[Classic Review] OPPO : PM-1 “ความคุ้มค่าในแบบฉบับของหูฟังไฮเอนด์”

กระแสความนิยมของหูฟังที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้หูฟังแพร่หลายออกไปในวงกว้าง เข้าไปถึงกลุ่มคนทั่วไปในระดับ mass เจาะเข้าไปถึงผู้คนทุกเพศทุกวัย มีการแบ่งประเภทและความต้องการของหูฟังออกไปอย่างหลากหลายมากมายเป็นประวัติการณ์ เป็นยุคที่ผู้ผลิตสินค้าทั้งหลายพยายามจะเข้ามามีส่วนร่วมกับตลาดสินค้าประเภทหูฟังบ้าง เราจึงมีโอกาสได้เห็นสินค้ากลุ่มแฟชั่นหรือเครื่องกีฬาไปว่าจ้างผู้ผลิตหูฟังชื่อดังทำรุ่นพิเศษของตัวเองออกมา

อีกมุมหนึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับแบรนด์เนมหน้าใหม่ที่จะได้สร้างชื่อถ้าหากสามารถทำสินค้าออกมาตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ ตัวอย่างเช่นยี่ห้อ Beats ที่ทำออกมาตอบโจทย์กลุ่มคนทั่วไปที่ต้องการสินค้าคุณภาพที่มาพร้อมกับแฟชั่นและดีไซน์เก๋ ๆ โดนใจวัยมัน

หันมามองในแวดวงเครื่องเสียงไฮฟิเดลิตี้บ้าง ที่ผ่านมานอกจากผู้ผลิตหูฟังยี่ห้อเก่าแก่ที่มี know how ของตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมยังได้เห็นผู้ผลิตเครื่องเสียงไฮฟิเดลิตี้โดยเฉพาะผู้ผลิตลำโพงหลายยี่ห้อหันมาพัฒนาสินค้าหูฟังกับเขาด้วย เรียนตามตรงว่าเห็นแล้วก็รู้สึกใจชื้น อย่างน้อยก็เป็นการการันตีได้ว่าเราจะมีหูฟังที่เอาใจใส่เรื่องคุณภาพเสียงเป็นพิเศษให้เลือกใช้มากกว่าที่เคยมีมาในอดีต

เมื่อไม่นานนี้เครื่องเสียงแบรนด์เนมอีกยี่ห้อที่ได้รับการยอมรับว่าทำสินค้าคุณภาพดีคุ้มราคามาโดยตลอดอย่าง OPPO ก็ได้ประกาศเปิดตัว PM-1 หูฟังรุ่นแรกของพวกเขาออกมา หลังจากที่ได้พิจารณาคุณสมบัติต่าง ๆ ของหูฟังรุ่นนี้แล้ว สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในความรู้สึกของผม ณ เวลานั้นคือ “นี่ไม่ใช่สินค้าประเภทขอให้ฉันมีขายด้วยคนหรือ me too product แต่งานนี้ OPPO น่าจะเอาจริง !”

Luxury Design
OPPO PM-1 เป็นหูฟัง full size แบบครอบเต็มใบหู (Circumaural / Over-Ear) เอียร์คัพดีไซน์เป็นแบบเปิดด้านหลัง (open back) ใช้ไดรเวอร์ Planar Magnetic รูปไข่ (Oval shape) ขนาด 85 x 69 mm ช่วงความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 10 – 50,000 Hz อิมพิแดนซ์เฉลี่ย 32 โอห์ม ความไว 102 dB (อ้างอิงที่ 1 มิลลิวัตต์)

โครงสร้างหลักของหูฟังประกอบขึ้นจากวัสดุเกรดดี ดูหรูหรา แน่นหนาและแข็งแกร่งคงทนในเวลาเดียวกัน ชิ้นส่วนหลัก ๆ ประกอบไปด้วยโลหะอัลลอยและหนังแกะแท้ (hand selected lambskin)

Review OPPO PM-1 planar magnetic over-ear headphone

PM-1 เป็นหูฟังที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น และรู้สึกดีเมื่อได้ลองสัมผัส ความรู้สึกเหล่านั้นอาจจะนับรวมไปถึงส่วนประกอบทั้งหมดที่มากับหูฟังไม่ว่าจะเป็นตัวกล่องไม้สำหรับใส่หูฟัง, สายหูฟังที่ให้มา 2 ชุด, ชุดเอียร์แพดสำรองและกระเป๋าผ้าใส่หูฟังสำหรับการพกพา

ที่อลังการเป็นพิเศษและต้องถูกพูดถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุกที่ที่มีการพูดถึง PM-1 นั่นคือกล่องใส่หูฟังซึ่งเป็นกล่องไม้ขัดเงาขนาดใหญ่และมีน้ำหนักค่อนข้างมาก ภายในบุด้วยวัสดุเนื้อนุ่ม มันดูหรูหราไฮโซควรค่าแก่การใช้เก็บหูฟังตัวนี้ทุกประการ

PM-1 เป็นหูฟังที่แยกขั้วต่อสำหรับหูฟังข้างซ้ายและขวา สายหูฟังสามารถปลดออกจากตัวหูฟังได้ ขั้วต่อด้านที่เข้าตัวหูฟังเป็น 2.5 mm mono mini jacks สายหูฟังที่ให้มา 2 ชุด แบ่งเป็นชุดสายสั้นยาว 1 เมตร ขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา สำหรับใช้งานแบบพกพาขั้วต่อด้านที่เสียบรับสัญญาณเข้ามาเป็น 3.5 mm stereo jack ตัวนำไฟฟ้าภายในสายเป็นทองแดงปลอดออกซิเจน (OFC)

สายหูฟังอีกชุดเป็นสายเส้นใหญ่กว่า มีความยาว 3 เมตร ขั้วต่อด้านที่เสียบรับสัญญาณเข้ามาเป็น 6.35 mm stereo jack สายหูฟังชุดนี้เป็นสายชุดหลักของ PM-1 ดังนั้นการออกแบบทั้งรูปร่างหน้าตาและทางเทคนิคจึงดูจริงจังขึงขังกว่ากันมาก ภายนอกตัวสายห่อหุ้มด้วยฉนวนผ้าถักสีดำ ตัวนำไฟฟ้าภายในสายเป็นทองแดงเกรดดีที่รีดด้วยกรรมวิธีพิเศษที่เรียกว่า OCC (Ohno Continuous Casting) เพื่อให้ได้เนื้อทองแดงไม่เกิดการแตกร้าวไปทั่วภายในเนื้อผลึก

 Review OPPO PM-1 planar magnetic over-ear headphone

Review OPPO PM-1 planar magnetic over-ear headphone

แผ่นรองรอบใบหูหรือเอียร์แพดของ PM-1 ออกแบบให้สามารถแกะออกได้ไม่ยากเพราะยึดไว้ด้วยหมุดตัวเล็ก ๆ คล้ายกับหมุดยึดหน้ากากลำโพง เอียร์แพดทั้ง 2 ชุดมีรูปทรงเหมือนกัน แตกต่างกันตรงส่วนที่ต้องสัมผัสกับผิวหนังของเรา ชุดหนึ่งจะบุเอาไว้ด้วยหนังแกะเนื้อดีเจาะรูพรุนเพื่อระบายอากาศ อีกชุดหนึ่งจะบุเอาไว้ด้วยกำมะหยี่เนื้อนุ่มสีดำให้ผู้ใช้พิจารณาเปลี่ยนใช้ได้เองตามใจชอบ เอียร์แพดทั้ง 2 ชุดออกแบบมาได้ดีมากครับ

ตามข้อมูลของผู้ผลิตแจ้งไว้ว่าเอียร์แพดนี้ไส้ในของส่วนที่ครอบใบหูบุด้วยวัสดุเนื้อนุ่มที่ทำจากยางธรรมชาติ (natural latex) แถมยังสำทับด้วยว่าเป็นเกรดที่มีคุณภาพดีที่สุด ทั้งมีเนื้อนุ่ม ทนทาน และไม่อมความชื้นด้วยต่างหาก อย่างหลังนี่เหมาะมากครับกับสภาพอากาศแบบร้อนชื้นของบ้านเรา

ในเมื่อให้สายหูฟังสำหรับการพกพามาด้วย บริเวณข้อต่อของเอียร์คัพทั้งสองข้างจึงออกแบบให้สามารถหมุนพับจนตัวหูฟังมีลักษณะแบนราบได้เพื่อความสะดวกในการพกพา ขณะแบนราบมันมีความหนาประมาณ 1 นิ้วเศษ ๆ ไม่เกิน 2 นิ้ว สามารถเก็บเข้าไปในกระเป๋าผ้าทรงบาง ๆ ที่แถมให้มาด้วยได้อย่างพอดิบพอดี

กระเป๋าใบนี้ทำจากผ้าเดนิมเย็บขึ้นรูป มีโครงกึ่งแข็งบุโดยรอบตัวกระเป๋าสามารถปกป้องตัวหูฟังที่อยู่ภายในได้ในระดับหนึ่ง กระเป๋าที่ว่านี้เรียนตามตรงว่าดูไม่เหมือนของแถมเลยครับ เพราะทำมาดีมาก ข้างในบุโฟมเนื้อนุ่มอย่างดี วัสดุเนื้อผ้า ตัวซิบ ตลอดจนการตัดเย็บถ้าทำขายแยกต่างหาก ผมว่าใบละ 1,500-2,000 บาท นี่ก็ขายได้สบาย ๆ ครับ

Technical Insight ทำความรู้จัก Planar Magnetic
ไดรเวอร์ประเภทนี้ไม่ใช่ของใหม่ มันมีใช้มานานแล้วทั้งในหูฟังและลำโพง เป็นหนึ่งในประเภทของ transducer หรือตัวแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล (เสียง) ที่มีใช้กันอยู่นอกจากแบบไดนามิกและอิเล็กโตรสแตติก นอกจากคำว่า Planar Magnetic แล้ว บางทีมันยังถูกเรียกในชื่ออื่นเช่น Orthodynamic หรือ Isodynamic

จุดเด่นของ Planar Magnetic คือมันไม่มีขดลวด voice coil ดังนั้น moving mass หรือมวลสารที่ต้องขยับเคลื่อนที่จึงเบากว่ามาก ทำให้เด่นทั้งในเรื่องของการตอบสนองสัญญาณฉับพลันและการหยุดยั้งการเคลื่อนที่เนื่องจากมีแรงเฉื่อยต่ำมาก

Review OPPO PM-1 planar magnetic over-ear headphone

คุณสมบัตินี้มีในไดรเวอร์แบบอิเล็กโตรสแตติกด้วยเช่นกัน แต่ไดรเวอร์แบบอิเล็กโตรสแตติกจะอาศัยแรงเหนี่ยวนำจากสนามไฟฟ้าจึงจำเป็นจะต้องมีสนามไฟฟ้ามาล่ออยู่ระหว่างไดอะแฟรม (ให้นึกถึงไม้ช็อตยุง อะไรประมาณนี้ครับ) ไดรเวอร์ประเภทนี้จึงจำเป็นต้องมีไฟเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา

ขณะที่ Planar Magnetic ทำงานด้วยแรงเหนี่ยวนำที่กระทำต่อสนามแม่เหล็ก จึงไม่ต้องใช้สนามไฟฟ้าเหมือนไดรเวอร์แบบอิเล็กโตรสแตติก แต่ใช้แม่เหล็กแรงสูงเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน

มากกว่าแค่ Planar Magnetic
OPPO บอกว่าไดรเวอร์แบบพลานาร์แมกเนติก (Planar Magnetic) ของพวกเขาเป็นดีไซน์ที่มีความพิเศษ มีความแตกต่างจากไดรเวอร์แบบพลานาร์ของหูฟังรุ่นอื่น ๆ อย่างเช่น ระบบแม่เหล็กใช้ดีไซน์ที่เรียกว่า FEM-Optimized Magnet System เป็นระบบแม่เหล็กแบบสมมาตรทำงานด้วยแม่เหล็กแรงสูงชนิดนีโอไดเมียม

แผ่นไดอะแฟรมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตัวไดรเวอร์ที่ออกแบบโดยใช้วัสดุเบาบางซ้อนกัน 7 ชั้น แถบตัวนำอะลูมิเนียมบาง ๆ ที่เคลือบอยู่บนไดอะแฟรมก็เป็นแบบขดกันเป็นวงกลมซ้อน ๆ กันเหมือนก้นหอย ขณะที่หูฟังพลานาร์ยี่ห้อดังอย่าง Audeze หรือ HiFiMAN แถบตัวนำจะมีลักษณะเป็นแนวเส้นตรงพาดสลับฟันปลากันไปมาอยู่บนแผ่นไดอะแฟรม

นอกจากนั้นไดรเวอร์พลานาร์ของ OPPO ยังออกแบบให้แถบตัวนำมีอยู่ทั้ง 2 ด้านของแผ่นไดอะแฟรม (double-sided spiraling coils) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตัวไดรเวอร์ เพิ่มความเข้มของแรงเหนี่ยวนำในสนามแม่เหล็ก ส่งผลให้ตัวไดรเวอร์มีความไวเพิ่มขึ้นและมีการแดมปิ้งที่ดีขึ้น

นอกจากนั้นแล้ว OPPO ยังอ้างว่ากระบวนการผลิตไดรเวอร์พลานาร์ของพวกเขานั้นมีความพิถีพิถันเข้มงวดจนสามารถทำให้ไดรเวอร์ของหูฟังข้างซ้ายและขวามีความเท่าเทียมกันมากที่สุด ซึ่งนั่นส่งผลโดยตรงต่อความแม่นยำในการถ่ายทอดมิติสเตอริโอและเวทีเสียง

First Impression
การใช้งานหูฟัง PM-1 ให้ความรู้สึกที่น่าประทับใจกันตั้งแต่ที่ได้หยิบจับจนถึงการสวมใส่ใช้งาน เป็นหูฟังขนาดใหญ่ที่ใส่แล้วดูดี เป็นหูฟังขนาดใหญ่ที่ดูไม่เทอะทะจนน่ากลัวหรือดูเป็นทางการจนเกินไป แต่เป็นตรงกันข้ามคือดูหรูหรามีราคา ใส่แล้วยืดได้ ใส่ในที่สาธารณะแล้วไม่ดูเหมือน sound engineer ที่เดินหลงทางมาจากสตูดิโอแถวไหน

การใช้วัสดุคุณภาพดีนอกจากจะให้ความรู้สึกที่ดีในการได้สัมผัสแล้วยังทำให้เกิดความมั่นใจในความคงทนด้วยครับ อย่างเช่น เฮดแบนด์, ข้อต่อ หรือโครงสร้างต่าง ๆ ที่ทำจากโลหะนี่ก็มั่นใจได้เลยว่าไม่มีทางแตกหักเสียหายจากการใช้งานตามปกติแน่นอน

ชิ้นส่วนที่เป็นหนังสีดำนั้นทำจากหนังแท้ ตามข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าเป็นหนังแกะซึ่งโดยปกติมีคุณสมบัติเด่นในแง่ของความทนทานและความอ่อนโยนของผิวสัมผัส จึงมั่นใจในระดับหนึ่งว่าเมื่อใช้งานไประยะเวลาหนึ่งแล้วจะไม่เสื่อมสภาพจนขาดหลุดลุ่ยเหมือนหูฟังทั่วไปที่เลือกใช้วัสดุประเภทหนังเทียมหรือหนังสังเคราะห์เพื่อลดต้นทุน

ความสบายในการสวมใส่ใช้งานหูฟังตัวนี้ก็น่าประทับใจเช่นกันครับ เรื่องนี้สำคัญนะครับ เพราะว่าเราไม่ได้ใช้งานหูฟังระดับนี้อย่างต่อเนื่องกันแค่ไม่กี่นาที ส่วนตัวผมโดยเฉลี่ยแล้วก็ต้องมีมากกว่า 20-30 นาทีขึ้นไปต่อครั้ง บางครั้งถ้าฟังกันแบบติดลมอาจจะยาวนานร่วมชั่วโมง ถ้าหากหูฟังออกแบบมาไม่ดีแล้วล่ะก็ฟังเพลงเสร็จแล้วมีปัญหากับสุขภาพแน่นอนครับ

โดยปกติความสบายของหูฟังผมจะพิจารณาอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือการออกแบบส่วนที่เกาะกุมอยู่กับศีรษะของเรา อีกส่วนคือน้ำหนักตัวของหูฟัง ส่วนแรกนั้นมีผลโดยตรง รับรู้ได้ทันทีหลังจากใส่ใช้งานไปเพียงชั่วครู่ หูฟังที่มีเฮดแบนด์ เอียร์คัพและเอียร์แพดที่บีบรัดมาก ๆ แม้ว่าจะใส่ได้กระชับแน่นหนาแต่ถ้าหากใช้งานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็ต้องแลกมาด้วยความรู้สึกเจ็บปวดหรือเมื่อยล้าได้ง่าย ๆ เช่นกัน

ส่วนที่สองคือน้ำหนักของหูฟังซึ่งมีผลโดยตรงต่อการรับภาระของกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอและบ่าของเรา ลองนึกถึงการเอาของมีน้ำหนักมาเทิร์นบนศีรษะเป็นเวลานาน ๆ ดูครับ อาการปวดเมื่อยต้นคอย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

น้ำหนักของหูฟัง OPPO PM-1 อยู่ที่ 395 กรัม (ไม่รวมสายหูฟัง) หนักกว่าหูฟังไดนามิก Shure SRH940 ของผมที่ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ทำจากพลาสติกอยู่ 75 กรัม แต่ยังถือว่าเบามากเมื่อเทียบกับหูฟังพลานาร์รุ่นดังอย่าง Audeze LCD-3 (600 กรัม) และ HiFiMAN HE-6 (502 กรัม)

โครงสร้างในส่วนที่ใช้เกาะกุมศีรษะของหูฟัง PM-1 ได้รับการออกแบบมาดีมากครับ เอียร์คัพและเอียร์แพดมีขนาดใหญ่และค่อนข้างลึก แฮนด์แบนที่ปรับขนาดได้บีบรัดด้วยน้ำหนักกำลังดี ค่า Clamping Pressure อยู่ที่ 5N ใส่ใช้งานแล้วรู้สึกได้ถึงความกระชับแน่นและสบายหัวสบายหูในเวลาเดียวกัน สบายกว่า Sennheiser HD600, Shure SRH940 และกระชับกว่า AKG K702

ดังนั้นสัมผัสแรกของผมเมื่อได้ลองใช้งาน PM-1 อย่างจริงจังจึงให้ความรู้สึกที่เรียกว่า Super Comfort หรือโคตะระสบายครับ อีกทั้งความรู้สึกนี้ก็ยังแทบจะไม่ได้ลดลงไปตามระยะเวลาในการใช้งานแต่อย่างใด ถือว่าเป็นหูฟังที่สอบผ่านเรื่องสรีระศาสตร์ในระดับเกรดเอได้สบาย ๆ

PM-1 มีเอียร์แพดหรือโฟมรองรอบใบหูมาให้ 2 ชุด ชุดหนึ่งผิวสัมผัสทำจากหนังแกะแท้ (lampskin) อีกชุดผิวสัมผัสทำมาจากกำมะหยี่ (velour) ทั้งสองชุดนอกจากทำให้ความรู้สึกในการใช้งานที่แตกต่างกันแล้วยังมีความแตกต่างกันในเรื่องของน้ำเสียงปรากฏอยู่ด้วยครับ ชุดที่เป็นหนังแกะนั้นให้เสียงที่ทุ้มนุ่มกว่า มีเสียงกลางมีเนื้อมากกว่า

ขณะที่ชุดที่เป็นกำมะหยี่นอกจากจะไม่อมความร้อนเวลาสวมใส่ใช้งานแล้วยังให้เสียงที่สดและโปร่งกว่าเล็กน้อย ส่วนตัวผมชอบใจตัวเอียร์แพดที่เป็นกำมะหยี่มากกว่าจึงเลือกใช้ไปตลอดการทดสอบ

จุดที่น่าสนใจอีกเรื่องคือมันเป็นหูฟัง full size ที่ขับง่ายเหลือเชื่อครับ ยิ่งถ้าคิดว่ามันเป็น full size แบบพลานาร์ด้วยแล้วยิ่งน่าทึ่งเข้าไปใหญ่ ตอนได้ลองฟังครั้งแรกมันทำให้ผมเกิดความประหลาดใจพอสมควร โดยปกติหูฟังพลานาร์อื่น ๆ ที่ผมเคยลองฟังมา จำได้ว่าไม่มีตัวไหนเลยที่สามารถเสียบฟังโดยตรงกับไอโฟนได้โดยไม่ต้องต่อผ่านแอมป์เพื่อเพิ่มกำลังขับ เพราะส่วนใหญ่จะมีความไวต่ำกว่า 100dB แทบทั้งนั้น

Review OPPO PM-1 planar magnetic over-ear headphone

ตัวอย่างเช่น Audeze LCD-3 ที่มีความไวอยู่ที่ 93dB หรือ HiFiMAN HE-6 ที่ความไวอยู่ที่ 83.5dB จนทำให้ผมเกือบสรุปเอาเองไปแล้วครับว่าหูฟังแบบพลานาร์จะต้องขับยากและเปลืองแอมป์เสมอไป นั่นอาจจะจริงสำหรับหูฟังพลานาร์ที่ผมเคยรู้จัก แต่ไม่ใช่กับ PM-1 เลยครับ

หูฟังพลานาร์อย่าง PM-1 มีความไวอยู่ที่ 102dB (ที่ 1 มิลลิวัตต์) อิมพิแดนซ์เฉลี่ย 32 โอห์ม เป็นตัวเลขที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นในหูฟังแบบพลานาร์ ผมเลือกใช้สายหูฟังสำหรับใช้งานแบบพกพา (ชุดสายสั้น) ที่มากับ PM-1 เสียบฟังกับไอโฟน (iPhone 4s) โดยตรงและเลือกใช้แอปฯ เล่นเพลงชั้นดีอย่าง Onkyo HF Player ปรากฏว่าภาคขยายหูฟังระดับพินเวทของไอโฟนสามารถขับหูฟังพิกัดเฮฟวี่เวทตัวนี้ได้หน้าตาเฉย

เสียงที่ได้ก็ออกมาฟังดีด้วยต่างหากครับ ไม่ใช่สักแต่ว่ามีแค่ความดังทว่าไม่มีความไพเราะหลงเหลืออยู่ ระดับวอลุ่มที่ใช้งานก็สบาย ๆ เหมือนเวลาฟังกับหูฟังความไวค่อนข้างสูงทั่วไป นี่คือคุณสมบัติด้านบวกของ PM-1 ที่ไม่ค่อยได้พบเจอกันบ่อย ๆ ในหูฟังขนาด full size โดยเฉพาะพวกที่ใช้ไดรเวอร์แบบพลานาร์ จนถึงป่านนี้ก็ยังแปลกใจอยู่เลยครับว่าวิศวกรออกแบบหูฟังของออปโปเขาตีโจทย์แตกสามารถเอาชนะเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร?

Critical Listening
หลังจากปล่อยหูฟังได้รับการเบิร์นอินกันไปจนเข้าที่เข้าทางร่วมสัปดาห์ การฟังอย่างเอาสาระพร้อมไปกับการจดบันทึกรายละเอียดจึงได้เริ่มขึ้น อย่างไรก็ดีผมพบว่าประมาณชั่วโมงที่ 40-50 ของการใช้งานเป็นต้นไปเสียงที่ได้จากหูฟังตัวนี้ก็ถือว่าอยู่ในจุดที่ค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจแล้วล่ะครับ ใช่ว่าใช้งานแค่ไม่กี่สิบชั่วโมงจะฟังไม่เพลินไม่ไพเราะเสียเมื่อไร

โดยพื้นฐานแล้วเสียงที่ได้จากหูฟังรุ่นนี้ครบถ้วนในรายละเอียดที่ควรจะได้ยินจากหูฟังขนาด full size ทุกประการ ถ้าหากเทียบกับหูฟังที่เสียงสว่างสดใสกว่าอย่าง Shure SRH940 ที่ผมใช้งานอยู่ สมดุลเสียงของ PM-1 จะเด่นกว่าชัดเจน

ในส่วนของเสียงทุ้มที่มีเนื้ออิ่มใหญ่และลอยเด่นออกมามากกว่า ตอบสนองอิมแพ็คของเสียงทุ้มได้หนักแน่นและตอบสนองความถี่เสียงทุ้มลงไปได้ลึกกว่า สมดุลเสียงกลาง-แหลมมีพฤติกรรมสงบเสงี่ยมนุ่มนวล บุคลิกและดุลเสียงเอนเอียงไปทาง dark หรือมืดครึ้มกว่าแม้จะเทียบกับหูฟังพลานาร์อย่าง HiFiMAN HE-6 ด้วยก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะให้เสียงที่ออกมาทึมทึบเลยแม้แต่น้อย

มันยังคงมีความโปร่งกระจ่าง กังวานพลิ้วและเต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อย อาจพูดได้ว่ารายละเอียดยิบย่อยและฮาร์มอนิกของเสียงที่พรั่งพรูออกมาจาก PM-1 ดูเหมือนจะมากกว่าหูฟังที่ให้เสียงออกไปในโทนสว่างสดใสกว่า อย่างเช่น SRH940 ด้วยซ้ำไปครับ

สายหูฟังที่ให้มาทั้ง 2 ชุด แบ่งตามลักษณะการใช้งานมาแล้วอย่างเหมาะสม ชุดสายหูฟังแบบสั้นและมีขั้วต่อเป็นโฟนแจ๊ค 3.5mm ซึ่งเหมาะกับการพกพานั้นเป็นสายที่ผมได้ลองใช้งานช่วงแรกกับบรรดาสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตและเครื่องเล่นดิจิทัลแบบพกพาหรือ DAP (Digital Audio Player) ทั้งหลาย

อย่างไรก็ดีเนื่องจาก PM-1 เป็นหูฟังแบบเปิดหลัง (Open back) ดังนั้นมันถึงถูกรบกวนจากเสียงภายนอกได้ง่ายมาก การใช้งานในลักษณะ outdoor ที่พกพาไปนอกสถานที่จึงอาจจะเหมาะกับสถานที่ที่สภาพแวดล้อมมีความเงียบสงบ ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวนจอแจ การโดยสารรถยนต์สาธารณะหรือแม้แต่เครื่องบิน เพราะเสียงครางกระหึ่มของเครื่องยนต์มีผลโดยตรงกับคุณภาพเสียงของหูฟังแบบเปิดหลัง ในกรณีเหล่านี้หูฟังแบบปิดหลังหรือพวกที่มีระบบ noise sealed หรือ noise canceling จะทำหน้าที่ได้ดีกว่า

เนื่องจากช่วงเวลาส่วนใหญ่ในการรีวิว PM-1 ของผมจะเป็นการใช้งานในลักษณะที่นั่งอยู่กับที่ เช่นที่ทำงานหรือที่บ้าน ดังนั้นผมจึงเลือกใช้งานสายหูฟังชุดหลักซึ่งมีความยาวถึง 3 เมตร และตัวนำไฟฟ้าทำจากวัสดุทองแดงรีดพิเศษ (OCC) ซึ่งมีคุณภาพสูงกว่า เท่าที่ผมลองเปรียบเทียบในซิสเตมเดียวกันสายเส้นหลักชุดนี้ก็ให้เสียงที่ดีกว่าชุดสายสั้นสำหรับการพกพาครับ

ดีกว่ากันชัดเจนทั้งในเรื่องของแบนด์วิธด์ รายละเอียด ตลอดจนการตอบสนองไดนามิกของเสียงแต่ชุดฟรอนต์เอนด์และภาคขยายหูฟังที่ใช้ก็ต้องมีประสิทธิภาพสูงพอด้วยเช่นกัน ในที่นี้ผมเลือกใช้ USB DAC รุ่น STEREO192-DSD ของ Mytek และแอมป์หูฟัง Auralic Taurus MkII เป็นชุดหลักในการรีวิว สลับสับเปลี่ยนกับ DAC/AMP ที่กำลังร้อนแรงอย่าง iFi micro iDSD (เลือก POWER MODE ไปที่ NORMAL) ซึ่งสามารถใช้งานกับ PM-1 ได้เข้ากันดีมากทั้งสองชุด

มีเพลงคลาสสิกอยู่ 2 ชุดซึ่งเป็นไฟล์ high-res audio 24/176.4 ของค่าย Reference Recording ที่ผมเพิ่งซื้อแบบดาวน์โหลดมาเมื่อไม่นานนี้จากเว็บไซต์ HDTracks นั่นคืออัลบั้ม Delibes Sylvia; Coppelia บรรเลงโดย San Francisco Ballet Orchestra และอัลบั้ม Elgar Enigma Variations Vaughan Williams The Wasps, Greensleeves บรรเลงโดย Kansas City Symphony ซึ่งปกติไม่ค่อยได้เอามาเปิดฟังกับชุดเครื่องเสียงทั่วไปสักเท่าไร เพราะสเกลของดนตรีมันใหญ่โตและอลังการมาก

เครื่องเสียงที่จะถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นออกมาได้จำเป็นต้องสมบูรณ์พร้อมในแทบจะทุกด้าน ซึ่งหูฟัง PM-1 สามารถทำหน้าที่นั้นได้เป็นอย่างดี ราบรื่น สวยงาม ละเมียดละไม เช่นเดียวกับที่ผมได้ยินได้ฟังจากไฟล์ DSD ที่ริปมาจากแผ่น SACD อัลบั้ม Chabrier Orchestral Works บรรเลงโดย Detroit Symphony Orchestra อำนวยเพลงโดย Paul Paray มันเป็นเสียงดนตรีที่เต็มไปด้วยรายละเอียดครบทุกย่านความถี่ มีพลังงานแฝงอยู่ในแต่ละเสียงครบถ้วน ชัดเจนและสวยงาม

ดนตรีเหล่านี้มีแบนด์วิธกว้างขวางและเสียงทุ้มก็ด่ำดิ่งลงไปได้ลึกมาก เนื้อหาดนตรีในย่านความถี่เสียงแหลมก็ทะยานไปถึงระดับเหนือชั้นบรรยากาศ ช่วงไดนามิกเรนจ์กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ช่วงดนตรีเล่นเบา ๆ ก็แผ่วเบาเสียจนยิ่งกว่าเสียงกระซิบ ช่วงโหมกระหน่ำก็สะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าร้อง ถ้าหูฟังคุณภาพไม่ดีจริงรับรองได้เลยครับว่าฟังไปไม่ได้ตลอดรอดฝั่งแน่นอน แต่สิ่งที่ผมได้ยินจาก PM-1 มันทำให้รู้สึกว่า “มากกว่านี้ก็ยังไหว”

Review OPPO PM-1 planar magnetic over-ear headphone

มันทำให้ผมได้ยินเสียงที่ไม่เคยได้ยินจากงานเพลงเหล่านี้มาก่อนโดยเฉพาะเสียงทุ้มลึก ๆ ที่ฟังดูเป็นเนื้อเป็นหนังจับต้องได้มากกว่าที่เคยได้ยิน ในความสุภาพนุ่มนวลของเสียงในย่านความถี่เสียงกลางขึ้นไปถึงเสียงแหลม ยังปรากฏความสดชื่น ความมีชีวิตชีวา ความกระฉับกระเฉงพร่างพราว โดยปราศจากความสกปรก รกหู หรือความแข็งกร้าวหยาบกร้านใด ๆ แม้ว่าผมจะเปิดฟังมันดังมากกว่าปกติที่ผมฟังก็ตาม และเมื่อผมหลับตาลงสิ่งที่หลงเหลือให้มองเห็นอยู่ในจินตนาการก็มีเพียงเวทีเสียงที่ให้อรรถรสกับการฟังเพลงได้ในระดับที่ไม่ต้องเรียกร้องอะไรเพิ่มเติมกันอีกแล้ว

ผมมีเพลงสากลที่เป็น high-res audio 24/96 อยู่ชุดหนึ่งชื่ออัลบั้ม The Heart Within ของศิลปินสาวชื่อว่า Julienne Taylor เพลงฟังง่ายมากเพราะเอาเพลงดัง ๆ ทั้งหลายมา cover ใหม่ เสียนิดเดียวที่ฟังกับ SRH940 หูฟังของผมแล้วตัวเนื้อเสียงโดยเฉพาะเสียงร้องมันผอมบางไปนิด โอเคว่ามันไม่ได้จัดจ้านเจี๊ยวจ๊าวอะไรมากมายแล้วฟังแล้วแต่ก็ยังอยากจะได้เสียงที่อิ่มกว่านี้อีกสักหน่อย

พอได้มาฟังกับ PM-1 ปรากฏว่ามันลงตัวพอดีเป๊ะราวกับสั่งตัดมาด้วยกัน ไม่ว่าคุณจะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นสีสัน ความถูกต้อง ความลงตัว หรืออะไรก็แล้วแต่ ทว่าเสียงที่ผมได้ยินจากหูฟัง PM-1 ยืนยันและตอกย้ำชัดเจนว่ามันให้ความสุขกับผมได้มากกว่า และดูเหมือนมันจะเป็นหูฟังที่ไม่เกี่ยงแนวเพลงสักเท่าไรด้วยนะครับ

กับงานบันทึกเสียงที่มีความพิถีพิถันเป็นพิเศษ สิ่งที่จะได้ยินได้ฟังจาก PM-1 จะไม่ใช่การชดเชยสิ่งที่ขาดตกบกพร่อง แต่เป็นการส่งเสริมสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ยิ่งฟังวิเศษเลิศเลอมากยิ่งขึ้นไปอีก ตัวอย่างเช่นที่ผมได้ยินจากอัลบั้ม Time Out (Analogue Production Remastered) โดย Dave Brubeck Quartet (DSD, SACD rip)

โดยเฉพาะเพลงแทรคที่ 6 “Everybody’s Jumpin’” หรือเพลงในอัลบั้ม Mud Slide Slim And The Blue Horizon (PCM 24/192) ของ James Taylor หูฟังตัวนี้ทำให้ผมเข้าใกล้ชิดกับดนตรีได้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับซิสเตมหูฟังชุดใด

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ อัลบั้มการแสดงสดของ Laura Fygi ชุด Laura Fygi at Ronnie Scotts (DSD, SACD rip) ระหว่างฟังผมสามารถเร่งวอลุ่มขึ้นไปจนได้อารมณ์เหมือนกำลังฟังการแสดงสดโดยปราศจากเกรนหยาบกร้านของเสียงเล็ดลอดออกมา เป็นบรรยากาศความสมจริงในจินตนาการที่น่าขนลุกมาก ๆ ครับ

และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งตลอดเวลาที่ผมได้ใช้งานหูฟังตัวนี้ จึงทำให้มั่นใจที่จะบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือฟลุคโดยเด็ดขาด แต่นี่แหละคือตัวตน คือเนื้อแท้ของหูฟังตัวนี้ ยืนยันเลยว่าได้ฟังแล้ว happy มีความสุขครับ

Review OPPO PM-1 planar magnetic over-ear headphone

ความลงตัวของอัตลักษณ์และความคุ้มค่าในแบบฉบับของหูฟังไฮเอนด์
สำหรับผม PM-1 เป็นหูฟังที่สอบผ่านระดับเกรดบีบวกถึงเกรดเอในหลาย ๆ เรื่องครับ ลำพังแค่ภายนอกมันเป็นหูฟังที่ออกแบบรูปทรงและหน้าตามาได้สวยทีเดียวครับ สวยแบบเรียบ ๆ ไม่ฉวัดเฉวียน ดูหรูหรามีสไตล์เฉพาะตัว การใช้วัสดุเกรดดีกว่าหูฟังทั่วไป

นอกจากจะดูดีแล้วยังสัมผัสได้ถึงความทนทานเหมาะกับการใช้งานในระยะยาว ในการใช้งานจริงมันให้ความรู้สึกสบายและภูมิฐาน มากกว่านั้นคือความรู้สึกภูมิใจที่ได้จับต้อง เป็นสินค้าที่องค์ประกอบต่าง ๆ ดูมีค่า มีราคา และทำให้ผู้ใช้แลดูเป็นคนพิเศษจริง ๆ ครับ

ด้านน้ำเสียง PM-1 ให้รายละเอียดที่มาพร้อมกับความโรแมนติกของเสียง นุ่มนวล อิ่มเอิบ หนักแน่นและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยรายละเอียดที่แอบซ่อนอยู่ในเสียงที่ได้ฟัง เป็นหูฟังที่ใช้งานแล้วต้องระวังเพราะมันสามารถฟังได้ดังมากโดยที่เสียงยังไม่คลิป ไม่เพี้ยนไป ถ้าเร่งวอลุ่มกันแบบไม่บันยะบันยังแล้วล่ะก็หูของคุณอาจจะพังไปก่อนตัวมันก็เป็นได้

นี่อาจจะไม่ใช่หูฟังที่มีความเที่ยงตรงชนิดชี้เป็นชี้ตาย แต่มันมีความเที่ยงตรงและซื่อสัตย์ต่อความเป็นดนตรีอย่างมาก ถ่ายทอดดนตรีออกมาเป็นอัตลักษณ์ในท่วงท่าและลีลาที่สวยงาม อ่อนช้อย สุภาพและโรแมนติก บทจะดุดัน punchy ก็ให้ออกมาได้เหมือนกัน ถ้าชุดฟรอนต์เอนด์มีความสามารถในการขับดันบุคลิกเช่นนั้นออกมาได้

กับหูฟังทั่วไปบางทีคุณอาจได้รับคำแนะนำว่าให้ไปลองฟังก่อน ฟังนาน ๆ ฟังจนกว่าจะมั่นใจว่าชอบจริง แต่กับ PM-1 ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นหูฟังที่ไม่ควรใช้เวลาไปลองฟังนาน ๆ เพราะเมื่อใดที่คุณได้สนิทสนมกับหูฟังตัวนี้จนรู้สึกชอบพอมันแล้วล่ะก็ ระวังจะไปฟังหูฟังตัวอื่นไม่เพราะเอานะครับ… ผมเตือนแล้วนะ


เนื่องจาก Classic Review เป็นรีวิวเครื่องเสียงที่ตกรุ่นไปแล้ว หรืออาจมีการเปลี่ยนตัวแทนจำหน่ายไปแล้ว ทางเว็บไซต์จึงขอสงวนข้อมูลตัวแทนจำหน่ายและราคาของสินค้าเพื่อป้องกันความสับสนในข้อมูล

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง 5G และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์