รีวิว Bose : QuietComfort 35

ผมค่อนข้างตื่นเต้นกับการมาของหูฟังยี่ห้อโบส ‘BOSE’ รุ่นไควเอ็ทคอมฟอร์ตสามสิบห้า ‘QuietComfort 35’ หรือจะเรียกอย่างย่อว่าคิวซีสามสิบห้า ‘QC35’ เป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่าผมเคยรีวิวหูฟังไร้สายรุ่น SoundLink Around-Ear wireless headphones II ของเขาไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาแล้วค่อนข้างประทับใจเป็นพิเศษ

ผมว่าโบสทำหูฟังไร้สายที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ดี มันเสียงดี มันเบา มันใช้ง่าย มันใส่สบาย และมันสวย แต่คุณสมบัติหนึ่งที่ SoundLink Around-Ear II ไม่มีนั่นคือ ‘ระบบตัด (หรือลดทอน) เสียงรบกวน’ หรือที่ภาษาอังกฤษนิยมเรียกกันว่า ‘Noise Cancelling (NC)’

Quiet and Comfort
สำหรับ QC35 ชื่อของหูฟังรุ่นนี้ได้บ่งบอกชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่ามันเป็นหูฟังที่อยู่ในอนุกรมของหูฟังที่มีระบบตัดเสียงรบกวนของโบส (Quiet แปลว่า เงียบ, สงบ) ส่วน Comfort นั้นก็หมายถึงความสะดวกสบาย ดังนั้นสำหรับผมซึ่งประทับใจหูฟัง SoundLink Around-Ear II เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงมีความคาดหวังว่า QC35 จะให้ประสบการณ์ที่น่าประทับใจยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

จากข้อมูลเบื้องต้นทราบว่าดีไซน์ภายนอกของ QC35 ยังคงมีรูปร่างหน้าตาตลอดจนวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้คล้ายคลึงกับหูฟังไร้สายรุ่น SoundLink Around-Ear II เรียกว่าถ้าหากมีการปรับเปลี่ยนในส่วนนี้ก็คงเป็นเพียงแค่ลักษณะไมเนอร์เชนจ์ สิ่งที่แตกต่างไปมากกว่านั้นคือเทคโนโลยีที่อยู่ในตัวหูฟัง

ข้อมูลจากโบสอ้างว่าสิ่งที่อยู่ในหูฟัง QC35 คือผลลัพธ์ของการศึกษาวิจัยและพัฒนาเป็นเวลายาวนานมากกว่า 40 ปีเพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีลดเสียงรบกวน ‘Acoustic Noise Cancelling Technology’ ในหูฟังที่ดีที่สุดในโลก นอกจากนั้นระบบลดเสียงรบกวนใน QC35 ยังมาพร้อมกับระบบไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน 2 ชุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการกับเสียงรบกวนภายนอก ซึ่งประสิทธิภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงปริมาณ แต่เป็นเรื่องของคุณภาพ

กล่าวคือ ระบบจะคอยจัดการกับสัญญาณเสียงส่วนเกินที่เราไม่ควรได้ยิน และจะรักษาสัญญาณเสียงส่วนที่เราควรจะได้ยินเอาไว้ ซึ่งในหลักการนั้นทำง่ายแต่ของจริงนั้นทำไม่ง่ายเลย ซึ่งการจัดคุณภาพก็คงจะต้องไปว่ากันตอนฟังเสียงอีกที นอกจากระบบลดทอนเสียงรบกวนแล้วในหูฟังรุ่นนี้ยังเสริมด้วยเทคโนโลยี ‘Volume-optimized EQ’ ซึ่งตามข้อมูลแจ้งไว้ว่า “ช่วยทำหน้าที่ปรับชดเชยค่าความถี่เสียงในย่านต่าง ๆ เพื่อถ่ายทอดเสียงได้อย่างสมดุลตลอดย่านความถี่เสียงที่ทุกระดับความดัง” ซึ่งระบบเหล่านี้จะทำหน้าที่ของมันโดยอัตโนมัติอยู่เบื้องหลังในขณะที่มีการใช้งานหูฟังรุ่นนี้

ในส่วนของการเชื่อมต่อแบบไร้สายหูฟังรุ่นนี้รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกด้วยเทคโนโลยี Bluetooth และ NFC คุณสมบัตินี้ผมว่าทางโบสเขาออกแบบได้ดีนะครับ ดีมาตั้งแต่ในหูฟังรุ่น SoundLink Around-Ear II แล้ว นั่นคือคุณสมบัติในการเชื่อมต่อบลูทูธกับอุปกรณ์อื่นได้พร้อมกันคราวละ 2 อุปกรณ์ ไม่ใช่แค่คราวละ 1 อุปกรณ์เหมือนหูฟังบลูทูธส่วนใหญ่ทั่วไป ไม่ใช่แค่การ pair นะครับ แต่เป็นการ connect เลย คุณสมบัตินี้สำหรับผมแล้วผมคิดว่ามันเจ๋งดีครับ แม้ว่าเราจะไม่สามารถฟังเสียงได้พร้อมกันจากทั้ง 2 อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ก็ตาม แต่การสลับไปมาก็แค่หยุดเล่นเสียงจากอุปกรณ์ตัวหนึ่ง แล้วไปเล่นเสียงจากอุปกรณ์อีกตัวเท่านั้นเอง ไม่ต้องมาคอยสลับการเชื่อมต่อไปมาระหว่างอุปกรณ์ให้มันวุ่นวาย ตรงนี้คนที่ใช้งานหูฟังบลูทูธกับอุปกรณ์หลาย ๆ ตัวคงเข้าใจดีแน่นอนครับ

หูฟังรุ่นนี้ยังคงมาพร้อมกับระบบแจ้งการทำงานด้วยเสียงพูดหรือ ‘Voice prompt’ แถมในรุ่นนี้ยังพัฒนาให้เป็นระบบหลายภาษาด้วยต่างหากครับ โดยเลือกได้ถึง 11 ภาษาด้วยกันคือ อังกฤษ, เยอรมัน, สเปน, ฝรั่งเศส, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส, สวีเดน, เกาหลี, ญี่ปุ่น และจีน น่าเสียดายที่เฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นปัจจุบันยังไม่มีภาษาไทย หูฟังไร้สายรุ่น QC35 ยังมาพร้อมกับปุ่มฟังก์ชั่นและปุ่มควบคุมต่าง ๆ ที่ใช้งานสะดวก เรียบง่ายสไตล์มินิมอลลิสต์ สะดวกทั้งการควบคุมสั่งงานฟังก์ชั่นต่าง ๆ ตลอดจนการควบคุมการเล่นเพลง วงจรอิเล็กทรอนิกส์ในตัวหูฟังใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ Lithium-ion ชนิดชาร์จไฟซ้ำได้ในตัว เมื่อชาร์จไฟจนเต็มหนึ่งครั้งสามารถใช้งานได้ในระบบไร้สายได้ยาวนานถึง 20 ชั่วโมง ตัวหูฟังมีสีให้เลือก 2 สีได้แก่สีเงินและสีดำ ราคาจำหน่ายในบ้านเราอยู่ที่ 15,900 บาท

แรกสัมผัสที่ประทับใจ
เมื่อเปิดกล่องใส่หูฟัง BOSE QC35 ที่ดีไซน์มาได้น่ารักน่าชัง (อีกแล้ว) ในแบบโบส ๆ ผมก็พบกับกระเป๋าใส่หูฟังสีเทาดำขนาดกำลังเหมาะมือ เมื่อรูปซิบเปิดออกก็พบตัวหูฟังและอุปกรณ์มาตรฐานที่มาด้วยกันได้แก่ สายชาร์จ USB-microUSB, แจ็คแปลงสำหรับใช้งานบนเครื่องบิน และสายหูฟังสำรองสำหรับใช้งานชั่วคราวตอนแบตเตอรี่หมด ทั้งหมดนี้สามารถจัดเก็บได้อย่างเรียบร้อยภายในกระเป๋าใส่หูฟังที่ให้มาด้วยกัน ไม่ต้องไปหาซื้อเองให้วุ่นวาย

อุปกรณ์มาตรฐานที่มาพร้อมกับหูฟัง QC35

การใช้งานในเบื้องต้นก็ไม่มีอะไรซับซ้อนไปว่าการเริ่มชาร์จพลังงานให้แบตเตอรี่ในตัวหูฟัง โดยจะเสียบชาร์จกับคอมพิวเตอร์ หรือแหล่งจ่ายไฟทางพอร์ต USB อย่างเช่น อะแดปเตอร์หรือเพาเวอร์แบงค์ของสมาร์ทโฟนทั่วไปก็ได้ ง่าย ๆ อย่างนี้เลยครับ ระหว่างชาร์จจะมีไฟแสดงผลที่ตัวหูฟังด้านขวาด้วย ตามที่ได้เรียนไว้แต่แรกว่าหูฟังไร้สายรุ่น QC35 ซึ่งมีดีไซน์เป็นแบบโอเวอร์เอียร์หรือแบบที่ครอบไปทั้งใบหูรุ่นนี้ มีดีไซน์รูปร่างหน้าตาแทบจะเรียกได้ว่าโขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกันกับหูฟังรุ่น SoundLink Around-Ear II อาจจะแตกต่างกันบ้างในเรื่องของขนาดแต่ก็เล็กน้อยมาก ส่วนตัวผมไม่ได้ติดใจอะไรเพราะในเมื่อดีไซน์เดิมมันทำได้ดีและเป็นภาพจำของแบรนด์อยู่แล้วก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องไปเปลี่ยนอะไรให้มันวุ่นวาย

แจ็ค 2.5mm สำหรับใช้งานร่วมกับสายหูฟังสำรอง

 

เฮดแบนด์รองรับด้วยผ้าอัลคันทาร่า หรูหรามีสไตล์

หูฟัง QC35 ตัวที่อยู่ในมือผม ณ เวลาที่เขียนรีวิวอยู่นี้เป็นรุ่นสีเงิน ผมว่ามันสวยดีนะครับ ดูทันสมัยสไตล์มิลเลนเนียมดี ตัวหูฟังเมื่อได้สัมผัสของจริงก็ทราบได้ทันทีว่ามันถูกผลิตขึ้นอย่างประณีตจากวัสดุที่มีคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก โลหะและหนัง (ไม่แน่ใจว่าเป็นหนังแท้หรือหนังสังเคราะห์ เนื่องจากไม่ได้แจ้งไว้ชัดเจน) ตัวเอียร์แพดและด้านบนของเฮดแบนด์ที่เป็นวัสดุหนังก็เป็นโทนสีเทาที่ดูเข้ากันอย่างลงตัว ชิ้นส่วนเฮดแบนด์ตรงแถบที่สัมผัสกับศีรษะของผู้ใช้ทำจากวัสดุผ้าอัลคันทาร่า ให้ผิวสัมผัสหรูหราเหมือนหนังกลับแต่ดูแลง่ายกว่า ผมยังชอบที่มันน้ำหนักเบา แต่ดูแข็งแรง เวลาสวมใช้งานให้ความกระชับกำลังดีและสบายมาก ไม่บีบรัดแน่นจนเกินไป ไม่หนักคอหรืออมความร้อนเอาไว้มากมายจนเหงื่อชุ่ม ให้ความรู้สึกที่นุ่มสบายเมื่อสวมหูฟังเป็นเวลานาน

ปุ่มกดควบคุมการเล่นเพลงออกแบบให้ระดับความสูงแตกต่างกันเพื่อให้กดใช้งานสะดวกโดยไม่ต้องมองเห็น

การเชื่อมต่อบลูทูธกับอุปกรณ์สมาร์ทโฟนที่ผมใช้งานอยู่ ง่ายและรวดเร็วเหมือนหูฟังรุ่นอื่น ๆ ของโบส ปุ่มควบคุมในหูฟังรุ่นนี้ยังคงยึดแนวทางการออกแบบมาจากรุ่น SoundLink Around-Ear II นั่นคือการใช้งานปุ่มควบคุมแบบมัลติฟังก์ชั่นซึ่งวางเอาไว้ที่หูฟังฝั่งขวามือทั้งหมด ออกแบบให้ใช้งานง่ายแค่คลำเอาก็หาปุ่มเจอ ตรงนี้สำคัญเพราะเวลาเราใส่หูฟังปุ่มพวกนี้เราจะมองไม่เห็น ดังนั้นเวลาใช้งานจริงจึงต้องใช้วิธีคลำเอา สวิตช์เปิด-ปิดแบบเลื่อน เมื่อเปิดแล้วหากจะเปิดโหมด pairing ก็แค่ดันปุ่มสวิตช์ไปทางด้านขวาค้างเอาไว้อีกสักครู่ จนกว่ามีเสียงยืนยันฟังก์การเข้าสู่โหมด pairing

ไฟแสดงผลสัญญาณบลูทูธและสถานะแบตเตอรี่

ในกรณีที่มีอุปกรณ์ที่จับคู่ pairing หรือเชื่อมต่อกันเอาไว้อยู่ก่อนหน้า ตัวหูฟังจะเชื่อมต่อกันทันทีหลังจากเปิดสวิตช์ใช้งาน และจะมีเสียงแจ้ง ‘Voice prompt’ เข้ามาในหูฟังว่ากำลังเชื่อมต่ออยู่กับอุปกรณ์ตัวใด และในขณะนั้น ๆ มีแบตเตอรี่เหลืออยู่กี่เปอร์เซ็น ในขณะใช้งานสามารถให้ระบบทวนเสียงเหล่านี้ได้โดยการโยกสวิตช์เปิด-ปิดไปทางขวามือ 1 ครั้ง

การเปลี่ยนภาษาของระบบ ‘Voice prompt’ สามารถทำได้โดยตรงที่ตัวหูฟัง โดยการกดปุ่มวอลุ่ม + และ – พร้อมกันค้างเอาไว้ จะมีเสียงแจ้งภาษาที่ใช้งานอยู่ในขณะนั้น การเปลี่ยนภาษาก็ใช้ปุ่มวอลุ่ม + และ – เมื่อได้ภาษาที่ต้องการก็เพียงกดปุ่มกลางระหว่างปุ่มวอลุ่ม + และ – เพื่อยืนยัน ในที่นี้ผมก็ต้องเลือกภาษาอังกฤษล่ะครับ เพราะภาษาที่เหลือล้วนแล้วแต่ไม่กระดิกหูเลย

นอกจากจะใช้เปลี่ยนภาษาแล้ว ปุ่มกลางระหว่างปุ่มวอลุ่ม + และ – ยังทำหน้าที่ควบคุมการเล่นเพลงซึ่งครอบคลุมทั้งการเล่นเพลง หยุดเพลง หรือแม้กระทั่งเลื่อนเปลี่ยนเพลงไปข้างหน้าและย้อนกลับหลัง แถมยังใช้งานเป็นปุ่มกดรับสายและวางสายเมื่อใช้งานตัวหูฟังเป็นอุปกรณ์แฮนด์ฟรีได้ด้วยครับ

ส่วนปุ่มวอลุ่มก็ใช้ปรับระดับเสียงการสนทนา ในระหว่างการรีวิวผมมีโอกาสได้ใช้ QC35 คุยสายโทรศัพท์อยู่หลายวาระ ทางผมเองและปลายสายไม่มีปัญหากับเสียงสนทนาแต่อย่างใด เสียงสนทนาทั้งสองฝ่ายมีความชัดเจนไปตลอดการสนทนา ในกรณีที่ใช้งานหูฟังเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนอยู่ ถ้ามีสายเรียกเข้านอกจากเสียงริงโทนจะดังในหูฟังแล้ว ระบบ ‘Voice prompt’ ยังช่วยแจ้งหมายเลขโทรเข้าด้วยต่างหาก หูฟัง QC35 สามารถใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นเมื่อใช้งานร่วมกับแอพฯ ‘Bose Connect’ (ดาวน์โหลดฟรีสำหรับ iOS และ Android) แอพฯ Bose Connect

นอกจากทำหน้าที่ตรวจสอบสถานะของหูฟังและการเชื่อมต่อแล้ว ยังเปิดโอกาสให้สามารถเปลี่ยนชื่อหูฟังได้ ตลอดจนการเล่นเพลง การเปิด/ปิดฟังก์ชั่นหรือเปลี่ยนภาษาของระบบ ‘Voice prompt’ รวมถึงคู่มือใช้งานระบบออนไลน์

การใช้งานและคุณภาพเสียง
หูฟัง BOSE QC35 เป็นหูฟังที่ผมลองใช้งานครั้งแรกแล้วรู้ได้ทันทีเลยว่ามันทำให้หัวใจผมเต้นแรงผิดปกติ นี่ไม่ใช่เรื่องพูดเกินจริงนะครับ เพราะครั้งแรกที่สวมมันครอบทับรอบใบหูแล้วเปิดสวิทช์ เพียงเสี้ยววินาทีที่วงจร NC ในตัวมันทำงานอัตโนมัติ ผมก็อยู่ในโลกส่วนตัวที่แยกอิสระจากโลกภายนอกทันที ความเงียบที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันทำให้ผมได้ยินหัวใจตัวเองดังกว่าปกติ

 

คลิปทดสอบประสิทธิการตัดเสียงรบกวนและระบบแจ้งเตือนด้วยเสียงพูดของหูฟัง BOSE QC35 … โอ้โฮ ตัดเสียงรบกวนได้ขนาดนั้นเลย (ฟังจากหูฟังจะชัดมากเลยครับ)

Post by: เอ็ม

Posted by GM 2000 Magazine on Thursday, September 1, 2016

 คลิปทดสอบระบบตัดเสียงรบกวน BOSE QC35

ความเงียบที่เกิดขึ้นเป็นความเงียบในระดับเดียวกันกับการใช้งานหูฟังประเภท In-Ear Monitor (IEM) หรือบางทีอาจจะเงียบกว่าเสียด้วยซ้ำ แต่ว่าเมื่อผมลองขยับปากขบเคี้ยวฟันทำทีเหมือนกับว่ากำลังเคี้ยวข้าว กลับไม่ได้ยินเสียงรบกวนจากกรามดังเหมือนอย่างเวลาใส่หูฟัง IEM ซึ่งปกติคนที่ใช้หูฟัง IEM จะทราบดีถึงปัญหานี้โดยเฉพาะตัวที่เก็บเสียงดีมาก ๆ ว่ามันแทบจะใช้งานตอนกำลังรับประทานอาหารไม่ได้เลย เพราะเสียงเคี้ยวข้าวจะดังเข้าไปรบกวนเพลงที่อยู่ในหูฟัง

แต่สำหรับ QC35 มันกลับไม่ปรากฏปัญหาที่ว่านี้สักเท่าไร… นั่นอาจเป็นเพราะมันใช้วิธีลดทอนเสียงรบกวนด้วยระบบแอคทีฟก็เป็นได้ เรื่องต่อมาที่เกิดขึ้นกับระบบ NC ในหูฟังรุ่นนี้ก็คือ มันทำให้ผมได้ยินเสียงซ่าของเนื้อเทป (hiss) ในเพลง ‘Spanish Mary’ (ไฟล์เสียง 24bit/ 96kHz จากอัลบั้ม The New Basement Tape – Lost on the River) ชัดมาก ๆ ชัดแบบว่าไม่ต้องตั้งใจฟัง ตอนท้ายเพลงยังได้ยินเสียงครางหึ่ง ๆ ของปรีแอมป์ไมโครโฟนหรือไม่ก็ปรีแอมป์ของเครื่องเล่นเทปเล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยินแบบจะ ๆ อีกต่างหาก

อย่างไรก็ดีเมื่อใช้งานในช่วงแรก ด้วยความที่ระบบลดทอนเสียงรบกวนของหูฟังรุ่นนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก ถ้าหากใส่ฟังเวลาที่ยังไม่ได้เปิดเพลงอาจจะรู้สึกหูอื้อแปลก ๆ อยู่บ้าง เหมือนเวลาอยู่ในห้องที่เก็บเสียงได้อย่างสงัดหรือห้องเงียบมาก ๆ ทว่าอาการดังกล่าวจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อใช้งานกันจนคุ้นเคย หรือเมื่อเริ่มปล่อยให้มีเสียงดนตรีหรือซาวนด์แทรคภาพยนตร์เข้ามาแทนที่ความเงียบสงัดนั้น

อีกคุณสมบัติที่น่าสนใจคือระบบส่งสัญญาณเสียงแบบไร้สายใน QC35 นั้นเป็นแบบ ‘Low Latency’ กล่าวคือเมื่อใช้งานสำหรับการรับชมคลิปวิดีโอ หนัง หรือเสียงที่มาพร้อมกับภาพเคลื่อนไหว มันจะให้เสียงและภาพที่ตรงกัน ไม่เหลื่อมล้ำกันเช่น เสียงมาช้ากว่าภาพ หรือภาพมาช้ากว่าเสียง

เมื่อใช้งานร่วมกับแอพฯ Bose Connect

เชื่อว่าทางวิศวกรของโบสคงมั่นใจในระบบ NC ของเขามาก เพราะว่าระบบ NC ในหูฟังรุ่นนี้ disable ไม่ได้นะครับ มันจะทำงานตลอดเวลาที่เปิด ON ใช้งาน และมันจะไม่ทำงานในกรณีที่แบตเตอรี่หมดหรือสวิตช์เปิด-ปิดอยู่ที่ตำแหน่ง OFF สองกรณีหลังนี้แม้ว่าระบบ NC จะไม่ทำงาน แต่คุณยังสามารถใช้งาน QC35 ได้อยู่ด้วยโหมดพาสสีฟเหมือนหูฟังมีสายทั่วไป โดยการเสียบใช้งานกับสายหูฟังสำรองที่เขาแถมมาให้ด้วย

ในด้านคุณภาพเสียงหูฟังไร้สายรุ่นนี้ให้รายละเอียดเสียงสะอาดสดใส มีความน่าฟังเป็นธรรมชาติ สามารถถ่ายทอดสัดส่วนชิ้นดนตรีที่สมจริงและมีความเพี้ยนต่ำมาก ตัวเสียงมีมวลเนื้อเสียงอิ่มแน่น ผสมผสานลีลาการทอดน้ำเสียงที่ลื่นไหลนุ่มนวลฟังสบายหู จุดเด่นนี้ทำให้ตลอดเวลาในการใช้งานหูฟัง QC35 นั้น เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ใช้งานได้อย่างความเพลิดเพลินไม่ว่าจะฟังเล่น ๆ หรือฟังจริงจัง อีกทั้งยังมีความสะดวกสบายสมกับชื่อรุ่น เหนือสิ่งอื่นใด QC35 ทำให้ผมรู้สึกดีกับหูฟังระบบไร้สายมากยิ่งขึ้นไปอีก

ด้านคุณภาพเสียงเมื่อเทียบกับหูฟังไร้สายอย่าง SONY MDR-100ABN ที่ผมเพิ่งรีวิวผ่านไปหมาด ๆ พบว่า หูฟังของโซนี่ให้เสียงที่ค่อนข้างจริงจังกว่า ประนีประนอมน้อยกว่า โดยเฉพาะในย่านความถี่เสียงกลางและแหลมที่มีลักษณะเปิดเผยจะแจ้งและมีสมดุลเสียงที่เปิดเผยกว่า และมักฟ้องคุณภาพอันย่ำแย่ของดนตรีที่บันทึกเสียงมาอย่างลวก ๆ อยู่เสมอ ถ้าจะมองหาหูฟังไร้สายที่มีความเป็นมอนิเตอร์อย่างจริงจังหูฟังรุ่นนี้น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี

ขณะที่หูฟัง BOSE QC35 ซึ่งมีความเที่ยงตรงไม่เป็นรองกัน หากแต่ลักษณะน้ำเสียงจะย่อหย่อนความขึงขังจริงจังลงมาประมาณหนึ่ง ถ่ายทอดรายละเอียดของดนตรีออกมาในลักษณะเสียงที่เป็นมิตรต่อโสตประสาท มีสมดุลเสียงที่ดีตลอดทั้งย่านความถี่ บุคลิกเสียงที่สุขุมนุ่มนวล ให้มวลเสียงที่อิ่ม นุ่มเนียน แต่มิได้ละเลยในรายละเอียดความคมชัดหรือแม้แต่เสียงแหลมจากเครื่องเคาะโลหะอันสดใส ทำให้หูฟังรุ่นนี้สามารถเข้ากับดนตรีได้อย่างหลากหลาย บ่งชี้ดนตรีที่บันทึกเสียงมาไม่สมบูรณ์นักในลักษณะ “forgive but not forget”

“forgive but not forget” ในที่นี้หมายความว่า ถึงงานเพลงนั้น ๆ จะบันทึกเสียงมาไม่ดีนัก ถึงจะเป็นการสตรีมจากไฟล์บีบอัดข้อมูลที่ทำรายละเอียดตกหล่นไปพอสมควร หูฟังของโบสก็ยังให้เสียงที่ ‘ฟังเพลินได้ในระดับหนึ่ง’ ในขณะเดียวกันก็ยังแอบฟ้องให้ได้ยินด้วยว่ามันยังบกพร่องตรงไหน เมื่อเทียบกับงานที่บันทึกเสียงดีกว่า หรือไฟล์ที่ไม่ได้ผ่านการบีบอัดข้อมูล คุณสมบัติเช่นนี้ทางเทคนิคอาจจะคิดค้นหาคำตอบกันได้ไม่ยากนัก แต่เชื่อเถอะครับว่าเวลาทำจริงแล้วมันไม่น่าจะง่ายเอาซะเลย

Lose the noise & wires. Lose yourself in the music.
ขณะที่เขียนรีวิวอยู่นี้ผมทราบว่า iPhone 7 ที่เพิ่งออกใหม่ ไม่มีแจ็คหูฟัง 3.5mm แล้ว ซึ่งถ้าคุณเป็นคนที่มีโอกาสได้ลองหูฟังไร้สายคุณภาพดีอย่างผมที่ได้ลองทั้งหูฟังไร้สายของโซนี่และโบส คุณจะคิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องน่าตกใจแต่อย่างใด เพราะคุณภาพของหูฟังไร้สายในยุคนี้มันได้เปลี่ยนความคิดเก่า ๆ ของผมไปโดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของคุณภาพเสียง ตลอดจนการใช้งาน อีกทั้งราคาค่างวดของมันไม่ได้เลยเถิดเกินความเหมาะสมสำหรับสมาร์ทโฟนที่มีราคาแตะสามหมื่นบาท

จากรีวิวนี้ผมสรุปได้ว่า BOSE QC35 เป็นหูฟังไร้สายที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างน่าประทับใจ การเชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธกับอุปกรณ์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์ทำได้อย่างรวดเร็วฉับไวและแน่นอนมาก เป็นหูฟังไร้สายที่น้ำหนักเบาและให้สัมผัสเวลาใช้งานที่สบายหู สามารถใช้งานติดต่อกันได้เป็นเวลานาน การลดทอนเสียงรบกวนจากภายนอกโดยเฉพาะในย่านความถี่ต่ำ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพัดลมแอร์ เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ เสียงลมในบางย่านความถี่หรือเสียงรบกวนอื่น ๆ สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม

ผมชอบประโยคที่ทางโบสใช้โฆษณาหูฟังรุ่นนี้ มันเป็นนิยามสั้น ๆ ที่กระชับและชัดเจน ในโฆษณาเมื่อแปลงเป็นภาษาไทยเขาบอกว่า “หลุดพ้นจากพันธนาการของสายหูฟังและเสียงรบกวน แล้วพาตัวคุณดำดิ่งเข้าไปในดนตรี” จริงอยู่ว่าคำในโฆษณาจะคิดให้สวยหรูอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าหากมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ก็เป็นได้แค่โฆษณาชวนเชื่อจริงไหมครับ สำหรับหูฟังรุ่นนี้ผมเองมีคำตอบในใจแล้วว่ามันเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ ส่วนคุณผู้อ่านเองผมอยากให้หาโอกาสไปลองพิสูจน์ด้วยตัวเองเถิดครับ


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท อัศวโสภณ จำกัด
โทร. 02-266-8136-8, 02-234-6467-8, 02-633-0212-3
ราคา 15,900 บาท

มนตรี คงมหาพฤกษ์

บรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความชอบในงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์