fbpx

รีวิว Linn : 530

เมื่อคราวที่ได้รีวิวลำโพง Linn Exakt Akudorik ผมคิดว่า นี่แหละอนาคตของดิจิทัลไฮไฟและที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพเสียงไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวก

ส่วนแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีเอ็กซ์แซ็คต์ ‘Exakt’ ของลินน์นั้นก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ และจากการลองฟัง Exakt Akudorik ก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่าผลลัพธ์ของเทคโนโลยีเอ็กซ์แซ็คต์ก็น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ในเวลานั้น ผมคาดหมายว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ทางลินน์น่าจะมีวิธีทำให้เทคโนโลยีเอ็กซ์แซ็คเป็นอะไรที่จับต้องได้ง่ายขึ้น ดูไม่ไกลเกินสุดเอื้อม แถมยังมีความคุ้มค่าน่าลงทุนมากขึ้น ขณะที่ยังคงเนื้อหาสาระที่เป็น ‘แก่น’ ของเทคโนโลยีเอ็กซ์แซ็คต์เอาไว้

ทว่าเมื่อเห็นลินน์เปิดตัวลำโพง Series 5 ออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมก็ทราบแล้วว่า 2-3 ปีที่ผมประเมินไว้นั้นมันน่าจะนานเกินไป

Linn Series 5 กับการคิดนอกกรอบ
ขณะที่ลำโพงไฮเทคหลาย ๆ รุ่น หรือแม้แต่รุ่นก่อนหน้าของลินน์เองมีหน้าตาดูเหมือนสินค้าที่เพิ่งหลุดออกมาจากห้อง labs ของนักออกแบบร้อนวิชา แต่ครั้งแรกที่ผมเห็นลำโพง Linn Series 5 มันเหมือนออกมาจากดีไซน์สตูดิโอที่ไหนสักแห่ง มองเผิน ๆ มันอาจจะเป็นลำโพงทรงกล่อง ๆ ธรรมดาแต่ถ้าพินิจให้ดีจะพบว่ามันเป็นลำโพงตั้งพื้นทรงทาวเวอร์ที่มีสัดส่วนดูดีเลยทีเดียว

นอกจากนั้นลินน์ยังออกแบบให้ผ้าที่ห่อหุ้มตัวลำโพงสามารถเปลี่ยนสีหรือลวดลายได้ด้วย ดังนั้นมันจึงเป็นมากกว่าลำโพง กล่าวคือคุณสามารถพิจารณาให้มันเป็นส่วนหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตกแต่งบ้านได้ด้วย ตรงนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งการ ‘คิดนอกกรอบ’ สำหรับสินค้าประเภทลำโพงเลยละครับ

ที่ผ่านมาคุณอาจจะเลือกสีหรือลวดลายของลำโพงได้ หรือแม้แต่จะสั่งทำสีพิเศษก็ได้ แต่คุณมีโอกาสเลือกแค่ครั้งเดียวคือก่อนจะตัดสินใจซื้อและจ่ายเงิน อาจจะมีลำโพงบางรุ่นยอมให้คุณเปลี่ยนสีของหน้ากากลำโพง หรือเปลี่ยนสีฝาผนังด้านข้างอย่างลำโพง Sonus Faber : Chameleon Series ทว่า Linn Series 5 เปิดโอกาสให้คุณทำได้มากกว่านั้น

ด้วยชุดผ้าคลุมตัวลำโพงที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ สามารถเลือกเป็นออปชันเสริมไปเปลี่ยนสีของลำโพงได้วันละสี หรือเปลี่ยนสีของลำโพงเป็นข้างละสีที่แตกต่างกันได้ตามใจชอบ โดยคุณสามารถทำการเปลี่ยนชุดผ้าคลุมนี้ได้ด้วยตัวเองภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น… ใช่ครับ มันง่ายขนาดนั้น แถมยังดูดีอีกต่างหาก

สำหรับคนที่ไม่สนใจเรื่องการเปลี่ยนสีของลำโพงหรือการใช้งานเป็นเฟอร์นิเจอร์ Linn Series 5 ยังทำให้คุณสนใจมันได้ด้วยเทคโนโลยีที่ว่ากันด้วยเรื่องของคุณภาพเสียงล้วน ๆ ซึ่งทางลินน์ภาคภูมิใจมากและให้ชื่อมันว่า เทคโนโลยีเอ็กซ์แซ็คต์ ‘Exakt’

ดังที่ได้เรียนไว้ในช่วงโหมโรงของรีวิวนี้ เทคโนโลยีเอ็กซ์แซ็คต์ทำให้ลำโพงรุ่นใหม่ ๆ ของลินน์แตกต่างไปจากลำโพงทั่วไป มันทำงานเป็นระบบแอคทีฟเต็มรูปแบบ มีวงจรภาคประมวลผลสัญญาณดิจิทัลและภาคขยายเสียงในตัว รับสัญญาณดิจิทัลจากระบบ Exakt Link เข้ามาทางขั้วต่อ RJ-45

ไดรเวอร์เสียงกลางและเสียงแหลมของ Linn 530

จากนั้นภาคประมวลผลสัญญาณในตัวลำโพงจะทำหน้าที่ตั้งแต่การจัดระเบียบสัญญาณ, จัดการกับ jitter, แยกสัญญาณออกเป็น 3 ช่วงความถี่ตั้งแต่ภาคช่วงสัญญาณดิจิทัล (เอ็กซ์แซ็คต์ดิจิทัลครอสโอเวอร์) ซึ่งทางทฤษฎีมันมีความเที่ยงตรงแม่นยำกว่าการทำในช่วงสัญญาณอะนาล็อก

จากนั้นสัญญาณดิจิทัลในแต่ละช่วงความถี่ตามจำนวนทางของลำโพง จะถูกส่งไปที่ภาคแปลงดิจิทัลเป็นอะนาล็อก (DAC) และภาคขยายเสียงแยกอิสระจากกันตามจำนวนทางของลำโพง เพื่อแยกขับไดรเวอร์แต่ละตัว

นี่คือแนวคิดที่ยึดถือตามแนวทางของระบบเสียงไฮเอนด์ทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งเรื่องของแอคทีฟครอสโอเวอร์หรือระบบแอคทีฟไบแอมป์/ไตรแอมป์

ถ้าคุณรู้จักลินน์มานานกว่า 10 ปีขึ้นไปจะทราบว่าพวกเขาพยายามทำอย่างนี้กับการออกแบบลำโพงมานานแล้ว แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนหน้านี้ยังต้องพึ่งพาวงจรในส่วนของอะนาล็อกอยู่มาก

มาในปัจจุบันด้วยความรุดหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้สิ่งที่พวกเขาคิดไว้มีความใกล้เคียงอุดมคติมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันมันยังเพิ่มเติมด้วยสามารถอื่น ๆ เข้ามาอย่างเช่นระบบจัดการกับปัญหาอะคูสติกของห้องหรือตำแหน่งวางลำโพงในห้องที่ชื่อว่า Space Optimisation+

สรุปเบื้องต้นพอสังเขปตรงนี้ว่า นอกจากความไฮเทคแล้ว เรื่องของการออกแบบเพื่อใช้งานจริงในชีวิตประจำวันด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นมิตร โดดเด่นสะดุดตาน่าใช้งาน แถมยังเลือกสีหรือลวดลายของลำโพงได้ตามใจชอบ ก็ยังต้องยกนิ้วโป้งให้ด้วยครับ ผมนับถือไอเดียนี้จริง ๆ ที่เขาคิดแล้วทำให้มันเป็นจริงได้

Linn 530 ลำโพงแอคทีฟ 3 ทางเต็มรูปแบบและระบบไฮโซแบริก
ลำโพง Linn Series 5 ในปัจจุบันมีอยู่ 2 รุ่นด้วยกันคือรุ่น 520 และ 530 เป็นลำโพงตั้งพื้นทรงทาวเวอร์เหมือนกัน แตกต่างกันที่ขนาด, จำนวนไดรเวอร์ และระบบตู้ของไดรเวอร์เสียงทุ้ม ลำโพง 520 เป็นลำโพง 2 ทาง 2 ไดรเวอร์ ระบบตู้ลำโพงเป็นแบบเบสรีเฟล็กซ์ เรียกว่าเป็นรุ่นน้องเล็กในเวลานี้

ขณะที่รุ่น 530 ซึ่งผมกำลังรีวิวอยู่นี้ออกแบบเป็นลำโพงตั้งพื้นทรงทาวเวอร์ขนาดกลาง ระบบตู้ลำโพงเสียงทุ้มแบบไอโซแบริก (isobarik bass system) ระบบเสียงเป็นแบบ 3 ทาง 4 ไดรเวอร์ ทั้งหมดเป็นไดรเวอร์ที่ทางลินน์ได้พัฒนาและสั่งผลิตเป็นพิเศษจากประเทศเดนมาร์ค

ทวีตเตอร์ชนิดโดมผ้าไหมมีขอบเซอร์ราวด์ติดตั้งอยู่ในห้องอากาศที่ได้รับการออกแบบให้ต่อต้านการสั่นค้าง (anti-resonant chamber) ไดรเวอร์มิดเรนจ์ขนาดประมาณ 6 นิ้ว กรวยเป็นแบบเคลือบ 2 ชั้นและมีรอยบาก (doped 2-layer sliced) หน้าตาดูคล้ายไดรเวอร์ตระกูล Revelator ของยี่ห้อ Scan-Speak ผู้ผลิตไดรเวอร์ลำโพงชื่อดังของเดนมาร์ค

สำหรับส่วนของไดรเวอร์เสียงทุ้มหรือวูฟเฟอร์ในลำโพง 530 นี่พิเศษหน่อยครับ เพราะในระบบตู้ลำโพงแบบไอโซแบริกของลินน์จะมีการใช้ไดรเวอร์เสียงทุ้มถึง 2 ตัวทำงานร่วมกันอยู่ในลำโพงข้างเดียวกัน โดยในลำโพงรุ่นนี้ไดรเวอร์เสียงทุ้มทั้ง 2 ตัวจะถูกติดตั้งแบบหันหน้าเข้าหากันแต่ทำงานสลับกัน กล่าวคือเมื่อตัวหนึ่งผลักอีกตัวหนึ่งจะถอย สลับกันไปมาเช่นนี้ (out-of-phase wiring, in-phase signal)

ตำแหน่งติดตั้งวูฟเฟอร์ตัวหนึ่งสามารถมองเห็นได้ตรงบริเวณฐานล่างของตู้ลำโพง

ไดรเวอร์เสียงทุ้มทั้ง 2 ตัวในลำโพง 530 ถูกติดตั้งอยู่ในจุดที่ลับสายตาพอสมควรตามลักษณะของตู้ลำโพงระบบไอโซแบริกซึ่งใช้หลักความยืดหยุ่นเหมือนสปริงจากไดรเวอร์ 2 ตัวคอยทำหน้าที่ ‘ควบคุมแรงอัดมวลอากาศ’

ไดรเวอร์ตัวหนึ่งในลำโพง 530 สามารถมองเห็นได้บางส่วนเมื่อก้มลงไปมองที่ฐานตู้ ในขณะที่ไดรเวอร์อีกตัวแอบซ่อนอย่างมิดชิดอยู่ภายในตัวตู้ขนาด 30 ลิตร น้ำหนักรวม 30 กิโลกรัม

จุดเด่นของระบบตู้แบบไอโซแบริกตามคำกล่าวอ้างของผู้ผลิตได้ระบุเอาไว้ในเรื่องของการตอบสนองความถี่ต่ำ ระบบนี้จะทำให้ตู้ลำโพงขนาดกะทัดรัดสามารถให้เสียงทุ้มที่ต่ำลึกได้ราวกับลำโพงที่มีขนาดใหญ่กว่า

ไดรเวอร์ทั้งหมดใน Linn 530 ได้รับการสนับสนุนจากภาคขยายเสียงกำลังขับ 100 วัตต์ จำนวน 3 ชุด นั่นหมายความว่าในลำโพง Linn 530 หนึ่งข้าง มีภาคขยายเสียงในตัวกำลังขับรวมถึง 300 วัตต์ ถ้าคิดเป็นแอมป์แบบแยกชิ้น กำลังขับขนาดนี้นี่เรียกได้ว่าเป็นแอมป์พลังช้างสารได้เลยล่ะครับ

ว่าด้วยเรื่องผ้าคลุมที่ทำให้ Linn 530 เป็นมากกว่าลำโพง
เมื่อได้รับลำโพง Linn 530 ตัวจริงมา สิ่งแรกที่ผมประทับใจคือส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบมาได้ดีมาก ทำให้การเปิดกล่องยกลำโพงออกมาสามารถทำได้ง่ายและปลอดภัย

ลำโพงที่มาในกล่องจะยังไม่มีการหุ้มผ้าเหมือนอย่างที่ผมเห็นในรูปโบรชัวร์สินค้า แต่ว่าก็ว่าเถอะครับขนาดมาในสภาพนี้งานของเขายังดูดีเลยครับ ไม่มีตรงไหนเลยที่ทำแบบขอไปทีแล้วค่อยไปรอซ่อนเอาไว้ใต้ผ้าคลุม

นอกจากตัวไดรเวอร์ในแต่ละส่วนแล้ว ในสภาพไร้ผ้าคลุมผมยังได้เห็นส่วนของแผงครีบระบายความร้อนที่คาดว่าภายในจะเต็มไปด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ติดตั้งแบบแขวนลอยด้วยวัสดุยืดหยุ่นอยู่บริเวณด้านหลังตู้ลำโพงด้วยครับ หลักการแขวนลอยโมดูลวงจรอิเล็กทรอนิกส์นี้ผมเคยเห็นมาก่อนในลำโพง Exakt Akudorik เช่นกันครับ

แผงระบายความร้อนนี้ทีแรกผมค่อนข้างเป็นห่วงในเวลาใช้งานจริงที่มันต้องถูกผ้าคลุมเอาไว้ แต่เมื่อใช้งานจริงในห้องปรับอากาศมันก็แค่อุ่น ๆ เท่านั้นเองครับ ไม่ได้ร้อนจนน่าเป็นกังวลแต่อย่างใด ในห้องที่ไม่มีระบบปรับอากาศผมว่าก็ไม่น่ามีปัญหาเพราะไม่พบคำเตือนในส่วนนี้ โดยสามัญสำนึกคิดว่าขอเพียงให้ด้านหลังลำโพงพอมีพื้นที่ระบายอากาศก็เป็นอันใช้ได้

ทางตัวแทนจำหน่ายส่งผ้าคลุมมาให้ลองใช้งาน 2 ชุด เป็นผ้าคลุมมาตรฐาน (Standard Fabrik) สีน้ำเงิน Blueberry และสีแดง Paprika นอกจากนั้นของเขายังมีเนื้อผ้าคลุมพิเศษ (Special Fabrik) ให้เลือกด้วยครับ เป็นเนื้อผ้าลวดลายพิเศษจาก designer collection ซึ่งมีให้เลือกทั้งเนื้อผ้า Harris Tweed และ Timorous Beasties

สำหรับสีและลวดลายของผ้าคลุมมาตรฐานหรือผ้าคลุมลายพิเศษคุณสามารถเข้าไปดูตัวอย่างได้ในเวบไซต์ของลินน์ หรือสอบถามจากตัวแทนจำหน่ายได้โดยตรงครับ

คำแนะนำจากทางตัวแทนจำหน่ายทำให้ผมทราบในเบื้องต้นว่าการใส่หรือถอดผ้าคลุมออก มีลำดับขั้นตอนและวิธีการที่ค่อนข้างง่ายเพราะเป็นแบบรูดซิบและเก็บงานตามขอบตู้ด้วยตัวยึดแบบแถบหนามเตย (Velcro) ด้านหลังผ้าคลุมบริเวณไดรเวอร์เสียงกลางและแหลมจะมีตะแกรงหน้ากากพลาสติกเจาะรูพรุนช่วยปกป้องตัวไดรเวอร์จากการกระทบกระทั่ง

หลังจากเรียนรู้การใส่และถอดผ้าคลุมของลำโพง 530 อยู่พักหนึ่งผมก็สามารถทำได้เองโดยง่าย และใช้เวลาต่อข้างราว ๆ 2-3 นาทีเท่านั้นครับ

ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ ฝาปิดด้านบนลำโพงที่มีโลโก้ ‘LINN’ แลดูหรูหราแถมยังมีไฟส่องจากด้านหลังในขณะที่ลำโพงกำลังทำงาน เป็นเพียงแผ่นกระจกวางไว้เท่านั้น ดังนั้นถ้าหากจะเอียงหรือยกลำโพงในแนวนอนอย่าลืมยกแผ่นกระจกออกไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยเสียก่อนนะครับเพื่อป้องกันการตกหล่นแตกเสียหาย

 

 

Live Preview ลำโพง Linn 530
#ขอเสียงคนรักLinnกดLOVE
#แชร์วนๆไป

Posted by GM 2000 on Friday, August 26, 2016

 

ผมฟังเสียงและพิจารณาใช้งานลำโพง Linn 530 อย่างไร
ผมใช้งาน Linn 530 ร่วมกับเครื่องเล่นของลินน์รุ่น Akurate DSM ซึ่งมีเทคโนโลยี Exakt อยู่ในตัว การเชื่อมต่อเริ่มจากผมเชื่อมต่อ Akurate DSM กับลำโพง 530 ทั้ง 2 ข้างด้วยสาย LAN ขั้วต่อ RJ-45 ต่อจาก Akurate DSM มาเข้ามาขั้วต่อ Exakt input บริเวณฐานตู้ลำโพงซึ่งอยู่ในจุดที่เข้าถึงลำบากพอสมควร ลำบากพอ ๆ กับขั้วต่อสายไฟ AC Inlet ของลำโพงแต่ละข้าง ยังโชคดีที่การเชื่อมต่อเหล่านี้ไม่ได้ทำกันบ่อย ๆ

ใกล้ ๆ กันยังมีขั้วต่อ Exakt output จากตัวลำโพง ซึ่งมีประโยชน์ในกรณีที่เราวางตัวเครื่องเล่น Exakt ใกล้ไปทางลำโพงข้างใดข้างหนึ่ง ลำโพงตัวที่อยู่ห่างจากตัวเครื่องเล่นมากกว่า ก็ไม่จำเป็นต้องลากสายยาวไปที่ตัวเครื่องเล่น แต่สามารถต่อพ่วงสัญญาณจาก Exakt output ของลำโพงตัวที่อยู่ใกล้เครื่องเล่นมากกว่าได้เลยในลักษณะของการต่อพ่วงเป็นอนุกรมกัน (daisy chain)

ด้วยความที่เคยลองเล่นลำโพง Exakt Akudorik มาก่อน ทำให้ผมไม่รู้สึกหนักใจกับความไฮเทคของลำโพง Linn 530 เลยครับ ผมกลับรู้สึกลิงโลดด้วยซ้ำที่ได้ลองเล่นมัน และเหมือนเช่นหลาย ๆ วาระที่ได้ลองเล่นเครื่องเสียงดิจิทัลจากลินน์ หลังจากเชื่อมต่อระบบเข้ากับอินเตอร์เน็ต ระบบก็เริ่มค้นหาแล้วว่าเฟิร์มแวร์ในตัวเครื่องเล่นหรือตัวลำโพงเองเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดแล้วหรือยัง

ซอฟต์แวร์ LINN KONFIG จะทำหน้าที่คอยแจงรายละเอียดหรือโปรไฟล์ของตัวลำโพง

นอกจากซอฟต์แวร์ที่ตัวเครื่องเองแล้ว ซอฟต์แวร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ได้รับการดูแลให้อัปเดตด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแอปฯ ควบคุมที่ชื่อ ‘Kazoo’ ในสมาร์ทโฟน Android/iOS หรือว่าจะเป็นแอปฯ ชื่อ ‘Konfig’ ในคอมพิวเตอร์ที่จำเป็นต้องใช้ตั้งค่าให้ตัวลำโพงโดยตรง

การตั้งค่าด้วยแอปฯ ‘Konfig’ ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับ Linn 530 เพราะมันทำหน้าที่ระบุว่าลำโพงข้างไหนจะเป็นลำโพงข้างขวาหรือซ้าย (โดยใช้ serial number ที่ดูได้จากใต้แผ่นกระจกด้านบนลำโพง แล้วกำหนดค่าเข้าไปในแอปฯ Konfig) หรือแม้กระทั่งการระบุว่าผ้าที่เลือกมาใช้คลุมลำโพงเป็นเนื้อผ้าชนิดใด

เนื่องจากเนื้อผ้าแต่ละแบบตามที่เขามีให้เลือกเป็นออปชันนั้นจะมีความโปร่งเสียงหรือลักษณะเนื้อผ้าที่แตกต่างกัน ทำให้มีผลทางอะคูสติกที่แตกต่างกัน ดังนั้นการตั้งค่าในส่วนนี้จึงมีผลโดยตรงต่อคุณภาพเสียงที่จะได้โดยตรง อย่าได้มองข้ามเป็นอันขาด

กำหนดแชนเนลให้ลำโพงแต่ละตัวโดยอาศัย LINN KONFIG
กำหนดประเภทของเนื้อผ้าคลุมตามความเหมาะสมโดยอาศัย LINN KONFIG

ลักษณะการลองเล่นลองฟังตลอดการรีวิวนี้ผมได้ใช้งานได้หลาย ๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมเสียงโดยตรงจาก iPhone SE ผ่านทาง ‘AirPlay’, การสตรีมไฟล์เพลงจาก UPnP media server (Minimserver Windows/Mac) หรือการเล่นแผ่นเสียงจากเทิร์นเทเบิ้ล Well Tempered Lab : Simplex ที่ติดตั้งหัวเข็ม MC – Shelter 501

โดยสัญญาณจากเอาต์พุตโทนอาร์มของ Simplex ต่อตรงเข้าไปที่อินพุต PHONO ของ Akurate DSM วงจรปรีแอมป์โฟโนใน Akurate DSM จะทำการแปลงสัญญาณอะนาล็อกเป็นดิจิทัล 24bit /192kHz ก่อนจะป้อนสัญญาณออกไปทางเอาต์พุต Exakt Link ซึ่งเชื่อมต่ออยู่กับลำโพง Linn 530 อีกทอดหนึ่ง

ในรีวิวนี้ผมพบว่าแอปฯ Kazoo ที่ใช้เป็นรีโมตควบคุมเครื่องเสียงของลินน์ ณ เวอร์ชั่นปัจจุบัน ในอุปกรณ์ iOS (iPhone SE) ใช้งานได้ราบรื่นและเสถียรกว่าในอุปกรณ์แอนดรอยด์ (Huawei Mate8) นะครับ ดังนั้นถ้าคุณกำลังตัดสินใจจะเลือกสมาร์ทโฟนเพื่อมาใช้ควบคุมเครื่องเสียงของลินน์ในเวลานี้ แนะนำให้ใช้อุปกรณ์ iOS ครับ

ความคุ้มค่าที่เพิ่มมากขึ้นตามเสียงเพลงและการเซ็ตอัพ
ช่วงแรกของการลองใช้งาน Linn 530 + Akurate DSM มันก็สร้างความประทับใจได้รับรู้ได้จากน้ำเสียงที่ค่อนข้างครบเครื่อง ครบรส เล่นได้ทั้งบู๊และบุ๋น แต่มีข้อแม้ว่าต้องเปิดฟังด้วยระดับเสียงที่ไม่เบาบางจนเกินไป

เป็นซิสเตมที่ยิ่งฟังยิ่งได้ใจ ยิ่งฟังยิ่งอยากเร่งวอลุ่มขึ้นไปอีก เรียกว่าเร่งดังได้ในระดับที่ต้องเกรงใจเพื่อนบ้านที่ห่างไปอีก 2-3 หลังเลยทีเดียว เปิดดังกว่านี้เป็นต้องได้มีปากเสียงกันแน่ ๆ

ระบบเสียงไฮไฟในปัจจุบันเขาเชื่อมต่อกันด้วยวิธีนี้แล้ว
ขั้วต่อสายไฟเอซีและขั้วต่อสัญญาณ Exakt Link IN/OUT บริเวณฐานล่างของตู้ลำโพง

เล่นได้ดังในที่นี้ไม่ใช่สักแต่ว่าตะเบ็งหรือตะคอกออกมาเหมือนลำโพงตามงานวัดนะครับ เรียกว่าเป็นเสียงที่ยังอยู่ในมาตรฐานที่สามารถคาดหวังได้จากเครื่องเสียงของลินน์ หลายวาระที่พฤติกรรมของลำโพงคู่นี้ทำให้เข้าใจว่ามันไม่ต้องการการเอาใจใส่เรื่องของตำแหน่งวางลำโพง แต่เอาเข้าจริงแล้วพบว่ามันไม่ได้สำเร็จรูปถึงขั้นที่สามารถละเลยหรือมองข้ามไปได้

จริงอยู่ว่าในช่วงแรกที่ลองฟังโดยวางลำโพงไว้ในส่วนของพื้นที่ทำงานของกองบรรณาธิการ GM2000 ตัวลำโพงมิได้ถูกจัดวางอย่างพิถีพิถันมากนักเนื่องจากพื้นที่ไม่อำนวย เสียงจากลำโพง 530 ฟังดีในแง่ของสมดุลเสียงโดยภาพรวม แต่คาดหวังอะไรแทบไม่ได้ในเรื่องของมิติหรือเวทีเสียงโดยเฉพาะในระดับที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกขนลุก

ย้อนเวลากลับไปตอนที่รีวิวลำโพง Exakt Akudorik ผมจำได้ว่าลำโพงคู่นี้ทำให้ผมได้รับรู้ว่าลำโพงของลินน์ไม่ใช่ใช้งานได้ดีเวลาวางชิดฝาผนังเพียงอย่างเดียว

จริงอยู่ว่าหลายครั้งที่เห็นลำโพงลินน์ในภาพโฆษณาต่าง ๆ หรือแม้แต่การ demo ตามโชว์รูมเรามักจะเห็นลำโพงของลินน์วางชิดฝาหนังแบบง่าย ๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะใช้งานได้เฉพาะในรูปแบบนี้นะครับ เพราะเมื่อตอนที่ผมนำลำโพง Exakt Akudorik ไปเซ็ตอัพในห้องฟังของเรา ผมพบว่ามันให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจมาก ซึ่งลำโพง Linn 530 คู่นี้ก็เช่นกัน

การเซ็ตอัพลำโพง Linn 530 ในห้องฟัง เมื่อเทียบกับเครื่องเสียงชุดอื่น ๆ ผมแทบไม่ต้องห่วงเรื่องของการแมตชิ่งเลย เพราะทางลินน์เขาจัดการแมตช์มันมาให้ตั้งแต่ตอนออกแบบแล้ว แต่เรื่องของตำแหน่งการวางลำโพงเป็นอะไรที่น่าลองครับเพราะว่าผลลัพธ์ของมันเป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก

ผมพบว่าการหาตำแหน่งวางลำโพง Linn 530 ในห้องฟังของเราซึ่งมีการทรีตอะคูสติกอย่างดี ไม่ง่ายอย่างที่คิด ตำแหน่งวางลำโพงที่ใกล้ผนังด้านหลังให้ผลลัพธ์ไม่ดีอย่างที่คิด เป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ว่าลำโพงของลินน์ไม่จำเป็นต้องวางชิดฝาผนังเสมอไป

ตำแหน่งวางลำโพง Linn 530 ที่ผมคิดว่าให้เสียงเป็นน่าพอใจในห้องฟังแห่งนี้คือที่ระยะห่างฝาผนังด้านหลัง 162 เซ็นติเมตร ลำโพงทั้งสองข้างห่างกัน 205 เซ็นติเมตร โดยที่ลำโพงแต่ละข้างห่างจากฝาผนังด้านข้าง 79 เซ็นติเมตร

LINN 530 เมื่อเซ็ตอัพในห้องทดสอบเสียงของเรา

ณ ตำแหน่งดังกล่าวลำโพง Linn 530 ยังคงมีสมดุลเสียงตลอดย่านความถี่ที่ยอดเยี่ยม ย่านเสียงกลางต่อขึ้นไปยังย่านความถี่สูงมีรายละเอียดเสียงที่สะอาด ราบรื่น เป็นมิตรต่อโสตประสาท

โดยภาพรวมถือว่ามีสมดุลที่ดีแล้วแต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือมิติและเวทีเสียงครับ มันดีกว่าตอนที่ผมวางง่าย ๆ ช่วงแรกเยอะเลย ลักษณะเวทีเสียงจากลำโพงคู่นี้เด่นมากในแง่ของการประคองรูปทรง ความเข้มข้นของเนื้อเสียงในชิ้นดนตรีต่าง ๆ ที่ปรากฏออกมาชัดเจน โดยเฉพาะในอัลบั้ม In Need Again (CD RIP, 16bit/44.1kHz) ของวง Repercussion Unit ในรูปแบบของเพลงบรรเลงสุดเร้าใจ

หรือในอัลบั้ม My Life Stories ของ Susan Wong (24bit/88.2kHz) ในบรรยากาศของเพลงร้องป๊อปแจ๊ซเบา ๆ ฟังเพลิน ฟังกันยาว ๆ ไม่รู้จักเบื่อ

ผมจำได้อารมณ์พีคช่วงหนึ่งในระหว่างการฟังเพื่อเขียนรีวิวลำโพงคู่นี้ได้ดี มันเป็นตอนที่ผมฟังงานชุด MOZART Violin Concertos (24bit/192kHz) ของสังกัด 2L บรรเลงโดย Marianne Thorsen (ไวโอลิน), วง TrondheimSolistene (The Trondheim Soloists) อำนวยเพลงโดย Øyvind Gimse

เสียงจากลำโพงคู่นี้อาจจะเป็นรองลำโพงไฮเอนด์ในระดับเดียวกันหรือที่ราคาสูงกว่าในแง่ของ ‘ความชัด’ เมื่อเพ่งพิจารณาเข้าไปในเสียงแต่ละเสียง โน้ตแต่ละโน้ต แต่สิ่งที่แลกคืนกลับมาใน Linn 530 คือ การรักษาบรรยากาศและรูปวงของเสียง ณ ช่วงเวลานั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นท่อนโซโล่หรือท่อนที่ดนตรีหลายชิ้นโหมขึ้นมาพร้อม ๆ กัน ได้อย่างเป็นระเบียบโดยไม่มีการแตกแถว

คุณลักษณะเช่นนี้ส่วนหนึ่งอาจจะต้องยกผลประโยชน์ให้กับความเป็น Linn System ด้วยส่วนหนึ่งครับ เสียงแบบนี้เรียกว่าไฮเอนด์ได้หรือยัง?

ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจคำว่าเสียงแบบไฮเอนด์กันก่อน เสียงแบบไฮเอนด์ในที่นี้หมายถึงเสียงที่มีคุณลักษณะที่ดีของเสียงอยู่ด้วยกันหลาย ๆ ด้าน เช่น มีช่วงความถี่ตอบสนองที่กว้างขวาง มีความคมชัด และมีไดนามิกเรนจ์, ไดนามิกคอนทราสต์หรือไดนามิกทรานเชียนต์ที่ฟังแล้วรู้สึกถึงความพิเศษกว่าลำโพงทั่ว ๆ ไปในตลาด

เรียนตามตรงว่าทีแรกผมลังเลที่จะตอบจริง ๆ ถ้าหากมีคนถามว่าลำโพงอย่าง Linn 530 นั้น มีความเป็นลำโพงไฮเอนด์แล้วหรือยัง? ณ เวลานี้ผมเองคงไม่ฟันธง แต่จะเล่าเรื่องที่พบเจอระหว่างการลองใช้งานลำโพงคู่นี้ให้ท่านได้ทราบและเข้าใจในสิ่งที่ผมได้ยินมากที่สุดก็แล้วกันครับ

ในระหว่างที่ผมกำลังตื่นเต้นกับเสียงของ Linn 530 โดยเฉพาะเรื่องมิติเวทีเสียงซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้ยินแบบชัด ๆ จะ ๆ เช่นนี้จากเครื่องเสียงที่มีภาพลักษณ์ไปทางไลฟ์สไตล์มากกว่าไฮไฟจ๋า ผมยังทึ่งกับความ real ความสมจริงมาก ๆ ตอนที่ฟังงานชุด The Private Collection (24bit/192kHz) ของ Charlie Haden

ดนตรีชุดนี้เป็นบันทึกแสดงสดโดยสังกัด Naim Records ชุดเครื่องเสียงของลินน์สามารถนำผมเข้าไปอยู่ในบรรยากาศของการแสดงสดได้อย่างน่าทึ่ง ผมบอกไม่ถูกว่าเสียงมันดีอย่างไรบ้างเพราะมันเป็นความกลมกลืนระหว่างบรรยากาศ อารมณ์ร่วมและสุ้มเสียงที่น่าฟัง มารู้ตัวอีกก็ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้ชมคอนเสิร์ตนี้ในคืนวันนั้นแล้วครับ

แบนด์วิดธ์หรือช่วงกว้างในการตอบสนองความถี่เสียงของ Linn 530 ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ เพราะว่ามันไม่มีแจ้งเอาไว้ในสเปคฯ

ย่านความถี่สูงนั้นชัดเจนว่าลำโพงคู่นี้ถูกออกแบบมาสำหรับ high-res audio มันให้ความถี่สูงที่ราบรื่น ต่อเนื่อง ไม่มีลักษณะของความกระด้าง ก้าวร้าวที่มาจากความผิดเพี้ยน แต่มันถูกถ่ายทอดออกมาในลักษณะของความโปร่งโล่ง ความเป็นอิสระ และไดนามิกทรานเชี้ยนต์ที่มีแรงปะทะของหัวเสียงคมชัด หนักแน่น กระชับและรวดเร็วปานสายฟาดฟ้า

โดยเฉพาะในเพลง Walton: Crown Imperial (finale) จากอัลบั้มรวมเพลงคุณภาพเสียงขั้นเทพ HRx Sampler 2011: A Classical And Jazz High Resolution Spectacular! (24bit/176.4kHz) ของสังกัด Reference Recordings

ตัวอย่างเพลงที่ Linn 530 ให้เสียงออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
และการเล่นร่วมกับ source ที่เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงผ่าน Akurate DSM

ในอัลบั้มเดียวกันนี้ลำโพง Linn 530 ยังได้ทำให้ผมหายสงสัยว่าระบบ Isobarik Bass System ของลินน์นั้นเจ๋งแค่ไหน แค่ช่วงเริ่มต้นเพลง Liszt: Prelude on Bach ห้องฟังของ GM2000 ก็ถูกปกคลุมไปด้วยมวลเสียงแน่น ๆ ของความถี่ต่ำลึกที่พุ่งแผ่ออกมาจากออร์แกนท่อในเพลงจนท่วมเต็มทั่วห้องฟัง โอ้โฮ… ได้ยินรอบแรกทำเอาผมขนลุกเลยครับ

ความถี่ต่ำลึกขนาดนี้โดยมากลำโพงจะต้องตัวโตกว่านี้มาก หรืออย่างน้อยก็ใช้วูฟเฟอร์ขนาด 10 นิ้วขึ้นไป จำได้ว่าผมยังได้เร่งวอลุ่มขึ้นไปอีกเล็กน้อยเพื่อดูพฤติกรรมของลำโพง ปรากฏว่ามันยังไม่แสดงอาการแป้กหรือเสียศูนย์ใด ๆ ออกมาเลย ผมฟังซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและหูผมไม่ได้ฝาดไป มันทำได้ไง?… นั่นคือคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจ ณ ช่วงเวลานั้น

ความเห็นโดยสรุปกับ Linn 530
ผมว่าจุดเด่นของลำโพง Linn 530 นั้นชัดเจนมาก คือมันมีความเป็น ‘ศาสตร์และศิลป์’ ครบถ้วนอยู่ในตัว ความเป็น ‘ศาสตร์’ ก็คือเทคโนโลยี Linn Exakt ที่หลอมรวมทุกอย่างตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ตั้งแต่ source ไปจนถึงลำโพง เอาไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการแมตชิ่งระหว่างแหล่งสัญญาณ, ภาคประมวลผลดิจิทัล, ภาคขยายเสียง และตัวลำโพง เพราะมันถูกแมตช์กันมาตั้งแต่กำเนิดทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

มีเพียงแค่เรื่องของการตั้งค่าเบื้องต้น, การเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพง และคุณภาพของแหล่งสัญญาณต้นทาง (เช่น คุณภาพของไฟล์เพลง หรือคุณภาพของ source อื่น ๆ ที่มาต่อพ่วง) เท่านั้นที่เป็นตัวแปรสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพเสียง

ด้านความเป็น ‘ศิลป์’ คือ ส่วนของ industrial design ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกตกแต่งตัวตู้ลำโพงได้เอง ทำนองเดียวกับการ wrap สติกเกอร์เปลี่ยนสีรถยนต์

แต่ในกรณีลำโพงของลินน์มันได้ง่ายและรวดเร็วกว่ากันเยอะเลย นี่เป็นอีกครั้งที่เครื่องเสียงของลินน์จากประเทศสก็อตแลนด์ได้ทำสิ่งที่ไม่เหมือนใคร สิ่งที่เป็นนวัตกรรมโดยแท้จริงสำหรับเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์

ในระหว่างการรีวิวผมได้ข้อมูลจากทางตัวแทนจำหน่ายมาว่า Linn Akurate DSM และ Linn 530 ราคาจำหน่ายในบ้านเราเวลานี้อยู่ที่ 600,000 บาท (6 แสนบาทถ้วน) พร้อมทั้งยังได้ผ้าคลุมลำโพงแบบมาตรฐานอีก 2 ชุด (4 ชิ้น) เอาไว้เลือกเปลี่ยนสีในเบื้องต้นได้ตามชอบใจ

โอ้โฮ… ผมมองว่ามันคุ้มมากนะครับ แม้ว่าจะเป็นงบประมาณที่สูงพอสมควรก็ตาม แต่สิ่งที่ได้มามันคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปจริง ๆ ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะไม่อินกับความเป็นศาสตร์และศิลป์ของลำโพงคู่นี้ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายจริง ๆ ครับ


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท LINNK IT UP จำกัด
โทร. 0-2610-9708
ราคา : 600,000 บาท

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังเห่อระบบเสียง Lossless ใน Apple Music และงานบ้าน D.I.Y.