รีวิว Marantz : PM-10

มันไม่ง่ายที่จะพยายามจับคู่ต้นสายกับปลายเหตุระหว่าง “เสียง” กับ “ดีไซน์” ซึ่งบางครั้งมันก็บอกยากว่า คุณสมบัติส่วนนั้น-ส่วนนี้ของเสียงที่กำลังฟังมันเป็นผลมาจากส่วนไหนของวงจร? หรือจะเป็นผลมาจากภาคจ่ายไฟ? เอะ.. หรือเป็นเพราะตัวถังที่ชีลด์ด้วยทองแดง.? อือมม.. อะไรกันแน่.?

Marantz กับตำนานที่ยาวไกล..
แหม.. จั่วหัวด้วยประโยคเท่ห์ๆ แบบนี้กันเลย ซึ่งต้องย้ำเน้นกับคนที่ไม่คุ้นเคยกับแบรนด์นี้ก่อนนะว่า ชื่อนี้มีมานานกว่าครึ่งทศวรรตแล้วนะ (ปรีแอมป์ของ Marantz ตัวแรกออกจำหน่ายเมื่อปี 1952) ฉะนั้น คำว่า “ตำนาน” จึงไม่ได้เป็นอะไรที่เกินเลยอย่างแน่นอน เหตุผลที่ผมพาคุณถอยกลับไปเริ่มต้นไกลถึงต้นตอของแบรนด์ก็เพื่อจะบอกให้รู้ว่า แบรนด์นี้ผ่านยุครุ่งเรืองและตกต่ำมาแล้วหลายตลบ

หลังจากเปลี่ยนมือผู้ถือครองแบรนด์จากผู้ก่อตั้งชาวอเมริกาไปเป็นญี่ปุ่นและต่อไปถึงฮอลแลนด์แล้วสุดท้ายหวนกลับมาอยู่ในมือของญี่ปุ่นอีกครั้งก่อนจะถูกซื้อไปอีกสองรอบโดยกองทุนใหญ่ แม้ว่าแบรนด์ Marantz จะตุปัดตุเป๋มาตลอด กระนั้น ตลอดเวลา 65 ปีที่ผ่านมา สินค้าชื่อแบรนด์ Marantz ก็ไม่เคยห่างหายไปจากวงการเครื่องเสียง ทว่า หากเทียบกับความโด่งดังในอดีตแล้ว ตอนไปตกอยู่ในมือของ Philips สินค้าในไลน์ Amplifier ถือว่าแย่ลงมาก ทั้งๆ ที่เป็นประเภทของผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อให้กับ Marantz ในยุคบุกเบิก ซึ่งช่วงหลังจากมาอยู่ในมือของคนญี่ปุ่น Marantz ก็เริ่มกลับมาผงาดอีกครั้ง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่ม Amplifier ที่มีทิศทางดีขึ้นมากมาตามลำดับ..

PM-10 กับการเปลี่ยนแปลง
ที่ยิ่งใหญ่ แนวคิดแสนวิเศษของ Saul Marantz ที่เขาใช้ในการออกแบบปรีแอมป์รุ่น Audio Consolette ผลิตภัณฑ์ตัวแรกภายใต้ชื่อแบรนด์ Marantz (ก่อนจะมาเป็น Marantz รุ่น M1) ก็คือ “ground-free” เป็นการออกแบบวงจรที่พยายามหลีกเลี่ยงปัญหาจากกราวนด์ในระบบให้มากที่สุด ซึ่งทีมวิศวกรที่ดูแลการออกแบบ PM-10 ตัวนี้ ได้นำเอาแนวคิดนี้มาเป็นเป้าหมายในการออกแบบจนทำให้ได้ผลออกมาตามอุดมคติที่ผู้คิดค้นคนแรกคือ Saul Marantz ตั้งธงเอาไว้

หน้าตาของปรีแอมป์รุ่น Audio Consolette ผลิตภัณฑ์ตัวแรกของ Marantz ที่ออกมาตั้งแต่ปี 1952

เมื่อปี 1952 Saul Marantz นำแนวคิด ground free ของเขามาใช้ในการออกแบบปรีแอมป์ ในขณะที่ทีมออกแบบรุ่นหลานนำแนวคิดมาใช้ออกแบบอินติเกรตแอมป์ซึ่งมีโครงสร้างการทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิคที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่า เพราะประกอบด้วยภาคปรีแอมป์และภาคเพาเวอร์แอมป์อยู่ในตัวถังเดียวกัน โจทย์จึงยากกว่าเป็นสองเท่า

1 : ปุ่ม Input Selector ไว้เลือกอินพุต
2 : ไฟเรืองสีฟ้า
3 : จอแสดงผล
4 : ไฟแสดงสถานะของเครื่อง 3 รูปแบบ คือขณะเครื่องถูกเปิดใช้งาน (Power On) ไฟที่จุดนี้จะเป็นสีฟ้า แต่ถ้าตัวเครื่องอยู่ในสถานะสแตนด์บาย หรือปิดการทำงาน ไฟดวงนี้จะดับลง
5 : ไฟแสดงสถานะเครื่อง เมื่อกดสิทช์เปิดเครื่อง ไฟดวงนี้จะเป็นสีแดงกระพริบ เมื่อเครื่องอยู่ในสภาวะพร้อมทำงาน ไฟดวงนี้จะดับมืดลง และเมื่อเครื่องอยู่ในสภาวะสแตนด์บาย ไฟดวงนี้จะเป็นสีแดง ถ้าปิดเครื่อง ไฟดวงนี้จะดับลง
6 : ปุ่มวอลลุ่มสำหรับหมุนปรับความดัง
7 : รูเสียบแจ๊คหูฟัง
8 : ปุ่มเปิด/ปิดไฟเข้าเครื่อง
9 : จุดรับสัญญาณอินฟราเรดจากรีโมทไร้สาย

ทีมออกแบบ PM-10 เริ่มต้นด้วยการจัดวงจรของภาคปรีฯ ให้เป็นแบบ “บาลานซ์แท้” (true balanced configuration) ทั้งสองภาค จึงสามารถแยกกราวนด์สำหรับสัญญาณแต่ละแชนเนลออกจากกันได้ และด้วยลักษณะของวงจรบาลานซ์ที่แยกขยายสัญญาณซีกบวกกับซีกลบออกจากกันในแต่ละแชนเนล จึงมีผลให้สัญญาณรบกวนที่ติดมากับสัญญาณทั้งซีกบวกและซีกลบถูกหักล้างกันไปโดยอัตโนมัติเมื่อสัญญาณเสียงทั้งสองซีกไปรวมตัวกันที่ปลายทาง เหตุผลก็เพราะว่าสัญญาณรบกวนบนภาคขยายทั้งสองซีกมีเฟสตรงข้ามกันนั่นเอง

แต่เพื่อให้ได้ทางเดินสัญญาณ “ตลอดทั้งเส้นทาง” จากอินพุตไปจนถึงเอาต์พุตที่มีลักษณะเป็น ground free คือปราศจากการรบกวนของ noise ที่มากับกราวนด์จริงๆ นอกจากภาคปรีแอมป์แล้ว พวกเขาจึงได้ออกแบบภาคเพาเวอร์แอมป์แยกกันขาดระหว่างแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาด้วย (เป็นดูอัลโมโนสมบูรณ์แบบ) และได้แยกภาคเพาเวอร์ซัพพลายของแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาของแต่ละส่วน คือของภาคปรีแอมป์, ของภาคคอนโทรล และของภาคภาคเพาเวอร์แอมป์ออกจากกันด้วย นั่นจึงทำให้สามารถขจัดปัญหาเรื่องของ ground ลงไปได้อย่างเด็ดขาด

รีโมทไร้สายที่แถมมาให้ สามารถควบคุมสั่งงานเครื่องเล่น CD/SACD รุ่น SA-10 คู่ของมันได้ด้วย

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับ PM-10 ปรากฏอยู่ในส่วนของภาคเพาเวอร์แอมป์ ซึ่งเป็นอะไรที่แตกต่างไปจากรุ่นอื่นๆ ในอนุกรม PM-11 ที่ผ่านมา และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลมากต่อคุณภาพเสียงซะด้วย นั่นคือ พวกเขาหันไปใช้เพาเวอร์แอมป์แบบสวิทชิ่งแทนแบบเดิมๆ ที่เคยทำมา โดยใช้โมดูลสวิชชิ่ง Class-D เพาเวอร์แอมป์ของ Hypex Electronics ‘Ncore’ จำนวน 4 โมดูล แยกกันขับสัญญาณเสียงแชนเนลซ้ายและแชนเนลขวา ข้างละ 2 โมดูล จัดวงจรแบบ bridged mode คือให้โมดูลหนึ่งขับสัญญาณซีกบวกส่วนอีกโมดูลขับสัญญาณซีกลบ

ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะสามารถควบคุมปัญหาเรื่อง ground ได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ยังทำให้ได้ประสิทธิภาพในการขยายสัญญาณสูงขึ้น และได้ S/N ratio ของสัญญาณเอาต์พุตที่ดีขึ้นอีกด้วย

อินพุต + เอาต์พุต
มีความจงใจอยู่จุดหนึ่งที่ทีมออกแบบของ Marantz พยายามแสดงออกมาอย่างชัดเจน นั่นคือ ตั้งใจทำให้ PM-10 ตัวนี้มีความเป็น purely analogue amplifier อย่างแท้จริง ด้วยการไม่นำเอาอินพุตดิจิตัลมาไว้ในอินติเกรตแอมป์ตัวนี้เลย มีแต่อินพุตบาลานซ์กับอันบาลานซ์สำหรับสัญญาณอะนาลอกไลน์อินพุต, ลู๊ปอินฯ/เอ๊าต์ที่ใช้บันทึกเสียงสำหรับสัญญาณอะนาลอก และอินพุตสำหรับรับสัญญาณอะนาลอกจากหัวเข็ม MM/MC เข้ามาเล่นผ่านภาคโฟโนสเตจที่มีมาให้ในตัวเท่านั้น

A : ขั้วต่ออินพุตสำหรับสัญญาณอะนาลอกบาลานซ์ มีมาให้ 2 ชุด
B : ขั้วต่อสัญญาณอะนาลอกอินพุตจำนวน 3 ช่อง สำหรับ CD กับ Line input อีกสองช่อง
C : ลู๊ปอินพุต/เอาต์พุตของสัญญาณอะนาลอกสำหรับการบันทึกเสียง
D : ช่องอินพุตสำหรับสัญญาณจากปรีแอมป์ภายนอก ในโหมดที่ PM-10 ถูกปรับใช้เป็น Power Amp
E : ช่องอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาลอกจากหัวเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียง MM/MC กับขั้วต่อสัญญาณกราวนด์ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง (ซ้ายมือสุด)
F : ขั้วต่อสายลำโพงชุด A (คู่บน) กับชุด B (คู่ล่าง)
G : สวิทช์โยกเพื่อเลือกโหมดการทำงานของภาคเพาเวอร์แอมป์ระหว่าง Stereo กับ Bi-amp

เซ็ตอัพ + ปรับแต่ง
อินติเกรตแอมป์ PM-10 รุ่นนี้ได้ถูกออกแบบมาเผื่อสำหรับการขยับขยายในอนาคตในหลายๆ อ๊อปชั่นอีกด้วย อาทิ คุณสามารถอัพเกรดคุณภาพของภาคปรีแอมป์โดยยังคงใช้ภาคเพาเวอร์แอมป์ในตัว PM-10 ได้ (มีโหมด Poweramp input) หรือต้องการเพิ่มเติมกำลังขับที่สูงขึ้นกว่าข้างละ [email protected]โอห์ม (เช่น กรณีเปลี่ยนลำโพงที่ใหญ่ขึ้น)

คุณก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแอมป์ใหม่ แค่ซื้อ PM-10 มาเพิ่มอีกตัว แล้วปรับการทำงานของแอมป์ทั้งสองตัวให้เป็นเพาเวอร์แอมป์ โมดูล Hypex Ncore ทั้งสองตัวในแต่ละแชนเนลจะถูก bridged ให้เป็นแชนเนลเดียวกัน คุณก็จะได้กำลังขับที่เพิ่มมากขึ้นอีกเท่าตัวด้วยการใช้ PM-10 ทั้งสองตัวขับลำโพงตัวเดียวกันในลักษณะที่เรียกว่า bi-amp นั่นเอง

สำหรับคนที่ใช้ซิสเต็มที่ไม่ซับซ้อน ผมบอกเลยว่า PM-10 ตัวนี้มันเหมาะมากสำหรับคุณ ด้วยตัวเลขกำลังขับที่สูงถึง [email protected] โอห์ม และสามารถปั๊มกำลังออกมาได้มากถึงสองเท่าคือ 400W เมื่อเจอกับโหลดที่ต่ำลงเป็น 4 โอห์มถือว่ามากพอสำหรับขับลำโพงระดับกลางๆ แทบจะทุกตัวในตลาดทุกวันนี้ พูดให้ง่ายคือ คุณแทบจะไม่ต้องพะวงเรื่องกำลังขับจากแอมป์ตัวนี้เลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณเล่นแผ่นเสียงด้วยยิ่งเหมาะใหญ่เลย เพราะ PM-10 มีภาคโฟโนสเตจดีๆ ติดตั้งมาให้ในตัวเสร็จสรรพ คุณภาพดีพอสมควรเลย ไม่ต้องไปหาภาคโฟโนภายนอกให้ยุ่งยาก ถ้าไม่ดีระดับเหยียบแสนและดีไซน์เป็นบาลานซ์แท้ๆ จะข้ามโฟโนสเตจที่อยู่ในตัว PM-10 ยากนะครับ เขาแม็ทชิ่งกันมาจากโรงงาน รองรับหัวเข็มได้ครบทั้ง MM, MC ทั้ง low-ouput และ high-output ครบเครื่อง

ผมทดลองใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่น P6 ของ Rega ติดหัวเข็ม MC รุ่น Ania ของ Rega เล่นกับภาคโฟโนของ PM-10 ดูแล้ว บอกตามตรงว่า ถ้ายังไม่เคยเล่นแผ่นเสียงมาก่อนและใจไม่แข็งพอ ได้ฟังเสียงเซ็ตนี้แล้วต้องรีบไปหาแผ่นเสียงมาเล่นแน่ๆ

ภาคโฟโนที่ให้มา แค่ดูจากลักษณะของตัวขั้วต่อเทียบกับขั้วต่อที่ใช้กับอินพุต Line ช่องอื่นๆ ก็พอจะประเมินได้ว่า ผู้ออกแบบไม่ได้แถมมาฟรีๆ แต่ตั้งใจทำมาให้ใช้แบบเน้นคุณภาพอย่างแน่นอน.! (ใช้ขั้วต่อพิเศษคุณภาพระดับเดียวกับขั้วต่อที่ใช้กับช่องอินพุต CD)

ประเด็นสำคัญในการเซ็ตอัพอินติเกรตแอมป์ตัวนี้เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงสูงสุด ผมแนะนำให้เลือกใช้การเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างแหล่งต้นทางสัญญาณกับอินพุตของ PM-10 ทางช่องบาลานซ์ XLR ถ้าสามารถทำได้ เพราะเป็นช่องทางเชื่อมต่อสัญญาณที่ให้คุณภาพเสียงดีที่สุดสำหรับ PM-10 ตัวนี้ อีกฟังท์ชั่นที่มีผลต่อคุณภาพเสียง คือ “Purest Mode” ที่แนะนำให้เปิดใช้ถ้าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดจากอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ เป็นฟังท์ชั่นที่จะตัดการทำงานบางอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป ทำให้สัญญาณจากภาคปรีแอมป์มีความบริสุทธิ์มากขึ้น มีความผิดเพี้ยนและอัตราสูญเสียที่ต่ำ และพุ่งตรงเข้าสู่ภาคเพาเวอร์แอมป์ได้โดยตรงด้วยทางเดินสัญญาณที่สั้นที่สุด

อีกจุดที่ส่งผลต่อเสียงมากเช่นกัน นั่นคือการเชื่อมต่อลำโพง ถ้าลำโพงที่คุณใช้ต้องการกำลังขับสูงสุดไม่เกิน 200W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม และให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด แนะนำให้หาสายลำโพงที่ “เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์” สองชุด (ยี่ห้อ+รุ่นเดียวกัน ความยาวเท่ากัน ติดขั้วต่อแบบเดียวกัน) มาใช้เชื่อมต่อกับ PM-10 โดยโยงสัญญาณจากขั้วต่อสายลำโพงคู่ A (คู่บน) ไปเข้ากับขั้วต่อสายลำโพงที่ส่งไปทวีตเตอร์ และเชื่อมโยงสัญญาณจากขั้วต่อสายลำโพงคู่ B (คู่ล่าง) ไปเข้ากับขั้วต่อสายลำโพงที่ส่งไปวูฟเฟอร์ เป็นวิธีเชื่อมต่อที่ให้ผลทางเสียงดีที่สุดสำหรับตัว PM-10

ช่วงหนึ่งของซิสเต็มที่ใช้ฟังเสียงของ PM-10 แล้วรู้สึกว่า ซิสเต็มนี้เสียงมันออกมาลงตัวมาก
แม็ทชิ่งกำลังดีสำหรับห้องที่มีขนาดไม่เกิน 4×6 ตารางเมตร

ในการทดสอบฟังเสียงในขั้นตอนสุดท้าย ผมใช้ external DAC ยี่ห้อ Resonessence Labs รุ่น INVICTA MIRUS Pro เป็นแหล่งต้นทางสัญญาณสำหรับฟังจากไฟล์ดิจิตัล ทั้งระดับ CD quality และไฮเรซฯ PCM + DSD และใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Rega รุ่น P6 + หัวเข็ม MC รุ่น Ania ในการทดลองฟังเสียงจากแผ่นเสียง ส่วนลำโพงที่ผมใช้ทดลองฟังกับ PM-10 มีอยู่ 3 คู่ เป็นลำโพงวางหิ้งสองคู่คือ Totem Acoustics รุ่น Element ‘Amber’ กับ MartinLogan รุ่น Motion 35XT และลำโพงตั้งพื้นหนึ่งคู่คือ Acoutics Energy รุ่น AE109 และผมเลือกเปิดใช้งาน Purest Mode เป็นส่วนใหญ่

ลักษณะเสียง และ คุณภาพเสียง
ช่วยไม่ได้จริงๆ ครับที่ผมจะแอบเดาเสียงของ PM-10 หลังจากได้อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ก่อนที่จะได้ทดลองฟังมันจริงๆ จังๆ ต้นเหตุที่ทำให้ผมทำอย่างนั้นก็คือ Hypex ‘Ncore’ นี่แหละ.! ครั้งแรกที่ผมได้ฟังเสียงของโมดูลแอมป์ Class-D ของ Hypex ตัวนี้ก็จากแอมป์ของ NAD มาสเตอร์ซีรี่ย์ทั้งที่เป็นอินติเกรตแอมป์รุ่น M32 และปรีแอมป์รุ่น M12 + เพาเวอร์แอมป์รุ่น M22 ผมทดสอบและฟังจนจำบุคลิกเสียงของมันได้ แม้ว่าจะมาอยู่ในแอมป์คนละยี่ห้อ แต่ก็มีบุคลิกบางอย่างที่เป็นตัวตนของความเป็น Class-D ปรากฏออกมาชัดเจนมากอย่างหนึ่ง นั่นคือ “รายละเอียด” ของเสียงที่ยิบย่อยลงไปถึงระดับ micro dynamic ซึ่งจะหาได้ยากจากแอมปลิฟายทั่วไป

เมื่อได้ยินเสียงของ PM-10 ตัวนี้ผมก็ถูกทำให้ระลึกชาติย้อนกลับไปนึกถึงเสียงของเพาเวอร์แอมป์ Class-A แท้ๆ บางตัวในอดีตที่ผมเคยใช้อยู่และประทับใจมากจนจำเสียงของมันได้อย่างเช่นยี่ห้อ Bedini รุ่น 25/25 ออกมาประมาณปี 1974-1979 กำลังขับแค่ 25W ต่อข้าง แต่เสียงของมันดีมาก รายละเอียดหยุมหยิมออกมาทางเดียวกันกับเสียงของอินติเกรตแอมป์ Marantz PM-10 ตัวนี้เลย

คุณบางคนอาจจะคิดไม่ออกว่า คำว่า “รายละเอียดหยุมหยิม” ที่ผมเอ่ยถึงมันเป็นยังไง.? ผมจะพยายามอธิบายให้คุณฟังแบบนี้ สมมุติว่า มีเสียงเพลงผ่านเข้าหูของคุณช่วงเวลาสั้นๆ สัก 10 วินาที ซึ่งเสียงเพลงในช่วงสิบวินาทีนั้นประกอบด้วยเสียงดนตรีจำนวนหลายชิ้นและเสียงร้องเล่นพร้อมกันออกมา เมื่อฟังผ่านแอมป์บางตัว ช่วง 10 วินาทีนั้นคุณอาจจะได้ยินรายละเอียดของเสียงต่างๆ ที่ประกอบกันอยู่ในเพลงนั้นไม่ครบ เพราะแอมป์จ่ายกำลังได้ไม่เร็วพอ จึงทำให้บางเสียงในนั้นหายไป เพราะยอดคลื่นที่เป็นอิมแพ็คของเสียงนั้นไป modulate กับเสียงอื่นที่ “ดังกว่า” เล็กน้อย จนถูกเสียงที่ดังกว่านั้นดึงความสนใจไป

พอจะเห็นภาพมั้ยครับ.? ถ้าไม่ ลองดูอีกที สมมุติว่า ค่าเฉลี่ยของความดังของเสียงเพลงในช่วง 10 วินาทีนั้นอยู่ที่ 70dB แต่จริงๆ แล้ว เสียงดนตรีและเสียงร้องที่ประกอบกันอยู่ในช่วงเวลา 10 วินาทีนั้น ไม่ได้มีเสียงใดมีความดังอยู่ที่ 70dB เป๊ะๆ ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะโดยธรรมชาตินั้น ความดังของเสียงดนตรีในขณะบรรเลงอยู่ในเพลงใดๆ จะมีลักษณะขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่งอยู่ที่ความดังระดับใดระดับหนึ่งคงที่ ซึ่งถ้าหากว่า ภาคขยายของแอมปลิฟายไม่มีสปีดเร็วพอที่จะสามารถจ่ายกำลังขับออกไปได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงระดับความดังของเสียง “ทุกเสียง” ที่กำลังบรรเลงอยู่จริงๆ ในขณะนั้น จะมีผลให้เสียงโน๊ตมากกว่าหนึ่งตัวที่กำลังบรรเลงอยู่พร้อมกัน แต่มีความดังที่มากกว่าและเบากว่ากันนิดๆ เกิดการ “ผสานกลืน” และควบกล้ำไปด้วยกัน หลุดพ้นจากประสาทหูของคุณไป ทำให้คุณไม่ทันสังเกตว่ามีเสียงเบาๆ ของเครื่องดนตรีอีกชิ้นหนึ่งผสมอยู่ในเสียงเครื่องดนตรีที่ดังกว่าด้วย

ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ต้องใช้วิธีอุปมาอุปมัย ให้นึกถึงภาพถ่ายของทิวสนบนยอดเขานะครับ ถ้าภาพถ่ายไม่ชัด รายละเอียดไม่คม คุณจะมองเห็นปลายยอดของต้นสนมีลักษณะที่สูงพอๆ กันไปหมด แต่ถ้าภาพถ่ายมีความคมชัดและมีรายละเอียดสูงพอ คุณจะสังเกตเห็นว่า ปลายยอดของต้นสนแต่ละต้นมีลักษณะปลายแหลมที่สูง-ต่ำไม่เท่ากันไปโดยตลอดทั้งแนวสันเขา เปรียบเทียบปลายยอดของต้นสนแต่ละต้นกับความดังในการบรรเลงแต่ละโน๊ตของนักดนตรีที่มีดังมากกับดังน้อยสลับกันไปนั่นเอง

ประเภทของเพลงที่ฟังกับ PM-10 แล้วจะทำให้คุณ “เห็นภาพ” ของเสียงตามที่ผมบรรยายไปข้างต้นควรเป็นแนวคลาสสิก ที่ใช้เครื่องดนตรีจำนวนหลายสิบชิ้นบรรเลงพร้อมกัน ด้วยความสามารถตรงจุดนี้ของ PM-10 ทำให้ผมได้ยินลึกลงไปถึง inner detail ของเสียงแต่ละเสียงได้ชัดขึ้น และด้วยระดับของสัญญาณรบกวน (noise) ที่ต่ำมากๆ ผสานกับ S/N ratio ที่สูงมากจากการเชื่อมต่อระหว่างเอาต์พุตของ INVICTA MIRUS Pro กับ PM-10 ทางช่อง XLR ด้วยสายสัญญาณที่เก่งเรื่องสปีดอย่าง Nordost ‘Vallhala’ และเล่นไฟล์เพลงไฮเรซฯ DSD ที่อยู่บน SD card ทางช่อง SD card ของ MIRUS Pro ทำให้พื้นเสียงมีความใสจนสามารถฟังทะลุลงไปถึงโครงสร้างของฮาร์มอนิกที่ละเอียดอ่อนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของตัวเสียงได้อย่างชัดเจน

นั่นทำให้ไม่ต้องเดา แค่ได้ยินก็บอกได้เลยว่า ในเพลงที่กำลังฟังท่อนนั้นมีเสียงเครื่องดนตรีอะไรกำลังบรรเลงอยู่บ้าง และแต่ละชิ้นกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในลักษณะใด นักดนตรีกำลังปฏิบัติอย่างไรกับเครื่องดนตรีของเขา ทั้งหมดทั้งเพนี้ ถูกถ่ายทอดออกมาให้ได้ยินจนหมดเปลือก.! ช่วงหนึ่งขณะที่ผมกำลังทดสอบ มีเพื่อนฝูงสอง-สามคนผ่านเข้ามาที่ห้องฟัง เป็นคนที่เคยเข้ามานั่งฟังเพลงด้วยกันหลายครั้ง แต่ต่างซิสเต็มเท่านั้น ในขณะที่พวกเรากำลังทดลองฟังอะไรบางอย่าง ผมรู้สึกแปลกใจเพราะสังเกตว่า คราวนี้เพื่อนของผมสามารถบอกถึงลักษณะเสียงของเพลงที่ฟังออกมาได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องซะด้วย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาเคยต้องให้ผมค่อยๆ ชี้แนะหลายครั้งกว่าจะจับลักษณะของเสียงได้ นี่ก็แสดงว่า PM-10 แจกแจงรายละเอียดของเสียงออกมาได้ชัดเจนจริงๆ อย่างที่ผมได้ยิน มันชัดเจนกว่าแอมป์ตัวอื่นๆ มาก จึงทำให้เพื่อนของผมสามารถรับรู้รายละเอียดได้ง่ายขึ้น

“เมื่อคุณได้ยินรายละเอียดมากขึ้น คุณก็สามารถซึมซับอรรถรสของเพลงได้มากขึ้น”

ผมกล่าวเอง ซึ่งเป็นบทสรุปที่ได้มาจากการทดลองฟังนั่นแหละ ไม่ว่าจะหยิบอัลบั้มขึ้นมาฟัง ผมก็รู้สึกสัมผัสได้กับอารมณ์ของเพลงนั้นแทบจะในทันทีที่โน๊ตแรกปรากฏขึ้นมา ซึ่งตอนแรกผมคิดว่า PM-10 อาจจะได้ความช่วยเหลือจาก MIRUS Pro มาเยอะกระมัง.. ช่วงท้าย ผมเลยลองเปลี่ยนต้นทางมาเป็นเครื่องเล่นซีดี/เอสเอซีดีของ Marantz ที่ทำออกมาคู่กับ PM-10 นั่นคือรุ่น SA-10 เข้าไปแทน MIRUS Pro ผมพบว่า ลักษณะของเสียงที่อุดมไปด้วยรายละเอียดหยุมหยิมพร่างพรายก็ยังคงปรากฏออกมาเหมือนเดิม

รวมถึงเมื่อลองฟังแผ่นเสียงกับภาคโฟโนฯ ที่แถมมาในตัว PM-10 ผมก็พบว่า ความฉ่ำชื่นของเสียงที่พลิ้วและทอดปลายไปได้อย่างราบลื่นก็ยังมีอยู่เหมือนตอนฟังผ่านอินพุต Line in ความอิ่มของมวลเนื้อเสียงที่ติดฉ่ำๆ หวานๆ ก็ยังคงปรากฏออกมา แสดงว่านั่นคือบุคลิกเสียงของ PM-10 ตัวนี้นี่เอง

สรุป
เสียงของ PM-10 เป็นอะไรที่แตกเหล่าไปจากแอมปลิฟายของ Marantz ทั้งหมดที่ผมเคยฟังในช่วงสิบปีที่ผ่านมา.! มันไม่เหลือข้อตำหนิต่างๆ ที่เป็นรอยนิ้วมือของแอมป์ญี่ปุ่นอยู่อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเสียงที่บางเบา ปลายเสียงที่พลิ้วแต่ขาดเนื้อมวล โทนัลบาลานซ์ที่สว่างโพลน ฯลฯ ซึ่งเสียงที่ได้ยินจาก PM-10 ตัวนี้จะออกไปแนวยุโรปมากกว่าที่ผ่านมา ถือว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของ Marantz ที่คุณต้องไปหาโอกาสทดลองฟังให้ได้..!


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท เอ็ม.ไอ. เอนจิเนียริ่ง จำกัด

โทร. 0-2254-3316-9
ราคา 269,000 บาท

ธานี โหมดสง่า

นักเขียนอาวุโสมากประสบการณ์ เจ้าของวลี "เครื่องเสียงและดนตรีคือชีวิต"

ธานี โหมดสง่า