รีวิว Ayre Acoustics : QB-9 DSD

ผมทดสอบ QB-9 เวอร์ชั่นแรกสุดไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2009 ในขณะนั้นช่อง USB ของ ext.DAC ตัวนี้ยังใช้ USB version 1.1 จึงรองรับไฟล์เพลงได้สูงสุดแค่ PCM 24/96 เท่านั้น หลังจากนั้นผ่านไปเกือบสองปี ล่วงมาถึงเดือนเมษายน

ปี 2011 ทาง Ayre Acoustics ได้ทำการอัพเกรด QB-9 ให้สามารถรองรับไฟล์ข้อมูลเพลงได้สูงขึ้นถึงระดับ 24/192 ซึ่งถือว่าเป็น QB-9 เจนเนอเรชั่นที่สอง

การเปลี่ยนแปลงจากเวอร์ชั่นแรก (QB-9 PCM 24/96) มาเป็นเวอร์ชั่นที่สอง (QB-9 PCM 24/192) เกิดขึ้นทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์ คือพวกเขาทำการเปลี่ยนภาค USB receiver ให้เป็น USB 2.0 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ถูกปรับปรุงขึ้นมาจาก USB 1.1 เดิม

ประเด็นสำคัญของการปรับปรุงก็คือ speed ในการส่งถ่ายข้อมูลที่สูงขึ้นมากจาก 12MB/sec. ของมาตรฐาน 1.1 ขึ้นไปเป็น 480MB/sec. สำหรับมาตรฐาน 2.0 นั่นทำให้ QB-9 เจนเนอเรชั่นที่สองปี 2011 สามารถรองรับการส่งผ่านไฟล์ข้อมูลเพลงได้สูงถึงระดับ 24/192

จากเมษายน ปี 2011 ทิ้งเวลามาอีก 27 เดือน ล่วงถึงกรกฎาคม ปี 2013 ท่ามกลางกระแสอันร้อนแรงของฟอร์แม็ต DSD ที่กำลังคุกรุ่นไปทั่วโลก คุณ ชาลี แฮนเซ่น กับทีมเอนจิเนียร์ของ Ayre Acoustics ก็ประกาศอัพเกรด QB-9 อีกครั้งเป็นครั้งที่สาม จุดใหญ่ใจความของพัฒนาการครั้งนี้ก็เพื่อเสริมความสามารถในการรองรับไฟล์ข้อมูลเพลงที่เป็นฟอร์แม็ต DSD นั่นเอง

ดีไซน์ภายนอก+ภายใน
รูปร่างภายนอกของ QB-9 เหมือนกันหมดตั้งแต่เจนเนอเรชั่นแรก QB-9 มาจนถึงเจนเนอเรชั่นที่สาม QB-9 DSD ตัวนี้ ดีไซน์ของตัวถังเครื่องถูกออกแบบมาให้ดูกลมกลืนกับเครื่องเสียงรุ่นอื่นๆ ของ Ayre Acoustics แต่ต่างกันที่ขนาดความกว้างของแผงหน้าที่แคบลงครึ่งหนึ่งของเครื่องมาตรฐาน 17 นิ้ว

ผิวตัวถังเครื่องเป็นอะลูมิเนียมปัดเสี้ยนที่มีเนื้องานเรียบร้อยมาก โชว์ผิวอะลูฯ เพียวๆ ให้ลูบคลำได้เนียนมือโดยไม่มีความบาดคมเลย แผงหน้าเรียบสุดๆ มีแค่จอแสดงผลขนาดใหญ่อยู่กลางแผงหน้าเท่านั้น ไม่มีปุ่ม ไม่มีคอนโทรลใดๆ บนแผงหน้า

อินเตอร์เฟซที่จำเป็นคือขั้วต่ออินพุต USB, ขั้วต่อเอาต์พุตอะนาลอก RCA และ XLR อย่างละหนึ่งคู่, DIP-switch สำหรับปรับตั้งค่า รวมถึงขั้วต่อสายไฟเอซี เหล่านี้ถูกติดตั้งอยู่บนแผงหลังทั้งหมด

1 : ช่องเชื่อมต่อกับระบบควบคุมเฉพาะของ Ayre Acoustics ที่ชื่อว่าระบบ “AyreLink”
2 : ช่องเอาต์พุตสำหรับสัญญาณอะนาลอกเอาต์พุตแบบบาลานซ์ (ขั้วต่อ XLR)
3 : ช่องเอาต์พุตสำหรับสัญญาณอะนาลอกเอาต์พุตแบบอันบาลานซ์ (ขั้วต่อ RCA)
4 : DIP switch
5 : ช่องอินพุต USB
6 : ช่องเสียบสายไฟเอซี

โครงสร้างภาพในตัวเครื่อง QB-9 ประกอบด้วยแผงวงจรหลักๆ อยู่ 2 บอร์ด แผงใหญ่คือบอร์ดที่ติดตั้งวงจรการทำงานของภาค clock, ภาค DAC และภาคอะนาลอก เอาต์พุตอยู่ด้วยกัน

ส่วนแผงเล็กนั้นติดตั้งวงจรที่ทำงานเกี่ยวกับภาค USB receiver อย่างเดียว ซึ่งทั้งสองบอร์ดนี้ได้ถูกแยกไฟเลี้ยงออกจากกันอย่างเด็ดขาด

ที่ขั้วไฟเอซีตรงขาเข้าจะถูกจั๊มแยกไฟออกเป็นสองชุด ส่งจ่ายให้บอร์ดละชุด ชุดหนึ่งไปพันผ่านฟิลเตอร์ก่อนจะย้อนกลับมาเลี้ยงบอร์ด USB receiver อีกชุดไปผ่านทรานฟอร์เมอร์แกน EI ก่อนจะส่งผ่านมาเลี้ยงบอร์ดใหญ่ (ต่อไปจะเรียก ออดิโอ บอร์ด)

จากเจนเนอเรชั่นแรก 2009 (24/96) เป็นเจนเนอเรชั่นที่สอง 2011 (24/192)
ความเปลี่ยนแปลงระหว่าง QB-9 เจนเนอเรชั่นแรก (2009) กับเจนเนอเรชั่นที่สอง (2011) เกิดขึ้นทั้งบนบอร์ด USB receiver และออดิโอ บอร์ด

คือบนบอร์ด USB receiver ของเจนเนอเรชั่นที่สองได้เปลี่ยนชิปที่ทำหน้าที่รองรับไฟล์ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์จากเดิมใช้ของ TI เบอร์ TAS1020B มาเป็นชิปของ XMOS เบอร์ XS1-L1A-TQ128 เป็นชิปที่สามารถสร้างสัญญาณนาฬิกาได้สูงถึง 400MHz เกือบเต็มความสามารถของ USB 2.0 ซึ่งใน ext.DAC รุ่นใหม่ๆ หลายตัวก็ใช้ชิปตัวนี้เหมือนกัน

QB-9 เวอร์ชั่นแรกสุด (ในวงสีเขียวคือภาคอะนาลอก เอาต์พุต)

ส่วนออดิโอ บอร์ดของเจนเนอเรชั่นสองได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากที่วงจรอะนาลอก เอาต์พุต ซึ่งเปลี่ยนมาใช้วงจรเอาต์พุตแบบโบราณที่มีชื่อเรียกว่า Diamond circuit ซึ่งเป็นวงจรอิเล็กทรอนิคที่ใช้เชื่อมโยงระหว่างภาคอะนาลอก เอาต์พุตของภาค DAC ออกไปที่ขั้วต่อ analog out ของตัว QB-9

ว่ากันว่า วงจรอะนาลอกเอาต์พุตแบบ diamond circuit นี้ให้พฤติกรรมในการเชื่อมโยงสัญญาณเอาต์พุตของ DAC ในลักษณะที่คล้ายกับธรรมชาติของสัญญาณดิจิตัล

จึงทำให้สัญญาณอะนาลอกเอาต์พุตของ QB-9 มีความเที่ยงตรงแม่นยำเหมือนสัญญาณอะนาลอกที่ออกมาจากชิป DAC มากที่สุด ไม่ถูกทำให้บิดเบือนไปเพราะการทำงานที่หน่วงช้าของวงจรขยายรูปแบบอื่นๆ

QB-9 เวอร์ชั่นที่สอง (ในวงสีเขียวคือภาคอะนาลอก เอาต์พุต)

ส่วนชิป DAC ที่ใช้ทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นอะนาลอกสำหรับใน QB-9 เจนเนอเรชั่นที่สองก็ยังคงใช้ชิปของยี่ห้อ BurrBrown เบอร์ DSD1976 (ข้อมูลบางที่ระบุเป็นเบอร์ DSD1972A ตรงนี้ถือว่าเป็นการ revise หรือปรับปรุงในระดับ minor change ที่เกิดขึ้นในระหว่างเจนเนอเรชั่น) เหมือนในเจนเนอเรชั่นแรก

และยังคงใช้ชิป Spartan ของ Xilinx เบอร์ XC3S200A เป็นที่เก็บการทำงานของวงจร digital filter แบบ minimum phase, digital volume control รวมถึงฟังท์ชั่นที่ควบคุมการทำงานอื่นๆ ของ QB-9 เอาไว้

ธานี โหมดสง่า

นักเขียนอาวุโสมากประสบการณ์ เจ้าของวลี "เครื่องเสียงและดนตรีคือชีวิต"

ธานี โหมดสง่า