[Classic Review] Bowers & Wilkins : 685 S2

ผมได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ของ Bowers & Wilkins เองว่าลำโพง 600 Series 2 ใหม่ของพวกเขาได้รับการพัฒนามาจนถึงจุดที่สามารถก้าวขึ้นไปทาบรัศมีลำโพง Series สูงกว่าของพวกเขาเองได้แล้ว

ถ้าย้อนกลับไปมองจากประวัติศาสตร์ นี่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญเพราะจากอดีตถึงปัจจุบันนี่คือพัฒนาการลำดับที่ 5 แล้วนับจากลำโพง 600 Series รุ่นแรกถือกำเนิดขึ้นบนโลกในปีค.ศ.1995 กว่า 19 ปีแห่งการรอคอย วันนี้ลำโพง Bowers & Wilkins 685 S2 มาวางอยู่ตรงหน้าผมแล้ว

19 ปีกับลำโพง 600 Series จากรุ่นแรกถึงปัจจุบัน

Design
เช่นเดียวกับลำโพงรุ่นใหม่ ๆ หลายยี่ห้อ หลายรุ่น ที่หันไปใช้แหล่งผลิตจากโรงงานในประเทศจีนซึ่งนับวันจะได้รับการยอมรับในระดับสากลมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ลำโพง 600 Series ใหม่ยังแข่งขันในตลาดได้ลำโพง Bowers & Wilkins 685 S2 สีขาวสะอาดตาคู่นี้จึงแปะป้าย Made in China ที่ด้านหลังเอาไว้อย่างเปิดเผย

แต่ด้วยวัสดุและงานผลิตที่บ่งบอกถึงความเป็นสินค้ามาตรฐานสูงเช่นเดียวกับที่ผมสัมผัสได้จากลำโพงรุ่นอื่น ๆ ของ Bowers & Wilkins คำว่า Made in China ด้านหลังตู้ลำโพงคู่นี้ จึงไม่น่ามีผลต่อการตัดสินใจหรือทำให้ลังเลเลยหากว่าคุณชอบพอในน้ำเสียงของมัน

Bowers & Wilkins 685 S2 เป็นลำโพงตู้เปิดวางขาตั้ง 2 ทางขนาดย่อม ระบบเบสโหลดดิ้งเป็นแบบตู้เปิดมีท่อเบสระบายคลื่นเสียงแบบ ‘Flowport’ ยิงออกทางด้านหน้า ช่วงความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 52Hz-22kHz (+/-3dB เมื่อวัดบนแนวแกนอ้างอิง) และขยายออกไปได้กว้างกว่านั้นคือตั้งแต่ 45Hz-50kHz (-6dB)

จากตัวเลขเหล่านี้เมื่อพิจารณาเทียบกับขนาดของตัวลำโพงถือได้ว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างเกินตัวไปพอสมควร เหตุผลหนึ่งมาจากคุณภาพของตัวไดรเวอร์ซึ่ง Bowers & Wilkins พยายามพัฒนาด้วยตัวเองมาโดยตลอดแทนที่จะซื้อไดรเวอร์สำเร็จรูปทั่วไปมาใช้งาน ในลำโพงรุ่นนี้ก็เช่นกัน

ไดรเวอร์ในลำโพง 685 S2 ประกอบไปด้วยไดรเวอร์ความถี่สูงซึ่งใช้ทวีตเตอร์โดมอะลูมิเนียมขนาด 1 นิ้วรุ่นล่าสุดที่พัฒนามาใช้กับลำโพง 600 Series 2 โดยเฉพาะ ทวีตเตอร์ตัวใหม่นี้มาพร้อมกับส่วนประกอบตัวโดมอะลูมิเนียมที่มีโครงสร้างแบบใหม่มีชื่อเรียกว่า ‘Decoupled Double Dome’ พร้อมด้วยระบบ ‘Nautilus™ tube loading’ หรือการใช้ห้องอากาศด้านหลังโดมมาช่วยควบคุมเรโซแนนซ์ส่วนเกิน

เทคโนโลยีทวีตเตอร์โดมอะลูมิเนียมในลำโพง 600 Series

ทวีตเตอร์ตัวใหม่นี้ได้รับอิทธิพลด้านการออกแบบมาจากลำโพงรุ่น CM10 ซึ่งเป็นรุ่นเรือธงล่าสุดของ CM Series (สูงกว่า 600 Series)

เทคโนโลยี ‘Decoupled Double Dome’ มี 2 ส่วนหลัก ๆ ที่น่าสนใจ ส่วนแรกคือระบบโดม 2 ชิ้น หลักการของระบบไดอะแฟรมทรงโดม 2 ชิ้น คือ ตัวไดอะแฟรมชิ้นหนึ่งจะเป็นไดอะแฟรมทรงโดมตามปกติที่ถูกรีดให้มีความบางมาก ๆ และมีมวลต่ำ วางซ้อนอยู่กับไดอะแฟรมอีกชิ้นหนึ่งที่มีความหนามากกว่าและมีชิ้นส่วนเฉพาะบริเวณขอบของโดม

ไดอะแฟรมทรงโดมที่ประกบซ้อนกัน 2 ชิ้นอย่างนี้ทาง Bowers & Wilkins เคลมว่ามันจะได้ประโยชน์ทั้งในเรื่องของมวลที่ต่ำและเรื่องของความแข็งแกร่งในขณะเดียวกัน นอกจากนั้นแล้วการติดตั้งทวีตเตอร์ตัวนี้ยังไม่ได้ติดตั้งลงบนตัวตู้ลำโพงโดยตรง หากแต่มีการ Decoupled หรือการรองรับเอาไว้ด้วยวงแหวนเจลเนื้อนุ่มเพื่อช่วยซึมซับแรงสั่นสะเทือนใด ๆ จากตัวตู้ลำโพงไม่ได้มารบกวนการทำงานของตัวทวีตเตอร์

สำหรับในย่านความถี่เสียงกลางและต่ำ เป็นหน้าที่ของไดรเวอร์ขนาด 6.5 นิ้ว กรวยขึ้นรูปจากเส้นใยเคฟลาร์สาน ดัสต์แคปใจกลางกรวยทำจากวัสดุเนื้อแน่นประเภทโฟมยางเหมือนอย่างที่ใช้อยู่ในไดรเวอร์กลาง/ทุ้มของลำโพงรุ่น PM1 การติดตั้งไดรเวอร์ทั้งสองตัวทำได้อย่างประณีตเรียบร้อยและไม่มีหัวน็อตโผล่มาให้เกะกะสายตาเลยแม้แต่ตัวเดียว

ไดรเวอร์ทั้ง 2 ตัว ทำงานร่วมกันเป็นระบบ 2 ทาง โดยมีจุดตัดแบ่งความถี่เสียงอยู่ที่ 4kHz ค่าความไวอยู่ที่ 87dB spl (2.83V, 1m) อิมพิแดนซ์เฉลี่ย 8 โอห์ม (ต่ำสุด 4.0 โอห์ม) แนะนำให้ใช้กับแอมป์ที่มีกำลังขับในช่วง 25-100 วัตต์ ด้านหลังตู้ลำโพงเป็นที่อยู่ของขั้วต่อสายลำโพงแบบไบดิ้งโพสเคลือบทองจำนวน 2 คู่ เพื่อให้ต่อใช้งานแบบไบไวร์หรือไบแอมป์ (พาสสีฟครอส) ได้ตามสะดวก หรือจะต่อแบบซิงเกิลไวร์ก็ได้โดยใช้แผ่นโลหะจั้มเปอร์ที่ให้มาด้วยก็ได้

Burn-in, matching and setup
ลำโพง 685 S2 มาถึงมือผมในสภาพเกือบจะใหม่เอี่ยม ผมจึงจับเบิร์นอินกับซิสเตมง่าย ๆ อย่าง Audiolab : Q-DAC และ M-PWR สายเคเบิ้ลทั้งหมดในซิสเตมใช้ของ Atlas Cable เบื้องต้นแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาของการเบิร์นอินแต่เสียงที่ได้จากลำโพงคู่นี้ก็มีแววฟังได้และฟังดีมาตั้งแต่ต้นแล้วล่ะครับ

แน่นอนว่ามันมีเสียงที่แสดงออกถึงความเป็น Bowers & Wilkins อยู่ครบถ้วนโดยเฉพาะรายละเอียดเสียงที่มาพร้อมกับเป็นความสุภาพนุ่มนวล เข้าถึงง่าย ฟังง่าย เนื้อเสียงในช่วงนี้แม้ว่าจะยังฟังออกว่ายังไม่เข้มหนาเต็มอิ่มนักแต่ก็ไม่ได้โฉ่งฉ่างเจี๊ยวจ๊าวอะไรด้วยเช่นกัน

มากกว่า 48 ชั่วโมงขึ้นไปเสียงจากลำโพงคู่นี้ก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วล่ะครับ ผมจับมันวางบนขาตั้งสแตนเลสสูง 25 นิ้ว (รวมสไปค์) ของยี่ห้อ Rezet มันเข้ากับลำโพงรุ่นนี้ได้ดีเลยครับทั้งเรื่องของน้ำเสียงและรูปร่างหน้าตา

ส่วนตัวผมคิดว่าลำโพง Bowers & Wilkins ที่ทำตู้เป็นสีขาวล้วนทั้งใบ มันเหมาะกับลำโพงขนาดตัวย่อม ๆ อย่างนี้มากกว่าพวกรุ่นที่เป็นลำโพงตั้งพื้นตัวโตนะครับ แผงหน้ากากที่หุ้มด้วยผ้าโปร่งสีเทาอ่อน ๆ ก็ดูดีเลยทีเดียวล่ะครับ โดยเฉพาะกับบ้านที่ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นที่เน้นความโปร่งเบาสบายตา

ดูจากตัวเลขสเปคฯ แล้ว 685 S2 เป็นลำโพงที่ความไวไม่สูงมากนักก็จริง แต่จากการใช้งานจริงอินทิเกรตแอมป์ไม่ใหญ่มากอย่าง Marantz PM-KI Pearl Lite (กำลังขับข้างละ 70 วัตต์ @ 8 โอห์ม) ก็สามารถขับลำโพงคู่นี้ได้สบาย ๆ แล้วครับ เสียดายว่าระหว่างทดสอบผมไม่มีแอมป์เล็กกว่านี้ในมือเลย ไม่เช่นนั้นแล้วผมคิดว่าอินทิเกรตแอมป์ที่มีกำลังขับข้างละ 30-40 วัตต์ ก็น่าจะขับมันได้ดีพอสมควรเช่นกัน

แต่ถ้าหากคุณไม่ได้จำกัดเรื่องงบประมาณแล้วล่ะก็ผมแนะนำให้เผื่อเหลือเผื่อขาดไปเลยครับ เพราะผมได้ลองใช้อินทิเกรตแอมป์ YBA A100 (กำลังขับข้างละ 100 วัตต์ @ 8 โอห์ม) มาลองขับมันดู ปรากฏว่าได้เสียงออกมาดีมาก มากกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก แสดงว่าลำโพงคู่นี้ก็น่าจะมีพฤติกรรมชอบแอมป์ใหญ่ที่ให้เสียงละเอียดอย่าง A100 อยู่เหมือนกันครับ

สำหรับการต่อใช้งานสายลำโพง ผมแนะนำให้เลือกใช้การต่อไบไวร์สถานเดียวครับ เพราะมันทำให้ลำโพงคู่นี้สามารถปลดปล่อยรายละเอียดออกมาอย่างได้อย่างที่ควรจะเป็น สามารถกรีดกรายออกลีลาได้อย่างไม่ต้องเหนียมอายโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณได้ลงทุนกับแอมป์เรี่ยวแรงดี ๆ อย่าง A100 หรือ PM-KI Pearl Lite ไปแล้ว

ในห้องฟังทดสอบของ GM2000 เมื่อพิจารณาตำแหน่งจัดวางเทียบเคียงกับลำโพงในขนาดพอ ๆ กันแล้ว ผมว่าลำโพงคู่นี้ชอบจะอยู่ห่างผนังด้านหลังลำโพงมากสักหน่อย (1.45-1.50 เมตร) ขณะที่ระยะห่างของลำโพงข้างซ้ายและขวานั้นดูเหมือนจะอยู่ในเกณฑ์ปกติไม่มีอะไรผิดไปจากที่คุ้นเคยสำหรับลำโพงขนาดตัวประมาณนี้ (1.72 เมตร)

การเซ็ตอัพลำโพงคู่นี้ เบื้องต้นผมแนะนำว่าอย่าไปเพิ่งกลัวว่ามันจะเสียสมดุลเสียง หรือกลัวว่ามันจะออกไปทางโฉ่งฉ่างจัดจ้านหรือเจี๊ยวจ๊าวน่ารำคาญหู เพราะตลอดการใช้งานมันผมแทบไม่พบเจอช่วงเวลานั้นเลย

ตรงกันข้ามถ้าหากการเซ็ตอัพยังไม่ลงตัวโดยเฉพาะตำแหน่งลำโพง เสียงที่ได้จะมีลักษณะค่อนข้างคลุมเครือในย่านความถี่กลางต่ำไล่ขึ้นไปถึงเสียงกลาง เป็นผลให้ความกระจ่างชัดที่ควรจะได้ยินลดน้อยถอยลงไปพอสมควร อีกทั้งมิติเสียงที่ควรจะกระเด็นหลุดออกจากตู้ลำโพงได้อย่างเป็นอิสระดูเหมือนจะถูกหน่วงรั้งเอาไว้ ตำแหน่งชิ้นดนตรีจะจม ๆ เตี้ย ๆ เหมือนถูกอะไรกดทับเอาไว้

ฟังได้สักพักจะรู้สึกถึงความอึดอัดไม่สบายตัว การขยับลำโพงเพียงไม่กี่นิ้วสามารถเปลี่ยนลักษณะเสียงดังกล่าวได้มากชนิดจากหลังมือเป็นหน้ามือเลยทีเดียวครับ

Begin Again with Music
685 S2 เป็นลำโพงเล็กที่มีคุณสมบัติซึ่งผมเชื่อว่านักเล่นนักฟังเครื่องเสียงบางท่านกำลังตามหาหรือเคยตามหากันอยู่ นั่นคือ ให้เสียงออกมาในลักษณะเปิดโปร่งกระจ่าง มีความสว่างสดใสพอประมาณ

ขณะเดียวกันยังให้สัมผัสที่นุ่มนวลฟังสบาย สะอาดเกลี้ยงเกลา ไดรเวอร์ทั้ง 2 ตัวของลำโพงคู่นี้ทำงานผสานกลืนกันราวกับเป็นเสียงลำโพง full range ทางเดียว ถ้าไม่เค้นกันหนักจริง ๆ ทวีตเตอร์โดมอะลูมิเนียมตัวนี้แทบไม่ปรากฏบุคลิกด้านลบของโดมโลหะออกมาเลยครับ

มันเหมือนกับว่า Bowers & Wilkins เขาคลุกคลีกับทวีตเตอร์โดมอะลูมิเนียมมาจนรู้จักมันดี รู้ทางหนีทีไล่ดีแล้ว รู้ว่าจะจัดการเอาชนะปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดกับทวีตเตอร์โดมประเภทนี้ได้อย่างไร

สังเกตว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาดีไซน์ของลำโพงยี่ห้อนี้แทบทุกรุ่นเลือกจะใช้งานทวีตเตอร์โดมอะลูมิเนียมมาโดยตลอด แล้วอาศัยเทคโนโลยีแม่แบบจากลำโพง Nautilus ทอนลงมาใช้กับลำโพงรุ่นเล็กกว่าตลอดมา

ลองขับด้วยอินทิเกรตแอมป์ของ YBA

ทวีตเตอร์โดมอะลูมิเนียมของลำโพงคู่นี้ทำให้ผมประทับใจในแง่ที่มันแทบไม่แสดงบุคลิกด้านลบของทวีตเตอร์โดมโลหะออกมาเลย ขณะเดียวกันมันก็ได้แสดงออกถึงจุดเด่นในแง่ของการทนทานต่ออาการเบรกอัพที่ความถี่สูง ๆ ได้ดีด้วย

ทำให้ทวีตเตอร์โดมอะลูมิเนียมตัวนี้ซึ่งเป็นดีไซน์ใหม่ของ Bowers & Wilkins และนำมาใช้ในลำโพง 600 Series ทุกรุ่นทำหน้าที่ของมันได้โดยสมบูรณ์แบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับระดับราคาของตัวลำโพงเอง

เมื่อลำโพง 685 S2 ถูกนำมาใช้งานร่วมกับภาคอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าขากันแล้ว บ่อยครั้งเหลือเกินที่ผมได้ยินน้ำเสียงที่ใสหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้าจากลำโพงคู่นี้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องเสียงหลอดหรือแหล่งโปรแกรมที่เป็น king of analog อย่างแผ่นเสียงแต่อย่างใด

ช่วงเวลาที่ผมคิดว่าน่าจดจำอย่างมากในระหว่างการทดสอบลำโพงคู่นี้คือ ขณะที่เปิดฟังกับชุดแหล่งโปรแกรมที่เป็นคอมพิวเตอร์ออดิโอซิสเตม (CAS) โดยใช้ Mac mini เล่นเพลงด้วยโปรแกรม Audirvana Plus ถอดรหัสด้วย USB DAC รุ่น Qute EX ของ Chord ภาคขยายเสียงใช้อินทิเกรตแอมป์ YBA : A100 ผมเปิดเพลงไล่ฟังไปเรื่อย ๆ ใน playlist ส่วนใหญ่เป็นเพลงแจ๊ซ ป๊อป และคลาสสิกเบา ๆ จนถึงเพลง ‘Variation from: Butterfly Violin Concerto’ ซึ่งผมริบมาจากแผ่นซีดีอัลบั้ม Top 12 in Gold Plus ของค่าย FIM

เสียงไวโอลินที่ผมได้ยินนี่ ผมกล้าพูดเลยว่าถ้าให้ 10 คนที่อยู่นอกห้องฟังและไม่เคยเห็นซิสเตมนี้มาก่อนปิดตาแล้วเดินเข้ามานั่งฟัง ผมเชื่อว่าจะมีมากกว่า 5 คนที่บอกว่าในซิสเตมนี้มีเครื่องเสียงหลอดปะปนอยู่ด้วย เพราะขนาดเปิดตานั่งฟังเห็น ๆ กันอยู่นี่มันยังทำให้ผมไขว้เขวเลยครับ

ไม่เพียงแค่เสียงไวโอลิน แต่ความหวานใสนุ่มนวลนั้นยังตามเกาะกุมในหัวใจเมื่อผมได้ฟังอัลบั้มชุด My Live Stories (hi-res 24/96) ของ Susan Wong บางเพลงโดยเฉพาะ ‘You Make Me Feel Like A Natural Woman’ ผมว่าความหวานนั้นทำเอาผมหลงรักเธอจนหมดหัวใจได้เลย เป็นลำโพงอีกคู่ที่นักฟังประเภท ‘หลงเสียงนาง’ น่าจะชื่นชอบนะครับ

ลองขับด้วยอินทิเกรตแอมป์ของ Marantz

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือความหวานในน้ำเสียงยังปรากฏอยู่เมื่อผมเปลี่ยนแอมป์เป็น Marantz : PM-KI Pearl Lite แล้วเปลี่ยนไปลองฟังอัลบั้ม Paper Airplane (hi-res 24/96) ของ Alison Krauss and Union Station เสียงเพลงที่ได้ยินจากอัลบั้มชุดนี้ทำให้ผมได้รับรู้ว่าเสียงนักร้องชายก็ฟังหวานหูได้ด้วยเหมือนกัน ขนาดผมเปลี่ยนไปฟังงานเพลงคอมเมอร์เชียลทั่วไปชุด Unorthodox Jukebox (hi-res 24/44.1) ของ Bruno Mars ซึ่งบันทึกเสียงมาได้ดี ก็ยังรับรู้ได้ในรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านั้นเช่นกันครับ

แทรค 6 ถึง 10 จากอัลบั้ม Anne-Sophie Mutter – Carmen-Fantasie (hi-res 24/88.2) เป็นเพลงต่อเนื่อง 10 กว่านาที ช่วยยืนยันในสิ่งที่ผมค่อนข้างประทับใจกับลำโพงคู่นี้นั่นคือ การที่มันไม่พยายามจะผลักเสียงทั้งหมดออกมาข้างหน้าในลักษณะที่เรียกว่า forward presentation หรือดูดเสียงทั้งหมดถอยเข้าไปด้านหลังลำโพงหรือที่เรียกว่า laid back presentation

ไม่ว่าผมจะเปิดเพลงอะไร ด้วยความดังระดับใด (ที่ยังฟังเอาคุณภาพได้) คุณสมบัติดังกล่าวจะยังคงอยู่ให้รู้สึกได้โดยตลอด เหมือนกับลำโพงพยายามจะบอกว่านี่แหละตัวฉัน ตลอด 10 กว่านาทีกับเพลง 5 แทรคดังกล่าวมีทั้งช่วงที่ท่วงทำนองเนิบนาบ ระริกระรี้ซุกซน จนถึงเกรี้ยวกราดดุดัน

บอกได้เลยครับว่าลำโพงคู่นี้สามารถรับมือได้ทั้งหมดโดยที่ผมไม่จำเป็นต้องแตะปุ่มวอลุ่มปรับเสียงที่รีโมตเลยแม้แต่ครั้งเดียว คุณสมบัติเหล่านี้บอกเลยครับว่าไม่ได้มีมาพร้อม ๆ กันทั้งหมดในลำโพงคู่เดียวโดยเฉพาะลำโพงประเภทวางขาตั้งตัวแค่นี้ได้บ่อยครั้งนักหรอกครับ

ในแง่ของความถี่ต่ำมันเป็นลำโพงเล็กที่ให้รายละเอียดของเสียงทุ้มได้ดีทั้งในแง่ของการแยกแยะความแตกต่างและในแง่ของน้ำหนักเสียง มันไม่ได้ให้เสียงทุ้มลงลึกได้เกินกว่าที่ผมคาด ที่แน่ ๆ มันเป็นรองลำโพงตั้งพื้นในตระกูลเดียวกันอย่าง 683 S2 อย่างชัดเจน แต่เสียงทุ้มของมันก็ยังดีพอที่จะทำให้ผมฟังเพลงป๊อบ แจ๊ซ ทั่วไปได้อย่างเพลินอารมณ์ หรือแม้แต่ดนตรีซิมโฟนีออเคสตร้าที่ลำโพงเล็ก ๆ (โดยเฉพาะที่ราคาไม่สูงมาก) มักจะถ่ายทอดได้ไม่ดีนัก ผมฟังแล้วต้องยอมรับว่า “ลำโพงคู่นี้มันแน่จริง ๆ”

685 S2 ให้โน้ตต่ำ ๆ ของเบส เชลโลหรือ low frequency อื่น ๆ ที่ปรากฏในดนตรีกลุ่มเครื่องสายในวงซิมโฟนีออเคสตร้าได้ไม่ครบถ้วนเท่าลำโพงใหญ่หรอกครับ มันให้เสียงทุ้มออกมาในลักษณะ limit low frequency หรือจำกัดเสียงทุ้มลึกค่อนข้างชัดเจน

แต่ที่ทำให้ผมยอมรับได้ก็คือเสียงหลักของเครื่องดนตรีเหล่านั้นไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น อาจตกหล่นไปบ้างก็แค่มวลเสียงของฮาร์มอนิกส์ความถี่ต่ำ ๆ ที่เป็นพลังงานคอยโอบอุ้มเสียงทั้งหมดเอาไว้เท่านั้นเอง ในอีกแง่มุมหนึ่งการที่ตัวลำโพงเองไม่พยายามเค้นเอาเสียงทุ้มลึกให้ออกมาเกินตัวลำโพงทำให้การเซ็ตอัพหาตำแหน่งทำได้ง่ายกว่าลำโพงตั้งพื้นในตระกูลเดียวกันอย่าง 683 S2 มากขึ้นไปอีกครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าคนอ่านรีวิวเครื่องเสียงเกือบทั้งหมดมักจะมองหาในบทความรีวิวเครื่องเสียงคือ อะไรที่สินค้ารุ่นนั้น ๆ ที่จะทำให้เขาเกิดความลังเลในการตัดสินใจเป็นเจ้าของ

ผมในฐานะคนเขียนรีวิวระหว่างนั่งฟังลำโพงคู่นี้ผมถามตัวเองตลอดว่าผมจะเอาอะไร ตรงส่วนไหน ของลำโพงคู่นี้มาตอบผู้อ่านของผมดี น่าประหลาดใจนะครับว่าผมหลาย ๆ คำตอบที่เกิดขึ้นในใจทำให้ผมเกิดต้องทบทวนว่านั่นคือ ข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในลำโพงในระดับราคาเท่านี้และมีขนาดทางกายภาพแค่นี้หรือเปล่า

อย่างไรก็ดีที่ชัดเจนอยู่บ้างก็คือลักษณะการให้เสียงที่แยกมิติได้ชัดแบบ pin-point imaging ลำโพงคู่นี้ทำได้ในลักษณะ ‘พอใช้ได้’ เมื่อเทียบกับลำโพงเล็กที่โดดเด่นในด้านนี้มาก ๆ อย่างเช่น Q Acoustics Concept 20 หรือ Devore Fidelity Gibbon 3XL แต่มันไปเด่นที่ภาพรวมของเสียงทั้งหมดมากกว่าไม่ว่าจะเป็นการรักษาสมดุล การตอบสนองไดนามิกของเสียงตลอดจนการถ่ายทอดมวลเนื้อเสียงที่ทำได้เกินตัวไปมากพอสมควร

หรือถ้าคุณเป็นคนที่หูไม่ได้ ‘ติดหวาน’ อะไรมากมาย หรือเป็นคนที่ชอบฟังแต่อะไรที่สุภาพนุ่มนวลลื่นหูอยู่ตลอดเวลา บางครั้งนั่งฟังไปนาน ๆ แล้วอาจจะรู้สึกได้ว่าอยากได้เสียงที่จริงจัง ขึงขัง มากกว่านี้อีกสักนิด ไม่ได้เป็นปริมาณที่มากมายอะไรหรอกนะครับแต่ผมรู้สึกได้อย่างนั้นจริง ๆ ครับ ลองช่วยปรับจูนด้วยเครื่องเคียงต่าง ๆ แล้วก็ยังไม่ได้ทำให้ความรู้สึกนั้นหายไปสักเท่าไร นอกเสียจากว่าจะปรับจูนกันจนเสียสมดุลด้านอื่น ๆ กันไปเลย

For music lovers
นี่คืออีกหนึ่งรุ่นลำโพงของ Bowers & Wilkins ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ลำโพงที่ดีโดยพื้นฐานนั้นไม่จำเป็นต้องราคาเกินเอื้อมเสมอไป และไม่ว่าคุณจะเคยเป็นแฟนของลำโพงยี่ห้อนี้มาก่อนหรือไม่

ถ้าคุณกำลังมองหาลำโพงเล็กวางขาตั้งสักตัวเพื่อไปใช้ฟังเพลงหลากหลายแนว และตั้งงบประมาณเอาไว้ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ผมอยากให้คุณลองหาโอกาสฟังลำโพงรุ่นนี้ก่อนจริง ๆ ครับ เพราะบางทีคุณอาจนึกไม่ถึงมาก่อนเลยก็ได้ว่าเสียงที่คุณกำลังตามหามันอยู่ตรงหน้าคุณแล้ว

ที่แนะนำกันเช่นนั้นเพราะผมรู้สึกว่าลำโพงรุ่นนี้มันมีความสมดุลอยู่ในทุกองค์ประกอบ ฟังเอาเนื้อหาสาระก็พอได้หรือฟังง่าย ๆ สบาย ๆ ก็พอไหว เล่นง่าย แมตช์ง่าย เซ็ตอัพไม่ยาก ขาดเกินนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่ค่อยซีเรียสมากนัก ถึงบทจะเค้นเอาคุณภาพออกมาก็มีให้ได้ยินได้ฟังอยู่พอสมควร บอกเลยว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ สำหรับลำโพงเล็กคู่นี้

รายละเอียดทางเทคนิค
ระบบลำโพง                 ลำโพงวางขาตั้งตู้เปิด 2 ทาง
ตัวขับเสียง                   ทวีตเตอร์โดมอะลูมิเนียมสองชั้นขนาด 1 นิ้ว
                                     เบส/มิดเรนจ์ไดรเวอร์กรวยเคฟลาร์สาน 6.5 นิ้ว
ช่วงความถี่ตอบสนอง  52Hz – 22kHz (+ /-3dB บนแนวแกนอ้างอิง)
ความไว                        87dB
อิมพิแดนซ์เฉลี่ย          8 โอห์ม (ต่ำสุด 4.0 โอห์ม)
จุดตัดแบ่งความถี่        4kHz
กำลังขับที่แนะนำ        25-100 วัตต์
น้ำหนัก                        6.8 กิโลกรัม


เนื่องจาก Classic Review เป็นรีวิวเครื่องเสียงที่ตกรุ่นไปแล้ว หรืออาจมีการเปลี่ยนตัวแทนจำหน่ายไปแล้ว ทางเว็บไซต์จึงขอสงวนข้อมูลตัวแทนจำหน่ายและราคาของสินค้าเพื่อป้องกันความสับสนในข้อมูล

กองบรรณาธิการ AV Tech Guide

สื่อออนไลน์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนวัตกรรมในกลุ่มสินค้าเครื่องเสียงไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ไอทีมัลติมีเดีย ตลอดจนสินค้านวัตกรรมอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ดำเนินงานโดยทีมงานมืออาชีพ

กองบรรณาธิการ AV Tech Guide