fbpx
REVIEW

รีวิว Huawei : MediaPad M3

ในปี 2016 เชื่อว่าชื่อของแบรนด์หัวเว่ย ‘Huawei’ ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์และความรู้สึกของหลาย ๆ คนที่มีต่อยี่ห้อสินค้าจากประเทศจีนไปพอสมควร ที่ชัดเจนคือสมาร์ทโฟนรุ่น P9 ที่หัวเว่ยไปได้พันธมิตรอย่างไลก้า ‘Leica’ การจับมือกันแบบ ‘ทวิภาคี’ ระหว่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเช่นนี้ในปัจจุบันแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แล้วสำหรับสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี

แต่หัวเว่ยเป็นแบรนด์ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาทำอย่างจริงจัง ทำมากกว่าเพียงแค่เอาชื่อของพันธมิตรมาแปะไว้เพื่อหวังผลทางการค้าแต่เพียงอย่างเดียว

นอกจากสมาร์ทโฟนรุ่น P9 แล้ว เมื่อเร็ว ๆ นี้ทางหัวเว่ยยังมีแท็บเล็ตรุ่นใหม่ รหัสชื่อรุ่นว่า มีเดียแพดเอ็มทรี ‘MediaPad M3’ เปิดตัวมาในฐานะของแท็บเล็ตรุ่นเรือธงที่เน้นคุณสมบัติด้านการเอ็นเตอร์เทนเต็มรูปแบบโดยมีการพัฒนาระบบเสียงร่วมกันกับ ฮาร์แมน/การ์ดอน ‘harman/kardon’ ซึ่งชื่อนี้ถ้าเป็นคนที่อยู่ในวงการเครื่องเสียงไฮไฟหรือชอบเล่นเครื่องเสียงไฮไฟเป็นทุนเดิมอยู่แล้วน่าจะรู้จักคุ้นเคยกันดี

และไม่แปลกที่ MediaPad M3 ซึ่งเปิดตัวมาในราคา 12,900 บาท ก็ฮอทสุด ๆ ไปเลยทันทีที่เริ่มวางจำหน่ายในบ้านเรา เพราะหน้าตาและคุณสมบัตินั้นเข้าตาโดนใจใครต่อใครหลายคน

อย่างน้อยก็พอจะเอาไปเปรียบมวยกับแท็บเล็ตยอดนิยมในตลาดได้อย่างผึ่งผาย ยิ่งเจอโปรโมชั่นแถมลำโพง harman/kardon ในช่วงแรกความร้อนแรงก็แทบจะเรียกได้ว่าทะลุจุดเดือดกันเลยทีเดียว ขนาดคนของหัวเว่ยเองทั้งที่ไทยและจีนยังเอ่ยปากว่า “เกินคาด”

Co-engineered with harman/kardon

รายละเอียดทางเทคนิคและคุณสมบัติพื้นฐาน
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกึ่งสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการกับส่วนหนึ่งของผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาแท็บเล็ต MediaPad M3 จึงทราบว่าหัวเว่ยจริงจังกับโปรเจ็คต์นี้มาก มีการสำรวจตลาดและความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่ออุปกรณ์ประเภทแท็บเล็ตอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะตลาดประเทศไทยซึ่งขึ้นชื่อว่ามีการใช้งานอุปกรณ์สมาร์ทไม่น้อยหน้าประเทศอื่น ๆ

การพัฒนา MediaPad M3 ทางหัวเว่ยเผยว่านอกจากจะเป็นการต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง MediaPad M2 แล้ว ยังได้พิจารณาคุณสมบัติในแท็บเล็ตของคู่แข่งที่เป็นแท็บเล็ตสมรรถนะสูงด้วยทั้งที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ดังนั้นเมื่อเปิดตัวมา MediaPad M3 จึงมีคุณสมบัติทิ้งห่าง MediaPad M2 รุ่นพี่ไปไกล

ในขณะที่ราคาขายที่ 12,600 บาทนั้นเรียกว่าแทบไม่ได้ขยับไปสักเท่าไรเลย เพราะตอนที่ MediaPad M2 เปิดตัวมาครั้งแรกก็ราคา 12,490 บาทแล้ว

ความสามารถของ Kirin 950 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตแบบ SOC หรือ System On Chip

แท็บเล็ต MediaPad M3 มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการล่าสุดของทางหัวเว่ยคือ EMUI 4.1 ซึ่งสวมอยู่บน Android 6.0 Marshmallow ด้านฮาร์ดแวร์ใช้หน่วยประมวลผล 64 บิต 8 แกน ‘HiSilicon Kirin 950’ เป็นตัวเดียวกับที่ใช้งานอยู่ในสมาร์ทโฟน Huawei Mate 8 ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีสมรรถนะดีเด่น เร็วแรงพอตัว

ทั้งยังบริหารการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหน่วยประมวลผล 4 แกน เป็นสถาปัตยกรรม A72 รันที่ความถี่ 2.3GHz และอีก 4 แกนที่เหลือเป็นสถาปัตยกรรม A53 รันที่ความถี่ 1.8GHz

MediaPad M3 มีหน่วยความจำ RAM 4GB (LPDDR4) หน่วยความจำ ROM หรือพื้นที่ความจุในตัวเครื่องมีอยู่ 32GB เพิ่มจากช่องใส่ microSD card ได้อีก ซึ่งเพิ่มได้สูงสุด 128GB

จอภาพของ MediaPad M3 เป็นจอทัชสกรีนชนิด IPS LCD ขนาด 8.4 นิ้ว สัดส่วน 16:9 ความละเอียดของหน้าจออยู่ที่ 2560 x 1600 พิกเซล (2K Resolution) แสดงผลด้วยความละเอียด 359 พิกเซลต่อตารางนิ้ว (PPI) มากกว่าจอเรติน่าของ iPad mini 4 ที่มีความละเอียดของตารางนิ้วอยู่ที่ 324 พิกเซลต่อตารางนิ้ว

(จากซ้ายไปขวา) ไมโครโฟนรับเสียง, พอร์ต micro-USB, ลำโพงในตัว และถาดใส่ซิม+การ์ดไมโครเอสดี
(จากซ้ายไปขวา) ลำโพงในตัว, ช่องเสียบหูฟัง 3.5mm

ระบบเสียงในแท็บเล็ตรุ่นนี้เป็นระบบลำโพงคู่ขนาด 1 วัตต์ ตัวลำโพงวางตำแหน่งไว้ข้างหน้าจอเมื่อวางในแนวนอน (landscape) ให้เสียงสเตริโอแยกซ้าย/ขวา เมื่อผนวกกับเทคโนโลยี Super Wide Sound 3.0 (SWS 3.0) เสียงสเตริโอจากแท็บเล็ตรุ่นนี้ก็จะเพิ่มมิติความกว้างของเสียงให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

MediaPad M3 มีโมดูลกล้องติดตั้งมาให้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง เป็นกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซลทั้งคู่ กล้องหน้ามีระบบโฟกัสภาพแบบฟิกซ์โฟกัส ส่วนกล้องหลังเป็นระบบออโตโฟกัส เช่นเดียวกันกับแท็บเล็ตทั่วไป มันไม่มีแฟลชมาให้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

สำหรับคุณสมบัติในด้านของการเชื่อมต่อ MediaPad M3 รองรับระบบ Cellular 4G LTE โดยใช้ซิมแบบนาโน มีไมโครโฟนในตัวสามารถใช้งานเป็นโทรศัพท์โทรหาคู่สายปลายทางได้ทั้งแบบเปิดเสียงออกลำโพง (speaker out) หรือเชื่อมต่อกับอุปกรณ์แฮนด์ฟรี (small talk headphone, wireless bluetooth headset)

สำหรับระบบการเชื่อมต่อไร้สายอื่น ๆ รองรับ Wi-Fi AC Dual-Band (2.4 GHz/5 GHz), IEEE 802.11 a/b/g/n/ac และ Bluetooth 4.1 เรียกว่าไม่ได้น้อยหน้าสมาร์ทโฟนระดับ high performance รุ่นใหม่ ๆ เลยล่ะครับ ระบบเซ็นเซอร์ใน MediaPad M3 เรียกได้ว่าให้มาแบบจัดเต็มไม่น้อยหน้าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ เลยทีเดียว

ระบบเซ็นเซอร์พื้นฐานมาครบทั้ง ambient light sensor (วัดสภาพแสงแวดล้อม), gyroscope (ตรวจจับการหมุน), accelerometer (ตรวจจับการเคลื่อนที่), hall effect sensor (วัดสนามแม่เหล็กไฟฟ้า) รวมถึง fingerprint sensor หรือระบบสแกนลายนิ้วมือซึ่งเรียกได้ว่าเป็นฟังก์ชั่นมาตรฐานของอุปกรณ์พกพาสมัยใหม่ในปัจจุบันไปแล้ว

แบตเตอรี่ใน MediaPad M3 เป็นชนิดลิเธียมโพลีเมอร์ขนาด 5,100 mAhr รองรับระบบชาร์จเจอร์แบบชาร์จเร็ว (Adapter 5V 2A) ความทนนานของแบตเตอรี่สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 11 ชั่วโมงสำหรับการชมวีดิโอ Full HD, 6 ชั่วโมงสำหรับการเล่นเกม 3D และ 45 ชั่วโมงสำหรับการใช้ฟังเพลง

ทำไมต้องฮาร์แมนฯ ?
สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักว่าฮาร์แมน/การ์ดอนเป็นใคร หรือรู้จักแล้วแต่ก็ยังสงสัยว่า “ทำไมหัวเว่ยต้องเลือกพัฒนาสินค้าร่วมกับฮาร์แมนฯ” ก่อนอื่นก็ต้องเท้าความกันว่าฮาร์แมน/การ์ดอนไม่ใช่แบรนด์เนมในสายไฮไฟเพียงยี่ห้อเดียวที่เป็นตัวเลือกสำหรับเรื่องของระบบเสียง

แต่เพราะเหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะหัวเว่ยเคยร่วมงานกับทางฮาร์แมนฯ มาแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งออกแบบแท็บเล็ตรุ่น MediaPad M2 มาในรุ่น M3 จึงสานต่อเรื่องระบบเสียงซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทางหัวเว่ยคิดว่าน่าจะทำให้แท็บเล็ตของพวกเขามีความน่าสนใจเหนือกว่าคู่แข่ง

ฮาร์แมน/การ์ดอนตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นปีค.ศ.1953 ก็มุ่งมั่นกับการทำเครื่องเสียงไฮไฟแยกชิ้นตั้งแต่ที่ยังเป็นยุคเครื่องเสียงหลอดสุญญาอากาศ ทั้งรีซีฟเวอร์ (ภาครับวิทยุ+ภาคขยายเสียง) หรือแอมป์หลอดแบบแยกชิ้นยี่ห้อนี้เขาทำมาหมดแล้ว จนถึงในยุคเครื่องเสียงทรานซิสเตอร์ชื่อฮาร์แมน/การ์ดอนก็ยังคงมีความสม่ำเสมอในการสร้างสินค้าคุณภาพ

ในช่วงปี 2000 เป็นต้นมาก็ฮาร์แมน/การ์ดอนก็ขยับไปพัฒนาสินค้าในกลุ่มดิจิตอลโปรเซสเซอร์และไฮไฟแก๊ดเจ็ด จนกระทั่งมีชื่อเสียงติดอันดับต้น ๆ สำหรับกลุ่มสินค้า consumer หรือแม้แต่ระบบเสียงในรถยนต์หรู

ดังนั้นการที่หัวเว่ยดึงเอาฮาร์แมน/การ์ดอนมาผนึกกำลังจึงไม่ใช่จะได้แค่ ‘ภาพลักษณ์’ ของสินค้าไฮไฟมาด้วยเท่านั้น แต่จะได้ในส่วนขององค์ความรู้ที่เกี่ยวกับระบบเสียงมาด้วยทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

ในส่วนของฮาร์ดแวร์ นอกจากลำโพงคู่แล้ว ยังมีส่วนของชิป DAC (Digital to Analog Converter) ซึ่งทำหน้าที่ถอดรหัสเสียงดิจิตอลให้เป็นอะนาล็อกที่เลือกใช้ชิปยี่ห้อ AKM (Asahi Kasei Microdevices) รหัส AK4376 ซึ่งโดยคุณสมบัติของชิปตัวนี้รองรับสัญญาณเสียงรายละเอียดสูง Hi-Res Audio ถึงระดับ 32bit/384kHz

และมีภาคขยายหูฟัง Class-G Stereo Headphone-Amp ในตัว เป็นชิปที่พัฒนาขึ้นเพื่ออุปกรณ์พกพาโดยเฉพาะ กล่าวคือมีประสิทธิภาพสูงแต่ใช้พลังงานค่อนข้างต่ำ เรียกว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

ด้านซอฟต์แวร์ทางฮาร์แมน/การ์ดอนได้ช่วยสนับสนุนในส่วนของเทคโนโลยีช่วยปรับปรุงคุณภาพเสียงที่มีชื่อว่า ‘Clari-Fi’ เข้าไปใน MediaPad M3 ด้วย

โดยทั่วไปสำหรับการใช้งานอุปกรณ์สมาร์ทไม่ว่าจะเป็นมือถือหรือแท็บเล็ต เราแทบจะหลีกเลี่ยงไฟล์เสียงที่ผ่านการบีบอัดข้อมูลไม่ได้เลยโดยเฉพาะเสียงที่สตรีมมาจากระบบออนไลน์ทั้งหลาย และเป็นที่ทราบกันดีว่าไฟล์เสียงที่ผ่านการบีบอัดข้อมูลทั้งหลายเช่น mp3, aac , wma มักจะมีขาดรายละเอียดและมีเนื้อเสียงที่ไม่อิ่มเต็มเข้มข้น

โดยทางเทคนิคเทคโนโลยี Clari-Fi จะช่วยลดทอนความบกพร่องเหล่านั้นเพื่อทำให้เสียงมีรายละเอียดที่ฟังดูเป็นธรรมชาติสมจริงมากยิ่งขึ้นโดยอาศัยความชาญฉลาดของกระบวนการประมวลผลสัญญาณดิจิตอล ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่คล้ายกันนี้ถูกนำเสนอมาในอุตสาหกรรมเครื่องเสียงสำหรับผู้บริโภค บ้างก็ประสบความสำเร็จ บ้างก็ไม่ได้รับความนิยม

แต่สำหรับ Clari-Fi ถ้าดูจากข้อมูลของผู้สนับสนุนในเวบไซต์ของเขาแล้ว (http://www.clarifisound.com/) ก็น่าจะพอเชื่อได้ว่าจัดอยู่ในกลุ่มประสบความสำเร็จ

First Impression
ผมชอบดีไซน์และขนาดของ MediaPad M3 มากครับ หลังจากที่ได้ลองเล่นอย่างคร่าว ๆ ในงาน Thailand Mobile Expo 2016 ที่แท็บเล็ตรุ่นนี้เปิดตัวเป็นครั้งแรกผมก็มักจะแนะนำให้คนที่สนใจไปลองสัมผัสตัวจริงดูก่อน ตรงนี้สำคัญนะครับคือแท็บเล็ตเนี่ยมันมีขนาดใหญ่โตกว่าสมาร์ทโฟน การออกแบบให้จับถือได้ถนัดมือ พกพาสะดวก เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลย

ตัวเครื่องวัสดุอะลูมิเนียมดีไซน์แบบ Uni-body ตัวชิ้นงานประณีตมาก ๆ

อย่าง MediaPad M3 นี่ผมว่าสัดส่วนตัวเครื่องทำมาดีมาก มีหน้าที่แคบ (กว้าง 124.2 มม.) สัดส่วนตัวจอออกไปทางยาว (สูง 215.5 มม.) ผนวกกับบอดี้ที่บางเพียงแค่ 7.3 มม. และน้ำหนักแค่ 310 กรัม หรือประมาณ 3 ขีดนิด ๆ เท่านั้นเอง ผมกางฝ่ามือจับมือเดียวได้สบาย ๆ แต่ต้องอาศัยมืออีกข้างช่วยควบคุมการแตะหน้าจอ เวลาถืออ่านอีบุ้คหรือพรีเซนต์อะไรบนหน้าจอโดยไม่ต้องสั่งงานด้วยการแตะบนหน้าจอบ่อย ๆ สะดวกมากครับ

เป็นแท็บเล็ตขนาดพอดีมือ

นอกจากขนาดแล้วผมว่าความเนี้ยบของงานก็น่าประทับใจ ตัวเครื่องอะลูมิเนียมแบบ uni-body พร้อมทั้ง finishing ระดับเกรดเอของ MediaPad M3 มันให้สัมผัสที่เหมือนกับสมาร์ทโฟนรุ่น Mate 8 ในร่างที่ขยายใหญ่ขึ้นมาไม่มีผิดเพี้ยน

ถ้าดูจากในเวบไซต์ของหัวเว่ยจะเห็นว่าแท็บเล็ตรุ่นนี้มีให้เลือกทั้งสีเงินและทอง แต่ทราบมาว่าล็อตแรกที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเราจะมีให้เลือกแค่รุ่นสีเงิน Moonlight Silver ส่วนสีทองนั้นจะมีเข้ามาด้วยหรือไม่คงเป็นเรื่องของอนาคต

จุดหนึ่งที่เชื่อว่าทำให้หลายคนสะดุดหูสะดุดตาเมื่อได้ลองแท็บเล็ตรุ่นนี้ คือ ‘ภาพและเสียง’ ผมว่าภาพความละเอียด 2K บนหน้าจอ 8.4 นิ้ว ของ MediaPad M3 นั้นอาจจะเป็นประสบการณ์ที่หลาย ๆ คนไม่เคยพบเห็นในแท็บเล็ตระดับราคาหมื่นต้น ๆ เช่นนี้มาก่อน…

มันมาครบทั้งความคมชัด สีสันที่สดใส มุมมองที่แทบจะไร้ข้อจำกัด (ตินิดเดียวเรื่องความมันเงาของหน้าจอที่สะท้อนง่ายมาก) เรียกว่าภาพที่ได้นั้นน่าตะลึงมาก ทั้งเวลาเปิดภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังเห่อระบบบันทึกเสียงและไมโครโฟนแบบมืออาชีพ