในระบบ วิธีที่คุณจะสามารถฟังเสียงจากไฟล์ไฮเรซฯ ได้ดีโดยไม่เกิดอาการ compress ของแบนด์วิดธ์
ก็คือคุณต้องใช้วงจร filter มาช่วยตัดกรองความถี่ของไฟล์ไฮเรซฯ ในส่วนที่ลำโพงของคุณรองรับไม่ได้ทิ้งไป เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันว่า การออกแบบวงจร audio filter ที่ทำงานในโดเมนดิจิทัลโดยอาศัยซอฟท์แวร์ DSP เข้ามาจัดการควบคุมนั้นสามารถทำได้ง่ายขึ้น และใช้ต้นทุนต่ำกว่าการออกแบบวงจรออดิโอโปรเซสซิ่งที่ทำงานในโดเมนอะนาลอก
ยิ่งเป็นสถานการณ์ปัจจุบันที่ชิปดิจิทัลโปรเซสเซอร์ที่มีความสามารถในการคำนวนสูง ๆ มีราคาถูกลงมาก ก็ยิ่งทำให้วงจรดิจิทัล ออดิโอ ฟิลเตอร์สมัยใหม่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทั้งในแง่ของฟังท์ชั่นและคุณภาพเสียง ผนวกกับยุคนี้ที่ source หรือต้นทางสัญญาณอยู่ในรูปของสัญญาณดิจิทัลก็ยิ่งเอื้อกันเข้าไปใหญ่
คือทำให้สามารถตัดขั้นตอนการแปลงสัญญาณกลับไปกลับมาระหว่างอะนาลอกกับดิจิทัล สามารถใช้วงจรดิจิทัลฟิลเตอร์ปรับแต่งเข้ากับสัญญาณดิจิทัลได้โดยตรงก่อนจะแปลงกลับเป็นอะนาลอกในขั้นตอนก่อนส่งให้กับภาคแอมปลิฟายในขั้นตอนสุดท้าย ส่วนการเลือกใช้วงจรดิจิทัลฟิลเตอร์ของ Veritas นั้น แนะนำให้ทดลองฟังฟิลเตอร์แต่ละตัวกับเพลงหลากหลายแนว
ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นทำได้ไม่ยากเลย เนื่องจาก Veritas แถมรีโมทของแอ๊ปเปิ้ลมาให้ด้วย เมื่อนั่งอยู่หน้าชุดเครื่องเสียงแค่คุณชี้รีโมทไปที่ตัวเครื่องแล้วกดแป้นสีเงินที่อยู่ตรงกลางของปุ่มควบคุมทิศทางค้างไว้ประมาณ 2 วินาที จะปรากฏชื่อของวงจรดิจิทัลฟิลเตอร์ที่ใช้อยู่ขณะนั้นขึ้นมาด้านบนของจอแสดงผล ซึ่งจะกระพริบรอการปรับเปลี่ยน
เมื่อต้องการเปลี่ยนฟิลเตอร์ฟังเทียบให้กดปุ่มลูกศรบน/ล่างบนรีโมท เมื่อได้ฟิลเตอร์ที่สรุปเลือกใช้แล้ว ให้กดแป้นตรงกลางหนึ่งครั้ง ชื่อของฟิลเตอร์ตัวล่าสุดที่เลือกใช้จะหายไป แต่ก่อนจะเริ่มต้นฟังเพื่อเลือกฟิลเตอร์ คุณต้องทำการเซ็ตอัพและปรับจูนซิสเต็มให้อยู่ในระดับที่ลงตัวมากที่สุดก่อน
แนะนำให้เริ่มด้วยการตั้งฟิลเตอร์ไว้ที่ตำแหน่ง Fast Roll off ก่อนจะทำการปรับตำแหน่งลำโพงซึ่งผมทดลองดูแล้วพบว่าเมื่อตั้งฟิลเตอร์ที่ตำแหน่งนี้จะทำให้การเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงทำได้ง่ายที่สุด เพราะเป็นฟิลเตอร์ที่ให้โฟกัสของเสียงที่ชัดเจน ซาวนด์สเตจเด่นชัด และฮาร์มอนิกมาครบ หัวเสียงคมชัด แต่อาจจะให้เสียงทุ้มไม่หนาและทอดยาวเหมือนฟิลเตอร์แบบ Slow Roll off ทั้งหลาย
อย่าลืมว่า ผลของฟิลเตอร์แต่ละตัวจะขึ้นอยู่กับซิสเต็มอิเล็กทรอนิคและลำโพงของคุณด้วย อีกอย่าง รสนิยมในการฟังของคุณก็มีส่วนในการตัดสินใจเลือกเช่นกัน
แม็ตชิ่ง + เซ็ตอัพ
ก่อนจะพูดถึงการแม็ตชิ่ง + เซ็ตอัพตัว Veritas เข้ากับซิสเต็มเครื่องเสียง ผมขอพูดถึงเรื่อง firmware ซะก่อน คือตอนที่คุณทอมมี่ เจ้าของบริษัท Prestige Audio ผู้นำเข้า Resonessence Labs นำ Veritas มาให้ผมทดสอบ เฟิร์มแวร์ในตัวเครื่องยังเป็นเวอร์ชั่น 1.0.1 โดยที่มีเฟิร์มแวร์ตัวใหม่คือ 2.0 รอให้อัพเกรดอยู่บนเว็บไซต์ของผู้ผลิต
แต่หลังจากอัพฯ เป็นเวอร์ชั่น 2.0 แล้วก็ยังไม่รองรับการเล่น DSD ได้โดยตรง เมื่อผมลองเล่นไฟล์ DSD64 กับ Veritas ตัวเพลเยอร์ roon และ Audirvana Plus จะต้องทำการแปลงสัญญาณ DSD64 ให้เป็น PCM ที่ระดับ 352.8kHz/24-bit ก่อนที่จะจัดส่งไปให้ชิป DAC ของ Veritas ทุกครั้ง

ผมทดลองฟัง Veritas ที่ใช้เฟิร์มแวร์ 2.0 อยู่เกือบเดือน ก่อนที่คุณทอมมี่จะได้รับไฟล์อัพเกรดสำหรับเฟิร์มแวร์ตัวใหม่ล่าสุดคือ 2.1 beta ที่ยังไม่ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการและแวะมาอัพเกรดให้ หลังจากนั้น ผมก็สามารถเล่นไฟล์ DSF64 และ DSF128 เพื่อส่งสัญญาณ DSD ให้กับภาค DAC ของ Veritas ได้โดยตรงผ่านฟอร์แม็ต DoP
และผมก็ได้ค้นพบว่า เสียงของ Veritas ที่ทำงานด้วยเฟิร์มแวร์ 2.1 ให้เสียงที่ “ดีกว่า” ตอนใช้เฟิร์มแวร์เวอร์ชั่น 2.0 อย่างมาก..!
โดยเฉพาะกับการเล่นไฟล์เพลงฟอร์แม็ตที่เป็นสัญญาณ DSD มันดีขึ้นมาก.. ชนิดที่กล้าพูดได้ว่าเกิน 20% ขึ้นไป ดังนั้นถ้าคุณโชคดีได้ เป็นเจ้าของ Veritas สักตัวก็อย่าลืมเช็คดูด้วยว่าเฟิร์มแวร์ในตัวมันเป็นเวอร์ชั่นไหน ใช่ 2.1 รึเปล่า ถ้าไม่ใช่ 2.1 ก็ให้คุณทอมมี่ช่วยจัดการเปลี่ยนให้เลย ไม่ต้องรอช้า
คุณภาพและลักษณะเสียงที่ระบุในรายงานทดสอบนี้มาจากเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่น 2.1 ทั้งหมด.! ส่วนวงจรดิจิทัล ฟิลเตอร์ที่ผมเลือกใช้ตลอดการทดสอบครั้งนี้คือ Fast Roll Off
วงจรขยายในตัว Veritas จัดมาเป็นบาลานซ์แท้ แยกขยายซ้ายขวาเด็ดขาด สัญญาณอะนาลอกเอ๊าต์ฯ ทางช่อง XLR มีความแรงของเกนมากถึง 4 โวลต์ ผสานกับการออกแบบวงจรดิจิทัลวอลลุ่มที่ควบคุมเกนขยายในตัว DAC ด้วยเรโซลูชั่นที่สูงถึง 64 บิต
นั่นเท่ากับสองเท่าของเรโซลูชั่นของโปรเซสเซอร์ที่ใช้ในการประมวลผลภายในตัว DAC และเป็นดิจิทัลวอลลุ่มที่ทำงานในโดเมนดิจิทัลกับสัญญาณดิจิทัลโดยตรง
ซึ่งมีผลดีคือช่วยรักษาระดับ S/N ratio ให้มีความคงที่ไว้ได้ในทุกระดับวอลลุ่มที่ปรับใช้งาน ไม่ใช่ดิจิทัล วอลลุ่มที่ทำงานกับสัญญาณอะนาลอกที่ทำให้ S/N ratio แย่ลงเมื่อทำการปรับลดวอลลุ่ม
ผมได้ลองใช้ Veritas เป็น ext.DAC ร่วมกับอินติเกรตแอมป์โดยใช้วอลลุ่มของอินติเกรตแอมป์เป็นมาสเตอร์วอลลุ่มในการควบคุมความดังของระบบ และได้ลองฟังเทียบระหว่างการปรับวอลลุ่มของ Veritas ไว้ที่ 0dB (เปิดใช้ดิจิทัลวอลลุ่ม แต่เปิดสุด 100%) กับ FIXED (บายพาสดิจิทัลวอลลุ่ม)
พบว่าทั้งสองกรณีให้เสียงออกมาใกล้เคียงกันมาก แม้ว่าตอนเปิดใช้วอลลุ่มของ Veritas จะทำให้รายละเอียดระดับ Low Level ที่อยู่ในแบ็คกราวนด์ของเสียงถูก noise กลบทับลงไปบ้างแต่ก็น้อยมาก อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
แต่ถ้าวอลลุ่มอะนาลอกของแอมป์ที่คุณใช้มีคุณภาพสูงกว่าก็แนะนำให้เลือกเอาต์พุตของ Veritas ไว้ที่ FIXED จะได้เสียงดีที่สุด เมื่อใช้อินพุต USB และเลือกใช้ดิจิทัลวอลลุ่มของ Veritas คุณจะสามารถใช้ฟังท์ชั่นปรับวอลลุ่มของตัวโปรแกรมเพลเยอร์บนคอมพิวเตอร์ควบคุมระดับวอลลุ่มบนตัว Veritas ได้ ซึ่งช่วยอำนวยความ สะดวกได้มาก..
สมรรถนะ
จะว่าไปแล้ว เครื่องเสียงก็เหมือนอาหาร รสชาติที่ลิ้นรับรู้หลังจากตักเข้าปาก อาจจะแตกต่างไปจากจินตนาการที่ตามองเห็นไปไกลมากชนิดที่คุณคาดไม่ถึง.!
รูปทรงที่เล็กกระทัดรัดของ Veritas อาจจะโน้มน้าวจินตนาการของคุณให้คิดไปถึงลักษณะของเสียงที่บางเบาไร้พลัง แต่เมื่อได้ลองฟังกันจริง ๆ แล้ว จินตนาการที่ก่อตัวไว้ก่อนหน้านี้ก็ถูกความจริงพัดตีกระจายจนพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
จากการทดลองฟัง Veritas ในสภาพใช้งานจริง ผมพบว่า สมรรถนะของ ext.DAC สัญชาติคาเนเดี้ยนตัวนี้จะทำหน้าที่เป็น source หรือแหล่งต้นทางสัญญาณดิจิทัลที่ดีมาก ๆ
เมื่อคุณนำมันไปใช้งานร่วมกับชุดเครื่องเสียงบ้านระดับกลาง ๆ ลงไป และนำไปใช้ในชุดเครื่องเสียงขนาดเล็กที่ใช้งานลักษณะ personal audio ไม่ว่าจะเป็นในซิสเต็มประเภท desktop audio เพื่อการฟังเพลงผ่านหูฟังระดับไฮเอ็นด์ หรือนำส่งสัญญาณ analog out ของมันไปขับลำโพง active ที่มีเพาเวอร์แอมป์ในตัวก็ตาม

ใช้ Veritas เป็น source ในซิสเต็มระดับกลาง ๆ อย่างนี้
ได้ผลลัพธ์ออกมาดีน่าพอใจมาก..ในภาพกำลังทดลองใช้
ปรีเอาต์ของ Veritas + เพาเวอร์แอมป์ M-PWR ขับลำโพง
Totem Acoustics รุ่น Sky
จริงอยู่ว่า พลังเสียงที่ Veritas แสดงออกมานั้นมันอยู่เหนือความคาดหมายของผม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะให้พลังเสียงออกมาได้เทียบเท่ากับ ext.DAC ขนาด full-size ที่ออกแบบภาค analog output แบบดีสครีตและใช้ภาคจ่ายไฟที่มีสำรองมหาศาล
ถ้าคุณใช้ซิสเต็มขนาดใหญ่ เซ็ตอัพอยู่ในห้องฟังที่มีพื้นที่อากาศมาก ๆ และมีนิสัยที่ชอบฟังดัง ๆ เพื่อดึงไดนามิกเรนจ์ออกมาตีแผ่จนสุดสเกลแล้วล่ะก้อ.. Veritas ตัวนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบ ทว่า แบรนด์ Resonessence Labs เจ้านี้เขาก็มี ext.DAC รุ่นใหญ่กว่านี้ที่มีสมรรถนะสูงกว่านี้ที่จะสามารถตอบโจทย์คุณได้
Veritas ออกแบบภาคขยายปลายทางที่อยู่หลัง DAC เป็น true differential คือบาลานซ์แท้ที่มีอัตราขยายทั้งเฟสบวกและลบแยกสำหรับแชนเนลซ้ายและขวาอิสระ นั่นทำให้ได้เกนสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ฯ ที่แรงถึง 4.0Vrms ทางช่องบาลานซ์ XLR ส่วนช่องอันบาลานซ์ความแรงสัญญาณจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งคือ 2.0Vrms นั่นหมายความว่า ถ้าเพาเวอร์แอมป์ที่คุณนำมาใช้งานร่วมกับ Veriras ตัวนี้ดีไซน์วงจรขยายเป็นแบบบาลานซ์แท้ ๆ และมีอินพุต XLR มาให้ ผมแนะนำให้เชื่อมต่อกับ Veritas ที่ช่อง XLR จะได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ไปกันได้ดีเลยกับภาคปรีแอมป์เอาต์พุตของ Veritas
(เชื่อมเข้าทางช่องอันบาลานซ์ RCA ของตัว M-PWR
ให้เสียงดีกว่าช่องบาลานซ์)
ช่วงหนึ่งในการทดสอบสมรรถนะภาคปรีแอมป์ของ Veritas ผมจับคู่มันกับเพาเวอร์แอมป์สเตริโอของ Audiolab รุ่น M-PWR ซึ่งมีขนาดตัวถังเล็กกระทัดรัด สัดส่วนความกว้างใกล้เคียงกันมาก นับว่าเป็นคู่แม็ตชิ่งที่ลงตัวมากทั้งภาพลักษณ์ภายนอกและสมรรถนะของเสียง
ส่วนลำโพงที่ใช้ทดสอบในเซ็ตนี้เป็นลำโพงวางหิ้งรุ่น SCM7 ของ ATC ที่ถือว่าค่อนข้างโหดเพราะเป็นลำโพงตู้ปิด แต่เกนขยายจากภาคปรีฯ ของ Veritas + M-PWR ก็สามารถควบคุม SCM7 ได้สบาย สามารถปลดปล่อยเสียงทุ้มออกมาจาก SCM7 ได้มากเกินพอสำหรับการฟังแบบ nearfield บนโต๊ะทำงาน
บุคลิกเสียง + คุณภาพเสียง
หลังจากอัพเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่น 2.1 ลงไปแล้ว เสียงของ Veritas ดีขึ้นมากทุกนัยยะ.! และน่าจะเป็นตัวตนที่แท้จริงของ ext.DAC ตัวนี้ ซึ่งสิ่งแรกที่ผมรับรู้ได้หลังจากฟังมันต่อเนื่องมาสักระยะ
ผมรู้สึกได้ว่า คนออกแบบได้จัดการในส่วนของ digital volume ได้ดีเป็นพิเศษ และคิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากการใช้เรโซลูชั่นของ dsp ที่ระดับ 64-bit เข้าไปปรับใช้ในการแจกแจงระดับความดังของเสียง
ทำให้สามารถดึงเอาสัญญาณเสียงจากไฟล์ต้นฉบับตั้งแต่ระดับ “เบาสุด” ขึ้นไปจนถึง “ดังสุด” ออกมาโชว์ให้ฟังได้อย่างครบถ้วน และด้วยลักษณะของการไล่ความดังที่มีระดับความแตกต่างจำนวนมหาศาลเช่นนี้
ยังผลให้คอนทราสน์ไดนามิกของเสียงดนตรีและเสียงร้องที่ใช้วิธีสี ร้อง และเป่า ปรากฏออกมาด้วยความละเอียดเนียน อ่อนช้อย และราบรื่นไร้รอยต่อโดยสิ้นเชิง.!!
โปรเซสเซอร์ที่สามารถคำนวณค่าได้สูงถึง 64-bit จะสามารถสร้างค่าความดังที่แตกต่างกันได้มากถึง 18,446,744,073,709,551,616 ระดับ..!
ซึ่งโดยทางทฤษฎีแล้ว มาสเตอร์เทปสามารถเก็บบันทึกไดนามิกเรนจ์ของเสียงอะนาลอกไว้ได้สูงสุดก็ไม่เกิน 120-140dB ในขณะที่เรโซลูชั่นของข้อมูลดิจิทัลที่ 64-bit สามารถ “แทนค่า” ความดังได้มากมายมหาศาลตามที่เห็นข้างต้น
เมื่อเอาความสามารถของ 64-bit มาแทนค่าความดังของสัญญาณต้นฉบับดิจิทัลจึงสามารถไล่ระดับความดังของสัญญาณออกมาได้ใกล้เคียงกับสัญญาณอะนาลอกต้นฉบับ 100%
คนที่ชื่นชอบฟังเพลงคลาสสิคัลประเภทออเครสต้าจะสามารถรับรู้ถึงสิ่งที่ผมเกริ่นมาข้างต้นได้ชัดเจนมากถ้าฟังผ่าน Veritas ตัวนี้ เพราะเพลงแนวนี้มีไดนามิกเรนจ์ที่กว้างมาก สัญญาณเสียงที่อยู่ในระดับ Low Level Signal กับสัญญาณเสียงช่วงพีคจะมีความดังต่างกันมากหลายดีบี
ซึ่ง DAC ที่ใช้โปรเซสเซอร์ที่มีเรโซลูชั่นสูง ๆ จะทำให้ได้ข้อดีคือสามารถถ่ายทอดสัญญาณเสียงที่มีระดับความดังต่ำ ๆ ออกมาได้ครบถ้วนมากกว่า เพราะในการใช้งานจริงนั้น ระดับความดังสูงสุดของเสียงที่ประสาทหูของมนุษย์ทนรับได้จะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 120dB อยู่แล้ว
ดังนั้น ความสามารถในการแทนค่าความดังของข้อมูลดิจิทัลที่มีเรโซลูชั่นสูง ๆ จึงถูกใช้ไปในการแทนค่าสัญญาณที่มีความดังน้อย ๆ (Low Level Signal) ซะมากกว่าที่จะเอาไปเพิ่มความดัง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงคิดว่า มรรคผลของ Veritas ตัวนี้ควรจะไปปรากฏผลที่ชัดเจนกับอัลบั้มที่มีรายละเอียดเสียงอยู่ในระดับความดังต่ำเยอะ ๆ อย่างพวกเพลงคลาสสิกประเภทเดี่ยว (solo) ทั้งหลาย, อัลบั้มเพลงประเภทแสดงสด, ประเภท Live Recordings หรืออัลบั้มเพลงประเภทที่โชว์ฮาร์มอนิกเยอะ ๆ มากกว่าอัลบั้มตลาด ๆ ทั่วไป
หลังจากทดลองฟังไปหลายชุด หนึ่งในอัลบั้มที่ผมทดลองฟังกับ Veritas ตัวนี้แล้วได้เห็นถึงมรรคผลของมันออกมาได้อย่างชัดเจนก็คืออัลบั้มชุด 4 Sax Only (DSD 2 Ch) ซึ่งเป็นงานบรรเลงแซ็กโซโฟนของวง Saxophone Quartet ที่ชื่อว่า Limprevu
ประกอบด้วยเสียงแซ็กต่างขนาดจำนวน 4 ตัวคือ โซปราโน, อัลโต้, เทเนอร์ และบาริโทน ซึ่งเป็นการบันทึกด้วยวิธี Live Recordings โดยใช้ไมโครโฟน 3 ตัว ในสถานการณ์ที่นักดนตรีทั้งสี่คนกำลังเล่นสดพร้อมกันภายในโถงโบสถ์ขนาดใหญ่
เสียงที่ได้จึงเต็มไปด้วยความอบอวลของมวลฮาร์มอนิกที่เมลืองมลังและโอ่อ่า ทั้ง ๆ ที่สองหูของผมได้ยินเสียงโน้ตของแซ็กโซโฟนทั้งสี่ตัวดังอยู่เบื้องหน้า แต่มวลของฮาร์มอนิกของแซ็กโซโฟนทั้งสี่ตัวมันผนึกกำลังกันแผ่ขยายอาณาเขตส่งพลังงานคลื่นเสียงกระจายออกมาครอบคลุมพื้นที่ไกลถึงตำแหน่งนั่งฟังของผม
ทำให้ห้องฟังทั้งห้องอบอวลไปด้วยฮาร์มอนิกที่ชุมฉ่ำ อิ่มกังวาน ฟังแล้วรู้สึกเหมือนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเลงนั้น สมแล้วที่อัลบั้มนี้เป็นงานบันทึกเสียงที่ได้รับรางวัลจากนิตยสาร The Absolute Sound! ด้วย ฟังแล้วชุ่มฉ่ำหัวใจดีจริง ๆ
หลังจากฟังเสียงของ Veritas มาได้ประมาณครึ่งเดือน ผมก็ได้คำจำกัดความสั้น ๆ ในแง่คุณภาพเสียงของ ext.DAC ตัวนี้ ซึ่งผมอยากจะใช้คำว่า “เต็ม” ในการกล่าวถึงลักษณะเสียงของ Veritas ในภาพรวม เพราะไม่ว่าจะฟังอัลบั้มไหน มันก็แสดงภาพของเสียงที่โอ่อ่า แผ่ขยายสนามเสียงออกมาได้เต็มพื้นที่ เต่งตึง เหมือนลูกโป่งที่สูบลมเข้าไปเต็มที่
ที่ถูกใจผมมากคือลักษณะการ “ฉีด” ไดนามิกเรนจ์ของ ext.DAC ตัวนี้ที่ทำให้เกิดความรู้สึก “ฮึกเหิม” กับเพลงที่ฟัง โดยเฉพาะเพลงคลาสสิกที่บันทึกไดนามิกเรนจ์มากว้างมาก ๆ อย่างเช่นอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Amadeus (DSD 2 Ch) ที่มีความแตกต่างของระดับความดังระหว่างช่วงเบาสุดกับช่วงดังสุดต่างกันอยู่ถึง 16dB ตอนพีคของเพลงจึงดึงดูดอารมณ์ให้หลุดลอยไปกับเสียงเพลงได้อย่างชนิดที่เรียกว่าหลุดโลกไปเลย.!
อยากจะกระซิบว่า ext.DAC ที่ชื่อว่า Veritas ตัวนี้ฟังเพลงคลาสสิกเพลินมาก.. ทั้งความสามารถในการถ่ายทอดสัญญาณเสียงที่มีความดังต่ำ ๆ และความสามารถในการฉีดอัดไดนามิกเรนจ์ที่ขยายกว้างและหนักหน่วงของมันล้วนเป็นคุณสมบัติที่ช่วยสนับสนุนให้เพลงคลาสสิกมีรสชาติน่าฟังมากกว่าปกติ
ใครที่บ่น ๆ ว่าอยากหัดฟังเพลงคลาสสิก แต่ DAC ที่ใช้อยู่ฟังเพลงคลาสสิกแล้วไม่อิน รายละเอียดไม่มากพอ พื้นเสียงไม่สงัดพอ ผมขอบอกว่า ถึงเวลาเปลี่ยนแล้วครับ รับรองว่า Veritas ตัวนี้จะทำให้คุณฟังคลาสสิกได้ลึกล้ำกว่าที่เคย ได้ยิน-ได้เห็นความสวยงามอ่อนช้อยที่แอบซ่อนอยู่ในเพลงคลาสสิกพรั่งพรูออกมาอย่างมากมาย
ผมเองยังรู้สึกขนลุกไปกับเสียงร้องประสานในเพลง Quando Corpus Morietur and Amen แทรคที่สองของอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ Amadeus ที่มีทั้งความโอ่อ่าและเปิดกว้างแผ่เต็มไปทั้งห้อง ความหนาแน่นของสัญญาณเสียงก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ผมสัมผัสได้จาก Veritas
เมื่อเทียบกับ DAC ตัวอื่นที่มีราคาใกล้เคียงกัน ผมพบว่า น้ำเสียงที่ Veritas ให้ออกมามีความ “อิ่มเข้ม” ของเนื้อมวลมากกว่า นั่นมีข้อดีคือทำให้เปิดดัง ๆ แล้วเกรนเสียงไม่แตก เหมือนกับว่าเนื้อสัญญาณมันมีมวลที่หนาแน่นมากกว่า
ฟังเพลงที่ต้องเปิดดัง ๆ อย่างพวกร็อคแล้วได้ซาวนด์ของกลองที่กระแทกกระทั้นรุนแรงสะใจในอารมณ์มากก่อนจะถึงจุดที่สัญญาณ clip นั่นทำให้ผมฟังอัลบั้มชุด Machine Head (DSD 2 Ch) ของ Deep Purple ได้อารมณ์ถึงใจที่ระดับวอลลุ่มที่สูงกว่าที่เคยฟังโดยมี peek ที่สะอาด มีอาการแตกปลายเปรี๊ยะ ๆ น้อยมาก ฟังแล้วไม่รำคาญหู
จำได้ว่าตอนฟังอัลบั้มนี้ที่เป็นเวอร์ชั่นซีดี 16-bit เปิดดังขนาดนี้ไม่ได้ แสบแก้วหู เพราะน้อยส์จากอาการคลิปของเสียงมันเยอะ แต่วันนี้ได้ทั้งไฟล์ต้นทางที่เป็น DSD กับความสามารถของ Veritas มาช่วย ทำให้ผมสามารถเสพงานเพลงในอัลบั้ม Machine Head ได้อรรถรสมากกว่าเดิมเยอะ
คลาสสิคกับร็อคที่ระดับวอลลุ่มสูง ๆ ก็นับว่าเป็นบททดสอบที่โหดที่สุดแล้วที่ Veritas ทำคะแนนออกมาได้สูงลิ่ว ดังนั้น เมื่อลองฟังกับเพลงแจ๊สเบา ๆ ของ Holly Cole Trio, Norah Jones, Rosemary Clooney, Salena Jone, Inger Marie Gundersen, Eden Atwood หรือ Ayako Hosokawa พวกนี้ก็กลายเป็นของหวานไปเลยสำหรับ Veritas
มันถ่ายทอดทุกชิ้นเสียงจากอัลบั้มเด่น ๆ ของศิลปินเหล่านี้ออกมาได้อย่างหมดจด ด้วยลักษณะเสียงที่เปิดเผย เปิดโปร่ง เต็มไปด้วยรายละเอียด ในขณะเดียวกัน ก็เต็มไปด้วยความนุ่มเนียนสะอาดของเนื้อเสียงด้วย
ซึ่งทำให้ผมค้นพบว่า Veritas เป็น ext.DAC ที่ก้าวข้ามไปสู่คุณภาพเสียงอีกระดับ คือสมัยก่อนนั้น ถ้า DAC ตัวไหนให้เสียงที่เปิดกระจ่าง ก็มักจะต้องแลกกับอาการเจิดจ้าเกินงาม ในขณะที่บางตัวนั้นอาจจะเกินเลยออกไปถึงระดับจัดจ้านก็มี ในขณะที่บางตัวที่ปรับจูนเสียงมาทางนุ่มนวล ก็มักจะหมกเอารายละเอียดกับความสดสมจริงของเสียงไว้ใต้ผืนพรม
ซึ่งมองในมิตินี้ ผมต้องขอบอกเลยว่า Veritas ตัวนี้ก้าวข้ามอาการได้อย่าง-เสียอย่างแบบนั้นไปแล้ว มันสามารถแจกแจงรายละเอียดของเสียงทั้งหมดในเพลงที่คุณฟังออกมาให้ได้ยินด้วยความเปิดเผย จริงจัง สวิงไดนามิกออกมาไปกว้างเต็มสเกล แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถรักษาความนุ่มเนียนของเนื้อเสียงไว้ได้อย่างมั่นคง..
สรุป
นี่คือ external DAC ที่ดีเยี่ยมตัวหนึ่งภายในงบประมาณไม่เกินหนึ่งแสนบาท (หลังจากลดแล้ว!) ขอเพียงอย่าไปสนใจขนาดรูปร่างของมัน ไม่ต้องไปใส่ใจกับอินพุตที่อาจจะจำกัดไปบ้าง แต่ถ้าคุณโฟกัสอยู่ที่ “คุณภาพเสียง” อย่างเดียว ผมกล้าเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่า Veritas ตัวนี้จะขึ้นไปยืนแป้นเป็นหนึ่งในตัวเลือกของ DAC ในราคาไม่เกินหนึ่งแสนบาทสำหรับวันนี้ได้อย่างสง่าผ่าเผย..!!
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
Prestige Hi-Fi
โทร. 063-638-4498
ราคา 110,000 บาท (มีสีเงินและสีดำให้เลือก)

