รีวิว Resonessence Labs : INVICTA MIRUS Pro

ยกตัวอย่างว่า ถ้าเราเอาภาพยนตร์จากแผ่น DVD กับแผ่น Blu-ray ที่เป็นเรื่องเดียวกันไปฉายบนจอทีวีขนาดสัก 17 นิ้ว เชื่อว่าคงมองไม่เห็นความแตกต่างของคุณภาพของภาพที่ได้จากสองฟอร์แม็ตนี้มากนัก ความรู้สึกของผู้ชมก็คือ ไม่ค่อยต่างกันมากในแต่ละแง่ ทั้งสีสัน, ไดนามิกของแสง และความคมชัด

แน่นอนว่า ถ้าตั้งใจพิจารณาจริง ๆ ก็คงมองเห็นว่า ภาพจากแผ่นบลูเรย์ให้คุณภาพโดยรวมออกมาดีกว่า แต่ด้วยเปอร์เซ็นต์ที่ไม่ต่างกันมาก

ต่อเมื่อทดลองเอาแผ่นหนังทั้งสองแผ่นนั้นไปฉายเปรียบเทียบลงบนจอทีวีขนาด 65 นิ้ว คราวนี้เชื่อว่า ไม่ต้องตั้งใจสังเกตมากก็คงจะมองเห็นความแตกต่างของภาพระหว่าง DVD กับ Blu-ray ได้อย่างชัดเจน

และรู้สึกได้ทันทีว่า ภาพจากแผ่น Blu-ray มีคุณภาพเหนือกว่าภาพจากแผ่น DVD เยอะมาก แทบจะทุกแง่ทุกมุม ทั้งสีสัน ไดนามิกแสง ความคมชัด และเพิ่มเติมด้วยโมชั่นอีก

นี่คือปรากฏการณ์ scalable quality ที่ทำให้เราตะหนักว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ดีมาก ๆ สมควรจะต้องจับคู่อยู่ในซิสเต็มที่มีสมรรถนะทัดเทียมกัน และควรจะถูก display โดยมอนิเตอร์ (ลำโพง, ขนาดจอภาพ) ที่สามารถขยายเนื้องานของคอนเท็นต์ออกมาได้ใหญ่โตพอเท่านั้น

จุดเด่นของเสียงที่ MIRUS Pro ตัวนี้สำแดงออกมามันแทบจะแยกประเด็นย่อยออกมาไม่ได้เลย เพราะมันกอปรกันไปทั้งหมด คล้ายกับว่า พอได้ S/N ratio ที่ดีขึ้นกว่าเวอร์ชั่นเก่า มันก็ส่งผลต่อเสียงในเกือบจะทุกคุณสมบัติไปโดยอัตโนมัติ

คล้าย ๆ กับว่า พอคุณทำให้หน้าต่างเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิมได้ คุณก็ได้การถ่ายเทอากาศที่ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ มีปริมาณของลมที่พุ่งผ่านเข้า-ออกมากขึ้นโดยไม่ต้องไปเพิ่มปริมาณลม ในกรณีของ ext.DAC ตัวนี้ก็ออกมาทำนองนั้น

คือจริง ๆ แล้ว เราไม่มีทางรู้เลยว่า ไฟล์เพลงแต่ละเพลงที่เรามีอยู่มันมีศักยภาพมาก-น้อยแค่ไหน จนกว่าคุณจะปรับขนาดของหน้าต่างให้กว้างขึ้น เมื่อนั้น พลังงานจลที่ถูกอัดเก็บอยู่ในไฟล์เพลงเหล่านั้นจึงจะสามารถพรั่งพรูออกมาให้คุณสัมผัส

ไดนามิกเรนจ์ที่สูงถึง 130dB ของ ext.DAC ตัวนี้ไม่ใช่ของเล่น มันก็คือการขยายหน้าต่างให้เปิดกว้างขึ้น มีผลให้ไดนามิกของเสียงที่ได้ยินมี “ส่วนขยาย” ที่เห็นได้ชัดขึ้นทั้งในระดับ macro และระดับ micro dynamic ซึ่งแสดงออกมาให้ได้ยินในลักษณะของความสามารถในการรับรู้ (ได้ยิน) รายละเอียดของเสียงที่มากมายขึ้น แยกแยะได้ชัดเจนขึ้นแม้ในสภาวะที่ซับซ้อนและยุ่งเหยิง

ในช่วงจังหวะเวลาเดียวกันที่เครื่องดนตรีตัวที่เล่นดังที่สุดกำลังบรรเลงออกมานั้น คุณก็จะสามารถได้ยินเสียงของชิ้นดนตรีอื่นที่เล่นเบากว่าออกมาด้วย ความดังของเสียงเครื่องดนตรีชิ้นที่กำลังโซโล่จะไม่ไปกลบทับเสียงของเครื่องดนตรีที่กำลังเล่นคลอลงไป มันให้การจัดลำดับความดังของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่มีระดับชั้น มีความชัดเจนเกิดขึ้นกับทุกเสียงแต่ในระดับที่ลดหลั่นกันลงไป ไม่ได้แย่งกันเสนอหน้าออกมาจนรู้สึกเซ็งแซ่

ซึ่งนั่นทำให้คุณสมบัติของความเป็น soundstage ยังคงอยู่ และมีความชัดเจนให้รับรู้ได้มากขึ้นด้วย ไม่มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า masking effect เกิดขึ้นเลย ไม่ว่าในเพลงที่กำลังฟังจะมีเลเยอร์ของภาคดนตรีที่สลับซับซ้อนมากสักแค่ไหน และไม่ว่าแต่ละชิ้นดนตรีในเพลงนั้นจะเล่นบรรเลงด้วยระดับความดังมากแค่ไหน นั่นทำให้ทุกเพลงที่เคยฟังกลายเป็นเหล้าใหม่ในขวดเก่าที่สร้างความอภิรมย์ในการฟังได้มากขึ้นกว่าเดิม..

ตอนฟังเพลงคุณเคยมีความรู้สึกแบบนี้มั้ย.? คือฟังบางเพลงแล้วรู้สึกเหมือนกันว่า เสียงร้องหรือเสียงดนตรีบางชิ้นมันแสดงบทบาทเป็นพระเอกหรือนางเอกอยู่แค่เสียงเดียว สนุกสนานและคึกคักอยู่แค่เสียงเดียว ในขณะที่เสียงอื่น ๆ ฟังดูด้อยกว่า เหมือนถูกกดไว้

ซึ่งสมัยเล่นเครื่องเสียงใหม่ ๆ ตอนเริ่มรู้สึกแบบนี้ ผมเคยเข้าใจว่าซาวนด์เอนจิเนียร์คงกดไดนามิกของเสียงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ตัวเด่นเอาไว้แล้วปล่อยให้ตัวที่เด่นสามารถสวิงไดนามิกได้กว้างกว่าชิ้นอื่น ๆ

ทำนองว่าเป็นแค่ตัวประกอบก็ไม่ต้องมีไดนามิกมากอะไรอย่างนั้น แต่พอมีประสบการณ์ฟังเครื่องเสียงที่มีคุณภาพสูง ๆ มากขึ้น ผมถึงพบว่า จริง ๆ แล้ว ความรู้สึกแบบนั้นมันเกิดขึ้นเพราะ “ข้อจำกัด” ของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ไม่สามารถกระจาย “กำลัง” ไปผลักดันเสียงทุกความถี่ให้มีเกนออกมาเท่า ๆ กัน จึงทำให้เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นไม่สามารถแสดงบทบาทของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

ต้นเหตุอาจจะเกี่ยวกับพลังสำรองในตัวอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวนั้น ๆ ซึ่งเครื่องเสียงบางชิ้นมีการปรับตั้ง equalization ในวงจรแบบไม่ลิเนียร์ คือทำให้มีลักษณะการตอบสนองความถี่เสียงเป็นไปในลักษณะที่เน้นเป็นบางย่านความถี่และผ่อนเบาในบางย่านความถี่เอาไว้ ทำให้เกิดเป็นบุคลิกเสียงเฉพาะตัวของเครื่องเสียงชิ้นนั้น ๆ ไป

ซึ่งหากคนฟังมีประสบการณ์มากพอ เมื่อพบกับเครื่องเสียงประเภทนี้คุณจะรับรู้ได้ทันที เนื่องจากเสียงที่ออกมาจะมีลักษณะที่นุ่มนวลแบบรอมชอม มีลักษณะของเสียงที่ออมมือ หวดไม่เต็มแรง ไดนามิกสวิงได้ไม่สุด ขาดด้อยความสดไป

ถ้าเป็นแอมปลิฟาย คุณคงเข้าใจได้ว่า หากคุณต้องออกแบบแอมปลิฟายที่มีกำลังน้อย ๆ คุณจะจัด equalization ให้กับวงจรแบบไหนจึงจะไม่รู้สึกว่าแอมป์ของคุณมีกำลังจำกัด ส่วนอุปกรณ์ประเภทอื่นอย่าง external DAC ก็ใช่ว่าจะไม่เกี่ยวข้องการกับเรื่องแบบนี้

เพราะวงจรอิเล็กทรอนิคในตัว external DAC ก็ต้องมีการขยายสัญญาณเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ได้ขยายด้วยอัตราสูงเหมือนแอมปลิฟาย แต่ก็มีการขยายอยู่ในแต่ละภาคเพื่อชดเชยเกนของสัญญาณไม่ให้สูญเสียไปในวงจรสเตจต่าง ๆ

ซึ่งการใช้ชิป DAC ถึงสองตัวในการแปลงสัญญาณดิจิตัลออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกของ ext.DAC ตัวนี้ก็มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เช่นกัน คือเมื่อ noise ในระบบต่ำทำให้ได้ S/N ratio ที่สูงขึ้น ในความหมายคือ ได้ช่องหน้าต่างของเอาต์พุตที่เปิดกว้างขึ้น และเนื่องจากได้กำลังจากชิป DAC ถึงสองตัวผสานกันจึงมีกำลังมากพอที่จะใช้ผลักดันความถี่เสียงออกมาได้ครบทุกความถี่ อย่างที่เพลงเหล่านั้นถูกมิกซ์มา พร้อมทั้งได้ไดนามิกเร้นจ์ออกมาเต็มที่ตามต้นฉบับอีกด้วย

สรุป
คุณภาพของกล้องถ่ายรูปดี ๆ ต้องวัดกันที่ขนาดไฟล์ใหญ่ ๆ ขยายเต็มที่ แล้วดูกันที่รายละเอียดว่าแสดงออกมาได้ครบทุกพิกเซลแค่ไหน จะวัดคุณภาพของ external DAC ก็ต้องทำแบบเดียวกัน

โดยเฉพาะ ext.DAC รุ่นใหญ่ ๆ อย่าง Resonessence Labs ‘INVICTA MIRUS Pro’ ตัวนี้ เมื่อเล่นกับไฟล์ขนาดใหญ่คุณจะพบว่ามันสามารถ “ถอดแบบ” เสียงของไฟล์ดิจิตัลให้ออกมาเป็นสัญญาณเสียงอะนาลอกที่เหมือนกับต้นฉบับแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว ทำให้เรา “มองเห็น” และ “สัมผัส” กับรายละเอียดเสียงที่อยู่ในเพลงที่กำลังฟังได้ครบทั้งหมด

ผมสรุปแบบนั้นได้ยังไง? ผมใช้มาตรฐานอะไรเป็นตัวสรุป.?? ฟังจากเพลงซิครับ… คุณก็รับรู้ได้ ไม่ยากเลย แค่ลองฟังเสียงของ MIRUS Pro ตัวนี้กับไฟล์เพลงที่คุณคุ้นเคยเท่านั้น ยิ่งเป็นไฟล์ไฮเรซฯ คุณจะยิ่งเห็นได้ชัดอย่างที่ผมเห็น..!!


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
Prestige Hi-Fi
โทร. 063-638-4498
ราคา  228,000 บาท (แถมรีโมทของ apple)

ธานี โหมดสง่า

นักเขียนอาวุโสมากประสบการณ์ เจ้าของวลี "เครื่องเสียงและดนตรีคือชีวิต"

ธานี โหมดสง่า