[Classic Review] Focal : Aria 926

ในงานแสดงเครื่องเสียงที่ฮ่องกงเมื่อกลางปีก่อน (ปีค.ศ. 2013) เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับ Aria (อารียา) 900 Series ลำโพงรุ่นใหม่ที่ทางโฟคอล ‘Focal’ ผู้ผลิตลำโพงยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศสตั้งใจนำมาเผยโฉมเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกสำหรับประเทศในแถบเอเชีย

ผมมีโอกาสได้ทำความรู้จัก Aria 900 Series เพียงคร่าว ๆ เนื่องจากเขาไม่ได้เปิดโชว์เสียงอะไรจริงจังนัก เบื้องต้นทราบเพียงว่านี่คือลำโพงที่โฟคอลคิดใหม่ทำใหม่เกือบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นตัวไดรเวอร์ ตัวตู้ลำโพงตลอดจนการออกแบบในส่วนของรูปร่างหน้าตา…หรือแม้แต่แนวเสียง

ผมเกิดความสนใจและได้แจ้งแสดงความจำนงกับทางผู้บริหารของทาง บ.ไฟว์-เดซิเบลตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย (ในเวลานั้น) ที่ได้เดินทางไปในทริปเดียวกันเพื่อขอรีวิวมันโดยไม่ลังเลใจ และเมื่อเร็ว ๆ นี้หรือหลายเดือนหลังจากนั้น ลำโพงตั้งพื้นรุ่นเล็กสุดใน Series อย่าง Aria 926 ก็มาวางอยู่ตรงหน้าผม

ว่าด้วยเรื่องของวัสดุศาสตร์
ผมเองยอมรับว่าไม่ได้มีความแตกฉานเรื่องการออกแบบลำโพงมากนัก แต่อย่างน้อยผมก็มีความเข้าใจดีว่าเรื่องของวัสดุศาสตร์นั้นเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการออกแบบลำโพง

โดยพื้นฐานหน้าที่ของลำโพงคือ การแปลงพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานกลผลักมวลอากาศให้เกิดเป็นคลื่นเสียงขึ้นมาให้เราได้ยิน มากกว่า 70-80% ของส่วนประกอบในลำโพงคู่หนึ่งจึงเป็นเรื่องของโครงสร้างและจักรกลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะลำโพงประเภทไดนามิกไดรเวอร์

ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตลำโพงรายใหญ่ของฝรั่งเศส โฟคอลจึงมีศักยภาพพอที่จะ ‘ลงลึก’ เข้าไปในรายละเอียดส่วนยิบย่อยแม้แต่การเลือกใช้วัสดุที่นำมาทำเป็นไดอะแฟรม (กรวย, โดม) ของไดรเวอร์ลำโพง (ดอกลำโพง) หรือว่าจะเป็นการออกแบบรูปทรงของมัน ในบางรุ่นอย่าง Utopia Series ซึ่งเป็นรุ่นสุด ๆ ของเขาลามไปถึงการออกแบบระบบแม่เหล็กของตัวไดรเวอร์ลำโพงด้วยต่างหาก

จากอดีตถึงปัจจุบันมากกว่า 30 ปีที่โฟคอลได้นำวัสดุหลากหลายประเภทมาทดลองใช้ทำไดอะแฟรมในตัวไดรเวอร์ลำโพงของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นวัสดุในกลุ่มโลหะมวลเบาอย่าง Titanium, Tioxid, Beryllium, Aluminium-Magnesium สำหรับไดรเวอร์เสียงแหลม

และวัสดุในกลุ่มพลาสติกสังเคราะห์อย่าง Polyglass, “K2” sandwich, “W” sandwich, Kevlar สำหรับไดรเวอร์เสียงกลางและเสียงทุ้ม วัสดุเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ตอบโจทย์ของการทำหน้าที่เป็นไดอะแฟรมในตัวไดรเวอร์ทั้งสิ้นนั่นคือ

1. มีมวลเบาเพียงพอที่จะสามารถเคลื่อนตัวด้วยอัตราเร่งได้อย่างฉับพลัน

2. มีความแกร่งเพียงพอที่จะเคลื่อนตัวได้โดยไม่เสียรูป

3. มีคุณสมบัติในการแดมปิ้งที่ดีเพื่อไม่ให้ตัววัสดุมีบุคลิกโดยตรงกับน้ำเสียง

ที่ผ่านมาเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ที่โฟคอลนำมาใช้ทำไดอะแฟรมของไดรเวอร์เสียงกลางและเสียงทุ้ม จะเป็นลักษณะของวัสดุลูกผสม (hybrid) โดยการนำวัสดุ 2 ชนิดมาประกบซ้อนกัน (sandwich) เพราะพวกเขาเชื่อว่านี่คือวิธีที่ตอบโจทย์ทั้งหมดได้ดีกว่าวัสดุชนิดเดียว

โดยเฉพาะวัสดุลูกผสมที่สร้างขึ้นจากวัสดุสังเคราะห์สมัยใหม่ไฮเทคโนโลยีและวัสดุที่ได้จากธรรมชาติ สำหรับผิวชั้นนอกของวัสดุผสมโฟคอลเชื่อมั่นใจคุณสมบัติของไฟเบอร์กลาสที่รีดจนบางเฉียบในแง่ของความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา ขณะที่ไส้กลางระหว่างไฟเบอร์กลาสที่ประกบกันอยู่นั้น แต่เดิมในเทคโนโลยี “W” sandwich ไส้กลางนี้ทำมาจากโฟมเพล็กซีกลาส

ทว่าล่าสุดทีมวิศวกรของโฟคอลก็ได้พัฒนาไดรเวอร์ที่มีชื่อว่า Flax-fibre cone หรือ Flax cone ซึ่งมีไดอะแฟรมที่ไส้กลางระหว่างไฟเบอร์กลาสบาง ๆ สองแผ่นทำจากเส้นใยธรรมชาติอย่าง ‘เส้นใยลินิน’ หรือ ‘ใยแฟลกซ์’

สาเหตุที่เลือกวัสดุชนิดนี้มีหลายเหตุผลซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นความมหัศจรรย์โดยธรรมชาติของเส้นใยชนิดนี้ไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นต่ำและมีมวลต่ำ (เบากว่าไฟเบอร์กลาส 2 เท่า) มีความเหนียวแน่นสูงทนทานต่อการเสียรูปในลักษณะบิดตัว เพราะข้างในเส้นใยแต่ละเส้นจะมีลักษณะกลวงแต่มีเส้นใยย่อย ๆ จำนวนมากยึดเกาะกันเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

ในทางเทคนิคแล้ววิศวกรของโฟคอลจึงเชื่อมั่นว่ามันจึงมีคุณสมบัติที่ดีต่อการทำมาใช้ทำเป็นส่วนหนึ่งของไดอะแฟรมแบบแซนด์วิชในลำโพงรุ่นใหม่ Aria 900 Series ของพวกเขา และได้ใช้เวลาพัฒนามันยาวนานถึง 5 ปีจนเป็นผลสัมฤทธิ์

ไม่เพียง Flax cone เท่านั้นที่เป็นของใหม่ใน Aria 900 Series ทวีตเตอร์โดมอะลูมิเนียม-แมกนีเซียมแบบโดมเว้าเข้าหรือ ‘TNF Aluminium/Magnesium inverted dome tweeters’ ที่เห็นในลำโพง Series นี้ก็เป็น ‘ของใหม่’ ด้วยเช่นกัน

โครงสร้าง basket ของตัวทวีตเตอร์ทำจากวัสดุที่เรียกว่า Zamak (โลหะผสมระหว่างสังกะสี, อะลูมิเนียม, แมกนีเซียมและทองแดง) ตัวโดมทำจากโลหะผสมอะลูมิเนียม-แมกนีเซียมที่ขึ้นรูปแบบเว้าเข้าถูกยึดโยงอยู่กับ basket ด้วยวัสดุที่เรียกว่า โพรอน (Poron) ซึ่งเป็นวัสดุจำรูป (shape memory) ชนิดหนึ่ง

เทคนิคนี้ถูกหยิบยืมมาจากทวีตเตอร์เบอริลเลียมของลำโพง Utopia อันเลื่องชื่อ ส่งผลให้สามารถลดความผิดเพี้ยนที่จะเกิดในย่านความถี่ 2-4kHz ซึ่งเป็นย่านที่ไวต่อการรับฟังของหูมนุษย์ลงได้อย่างน้อย 2 เท่า ทวีตเตอร์รุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมกับแผงหน้าเวฟไกด์ที่ออกแบบใหม่เพื่อหวังผลให้การตอบสนองความถี่เสียงมีความราบรื่นไปตลอดทั้งในแนวระนาบ

ไดรเวอร์ทั้งหมดของลำโพงตระกูล Aria 900 Series ออกแบบและผลิตในประเทศฝรั่งเศส ‘Designed and made in France’ จากโรงงานของโฟคอลเอง

First Impression
Aria 926 ที่ปิดตู้ลำโพงตกแต่งด้วยผิวไม้วอลนัทมาถึงผมในกล่องกระดาษใบโต การ unpack นั้นไม่ได้ยากเย็นอะไรครับ งานประกอบและวัสดุที่ใช้ทำตู้ลำโพงรุ่นนี้ถือว่าเนี้ยบ ประณีต อยู่ในมาตรฐานระดับสูงสมกับที่มาจากโรงงานในฝรั่งเศส ดีไซน์ดูหรูหราเรียบง่ายสไตล์งานศิลป์จากยุโรป ตัวตู้ที่มีโครงสร้างหลักเป็น MDF มีผนังด้านข้างทั้งสองที่สอบลู่เข้าไปทางหลังตู้ทำให้มันไม่ขนานกัน แผงหน้าและหลังปิดด้วยหนังสีดำ ด้านบนปิดด้วยกระจกสีดำ

ด้านหลังตู้ให้ขั้วต่อสายลำโพงไบดิ้งโพสต์แบบซิงเกิลไวร์ ขั้วต่อที่ให้มาออกแบบได้ดีครับ หมุนจับยึดได้แน่นหนาถนัดมือดี ไดรเวอร์ทั้งหมดถูกยึดกับตัวตู้โดยซ่อนหัวสกรูเอาไว้ไม่ให้มองเห็นเลย ไดรเวอร์ Flax cone มองเห็นเป็นสีน้ำตาลอมเหลืองตัดกับแผงหน้าที่เป็นลายหนังสีดำดูดีมีสไตล์เฉพาะตัว รูปทรงของโดมทวีตเตอร์และแผงเวฟไกด์ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ออกแบบได้อย่างลงตัวทำให้ลำโพงคู่นี้ดูมีเสน่ห์แม้แต่แค่การมองเห็น

อย่างไรก็ดีการที่ตัวทวีตเตอร์นั้นถูกออกแบบให้เปลือยโล่ง จึงมีความเสี่ยงต่อการถูกกระทบกระทั่งจนเกิดความเสียหาย จุดนี้ต้องระวังครับ ในเวลาไม่ได้ใช้งานหรือฟังเสียงกันอย่างจริงจังแนะนำให้ปิดหน้ากากลำโพงเอาไว้ดีกว่าครับ หน้ากากลำโพงรุ่นนี้เขาออกแบบมาให้ปลดหรือใส่ได้ง่ายอยู่แล้วโดยอาศัยระบบจับยึดด้วยแรงแม่เหล็ก

ในระหว่าง unpack ขั้นตอนหนึ่งที่จะข้ามไปไม่ได้เลยคือการยึดแผ่นฐานของลำโพงตัวลำโพงด้วยสกรูหัว 6 เหลี่ยมตัวโต แผ่นฐานนี้ขึ้นรูปจากอะลูมิเนียมอัลลอยนอกจากทำหน้าที่ให้ความมั่นคงกับการจัดวางแล้ว ยังมีส่วนทำหน้าที่กระจายคลื่นความถี่ต่ำส่วนหนึ่งที่ถูกระบายออกมาทางท่อเปิดฐานล่างของตู้ ระบบตู้เปิดของลำโพงคู่นี้ก็น่าสนใจครับเพราะเป็นระบบ Multiple-port Powerflow system

นอกจากท่อเปิดที่ฐานล่างแล้วยังมีท่อเปิดยิงออกมาข้างหน้าอีกท่อหนึ่งเพื่อให้การระบายมวลลมทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมสังเกตว่าท่อเปิดทั้งสองท่อในลำโพงคู่นี้มีขนาดพอ ๆ กันและค่อนข้างใหญ่นะครับผมเอามือล้วงเข้าไปได้เกือบทั้งข้อมือเลย

อีกทั้งเมื่อลองส่องดู ท่อทั้งสองมีปลายท่อด้านในตู้วางตั้งฉากกันพอดี ดูแล้วถ้าไม่ได้คำนวณหรือปรับแต่งกันมาอย่างดี มีโอกาสท่าดีทีเหลวสูงมากครับ แต่เมื่อได้ลองฟังเสียงแล้วผลลัพธ์มันกลับเป็นตรงกันข้าม นอกจากไม่ห่วยอย่างที่คิดแล้วมันยังดีเกินคาดด้วยต่างหากครับ

จากข้อมูลที่ทราบมา ลำโพงคู่นี้เป็นตัวเดโมฯ ของโชว์รูมอยู่แล้ว งานของผมก็เลยง่ายขึ้นอีกขั้นไม่ต้องเสียเวลามารอลำโพงเบิร์นอินเข้าที่เข้าทาง แว้บแรกหลังจากที่ผมได้เปลี่ยนมันลงไปแทนลำโพง B&W 685 S2 ซึ่งทำการทดสอบอยู่ก่อนหน้า โดยคงอุปกรณ์อื่น ๆ ในซิสเตมไว้ แอมป์เป็นอินทิเกรตแอมป์ YBA A100

แม้ว่าจะยังไม่ได้เซ็ตหาตำแหน่งกันอย่างละเอียดนักแต่เสียงที่ผมได้ยินจาก Aria 926 ก็ให้รายละเอียดยิบย่อยในน้ำเสียงออกมาได้มากกว่า แจกแจง เจาะลึก ตีแผ่เข้าไปในแต่ละรายละเอียดของเสียงได้มากกว่าอย่างชัดเจน

ผมนั่งฟัง Aria 926 ไปพลาง ๆ เพื่อทำความรู้จักกัน ผมบอกตัวเองว่านี่คือเสียงของลำโพงโฟคอลที่ผมรู้จัก แต่มีอะไรบางอย่างบอกว่ามันเป็นเสียงที่น่าฟังมากขึ้น มีส่วนผสมที่ลงตัวมากขึ้นระหว่างความจะแจ้งจริงจังและความละมุนละไมในน้ำเสียง

ถ้าเป็นอาหารก็ต้องเปรียบเทียบว่าเป็นเมนูอาหารที่ปรุงโดยพ่อครัวคนเดิม ด้วยกรรมวิธีเดิม แต่ได้วัตถุดิบที่ดีกว่าเดิมมาปรุง รสชาติจึงไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมมากนัก และเมื่อได้ลองชิมเพียงคำแรกก็สามารถรับรู้ได้ถึงความพิเศษในรสชาติที่แปลกใหม่

Setup & Fine Tune
คุณสมบัติทางเทคนิคระบุว่า Aria 926 เป็นลำโพงตั้งพื้น 3 ทาง 4 ไดรเวอร์ ในย่านความถี่สูงเป็นหน้าที่ของ Al/Mg TNF inverted dome tweeter ขนาด 1 นิ้ว ย่านเสียงกลางเป็นหน้าที่ของ Flax midrange ขนาด 6 นิ้วครึ่ง

ขณะที่ช่วงความถี่ต่ำรับภาระโดย Flax bass ขนาด 6 นิ้วครึ่งจำนวน 2 ตัว (ต่อตู้หนึ่งข้าง) จุดตัดแบ่งความถี่เสียงอยู่ที่ 290Hz และ 2.4kHz สังเกตว่าทวีตเตอร์ถูกออกแบบให้ทำงานในช่วงความถี่ที่ไวต่อการรับรู้ของหูมนุษย์ ไวต่อความผิดเพี้ยนของเสียงโดยเฉพาะลักษณะที่เกร็งกร้าว หยาบกร้านหรือเจี๊ยวจ๊าว นั่นหมายความว่าวิศวกรของโฟคอลต้องมั่นใจในคุณภาพของตัวทวีตเตอร์มาก ๆ

ช่วงความถี่ตอบสนองของลำโพงอยู่ที่ 45Hz-28kHz (+/- 3dB) ความถี่ต่ำลงได้ลึกสุด 37Hz (-6dB) ความไว 91.5dB อิมพิแดนซ์เฉลี่ยอยู่ที่ 8 โอห์ม ต่ำสุด 2.9 โอห์ม แนะนำให้ใช้กับแอมป์ที่มีกำลังขับตั้งแต่ 45-250 วัตต์ น้ำหนักลำโพง 25 กิโลกรัม

ระหว่างทำการขยับหาตำแหน่งเพื่อ setup และ fine tune เสียงของลำโพง ผมสังเกตว่าตัวลำโพงมีน้ำหนักไปทางค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับขนาดของตัวตู้ลำโพง แต่น้ำหนักเฉลี่ยส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่ส่วนฐานทำให้เวลายกหรือขยับเคลื่อนที่รู้สึกได้ถึงจุดศูนย์ถ่วงที่อยู่ต่ำและความมั่นคงในการวาง

ตำแหน่งสุดท้ายที่น่าพอใจอยู่ที่ระยะห่างจากผนังด้านหลังลำโพงถึงหน้าตู้ลำโพง 1.62 เมตร ลำโพงทั้งสองข้างวางห่างกัน 1.72 เมตร แต่ก่อนจะได้ตำแหน่งนี้ผมพบว่าการก้ม-เงยของลำโพงมีผลต่อคุณภาพเสียงอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะความราบรื่นในย่านความถี่เสียงกลางขึ้นไปถึงเสียงแหลม

ที่มุมของแผ่นฐานตู้ลำโพงมีเดือยแหลมหรือสไปค์ให้ใส่ใช้งานด้วยครับ ไม่ว่าพื้นห้องของคุณจะเป็นวัสดุเรียบแข็งหรือเป็นพื้นพรมก็แนะนำให้ใส่เดือยแหลมนี้ไว้นะครับ ถ้ากลัวพื้นจะเป็นรอยก็สวมปลอกพลาสติกสีดำที่ให้มากับลำโพงหุ้มปิดปลายแหลมเอาไว้ก็ได้

มีข้อสังเกตว่าสไปค์ที่ให้มาจะเป็นตัวยาวกว่า 2 ตัว และสั้นกว่า 2 ตัว ตัวสั้นให้ใช้ที่ด้านหลัง ส่วนตัวยาวให้ใช้งานที่ด้านหน้า การปรับเกลียวขณะใช้งานสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยใช้ตัวปรับที่เป็นกุญแจพลาสติกสีแดงปลายแฉกรูปดาวที่ให้มาพร้อมกับลำโพง

จากตำแหน่งที่หมุนล็อคสไปค์หน้าจนสุดความยาวของเกลียว ลำโพงจะอยู่ในตำแหน่งเงยหน้ามากที่สุด เบื้องต้นผมฟังที่ตำแหน่งนี้คร่าว ๆ แล้วก็ลองปรับลำโพงให้มันตั้งฉากกับพื้น ไม่เงยหน้าเหมือนแต่แรก พบว่าผมต้องคลายเกลียวหมุนออกประมาณ 7 รอบเพื่อให้ความสูงด้านหน้าลำโพงลดลง (การปรับเกลียวแนะนำให้นับเป็นรอบ จะช่วยให้การปรับในแต่ละด้านของลำโพง ในลำโพงแต่ละข้าง ทำได้เท่าเทียมกันและไม่ทำให้สับสน)

ที่ตำแหน่งลำโพงตั้งฉากกับพื้นนี้ผมพบว่าเสียงกลับไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร ดุลเสียงที่ขยับไปทางกลางแหลมมากขึ้นเมื่อเทียบกับตอนเงยหน้าลำโพง เสียงที่ได้จะดีกว่านี้ถ้ามันไม่แถมเสียงแหลมที่มีลักษณะเกร็งและก้าวร้าวมากขึ้นมาด้วย … โอเคว่า มันอาจจะไม่ได้ก้าวร้าวโฉ่งฉ่างเหมือนลำโพงคุณภาพต่ำ แต่เอาเป็นว่ามันฟังไม่เพลินหูเท่าตอนเงยหน้าลำโพงล่ะครับ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งผมก็ชอบที่มันฟังดูโปร่งเบาสบายกว่าตอนเงยหน้าลำโพงอยู่บ้างเหมือนกัน เอายังไงดีล่ะทีนี้ … หมายความว่า ผมต้องมีการบ้านให้ทำมากกว่านี้อีกใช่ไหม?

จากการปรับคร่าว ๆ แล้วฟัง แล้วได้ข้อสรุปในเบื้องต้นมาตามข้อมูลที่ให้ไว้ในย่อหน้าที่แล้ว ผมเริ่มมาให้ความสำคัญกับการปรับแต่งโดยละเอียดมากขึ้น โดยเริ่มจากการวัดระดับความสูงของหูในขณะที่นั่งฟัง พบว่าหูผมอยู่สูงจากพื้นราว ๆ 105 เซนติเมตร ขณะที่เมื่อผมปรับให้ลำโพงวางตั้งฉากกับพื้นห้องตำแหน่งทวีตเตอร์อยู่สูงจากพื้นราว ๆ 100 เซนติเมตร

ประเมินและวาดภาพในใจคร่าว ๆ เพื่อลากเส้นสมมุติจากหน้าทวีตเตอร์มาถึงหูของผม… ผมต้องเงยหน้ามันบ้างสินะ แล้วต้องเงยเท่าไรล่ะ? จากตำแหน่งที่ลำโพงตั้งฉากกับพื้นห้องจนถึงตำแหน่งที่ลำโพงเงยหน้ามากที่สุดผมมีรอบหมุนเกลียวอยู่ 7 รอบให้ลองเล่น …

ใช่แล้วครับ นั่นคือสิ่งที่ผมขลุกอยู่กับมันอยู่ราว ๆ ครึ่งวันกว่าจะได้จุดที่ผมพอใจ มันเป็นตำแหน่งระหว่างเกลียว 7 รอบนั่นล่ะครับ แต่ผมจำไม่ได้แล้วว่าสุดท้ายมันอยู่ในรอบเท่าที่ไรในจำนวน 7 รอบเกลียวนั้น เสียงที่ได้จากการปรับแต่งอย่างละเอียดน่าพอใจมากครับ เปิด กระจ่าง สดใส มีหางเสียง มีประกายเสียงพริ้มเพรา ปราศจากอาการเกร็งกร้าว มีการตอบสนองที่ราบรื่นและเป็นมิตรกับโสตประสาท ยิ่งนั่งฟังยิ่งเพลินครับ

แต่เนื่องจากการเซ็ตอัพนี้อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี แต่ละห้องฟัง คุณไม่จำเป็นต้องสนใจก็ได้ครับว่าตำแหน่งสุดท้ายที่ผมเซ็ตอัพลำโพงเงยหน้ามากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ มันเงยหน้าเล็กน้อยล่ะครับและไม่ใช่ตำแหน่งลำโพงวางตั้งฉากกับพื้นห้อง สำหรับซิสเตมและห้องฟังนี้นะครับ

จากประสบการณ์นี้ใจความสำคัญทั้งหมดนั้นอยู่ที่ว่าลำโพงคู่นี้คุณสามารถปรับจูนการตอบสนองเสียงของมันได้เองด้วยการปรับทางอะคูสติกง่าย ๆ และไม่มีส่วนใดยุ่งเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์โดยตรงเลย ใครที่ใช้ลำโพงคู่นี้หรือลำโพงตั้งพื้นรุ่นอื่น ๆ ใน Aria 900 Series ไม่ควรมองข้ามจุดนี้เป็นอันขาดครับ

Music Speaks Louder Than Words
เมื่อผมใช้เวลาอยู่กับ Aria 926 มากชั่วโมงขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งหนึ่งที่ผมเริ่มรับรู้ได้คือไดรเวอร์กรวย Flax cone ให้น้ำเสียง รายละเอียดในเนื้อเสียง ออกมาในแนวทางเดียวกับไดรเวอร์กรวยกระดาษ คือมีความเป็นนุ่มนวลธรรมชาติ เป็นเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งอะไรมากนัก ขณะเดียวกันจุดเด่นที่เหนือไดรเวอร์กรวยกระดาษทั่วไปคือความนิ่งและความแม่นยำ

โดยเฉพาะการตอบสนองต่อสัญญาณฉับพลันซึ่งตัวไอดะแฟรมจะต้องบิดตัวให้น้อยที่สุด ต้องสามารถตรึงหรือคงรูปร่างของไดอะแฟรมเอาไว้ให้ได้ตลอดรอดฝั่งแม้ว่าจะมีการขยับเคลื่อนที่อย่างรุนแรง ซึ่งในแง่มุมนี้เมื่อฟังจากเสียงที่ออกมาแล้ว

ผมคิดว่า Flax cone ให้การตอบสนองได้ดีเกินคาด จนแทบไม่รู้สึกว่ามันต่างจากไดอะแฟรมไฮเทคที่เน้นความแข็งแกร่งอื่น ๆ เลย เช่นเสียงที่ได้ฟังจากอัลบั้ม A Tisket, A Tasket, A Child’s Rhythm Basket ของ Brent Lewis

ลำโพงคู่นี้เป็นลำโพงที่มีความไวค่อนข้างสูงดังที่ได้ระบุไว้ในสเปคฯ จริงครับ ลำพังอินทิเกรตแอมป์ YBA Heritage A100 ที่มีกำลังขับข้างละ 100 วัตต์ก็สามารถขับลำโพงได้แบบเหลือ ๆ แล้วครับ

การเปลี่ยนจากอินทิเกรตแอมป์ Heritage A100 เป็นอินทิเกรตแอมป์ลูกผสม Class A และ Class D กำลังขับข้างละ 250 วัตต์ อย่าง Devialet 250 สิ่งที่ได้เพิ่มมาคือความเนียน ความลื่นไหล ความสงัดและความนิ่งของเสียงที่รับรู้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะกับดนตรีที่มีความสลับซับซ้อนและมีเวทีเสียงอลังการใหญ่โตอย่างดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตร้า อย่างเช่นอัลบั้ม Winds of War and Peace (DSD), The Tube Only Night Music (DSD) หรือ Carmen-Fantasie โดย James Levine และ Anne-Sophie Mutter (DSD)

พลังเสียงของดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตร้าที่ได้ฟังจากลำโพงคู่นี้ ทำให้เกิดความรู้สึกถึงคุณสมบัติเด่น 2 ประการของมัน ประการแรกคือ มันเป็นลำโพงที่สามารถไล่สเกลเสียงดนตรีแต่ละชิ้นได้อย่างแม่นยำ

ให้เสียงไวโอลินตัวเล็ก ๆ ที่มีพลังงานอยู่ในตัวเสียงที่เล็ก ๆ นั่น ให้เสียงเครื่องเป่าหรือเครื่องลมทองเหลืองที่มีมวลเนื้อมวลลม มีประกายเสียง มีฮาร์มอนิกชี้ชัดได้ถึงเครื่องดนตรีแต่ละประเภท เสียงเครื่องเป่าใน Winds of War and Peace ฟังดูมีพลังมาก แม้ว่าตัวเสียงจะอยู่ถอยลึกเข้าไปถึงแถวหลัง ๆ ของเวทีเสียงก็ตาม

ประการที่สอง พลังงานที่ลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดออกมา อันที่จริงถ้าจะพูดให้ตรงความหมายต้องบอกว่าพลังงานที่ลำโพงคู่นี้ส่งออกมาถึงตัวผมนั้นน่าทึ่งมาก โดยเฉพาะในย่านความถี่ต่ำซึ่ง ‘ช็อค’ ความรู้สึกผมมาก เช่นในแทรคแรกของ Winds of War and Peace เสียงกลองที่หวดกระหน่ำตีเป็นระลอก ๆ นั้น ใหญ่โต หนักแน่น ดุดัน และเต็มไปด้วยพลังงานของหางเสียงที่แผ่กระเพื่อมจากเวทีเสียงลึกเข้าไปทางด้านหลังลำโพงมาจนถึงจุดที่ผมนั่งฟังอยู่

หัวเสียงของมันคมชัด หนักแน่น และตรึงนิ่งสนิทหมดจดเสียจนทำให้ผมอ้าปากค้างอย่างลืมตัว มันน่าทึ่งมากถ้าหากนึกว่ากรวยของไดรเวอร์เหล่านี้ทำจากวัสดุซึ่งมีคุณสมบัติพื้นฐานใกล้เคียงกับเยื่อกระดาษอัด แต่ได้เพิ่มคุณสมบัติที่เคยมีอยู่แต่ในไดอะแฟรมที่ทำจากวัสดุเนื้อแข็งเข้ามาด้วย

อีกเรื่องที่ทำให้ผมแปลกใจคือตัวตู้ที่ค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับขนาดของมันกลับไม่แสดงออกว่าเป็นจุดด้อยเวลาที่ตัวลำโพงต้องรับหน้าที่ปลดปล่อยคลื่นเสียงความถี่ต่ำ ๆ นั่นอาจจะเพราะเทคนิคการออกแบบท่อเปิดแบบ 2 ทางก็ได้ทำให้การระบายคลื่นเสียงสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่ว่าจะเป็นเสียงทุ้มที่รุนแรงเพียงใด ผมก็ ‘ไม่เคย’ ได้ยินเสียงลมกระพือรบกวนออกจากลำโพงคู่นี้เลย

ช่วงหนึ่งของการทดสอบ ผมมีโอกาสได้ลองใช้เครื่องเล่น Opera Consonance – Reference 8 music player ทำหน้าที่เป็น audio renderer เล่นเพลงจาก Mac mini + Minimserver (เล่น DSD ได้) เป็นแหล่งโปรแกรมสัญญาณต้นทาง เมื่อได้ Source ที่ดีและขุมกำลังคุณภาพมาช่วยผลักดัน สิ่งที่ลำโพง Aria 926 ทำได้ดีเป็นพิเศษคือ รายละเอียดและความเป็นธรรมชาติในน้ำเสียง

เรียกว่าเปิดเพลงที่เน้น vocal ชุดไหนที่บันทึกเสียงมาดี ลำโพงสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของบทเพลง อารมณ์ของดนตรี ออกมาได้หมด ฟังแล้วได้รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และความอิ่มเอมในเวลาเดียวกัน

ทวีตเตอร์อินเวิร์ตโดมที่ทำหน้าที่เลียนแบบเลนส์เว้า ให้การโปรเจ็คต์เสียงที่แม่นยำ มุมหรือทิศทางการโปรเจ็คต์เสียงมาถึงหูของเรานั้นจึงส่งผลกับคุณภาพเสียงโดยตรง ในอัลบั้ม Happy Valley Vol.1 (DSD) แทรค 3 – Cayon ความเป็นธรรมชาติในน้ำเสียงของลำโพงคู่นี้ถูกเปิดเผยออกมาผ่านเสียงร้องรวมถึงเสียงกีตาร์ที่ฟังดูสดใสเป็นประกาย และให้มวลเนื้อเสียงที่มีพลังงานออกมาให้รับรู้ได้ ไม่ใช่แค่ตัวเสียงกลวง ๆ

เช่นเดียวกันกับอัลบั้ม A Selection of Eric Bibb (DSD) อัลบั้มนี้เป็นดิจิทัลไฟล์ทรานสเฟอร์มาจากอะนาล็อกเทปมาสเตอร์ ความใสสว่างกระจ่างชัดอาจจะเป็นรอง Happy Valley Vol.1 อยู่บ้าง แต่ก็ได้บุคลิกเสียงที่สุขุมนุ่มนวลมาทดแทนกัน

นั่นคือความแตกต่างที่ลำโพงสามารถจำแนกให้มากกว่าการได้ยินเสียง มันทำให้ผมรู้สึกได้ด้วยและแทบลืมไปเลยว่ากำลังฟังจากเครื่องเล่นอะไร ระบบใด เพราะเสียงที่ได้ยินมีความชัดเจนในความเป็นดนตรีสูงมาก ขณะที่ความผิดเพี้ยนนั้นน้อยมากจนแทบไม่รู้สึก หรือไม่อยู่ในวิสัยที่รบกวนการฟังอย่างมีความสุข

มันเป็นลำโพงที่สามารถเข้ากันได้ดีมากกับงานดนตรีใหม่ ๆ ที่บันทึกด้วยระบบ hi-res ตัวอย่างเช่น Susan Wong ชุด My Live Stories เนื้อเสียงที่ออกมามีมวลเนื้อเข้มข้น มีความชัดเจนและความนุ่มนวลอยู่ในคราวเดียวกัน และปล่อยให้ความหวาน ความใส และรายละเอียดที่แสดงถึงเทคนิคการร้อง หรือเทคนิคการบรรเลง แสดงตัวตนของมันออกมาอย่างเต็มที่

ระหว่างการทดสอบลำโพงคู่นี้ เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ผมพบว่างานเพลงหลาย ๆ ชุดให้คุณภาพเสียงที่แตกต่างกันมากกว่าที่เคย ความแตกต่างของอัลบั้มเหล่านั้นไม่ได้ผิดลักษณะไปจากเดิม แต่มันแตกต่างกันชัดขึ้น แตกต่างกันจนรับรู้ได้มากขึ้น ที่ดีก็ดีโดนใจมากขึ้นไปอีก ที่แย่ก็ดูเหมือนจะยิ่งตอกย้ำความแย่มากขึ้นไปอีก

เช่นเดียวกันกับความแตกต่างของอุปกรณ์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสายเคเบิ้ลทั้งดิจิทัลและอะนาล็อก DAC หรือแอมปลิฟาย การขับด้วยแอมป์ YBA ไม่มีอะไรให้น่ารังเกียจ แต่การอัพเกรดไปขับด้วย Devialet ให้ตัวเสียงที่แน่น solid มีน้ำหนักและเน้นย้ำในแต่ละรายละเอียดได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดในภาพรวมหรือส่วนยิบย่อย

ด้วยลักษณะการให้เสียงที่ค่อนข้างเที่ยงตรงแม่นยำอาจจะต้องทำใจบ้างสำหรับเพลงบางชุดที่เราชอบฟัง แต่บันทึกเสียงมาได้ไม่ดีนัก เพราะ Focal Aria 926 จะให้ลักษณะเสียงที่แจกแจง ชี้ชัดและเปิดเผย (อย่างเป็นระเบียบ) มากกว่าประนีประนอมรอมชอมกล้อมแกล้มกันไปอย่างที่ผมพบเจอในลำโพง B&W 685 S2 ที่ได้รีวิวไว้ในวาระเดียวกันนี้

ลักษณะเสียงที่แจกแจง เปิดเผยของ Aria 926 เป็นการให้รายละเอียดแบบแจกแจงไม่ใช่ยัดเยียด ไม่มีลักษณะเสียงแบบ forward หรือพยายามเน้นให้ชัดเกินจริง

Affordable High-End
ในงานโชว์เครื่องเสียงไฮเอนด์ที่ฮ่องกงเมื่อปีก่อน ผมยังไม่ได้ฟังเสียงของ Aria 900 Series แต่ได้ฟังลำโพงรุ่นใหม่ในตระกูล Utopia ที่ขับด้วยอิเล็กทรอนิกส์ของยี่ห้อ Goldmund แทน ผมประเมินในใจคร่าว ๆ ว่าถ้าเสียงที่ผมได้ยินจากชุดนี้มีส่วนมาจากแนวเสียงใหม่ที่โฟคอลได้ปรับแต่งมาให้เป็นสากลมากขึ้น ผมว่ามันก็น่าจะทำให้ยอดขายลำโพง Aria 900 Series ไปได้สวยในตลาดโลกได้ไม่ยาก

เมื่อได้มาฟังเสียงของ Aria 926 ผมว่ามันเป็นลำโพงโฟคอลที่ให้เสียงค่อนข้างสุภาพและฟังสบายหูเมื่อเทียบกับลำโพงระดับล่างถึงกลางรุ่นเก่า ๆ อย่างเช่น 700 Series ขณะเดียวกันก็ยังมีความเที่ยงตรง แม่นยำ ในลักษณะเดียวกับลำโพงรุ่นใหญ่ ๆ ของเขาเอง

มีความเป็นกลางค่อนข้างสูง สามารถใช้ชี้วัดคุณภาพเสียง ความดีเลว หรือความแตกต่างในคุณภาพเสียงได้อย่างมั่นใจ เมื่อแมตชิ่งและเซ็ตอัพได้อย่างลงตัวจะมีบุคลิกเฉพาะตัวหลงเหลือน้อยมากจนไม่มีอะไรให้ตำหนิกันแรง ๆ ได้เลย

นี่คือลำโพงรายละเอียดสูงตลอดย่านความถี่เสียงที่ให้น้ำหนัก พละกำลัง ลำหักลำโค่น และการกระแทกกระทั้นของความถี่ต่ำออกมาได้ดีมาก ดีจนน่าทึ่ง ซึ่งคุณสมบัตินี้ผมเคยพบเจอแต่ในลำโพงราคาแพงกว่านี้หลายเท่าทั้งสิ้น

โอเคว่า Aria 926 อาจจะไม่ได้ให้คุณภาพและปริมาณออกมาเท่ากับลำโพงเหล่านั้น แต่ก็ตกหล่นไปไม่มากมายนักหรอกครับ และเสียงอย่างนี้ผมเชื่อว่าจะทำให้แผนก R&D ของลำโพงแบรนด์เนมไฮเอนด์ทั้งหลายมีการบ้านต้องทำเพิ่มอีกพอสมควร หากจะทำลำโพงในระดับราคาสูสีกันออกมาขายแข่ง

ผมว่าที่โฟคอลพยายามโปรโมตลำโพงรุ่นนี้ว่าเป็น Affordable High-End หรือ ‘ลำโพงไฮเอนด์ในราคาที่จับต้องได้’ นั้น ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย ถ้ามีโอกาสผมอยากให้ลองพิสูจน์ด้วยหูของตัวเองดูครับ


เนื่องจาก Classic Review เป็นรีวิวเครื่องเสียงที่ตกรุ่นไปแล้ว หรืออาจมีการเปลี่ยนตัวแทนจำหน่ายไปแล้ว ทางเว็บไซต์จึงขอสงวนข้อมูลตัวแทนจำหน่ายและราคาของสินค้าเพื่อป้องกันความสับสนในข้อมูล

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง 5G และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์