fbpx
REVIEW

รีวิว GoldenEar Technology : Triton One

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้ข่าวจากทางบริษัท เอสไอเอสฯ ตัวแทนจำหน่ายลำโพง โกลเดนเอียร์ เทคโนโลยี (GoldenEar Technology) ว่า ไตรตัน วัน ‘Triton One’ ซึ่งควบตำแหน่งเป็นทั้งลำโพงรุ่นใหม่ล่าสุดและเป็นรุ่นเรือธงอันหมายถึงรุ่นที่ดีที่สุดของโกลเดนเอียร์ฯ กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังประเทศไทย รายละเอียดทางเทคนิคของมันน่าสนใจมาก

โดยเฉพาะกับคนที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของระบบเสียงรายละเอียดสูงหรือ high-resolution audio มาโดยตลอดอย่างผม หลังจากนั้นลำโพง ‘Triton One’ ก็ได้มีโอกาสได้โชว์ตัวและเสียงของมันเป็นครั้งแรกในงาน TAV2014 ที่ผ่านมา ทว่าด้วยเหตุปัจจัยของความไม่พร้อมนานาประการ ไม่ว่าเป็นความใหม่ของตัวลำโพงเอง ความพร้อมในการเลือกใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ และการแมตช์ซิสเตมที่ใช้สาธิต ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของห้องสาธิต มันทำให้ผมไม่สามารถนั่งฟังอย่างพินิจพิเคราะห์เพื่อประเมินคุณภาพเสียงของลำโพงได้เลย

หลังจากงาน TAV ผมได้ทาบทามขอยืมมันมาลองฟังในห้องฟังทดสอบของเรา เพื่อเปิดโอกาสให้ลำโพงได้แสดงศักยภาพของมันออกมาได้มากกว่าที่เคย… ได้อย่างที่ควรจะเป็น

Flagship Design
สำหรับคนที่พอจะรู้จักลำโพง Triton Series ของโกลเดนเอียร์มาบ้างอย่างผม ครั้งแรกที่เห็น Triton One มันดูไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นนัก มันเหมือนลำโพงรุ่น Triton Two ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งนั่นคือความจริงเพียงส่วนหนึ่ง รูปทรงของลำโพงยังคงเป็นงานออกแบบเดียวกันกับลำโพง Triton Series รุ่นอื่น ๆ คือเป็นลำโพงทรงทาวเวอร์หน้าแคบ สูงชะลูด รูปร่างของลำโพงเป็นทรงลิ่มเพื่อลดเรโซแนนซ์ส่วนเกินของผนังตู้ลำโพงและลดการสะท้อนของคลื่นเสียงไปในตัว

ส่วนล่างของลำโพงมีแผ่นฐานที่กว้างกว่าเพื่อให้ตัวลำโพงวางอยู่ได้อย่างมั่นคง ลำโพงทั้งตัวห่อหุ้มเอาไว้ด้วยถุงผ้าสีดำที่ยอมให้เสียงลอดผ่านออกมาได้แต่แอบซ่อนตัวขับเสียงทั้งหมดเอาไว้ภายในโดยมีตะแกรงโลหะโปร่ง ๆ ครอบป้องกันตัวขับเสียงทั้งหมดเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง พื้นที่ผิวมากกว่า 80-90% ของตัวลำโพงจึงเป็นผ้าสีดำเนื้อละเอียด มีเพียงส่วนบนสุดและส่วนล่างสุดของลำโพงเท่านั้นที่ตกแต่งเป็นสีดำเงาแบบผิวเปียโน

ตัวขับเสียงทั้งหมดที่ใช้อยู่ใน Triton One ยังเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับ Triton Series อื่น ๆ แต่อาจจะแตกต่างกันในส่วนของขนาดและจำนวนที่ใช้ ในภาพรวมตัวลำโพงจะเป็นดีไซน์แบบลูกผสมระหว่างลำโพงระบบ พาสสีฟ และ แอคทีฟ

ตัวขับเสียงหลักประกอบไปด้วยทวีตเตอร์แบบริบบอน ‘High-Velocity Folded Ribbon (HVFR™)’ ซึ่งเป็นดีไซน์ของยี่ห้อโกลเดนเอียร์เอง จุดเด่นคือตัวไดอะแฟรมที่มีมวลเบา มีหลักการทำงานคล้ายไดอะแฟรมของเครื่องดนตรีประเภทแอคคอร์เดียน มีความไวสูง สามารถตอบสนองความถี่เสียงได้สูงถึง 35kHz ขณะที่ความเพี้ยนและเรโซแนนซ์อยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับทวีตเตอร์แบบโดมทั่วไป

ทวีตเตอร์ตัวนี้ทำงานร่วมกับไดรเวอร์เบส/มิดเรนจ์แบบกรวยขนาด 5 ¼ นิ้ว ที่ออกแบบขึ้นมาใหม่จำนวน 2 ตัว ใจกลางกรวยติดตั้งระบบเฟสปลั๊กแบบ Multi-Vaned Phase Plug (MVPP™) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของลำโพงโกลเดนเอียร์อีกเช่นกัน ไดรเวอร์ทั้ง 2 ตัวนี้ติดตั้งอยู่ในห้องอากาศแยกส่วนกัน โดยจัดวางตำแหน่งขนาบด้านบนและล่างของทวีตเตอร์ HVFR ในลักษณะจัดเรียงสมมาตรในแนวดิ่ง Midwoofer – Tweeter – Midwoofer (MTM) ตามสูตร “D’Appolito Configuration” ของโปรเฟสเซอร์ Joseph D’Appolito

วงจรตัดแบ่งความถี่เสียงของลำโพง Triton One ได้รับการเคลมว่าเป็นดีไซน์แบบ fully balanced crossover และเลือกใช้ตัวเก็บประจุชนิดฟิล์มเกรดไฮเอนด์ ไดรเวอร์ชุดนี้เป็นระบบพาสสีฟที่ผู้ใช้จำเป็นต้องหาแอมป์ภายนอกมาขับมันเหมือนลำโพงปกติทั่วไป

ในย่านความถี่ต่ำของลำโพง Triton One นั้นได้รับการออกแบบให้เป็นระบบแอคทีฟเช่นเดียวกับลำโพงรุ่น Triton Two และ Triton Three รับหน้าที่โดยวูฟเฟอร์ที่มีไดอะแฟรมเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 5 x 9 นิ้ว จำนวน 3 ตัว ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนด้วยภาคขยายเสียงดิจิตอลเทคโนโลยี ‘GoldenEar ForceField’ กำลังขับสูงถึง 1,600 วัตต์ ซึ่งทำงานร่วมกับวงจรประมวลผลสัญญาณดิจิตอลแบบ 56 bit ส่วนที่เป็นระบบแอคทีฟนี้ได้รับการออกแบบจุดตัดความถี่และเฟสสัญญาณเสียงให้แมตช์กับไดรเวอร์ส่วนอื่น ๆ ของลำโพงมาเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นจึงมีเพียงระดับความดัง (subwoofer level) เท่านั้นที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ ระบบเบสโหลดดิ้งของลำโพงรุ่นนี้ไม่ใช่ระบบตู้ปิดหรือตู้เปิด แต่เป็นระบบที่ใช้ พาสสีฟเรดิเอเตอร์ ที่มีไดอะแฟรมเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ถึง 7 x 10 นิ้ว จำนวน 4 ตัว จัดวางอยู่ด้านข้างของตัวตู้ทั้งด้านซ้ายและขวาฝั่งละ 2 ตัว ทำหน้าที่ขับดันมวลอากาศในย่าน infrasonic (ตอบสนองความถี่ลงได้ต่ำกว่าความถี่ที่หูมนุษย์ได้ยิน)

ห้องอากาศภายในตู้ลำโพงสำหรับไดรเวอร์ย่านความถี่ต่ำนี้ก็ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่เพื่อรองรับการทำงานในระดับต่ำกว่าขีดจำกัดของหูมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Frequency Dependent Bass Loading ที่ใช้แผ่นโฟมโพลียูรีเทนเนื้อโปร่งพรุนและแผ่นไฟเบอร์เนื้อกลวงมาช่วยแดมปิ้งภายในตู้เพื่อปรับแต่งการตอบสนองของเสียงให้เป็นไปตามที่ต้องการ

ทั้งหมดนี้ทำให้ลำโพงรูปทรงสะโอดสะองอย่าง Triton One มีคุณสมบัติทางเทคนิคที่น่าทึ่งไม่ว่าจะเป็นช่วงความถี่ตอบสนองที่กว้างมาก คือตั้งแต่ 14Hz – 35kHz และมีความไวอยู่ที่ 92dB (แนะนำให้ใช้กับแอมป์ที่มีกำลังขับตั้งแต่ 20 – 650 วัตต์) จึงถือได้ว่าเป็นลำโพง wide bandwidth ที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในลำโพงระบบพาสสีฟธรรมดาทั่วไป

System Matching และ Setup
ผมทราบมาว่าลำโพง Triton One ที่ได้รับมาลองฟังในคราวนี้ได้ผ่านการเผาหัวไปในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นงานแรกของผมในการรีวิวลำโพงคู่นี้จึงสามารถข้ามไปยังเรื่องการจัดชุดเครื่องเสียงและการเซ็ตอัพได้เลย ชุดเครื่องเสียงหลักที่ผมใช้ประกอบไปด้วย source ที่ใช้ computer เป็น music player ร่วมกับ DAC รุ่น 380 DSD ของยี่ห้อ Moon (ใช้งานอินพุต USB)

สำหรับแอมป์ที่เลือกใช้นั้นมีอยู่ 2 ชุดได้แก่ อินทิเกรตแอมป์ Ayre AX-5 ซึ่งเป็นแอมป์โซลิดสเตตกำลังขับข้างละ 125 วัตต์ และอินทิเกรตแอมป์หลอดกำลังขับข้างละ 50 วัตต์ Copland CTA 405 AX-5 ที่ 125 วัตต์ต่อข้าง และเป็น fully balanced design เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงกับลำโพงที่ใช้วงจรครอสโอเวอร์แบบบาลานซ์เหมือนกัน

ยิ่งใช้งานร่วมกับ DAC fully balanced design ของ Moon (สายสัญญาณ Nordost Valhalla 2 XLR) ผมรู้สึกว่ามันทำให้ลำโพงสามารถปลดปล่อยสมรรถภาพของมันออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น ได้อย่างน่าทึ่ง เล่นได้คุ้มเกินค่าตัว

ลองขับด้วยอินทิเกรตแอมป์ Ayre AX-5

เปลี่ยนมาลองขับด้วยแอมป์หลอด Copland CTA 405 ดูบ้าง ผลคือแอมป์ขับได้สบาย ๆ เสียงกลางถูกเน้นให้ลอยเด่นออกมามากขึ้น ภาพรวมเด่นที่เสียงกลาง แรงปะทะของเสียงทุ้มผ่อนลงมา และมีคาแรคเตอร์ของเสียงทุ้มจากหลอดเจือเข้ามานิด ๆ ให้ความรู้สึกใกล้ชิดกับเสียงมากขึ้น ขณะที่เวทีเสียงอาจจะไม่แผ่กว้างไปในทุกมิติเท่าซิสเตมแรก แต่สุ้มเสียงยังอุดมด้วยความน่าฟังไม่เป็นรองตอนที่ขับด้วย Ayre AX-5

นอกจากนั้นแล้วผมยังพบว่าการใช้อุปกรณ์เสริมของ Entreq ในหลาย ๆ ส่วนมีส่วนช่วยให้เสียงมีความสะอาดเกลี้ยงเกลา มีความละเมียดละไมน่าฟังอย่างที่ควรจะเป็น ช่วยให้ทั้งซิสเตมสามารถแสดงศักยภาพของมันออกมาได้อย่างเต็มที่ รายละเอียดแม้เพียงเล็กน้อยก็มิได้ถูกบดบังให้เลือนหายไป แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นมาพร้อมกับความเป็นดนตรีที่น่าขนลุกและน่าตื่นตะลึงไม่ใช่น้อย

ลองขับด้วยอินทิเกรตแอมป์หลอด Copland CTA 405

แต่ก่อนจะได้มาซึ่งความเห็นในเบื้องต้นนั้น ผมต้องใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับลำโพง Triton One อยู่พักใหญ่เพื่อทำความรู้จักกัน รวมถึงการเซ็ตอัพตำแหน่งของลำโพง วงจรแอคทีฟของลำโพงทำงานอัตโนมัติเมื่อมีสัญญาณวิ่งมาที่ขั้วต่อสายลำโพง ส่วนที่เป็นสัญญาณจากแอมป์ภายนอกก็ส่งผ่านตรงไปเข้าชุดไดรเวอร์ระบบพาสสีฟ

ขณะที่สัญญาณ speaker level ส่วนหนึ่งจะถูกส่งไปยังระบบแอคทีฟของลำโพง นอกจากนั้นแล้วตัวลำโพงยังออกแบบให้มีอินพุต LFE แยกต่างหากในกรณีที่นำไปใช้งานในระบบโฮมเธียเตอร์แต่ในที่นี้มันเป็นส่วนเกินสำหรับผม

วงจรส่วนแอคทีฟนี้จะปิดการทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อไม่มีสัญญาณเสียงวิ่งมาที่ขั้วต่อสายลำโพงเป็นเวลานาน และจะกลับมาทำงานเป็นปกติเมื่อมีสัญญาณเข้ามา (auto on/off) จึงเป็นอะไรที่ง่ายและสะดวกมากครับ ในคู่มือแนะนำให้เริ่มเซ็ตอัพโดยการตั้ง subwoofer level เอาไว้ที่ตำแหน่งตรงกลาง (12 นาฬิกา)

สุดท้ายหลังจากเซ็ตตำแหน่งและ fine tune ซิสเตมจนเป็นที่น่าพอใจแล้วพบว่า subwoofer level ต้องลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 10:30 นาฬิกาจึงจะได้สมดุลเสียงเป็นที่น่าพอใจ ขณะที่ตัวลำโพงข้างซ้ายและขวาวางห่างกันค่อนข้างมากกว่าตำแหน่งเฉลี่ยของลำโพงรุ่นอื่น ๆ ที่ถูกเซ็ตอัพในห้องฟังของ GM2000 และมีการโทอินเพียงเล็กน้อย

การปรับตั้ง Subwoofer Level ที่ด้านหลังลำโพง

แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ในระหว่างนั้นผมพบว่าด้วยความที่ตัวลำโพงเป็นดีไซน์แปลกกว่าลำโพงทั่วไป ทั้งที่เป็นลำโพงหน้าแคบ สูงชะลูดและท้ายค่อนข้างลึก แถมยังไม่ใช่ทั้งตู้เปิดหรือตู้ปิด แต่เป็นตู้ลักปิดลักเปิด พาสสีฟเรดิเตอร์ขนาดใหญ่ 4 ตัวในผนังตู้แต่ละข้างของลำโพงนั้นทำให้ตัวผนังตู้ลำโพงเป็นเสมือนสปริงอากาศที่คอยยืดหยุ่นให้ตัวได้ช่วยให้การตอบสนองความถี่ต่ำลึกของลำโพงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้นการเซ็ตลำโพงคู่นี้จึงจำเป็นต้องคิดนอกกรอบไปจากปกติบ้าง ผมพบว่าตำแหน่งเซ็ตอัพที่คุ้นเคยในห้องฟังแห่งนี้สำหรับลำโพงขนาดประมาณนี้นั้นใช้ไม่ได้กับ Triton One มันต้องการระยะห่างผนังหลังมากกว่า มันต้องการระยะห่างระหว่างลำโพงข้างซ้ายและขวามากกว่า การขยับระยะระหว่างลำโพงซ้ายและขวามีผลกับเสียงตลอดทั้งย่านความถี่ เน้นเป็นพิเศษที่ย่านความถี่ต่ำ

ด้วยความที่ลำโพงมีหน้าแคบมาก เรื่องมิติเสียง หรือตัวตนของเสียงที่หลุดตู้ได้นั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องหมู ๆ สำหรับลำโพงคู่นี้ แต่หลุดออกไปแล้วมีรายละเอียดของเสียงดีน่าฟังและสมจริงจนน่าขนลุกแค่ไหนนั้นการแมตชิ่งซิสเตมและการเซ็ตอัพอย่างละเอียดคือการทำงานที่ได้ผลตอบแทนแสนคุ้มค่า

ช่วงหนึ่งระหว่างการเซ็ตอัพ ผมดึงปลั๊กไฟของลำโพงออกเพื่อปิดการทำงานของระบบแอคทีฟ แล้วลองป้อนสัญญาณเสียงความถี่ต่ำจากไฟล์ที่ริบมาจากแผ่น Sound Check ของ Alan Parsons & Stephen Court ไล่ไปทีละความถี่เพื่อดูผลตอบสนองของชุดไดรเวอร์ระบบพาสสีฟของ Triton One พบว่าเริ่มได้ยินเสียงแผ่ว ๆ ที่ 63Hz พอเป็นที่ 80Hz จะชัดขึ้นมาอีกนิด และได้ยินชัดเจนสุดที่ช่วง 100Hz-125Hz จึงเป็นไปได้ว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นจุดตัดความถี่ระหว่างชุดไดรเวอร์แบบพาสสีฟและแอคทีฟ

ผมจึงอาศัยจุดนี้ในการพิจารณาความกลมกลืนของเสียงระหว่างไดรเวอร์ทั้ง 2 ส่วน และใช้พิจารณาในการปรับระดับที่เหมาะสมของ subwoofer level ช่วงเวลาตรงนี้พบว่าแม้แต่ห้องฟังมาตรฐานของเราก็ยังต้องใช้เวลาไม่น้อยเลยนะครับ ดังนั้นการเซ็ตอัพลำโพงคู่นี้ในเบื้องต้นบอกได้เลยครับว่าเหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย และต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่พอสมควร แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยืนยันอีกครั้งได้ว่าสุดแสนจะคุ้มค่า

พลังงานและความลึกของเสียงทุ้ม
ภายหลังการเซ็ตอัพปรับจูนตำแหน่งลำโพงและ fine tune รายละเอียดอื่น ๆ ในซิสเตมจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว ผมใช้เวลานั่งฟังลำโพงคู่นี้อยู่ไม่นานก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่เสียงที่หาฟังได้ง่าย ๆ ในลำโพงระดับราคานี้ Triton One เป็นลำโพงขนาดใหญ่รูปทรงเพรียวบางสะโอดสะองที่ให้สุ้มเสียงออกมาไม่ได้หน่อมแน้มบอบบางไปตามรูปร่าง แต่เป็นลักษณะเสียงแบบ ‘ซ่อนรูป’ เป็นลำโพงใหญ่ที่ให้เสียงกระหึ่มหนักแน่น

ส่วนพาสสีฟและแอคทีฟของลำโพงทำงานกลมกลืนเสมือนเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ่ายทอดรายละเอียดและพลังงานของเสียงออกมาได้น่าตื่นตาตื่นใจ ‘อย่างเป็นธรรมชาติ’ ไม่ใช่ว่าเสียงอะไรก็ถูกขยายจนผิดสัดส่วนไปเสียหมด ไม่เหมือนภาพเพี้ยน ๆ ไม่เป็นธรรมชาติที่ได้จากการใช้แว่นขยายมุมกว้างส่องเอา ในแง่ของการตอบสนองแบนด์วิธและไดนามิกของเสียง ลำโพงคู่นี้สามารถรองรับการถ่ายทอดพลังงานเสียงที่อยู่ในดนตรีได้อย่างน่าทึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นเบสหนัก ๆ ลึก ๆ ของดนตรีสมัยใหม่ที่ใช้ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์สังเคราะห์ หรือดนตรีอะคูสติกที่มีสเกลของวงขนาดใหญ่อย่างวงซิมโฟนีออเคสตร้า เสียงดนตรีซิมโฟนีออเคสตร้าที่ผมได้ฟังจากลำโพงคู่นี้เป็นอะไรที่เกินคาดมาก ๆ มันถ่ายทอดพลังงานเสียงของวงออเคสตร้าออกมาได้แบบ full scale ไม่มีเม้ม มีเนื้อเสียงเต็มและแน่นตลอดทั้งย่านความถี่ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากมากถึงยากที่สุดสำหรับลำโพงในระดับนี้ หรือแม้แต่ที่แพงกว่านี้ก็ใช่ว่าจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมาได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเยี่ยงนี้

เช่น ดนตรีที่ผมเปิดด้วยไฟล์ฟอร์แมต DSD ที่ริบมาจากแผ่น SACD อัลบั้ม Chabrier: Orchestral Works ของสังกัด Mercury Living Presence บรรเลงโดย Detroit Symphony Orchestra อำนวยเพลงโดย Paul Paray หรืออัลบั้ม Super Audio CD Sampler ของสังกัด PentaTone Classics กับดนตรีลักษณะนี้เมื่อลำโพงได้รับการสนับสนุนจากแอมป์โซลิดสเตตคุณภาพดีอย่าง AX-5

ทำให้มันสามารถทำหน้าที่ได้โดยสมบูรณ์แบบ หาตัวจับได้ยาก และทำให้ผมรู้สึกว่านี่คือคู่แอมป์กับลำโพงที่แมตช์กันมากที่สุดชุดหนึ่งตั้งแต่ที่ผมเคยพบเจอมาเลยทีเดียว (เมื่อขับด้วยแอมป์กำลังขับน้อยจะเสียเปรียบเวลาดนตรีโหมขึ้นมาแรง ๆ) เสียงเครื่องเป่าหรือเครื่องดนตรีอื่น ๆ แม้ว่าจะอยู่ในแถวหลัง ๆ ของวงก็ฟังดูมีพลังมาก การตอบสนองต่อทรานเชี้ยนต์หรือการก่อกำเนิดขึ้นของเสียงอย่างฉับพลันก็แทบไม่มีอะไรให้ต้องตำหนิเลย

และที่ลำโพงคู่นี้ทำให้ผมขนลุกซู่ด้วยความตะลึงก็คือเพลง Flying Dragons And Leaping Tigers (Eastern Zhejiang Gong And Drum Music) เป็นไฟล์ฟอร์แมต DSD ที่ริบมาจากแผ่น SACD อัลบั้ม Virtuoso Pieces Of Chinese Percussion ของยอดมือกลองชาวจีน Yim Hok Man ใครที่เคยฟังแทรคนี้จะทราบดีว่าดนตรีมันโหดและทรมานลำโพงมากแค่ไหนโดยเฉพาะช่วงโหมกระหน่ำรัวของกลองใบโตและเหล่าเพอร์คัสชันหลายสิบชิ้นหลากหลายช่วงความถี่ เรียกว่าสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับเสียงฟ้าร้องในวันที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง

มันทำให้ผมอดหวั่นไม่ได้จริง ๆ ว่าลำโพงจะรับไหวหรือเปล่า แต่เสียงที่ออกมาจาก Triton One กลับนิ่ง หนักแน่น และทรงพลังได้สบาย ๆ อย่างเหลือเชื่อ บางครั้งมันทำให้ผมเผลออ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว

ความลึกของเสียงทุ้มเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของ Triton One ที่ผมว่ามันน่าทึ่ง โดยปกติแล้วเพลงในอัลบั้มอย่าง ซาวนด์แทรค Dances with Wolves (DSD SACD Rip) หรืออัลบั้มเพลงที่มีเสียงออร์แกนท่ออันทรงพลัง บรรเลงโดย English Town Hall Organ Philharmonie Duisburg (PCM 24/192) จะมีเสียงทุ้มความถี่ต่ำมาก มากจนยากจะได้ยินเสียงความถี่ต่ำลึกเหล่านั้นได้จากซิสเตมทั่วไปโดยเฉพาะถ้าลำโพงไม่ได้มีแบนด์วิธด้านล่างแผ่ขยายลงไปได้ลึกพอ

โดยเฉพาะในเพลง Nimrod from Op. 36 ซึ่งประพันธ์โดย Edward Elgar เรียบเรียงโดย W.H. Harris ขนาดหูฟัง full size ที่ว่าถ่ายทอดเสียงทุ้มลึกได้ดีแล้วยังหืดขึ้นคอ แต่สิ่งที่ผมได้จาก Triton One คือพลังงานความถี่ต่ำที่บางครั้งแม้จะเป็นความถี่ต่ำที่ลึกมาก มากจนบางช่วงบางตอนแทบไม่ได้ยินแต่ยังสามารถสัมผัสได้อยู่ตลอดทั้งเพลง ไม่น่าเชื่อว่าผมได้ยินเสียงเหล่านั้นในลำโพงราคาต่ำกว่าสองแสนบาทคู่นี้ ผมยืนยันทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมั่นใจว่าหูไม่ฝาดไป แถมการใช้แอมป์หลอดคุณภาพดีข้างละ 50 วัตต์ของยี่ห้อ Copland มาใช้ขับมันก็ยังไม่ใช่ปัญหาในการเข้าถึงเสียงทุ้มที่ดำดิ่งลงไปลึกได้เช่นนี้เสียด้วยสิครับ

เมื่อผมเปลี่ยนจากดนตรีซิมโฟนีออเคสตร้าไปฟังอัลบั้มที่มีดนตรีแรง ๆ หนัก ๆ ซ้อนทับกันหลายเลเยอร์อย่างเพลงของ Dream Theater ชุด Dream Theater (PCM 24/96) ลำโพง Triton One สามารถรองรับความหนักหน่วงรุนแรงของเพลงได้อย่างสบาย ๆ โดยเฉพาะแทรค The Enemy Inside และ Enigma Machine ซึ่งมีเสียงกลองดุเดือด กีตาร์เร่าร้อนรัวอย่างกับปืนกล รายละเอียดเหล่านี้ถูกเปิดเผยผ่านตัวลำโพงออกมาได้อย่างหมดเปลือก มีความชัดเจน ได้ยินแบบเก็บหมดทุกเม็ด ไม่มีเละเทะหรือมั่วซั่วตีรวนกันเองเลย พูดเลยว่าโคตะระมันเร้าใจเลยครับพระเดชพระคุณท่าน ได้ฟังแบบสะใจสะหูอย่างนี้แล้วเหมือนได้กินยาอายุวัฒนะ ลดอายุไปได้อีกหลายปี

รายละเอียดของเสียงทุ้ม
ถ้าใครบางคนเคยบอกคุณว่าลำโพงใหญ่ ลำโพงที่มีแบนด์วิธกว้าง ๆ ให้เสียงทุ้มลงไปได้ลึก ๆ จะเด่นเฉพาะแมคโครไดนามิกหรือรายละเอียดที่เป็นภาพรวมกว้าง ๆ แต่ไมโครไดนามิกหรือรายละเอียดในส่วนหยุมหยิมจะสู้ลำโพงเล็กไม่ได้ คำกล่าวนี้อาจจะใช้ได้กับลำโพงใหญ่บางรุ่น แต่ใช้กับลำโพง Triton One ไม่ได้โดยสิ้นเชิง

เพราะไมโครไดนามิกที่ผมได้ยินจากลำโพงคู่นี้ต้องบอกว่าอยู่ในระดับที่ลำโพงชั้นเซียนหลายคู่ทำอะไรมันไม่ได้ ยิ่งเมื่อผสมผสานกันอย่างลงตัวกับส่วนที่เป็นแมคโครไดนามิกซึ่งตัวลำโพงสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าทึ่งมันยิ่งทิ้งขาดกันชนิดห่างชั้นไปไกลเลยทีเดียว เพลงจากอัลบั้ม Super Audio CD Sampler Volume 2 by Concord Jazz (DSD SACD Rip) หรืออัลบั้ม Kind Of Blue (PCM 24/192) ของ Miles Davis ลำโพงสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ผมรับรู้ได้มากกว่าการได้ยิน รับรู้ได้ถึงบรรยากาศ สภาพอะคูสติก ความมีตัวตนปรากฏอยู่

ชัดเจนมากในตอนต้นเพลง So What จาก Kind Of Blue เสียงฮีสเบา ๆ ของเส้นเทปดังคลอเบา ๆ ให้ได้ยินอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งมีเสียงดนตรีดังขึ้นมากลบไป เสียงดับเบิ้ลเบสลงได้ลึกและฟังออกเป็นโน้ตแต่ละตัวได้ชัดเจนมากกว่าที่ผมเคยได้ยินจากลำโพงรุ่นอื่น ๆ ในงบประมาณใกล้เคียงกัน หรือแม้แต่ที่ราคาแพงกว่า ผมว่าการออกแบบของคุณแซนดี้ กรอสส์ (Sandy Gross) ดีไซเนอร์เจ้าของลำโพงยี่ห้อโกลเดนเอียร์นั้นน่านับถือมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้พาสสีฟเรดิเอเตอร์หรือการใส่แอมป์เข้าไปใช้ขับไดรเวอร์เสียงทุ้ม

ทั้งหมดดูเหมือนทำมาได้ลงตัวทำให้การตอบสนองความถี่ต่ำของลำโพงคู่นี้ นอกจากจะมีความเต็มอิ่มหนักแน่นและลงได้ลึกแล้วมันยังมีรายละเอียดของเสียงทุ้ม (bass definition) ที่ดีเยี่ยมอีกด้วยครับ เสียงที่ผมได้ยินจากหลาย ๆ เพลงยืนยันสิ่งเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเพลง The Little Dog จากอัลบั้ม Red Rose SACD Sampler, Volume 1 (DSD SACD Rip) ซึ่งมีเสียงโซโลดับเบิลเบสที่เล่นโดยคุณมาร์ค เลวินสัน หรือจะเป็นเสียงทุ้มแน่น ๆ ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดใน Barangrill จากอัลบั้ม Linn Records Surround Sampler Volume 2 (DSD SACD Rip)

บรรยากาศและความเป็นดนตรีของเสียง
ความน่าสนใจของลำโพงรุ่นนี้มิได้มีเพียงแค่ความน่าตื่นตาตื่นใจของพลังงานและรายละเอียดของเสียงทุ้มเท่านั้น ด้วยความที่เป็นลำโพง wide bandwidth ทั้งในสเปคฯ และการใช้งานจริง ทำให้การถ่ายทอดรายละเอียดเสียงของมันไม่มีลักษณะอั้น หุบ ตื้อ ขณะเดียวกันก็มิได้พยายามนำเสนอให้เสียงนั้น ๆ โดดเด่นจนผิดปกติ แต่ละรายละเอียดที่ผมได้ยินจากลำโพงคู่นี้จึงมาพร้อมกับเนื้อเสียงที่อิ่มเข้มในตัวตน สมดุลเสียงที่นุ่มนวลฟังง่าย มีความกังวาน โปร่งเบาสบาย ๆ ไม่อึดอัด ไม่ทึบ ไม่มืดหม่น

การตอบสนองต่ออิมแพ็คและไดนามิกทรานเชียนต์ในย่านความถี่เสียงกลางและแหลมนั้นรวดเร็วฉับไวในชั่วพริบตา มีความนิ่ง มั่นคง และสะอาดปราศจากวี่แววของเสียงมลพิษส่วนเกินให้ระคายหู การออกแบบให้ลำโพงมีตัวตู้มีหน้าแคบมาก การออกแบบวงจรครอสโอเวอร์แบบ fully balanced crossover design หรืออาจจะรวมถึงการจัดวางไดรเวอร์เสียงกลางและเสียงแหลมตามสูตร “D’Appolito Configuration” ยังส่งผลให้ลำโพง Triton One นั้นโดดเด่นมาก ๆ

ในแง่ของบรรยากาศและเวทีเสียงที่มิเพียงแค่เต็มอิ่มในแนวระนาบเท่านั้นแต่ยังแผ่กว้างขึ้นไปในแนวตั้ง มิติเสียงทางด้านสูง ทำให้สนามเสียงที่ได้ยินนั้นมีความเป็น 3 มิติที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น แถมยังถ่ายทอดมิติเสียงออกมาได้ชัดเจนและแม่นยำมาก ถ้าให้พูดถึงเรื่องมิติและเวทีเสียงของลำโพงคู่นี้ มันจะเป็นอะไรที่ทำให้ผมค่อนข้างลำบากใจ เพราะว่ามันแปรเปลี่ยนไปตามเพลงที่ผมเปิดฟังอยู่เกือบตลอดเวลา มันแตกต่างกันเยอะมาก เยอะเหมือนถูกผีหลอก ประเดี๋ยวหุบเข้ามา ประเดี๋ยวถ่างออกไป ตามขนาดของวงดนตรี ตามขนาดของโถงที่ศิลปินเล่นอยู่ ตามสภาพบรรยากาศในภาพรวมของสถานที่นั้น ๆ มันน่าขนลุกมากจนผมอยากจะบอกว่ากำแพงห้องฟังของเรานั้นแทบไม่มีความหมาย

เสียงจากลำโพงคู่นี้สามารถไปจัดวางตรงตำแหน่งใดก็ได้ทั้งด้านกว้างและด้านลึก หรือบางครั้งอาจนับรวมในด้านสูง หลายครั้งที่เสียงหลุดเลยข้ามลำโพงออกไปอย่างไม่มีเงื่อนไข ขณะที่เสียงตรงกลางระหว่างลำโพงยังนิ่งสนิท มั่นคงราวกับถูกตรึงไว้ด้วยเสาเข็ม นอกจากนั้นแล้วเสียงนั้น ๆ ยังสมบูรณ์พร้อมด้วยรายละเอียดของเสียงไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักเสียง อารมณ์ร่วมหรือแม้แต่บรรยากาศที่รายล้อมอยู่โดยรอบเสียงนั้น ๆ Triton One เป็นลำโพงที่ทำให้ผมมีความสุขกับเสียงดนตรีได้อย่างหลากหลาย

แม้ว่าในความหลากหลายนั้นจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของคุณภาพเสียงปรากฏอยู่อย่างชัดเจนก็ตาม มันเป็นลำโพงที่ให้เสียงหวานสดใสได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแอมป์หลอดแต่อย่างใด ขอเพียงแค่ความหวานนั้นมีอยู่ในเพลงก็พอ ดังนั้นผมจึงสามารถฟังได้ตั้งแต่เพลงของ Taylor Swift ไปจนถึงเพลงของ Ella Fitzgerald หรือ Jacintha ได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวง แต่คุณภาพเสียงที่ได้นั้นไม่เหมือนกันหรอกนะครับ มันก็แตกต่างกันไปตามเนื้อผ้านั่นแหละครับ แต่ที่น่าสนใจคือมันสามารถ ‘ปลดปล่อย’ อารมณ์ของเพลงออกมาได้

ผมว่าตรงนี้สำคัญที่สุดและเป็นปัจจัยพื้นฐานของการนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าไฮฟิเดลิตี้ กับดนตรีสังเคราะห์เน้นแดนซ์ มันก็ให้ทุ้มหนัก ๆ เป็นลูก ๆ ออกมากระแทกหน้าอกจนแทบจุกเหมือนกัน ถ้าคุณบังเอิญชอบดนตรีแนวนี้จะบอกว่ามันสะใจดี แต่ถ้าคุณไม่ได้โปรดเพลงแนวนี้ฟังไปสักพักก็อาจจะรู้สึกเหนื่อยหรืออัดอัดได้เช่นกัน แต่ประเด็นคือลำโพงสามารถถ่ายทอดรายละเอียดเหล่านั้นออกมาอย่างซื่อสัตย์ ตรงนี้ล่ะครับที่น่าสนใจ พูดถึงความน่าฟัง

ถ้าให้จำเพาะเจาะจงกันจริง ๆ แล้วล่ะก็ผมว่า Triton One เป็นลำโพงที่ใช้ฟังเสียงเครื่องลมทองเหลืองแทบทุกประเภทได้อร่อยเหาะที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีชิ้นเล็กหรือใหญ่ เล่นสไตล์และลีลาแบบไหน มันถ่ายทอดน้ำเสียงและอารมณ์ออกมาได้ชนิดสุดติ่งกระดิ่งแมวจริง ๆ Art Pepper & Eleven Modern Jazz Classics และ Moanin’ โดย Art Blakey & The Jazz Messengers (DSD SACD Rip) คืองานสองชุดที่บ่งบอกคุณสมบัติดังกล่าวได้ชัดเจนมากถึงมากที่สุด

ความซื่อสัตย์ในการถ่ายทอดอารมณ์เพลงผ่านน้ำเสียงที่อยู่บนพื้นฐานคุณภาพเสียงของงานเพลงแต่ละชุด ทำให้ Triton One เป็นลำโพงที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อฟังความแตกต่างของเสียงได้เป็นอย่างดี ความแตกต่างระหว่าง CD Quality และ High-Res Audio, ความแตกต่างระหว่างฟอร์แมต High-Res Audio อย่าง PCM และ DSD, ความแตกต่างกันในงานเวอร์ชันดั้งเดิมและงานรีมาสเตอร์ หรือแม้แต่ความแตกต่างกันของอุปกรณ์เสริมที่ให้ผลต่างในเชิงของ subjective ล้วนแล้วแต่ถูกลำโพงรุ่นนี้เปิดเผยแจกแจงออกมาอย่างชัดเจน ผิดกับหน้าตาของลำโพงที่ซ่อนรายละเอียดแทบทุกอย่างเอาไว้ภายใต้ผ้าสีดำ

ลำโพงเสียงดีที่ต้องพิสูจน์ด้วยการฟัง
ในงบประมาณต่ำกว่าสองแสนบาทสำหรับยี่ห้อไฮเอนด์อื่น ๆ คุณอาจจะได้แค่ลำโพงรุ่นล่างสุดหรือรุ่นกลาง ๆ เท่านั้น แต่ที่ผมฟังอยู่นี่คือลำโพงรุ่นที่ดีที่สุดของโกลเดนเอียร์ ถ้าเราตัดเรื่องระดับของรุ่นออกไปแล้วพิจารณากันที่ความคุ้มค่า ผมว่า ‘เสียง’ ของมันคือสิ่งที่เป็นคำตอบของความคุ้มค่า ระหว่างการฟังเพื่อเขียนรีวิว หลายครั้งที่ผมพยายามมองหาข้อด้อยที่แท้จริงของลำโพง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นงานที่ไม่ง่ายนัก และบางเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานเสียมากกว่า

เช่นการเซ็ตอัพตำแหน่งที่อาจจะทำให้ปวดหัวพอสมควร หรือความเข้าใจในการปรับระดับเสียงของไดรเวอร์ความถี่ต่ำให้ได้คุณภาพของเสียงทุ้มมากกว่ามุ่งเน้นเรื่องของปริมาณ ทั้งหมดนี้อาจจะต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์การฟังพอสมควร สำหรับเรื่องของเสียงก็อาจจะมีรู้สึกอยู่บ้างว่ามันเป็นลำโพงที่มีสมดุลเสียงค่อนข้างนุ่มนวลและมีเสียงทุ้มหนุนนำเด่นกว่าย่านความถี่อื่นนิด ๆ จะเรียกว่าเป็นคัลเลอร์ของลำโพงก็ว่าได้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องยืนยันอีกรอบว่าไม่ได้ทำให้ลำโพงสูญเสียความเป็นดนตรีไปเลยแม้แต่น้อย และเป็นเพียงข้อสังเกตเล็ก ๆ ท่ามกลางจุดเด่นมากมายของลำโพงรุ่นนี้

เมื่อ 4 ปีก่อน ลำโพง GoldenEar Technology กำเนิดขึ้นมาโดยมุ่งเน้นไปที่ความคุ้มค่าเกินราคาของลำโพง แต่สำหรับรุ่น flagship อย่าง Triton One มันทำได้ดีเกินกว่านั้นไปมาก มันเป็นลำโพงที่ผมอยากให้ทุกคนมีโอกาสได้ลองฟังเหมือนผมจริง ๆ เพราะนี่คือลำโพงที่สุ้มเสียงของมันคู่ควรกับคำว่า ‘ไฮเอนด์’ โดยปราศจากข้อกังขา

เหลือให้ต้องพิจารณาก็เพียงแค่รูปลักษณ์สุดแสนจะสมถะและไม่ค่อยชวนมองนักที่อาจจะเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจเลือกใช้ แต่ถ้าปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคุณแล้วล่ะก็ ผมขอแสดงความยินดีด้วย เพราะว่าต่อให้คุณมีเงินสำหรับซื้อลำโพงมากกว่านี้อีกหลายเท่า ก็ใช่ว่าจะสามารถการันตีคุณภาพเสียงหรือความพึงพอใจในเสียงที่เหนือกว่า Triton One ได้เสมอไป!


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
โทร. 0-2640-3000
ราคา 177,000 บาท/คู่

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังเห่อระบบบันทึกเสียงและไมโครโฟนแบบมืออาชีพ