fbpx

รีวิว Audiolab : M-One “อินทิเกรตแอมป์ที่รวมเอา ‘ของดี’ หลาย ๆ อย่างมาไว้ในตัว”

ย้อนเวลากลับไปไม่นาน เมื่อทราบว่าจะได้รีวิวแอมป์รุ่นใหม่ของยี่ห้อออดิโอแล็บ ‘Audiolab’ ผมเกิดความรู้สึกยินดีอย่างประหลาด ผมรู้จักเครื่องเสียงยี่ห้อนี้มาน่าจะนานกว่า 20 ปี มีโอกาสได้ฟังได้ลองเล่นมาก็ไม่น้อย ทว่าผมน่าจะยังไม่เคยรีวิวเครื่องเสียงยี่ห้อนี้เลย… แปลกดีไหมล่ะครับ?

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ตรงหน้าผมและคุณผู้อ่านในขณะนี้ก็คือ เอ็มวัน ‘M-ONE’ อินทิเกรตแอมป์สายเลือดใหม่จากออดิโอแล็บ ซึ่งมีดีไซน์มาในแนวทางเดียวกันกับเครื่องเสียงใน M-DAC Series มีจุดเด่นที่ความกะทัดรัด แต่นั่นอาจจะไม่ใช่สาระสำคัญที่แท้จริงของอินทิเกรตแอมป์รุ่นนี้

เพราะใจความสำคัญของมันคือการเป็นอินทิเกรตแอมป์ในนิยามใหม่ที่มิได้จำกัดตัวเองอยู่กับคุณสมบัติและความสามารถเดิม ๆ ที่หาได้ในอินทิเกรตแอมป์ทั่วไป

นิยามใหม่ของอินทิเกรตแอมป์ยุคดิจิตอล
นิยามแต่เดิมของอินทิเกรตแอมป์คือการรวมตัวกันของปรีแอมป์และเพาเวอร์แอมป์ ฝั่งขาเข้ามีช่องอินพุตจำนวนหนึ่งสำหรับสัญญาณอะนาล็อกระดับ line level หรือ phono สามารถเลือกต่อใช้งานกับ analog source ต่าง ๆ ตามจำนวนของช่องอินพุตที่ให้มา แต่ในปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีเสียงดิจิตอลก้าวหน้าไปมากทั้งในแง่ของรูปแบบการใช้งาน ประสิทธิภาพและคุณภาพเสียง นิยามของอินทิเกรตแอมป์ในยุคดิจิตอลก็เปลี่ยนไป อย่างเช่นใน ออดิโอแล็บ เอ็มวัน

รายละเอียดบนแผงหน้าปัดของเครื่องและ
รีโมตคอนโทรลอินฟราเรดที่สามารถควบคุมสั่งงานได้แทบไม่ต่างกัน

ภายใต้รูปลักษณ์ที่มีความเป็นออดิโอแล็บโดยดีไซน์ อินทิเกรตแอมป์รุ่น เอ็มวัน มาพร้อมกับตัวเครื่องที่ทำจากโลหะอะลูมิเนียม มีให้เลือกทั้งสีขาวซิลเวอร์และสีดำ ตัวเครื่องเป็นขนาดย่อส่วนหรือ desktop size ความกว้างตัวเครื่องเหลือเพียงครึ่งเดียวของเครื่องเสียงแยกชิ้นโดยปกติทั่วไปแล้วไปเพิ่มขึ้นทางด้านความสูงของตัวเครื่องแทน (ขนาดเครื่อง 114mm x 247mm x 292mm, หนัก 5.5 กิโลกรัม)

ทำให้มันเป็นเครื่องเสียงไฮไฟที่ประหยัดพื้นที่จัดวาง วางบนโต๊ะทำงานก็ได้ บนชั้นวางเครื่องเสียงตามปกติก็ดี ดีไซน์แผงหน้าปัดเป็นแบบสมมาตร ไล่จากซ้ายไปขวาเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 6.3mm, ปุ่มหมุนเลือกอินพุต ถ้ากดลงไปจะเป็นปุ่มเข้าเมนูตั้งค่าของเครื่อง, จอแสดงผลแบบ OLED สีขาว แสดงผลแบบกราฟฟิก ปรับความสว่างได้ 3 ระดับ (สว่างมาก, สว่างน้อย และปิดการแสดงผล), ปุ่มหมุนปรับระดับเสียง เมื่อกดลงไปจะเป็นฟังก์ชั่นเงียบเสียง (Mute) และขวาสุดจะเป็นปุ่มเปิด/ปิด (Power on / Standby) แบบกึ่งสัมผัสที่จะทำงานร่วมกับปุ่ม Power แบบฮาร์ดสวิตช์ที่ด้านหลังเครื่อง

ฟังก์ชั่นใช้งานทั้งหมดสามารถควบคุมได้จากรีโมตคอนโทรลอินฟราเรดขนาดเล็กที่ออกแบบปุ่มกดมาให้ใช้งานได้อย่างสะดวกมือพอสมควร

ขั้วต่อสัญญาณทั้งหมดด้านหลังเครื่อง วางตำแหน่งชัดเจน ใช้งานสะดวก

ขนาดที่เล็กลงของอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้เรียกได้ว่าเล็กแต่ตัว เพราะมันแทบจะไม่กระทบต่อคุณสมบัติหรือความสามารถของมันเลย ออดิโอแล็บ เอ็มวัน มาพร้อมกับอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาล็อกสเตริโอจำนวน 2 ชุด (AUX1, AUX2) ใช้งานได้เหมือนอินพุตไลน์ในอินทิเกรตแอมป์ทั่วไป อินพุตสำหรับสัญญาณดิจิตอลทั้งแบบต่อสาย (USB A for apple devices, USB B for computer, Coaxial, Optical) และอินพุตดิจิตอลสำหรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย (aptX Bluetooth) เสาอากาศสีดำต้นเล็ก ๆ ด้านหลังเครื่องก็เป็นเสาสำหรับสัญญาณบลูทูธนี่แหละครับ

ด้านภาคขยายเสียงอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้มาพร้อมกับวงจรขยายเสียง Class AB กำลังขับข้างละ 40 วัตต์ เมื่ออ้างอิงที่โหลด 8 โอห์ม และเพิ่มขึ้นเป็น 60 วัตต์เมื่ออ้างอิงที่โหลด 4 โอห์ม ช่วงความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 10Hz-30kHz (-3dB) สัญญาณเสียงส่งออกไปทางขั้วต่อสายลำโพงชนิดขันหนีบแบบไบดิ้งโพสต์ แน่นหนาแข็งแรงตามธรรมเนียมเครื่องเสียงไฮไฟคุณภาพสูง

Technical Insight
ด้วยพื้นที่อันจำกัดดีไซน์วงจรภายในเครื่องของ ออดิโอแล็บ เอ็มวัน เป็นลักษณะการแบ่งแยกออกเป็นโมดูลย่อย ๆ มีบางส่วนวางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ อย่างเป็นระเบียบ อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่ใช้ในวงจรเป็นอุปกรณ์เกรดดีที่มักจะพบเห็นได้ในเครื่องเสียงระดับกลางถึงระดับสูง ภาคจ่ายไฟทั้งส่วนหลักและส่วนย่อย ๆ โดยเฉพาะของวงจรที่เกี่ยวกับสัญญาณเสียงโดยตรงเป็นภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์เพาเวอร์ซัพพลายสัญญาณรบกวนต่ำ (low-noise linear power supply) และหม้อแปลงแบบวงแหวน (shielded, precision-wound toroidal transformer) ตัวเขื่อง

ภาคขยายเสียงทั้งหมดก็เป็นวงจรแบบลิเนียร์เช่นกัน อุปกรณ์ส่วนใหญ่ในวงจรขยายเป็นแบบดีสครีตคอมโพเนนท์ แต่เนื่องจากวงจรส่วนนี้อยู่ในจุดค่อนข้างมิดชิดไม่เปิดโอกาสให้เข้าถึงโดยสะดวก รายละเอียดเท่าที่ทราบเลยมีเพียงภาพรวมราว ๆ ประมาณนี้

สำหรับวงจรภาคดิจิตอล โดยเฉพาะดิจิตอลโปรเซสเซอร์ ทราบว่าทางออดิโอแล็บเลือกใช้ชิพ DAC รุ่นดังจาก ESS Technology นั่นคือES9018 K2M ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่มีโมดูล DAC 2 โมดูลในชิพหนึ่งตัว ย่อส่วนมาจากชิพรุ่นยอดนิยมในโปรเซสเซอร์ระดับไฮเอนด์อย่าง ES9018 ซึ่งมีโมดูล DAC ถึง 8 โมดูลในชิพหนึ่งตัว และเป็นชิพที่ถูกเลือกใช้งานอยู่ในดิจิตอลโปรเซสเซอร์รุ่นเรือธงของออดิโอแล็บอย่างรุ่น เอ็มแด็คพลัส (M-DAC+) ES9018 K2M คือหัวใจหลักของวงจรในส่วนนี้

ส่งผลให้ทางช่องอินพุต USB B สามารถรองรับสัญญาณเสียงรายละเอียดสูงในระดับสูงสุดที่ 32bit/384kHz สำหรับสัญญาณ PCM และ DSD256 สำหรับสัญญาณ DSD

เมื่อต่อใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ประเภท network audio bridge ที่รองรับสัญญาณเหล่านั้นด้วย สำหรับทางช่องอินพุตดิจิตอลอื่น ๆ อย่าง Coaxial และ Optical ก็รองรับสัญญาณเสียงรายละเอียดสูงด้วยเช่นกัน โดยรองรับสัญญาณเสียงฟอร์แมต PCM สูงสุดถึงระดับ 32bit/192kHz

นอกจากเอาต์พุตที่เป็นสัญญาณเสียงต่อออกลำโพงแล้ว ออดิโอแล็บ เอ็มวัน ยังมีช่องเสียบหูฟังที่ใช้ภาคขยายหูฟังแบบแยกต่างหากด้วยครับ วงจรในส่วนนี้ตามข้อมูลจากผู้ผลิตแจ้งว่าเป็นวงจรเดียวกับที่อยู่ในเครื่องเสียงรุ่น เอ็มแด็ค (M-DAC) และเอ็มแด็คพลัส (M-DAC+) ของออดิโอแล็บเอง

แมตชิ่งกับลำโพงเรื่องสำคัญของแอมป์ที่มีกำลังขับแบบพอเพียง
ด้วยกำลังขับ 40 วัตต์ต่อข้าง จะว่าเยอะจนเหลือเฟือก็ไม่ใช่ จะว่าน้อยจนอัตคัดก็ไม่ถูกอีก เพราะอันที่จริงด้วยกำลังขับประมาณนี้ถือว่าอยู่ในระดับพอเพียง แต่การหาลำโพงมาเข้าคู่อาจจำเป็นต้องเลือกเฟ้นกันสักหน่อย

ในระหว่างที่รีวิวนี้มีลำโพงอยู่ 2 คู่ที่ผมเลือกใช้เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าแมตช์กันดีกับ ออดิโอแล็บ เอ็มวัน คู่แรกคือลำโพงยี่ห้อ PSB รุ่น Imagine XB อีกคู่คือลำโพงยี่ห้อ Mission รุ่น LX2

ขับลำโพง Mission LX2 เด่นที่ความโอ่อ่า ความสง่าผ่าเผยของเวทีเสียง

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ ออดิโอแล็บ เอ็มวัน เมื่อจับคู่กับลำโพงที่ฟังแล้วว่าแมตช์กัน มันแทบไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนบุคลิกหรือลักษณะเสียงของลำโพงเลยแม้แต่น้อย เมื่อจับคู่กับลำโพงของ PSB ดุลเสียงทั้งหมดจะสว่างกว่าการจับคู่กับลำโพงของ Mission เล็กน้อย

ภาพรวมของตัวเสียงมีความกระชับ เด่นที่โฟกัสและมิติของเสียง ฟังกับดนตรีแจซหรือดนตรีน้อยชิ้นที่เด่นเรื่องของปฏิสัมพันธ์กันภายในวง จะเพลินมาก มันเป็นเสียงที่ชัด สด และจะแจ้ง ขยับไปฟังเพลงแนวอื่นก็ไม่ได้มีอะไรให้อึดอัดขัดใจเพราะพื้นฐานถือว่ามาได้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว เสียงร้องเด่นมากเรื่อง sibilance หรือมวลลมที่รอดไรฟันและเสียงเล็กเสียงน้อยที่เกิดขึ้นบริเวณริมฝีปาก

ขับลำโพง PSB Imagine XB เด่นที่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างแต่ละเสียง

เมื่อสลับมาฟังกับลำโพงของ Mission ดุลเสียงโดยรวมซอฟต์ลงมา เนื้อเสียงอิ่มขึ้นเล็กน้อย มิติเวทีเสียงเด่นไปทางเรื่องของขนาด ความโอ่อ่ามากกว่าจะเน้นที่มิติและบรรยากาศของปฏิสัมพันธ์กันภายในวงอย่างตอนที่ฟังลำโพง PSB เสียงรร้องลดดีกรีของรายละเอียดบริเวณริมฝีมากลงมาเล็กน้อย แต่ไปเด่นที่มวลเนื้อเสียงที่เกิดจากช่องอก (chest tone) ในเสียงนักร้องชายหรือคีย์ต่ำของนักร้องหญิง จะมีลักษณะดังกล่าวโดดเด่นขึ้นมา

ขยับไปฟังดนตรีประเภทนิวเอจที่มีความโอ่อ่าของชิ้นดนตรีและเวทีเสียง จะเป็นอะไรที่ฟังดูโดดเด่นเป็นพิเศษจริง ๆ ครับ ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่าตัวอินเกรตแอมป์ แทบไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนบุคลิกของลำโพงเลย แต่กลับเปิดโอกาสให้ลำโพงแต่ละรุ่นแสดงตัวตนของมันออกมา

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของอุปกรณ์ขยายเสียง เพราะว่านั่นคือหน้าที่หลักของมัน เปลี่ยนลำโพงไปก็แค่เปลี่ยน ‘รสชาติ’ ของเสียงเท่านั้น แต่ความเป็นดนตรี ความไพเราะน่าฟัง ยังคงอยู่ตรงหน้าผมนี่เอง ลำโพงเล็กที่มีความไวไม่ต่ำกว่าลำโพง 2 รุ่นนี้ (ไม่ต่ำกว่า 85-87dB) และมีอิมพิแดนซ์ 6-8 โอห์ม มีโอกาสจะใช้งานกับอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้ได้อย่างราบรื่น นอกเหนือจากนี้คงต้องพิจารณาเรื่องความเข้ากันได้ (matching) ให้ถ้วนถี่เสียก่อน

อินพุตอะนาล็อกและอินพุตดิจิตอลแบบไร้สาย
โดยส่วนตัวในฐานะที่ปัจจุบันเล่น source ที่เป็นดิจิตอลมากกว่าอะนาล็อก ผมจึงมองว่าอินพุตอะนาล็อกของอินทิเกรตแอมป์รุ่นนี้ดูเหมือนเป็นส่วนเสริมให้มันยังรองรับกับเทคโนโลยีเก่าที่ยังมีความต้องการอยู่เท่านั้นเอง เพราะเมื่อเทียบกับความสามารถทางด้านอินพุตดิจิตอลมันเป็นอะไรที่เห็นได้ชัดว่า “ได้รับการให้ความสำคัญมากกว่า”

อย่างไรก็ดีนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าอินพุตอะนาล็อกของมันจะไม่มีอะไรน่าสนใจเอาเสียเลย ผมมองว่าอินพุตอะนาล็อกของแอมป์ตัวนี้ถ้าจะให้ได้ความสมบูรณ์ แนะนำให้เล่นกับ source ที่เล่นโดยตรงจากตัว ออดิโอแล็บ เอ็มวันเองไม่ได้ อย่างเช่น สตรีมเมอร์ หรือชุดเครื่องเล่นแผ่นเสียง (เทิร์นเทเบิ้ล+โฟโนปรีแอมป์)

ด้านหลังเครื่อง ต่อใช้งานกันแบบแน่น ๆ ยังไม่ครบทุกช่องเลย!

ซึ่งในรีวิวนี้ผมใช้งานอินพุตอะนาล็อกโดยเชื่อมต่อมันกับเน็ทเวิร์คสตรีมเมอร์ยี่ห้อ BlueSound รุ่น Node 2 ซึ่งสามารถสตรีมเพลงจากได้ทั้ง local music server และ online music server คุณภาพสูงอย่าง TIDAL การเชื่อมต่อก็เรียบง่ายตรงไปตรงมาครับ เอาต์พุตอะนาล็อกจาก Node 2 ต่อผ่านสายสัญญาณ Nordost Blue Heaven Leif มาเข้าที่อินพุต AUX 1

จากการใช้งานออดิโอแล็บ เอ็มวัน ร่วมกับลำโพงทั้ง 2 รุ่นดังกล่าว ผมพบว่าเสียงของแอมป์รุ่นนี้ขึ้นอยู่กับลำโพงที่จะนำมาใช้ด้วยกันเป็นสำคัญ เมื่อได้ขับลำโพงที่เข้ากันได้เช่นนี้ ตัวมันเองแทบจะไม่มีเสียงที่เป็นบุคลิกเฉพาะตัว (หมายถึงมีน้อยมากเสียจนไม่ต้องนำมาใส่ใจ)

ผมยังพบว่าออดิโอแล็บ เอ็มวันขับ ลำโพงของ PSB ได้ง่ายกว่าขับลำโพง MISSON เล็กน้อย (ฟังเพลงเดียวกัน จากวอลุ่ม -9dB ขยับลงเป็น -11dB) ใช้กำลังขับน้อยลงแต่เสียงที่ได้เปิดเผยมากขึ้น ให้มิติโฟกัสที่เด่นชัดแม้ว่าภาพรวมของแต่ละเสียงจะมีเนื้อหนังที่กะทัดรัดมากขึ้น แต่ก็ยังจัดว่าสมส่วนอยู่

หลังจากการ fine tune ทั้งระบบแล้ว เสียงที่ได้จากซิสเตมขนาดเล็กอย่างนี้ เป็นอะไรที่ค่อนข้างถูกจริตผมเอาเสียมาก ๆ มันทำให้ลำโพงที่ให้เสียงในโทนเปิดเผยคู่นี้ยังอยู่ในการควบคุมที่ดี ขณะเดียวกันตัวแอมป์เองก็มีโอกาสได้ปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างเต็มที่ ให้เสียงที่ฟังดีมีสาระและน่าทึ่งพอดู

อย่างเช่นกลุ่มเครื่องเป่าในเพลงแรก ‘España – Rhapsody for Orchestra’ จากอัลบั้ม España โดยศิลปิน Alfredo Campoli, London Symphony Orchestra, Ataúlfo Argenta (TIDAL, lossless cd quaity) มันเป็นเสียงเครื่องลมทองเหลืองที่ชัด สด และมีพลังหนักแน่นเอามาก ๆ รายละเอียดดังกล่าวทำให้ผมถึงกับต้องบันทึกเป็นหมายเหตุเอาไว้เลยว่า “ออดิโอแล็บ เอ็มวัน เป็นลิเนียร์แอมป์ที่ตอบสนอง dynamic transient ได้ดีมาก” ไม่ว่าจะฟังจากเอาต์พุตลำโพงหรือว่าหูฟัง

สำหรับการเชื่อมต่อโดยผ่านบลูทูธสามารถทำได้อย่างราบรื่นตั้งแต่การจับคู่กับอุปกรณ์สมาร์ทโฟนทั้งแอนดรอยด์และไอโอเอส เชื่อมต่อได้เร็วและมีความเสถียร ที่สำคัญสุ้มเสียงที่ออกมานั้นดีเกินคาด อย่างน้อยเมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่สตรีมเพลงมาฟังผ่านระบบออนไลน์มันสามารถแยกแยะคุณภาพเสียงในการสตรีมของผู้ให้บริการแต่ละรายได้ ‘อย่างชัดเจน’

นอกจากนั้น มันยังทำให้ดนตรีอาร์แอนด์บีของ Alicia Keys จาก TIDAL ฟังสนุกกว่าที่ผมเคยได้ยินจากซิสเตมขนาดเล็กอื่น ๆ… สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมนี้มันเป็นอะไรที่เล็กแต่ตัวจริง ๆ

อินพุตดิจิตอลรายละเอียดสูง
พิจารณาจากหลาย ๆ องค์ประกอบ ผมว่าการออกแบบอินทิเกรตแอมป์รุ่นนี้ทีมวิศวกรของออดิแล็บ ค่อนข้างให้ความสำคัญกับอินพุตในกลุ่มดิจิตอลรายละเอียดสูงเป็นพิเศษโดยเฉพาะอินพุต USB-B ที่มีการเชื่อมต่อในโหมดอะซิงโครนัส (low jitter) และเปิดโอกาสให้เล่นไฟล์เสียงรายละเอียดสูงได้ทั้ง PCM และ DSD คุณสมบัติในส่วนนี้ของอินทิเกรตแอมป์เอ็มวัน บางครั้งก็ทำให้ผมสับสนว่าตกลงมันเป็นอินทิเกรตแอมป์ที่มี DAC ในตัว หรือว่าเป็นดิจิตอลโปรเซสเซอร์ที่มีภาคขยายเสียงในตัวกันแน่?

ลองฟัง DSD128 (5.6MHz) ทางอินพุต USB-B สุ้มเสียงดีมาก ๆ

การใช้งานช่องอินพุตนี้ผมเลือกใช้ Clef Audio รุ่น Zero One ทำหน้าที่แทนคอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อกับอินพุต USB-B ของเอ็มวันด้วยสายยูเอสบี Nordost BlueHeaven USB เสียงที่ผมได้ยินจากเพลง ‘Gorgia on my mind’ จากอัลบั้ม Audiophile Reference IV (FIM, SACD rip) หรือเสียงโซโล่แซกโซโฟนแบบเพียว ๆ ในเพลง ‘Lover Man (Oh Where Can You Be)’ จากอัลบั้ม New York Album ของ Art Pepper (DSD64) หรือกับดนตรีเต็มวงในเพลง A Night In Tunisia จากอัลบั้มเดียวกัน ได้ช่วยตอกย้ำว่าออดิโอแล็บ เอ็มวัน เป็นแอมป์ที่มีการตอบสนองต่อเสียงได้อย่างฉับไว มีความสด ความสมจริง ขณะเดียวกันก็ยังรักษาสมดุลของเนื้อเสียงเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

เรื่องหนึ่งที่ผมค่อนข้างเพ่งเล็งเป็นพิเศษจนเกือบจะก้าวล่วงเข้าไปในขอบเขตของการจับผิดก็คือ ‘การให้มวลเนื้อเสียง’ หลายครั้งที่ผมพบว่าแอมป์ที่มีกำลังขับไม่ได้เผื่อเหลือเผื่อขาดมากนักอย่างนี้มักจะต้องแลกเปลี่ยนระหว่างความสดใส ฉับไว กับความเต็มอิ่มของเนื้อเสียง คือถ้าดีด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งมักจะด้อยไปเลย หรืออย่างดีก็แค่พอรับได้ แต่กับอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้มันไม่ได้มีลักษณะเช่นนั้น บ่อยครั้งที่ผมมักจะใช้เพลง ‘La Chanson Des Vieux Amants’ จากอัลบั้ม Chanson : The Space in Between ของศิลปิน Barb Jungr

ในการจับผิดคุณลักษณะดังกล่าว กับออดิโอแล็บ เอ็มวัน ผมฟังเพลงนี้ทั้งในไฟล์ฟอร์แมต CD rip 16/44.1, ไฟล์ PCM 24/192 และไฟล์ DSD (ไม่ต้องแปลกใจนะครับว่าทำไมผมถึงมีหลายเวอร์ชั่น งานชุดนี้เป็นหนึ่งในอัลบั้มโปรดของผมครับ) นอกจากลักษณะเสียงที่แตกต่างกันของไฟล์ในแต่ละฟอร์แมต ผมไม่พบความผิดปกติในน้ำเสียงและเนื้อเสียงเลย ทั้งเสียงร้องและเสียงเปียโน มันเป็นเสียงที่จริงจัง ขึงขัง และมีความผ่อนปรนลื่นไหลไปตามจังหวะของเพลง สัดส่วนของทั้งสองสิ่งนี้ก็แปรเปลี่ยนไปบ้างตามลักษณะเสียงของไฟล์ในแต่ละฟอร์แมต น่าทึ่งเหลือเกินสำหรับอินทิเกรตแอมป์ตัวเล็ก ๆ อย่างนี้

การใช้งานในซิสเตมเล็ก ๆ อย่างนี้นอกจากจะถ่ายทอดรายละเอียดดังกล่าวออกมาได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว เสียงที่ได้จากฟอร์แมตซีดีในเพลงดังกล่าว เป็นเสียงที่มีลักษณะนุ่มนวลและมีภาพรวมของเสียงหม่นที่สุด ฟอร์แมต PCM 24/192 มีความจริงจัง ขึงขัง และรุกเร้า ขณะที่ฟอร์แมต DSD ของอัลบั้มนี้ให้ภาพรวมของเสียงที่สดใส สว่างสุกใสกว่าฟอร์แมตซีดี

ขณะเดียวกันความรุกเร้าจริงจังดูเหมือนจะหย่อนลงมาจากฟอร์แมต PCM พอสมควร ทำให้ฟังแล้วอาจจะไม่ตื่นเต้นเท่า ฟังผ่อนคลายเป็นธรรมชาติกว่า ในขณะที่ยังคงได้ยินรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นรองฟอร์แมต PCM 24/192 เลย อีกเพลงที่สามารถใช้พิสูจน์ทราบคุณสมบัตินี้ได้ง่ายมากก็คือ ‘Why Can’t We Live Together’ จากอัลบั้ม Meet Me in London (PCM 24/192)

การตั้งค่าในแอพฯ roon บน Windows 10 สำหรับเล่นไฟล์ DSD256
ผ่านเอาต์พุต Native ASIO ของเอ็มวัน อย่าลืมเลือกใช้เอาต์พุต
‘IUSBAudio ASIO Driver’ ซึ่งเป็นไดรเวอร์ที่มาจากทางออดิโอแล็บเอง

ความน่าประทับใจการเล่นอินพุต USB ของอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้ โดยเฉพาะกับไฟล์ฟอร์แมต DSD ทำให้มากกว่าครึ่งหนึ่งของเวลาที่ใช้ในการรีวิวแอมป์ตัวนี้เป็นการฟังจากไฟล์ DSD และตั้งค่า DSD Filter ในเมนูของเครื่องตั้งไว้ที่ 70kHz เพื่อให้เสียงที่ออกมามีความอิสระเป็นธรรมชาติมากที่สุด

นอกจากเสียงเครื่องเป่าและเปียโนในดนตรีแจ๊ซ เมื่อขยับไปฟังเพลงแนวอื่นอย่างเพลง ‘Hard Times Come Again No More’ จากอัลบั้ม Appalachian Journey (DSD64) สมดุลเสียงที่ผมเคยได้ยินจากแอมป์ตัวนี้ และเครื่องเสียงที่ใช้ทดสอบชุดนี้ก็ยังรักษาสมดุลเอาไว้ได้อย่างมั่นคงแน่นอน

มันชัดเจนเสียจนผมสามารถสรุปได้ว่านี่คือ ความสามารถในการไดร์ฟและควบคุมลำโพงที่เข้ากับมันได้เป็นอย่างดี อีกเพลงหนึ่งที่ฟังได้ไพเราะกับซิสเตมนี้คือเพลง ‘Wooden Heart’ และ ‘In The Ghetto’ จากอัลบั้ม Love Me Tender (PCM 24/96) โดยศิลปิน Barb Jungr

ลองฟัง DSD256 (11.2MHz) ความสามารถระดับนี้ USB DAC แยกชิ้นบางรุ่นยังทำไม่ได้! หมายเหตุสำหรับอินพุต USB-B นี้ตามสเปคฯ ที่ระบุว่ารองรับไฟล์ DSD ไปจนถึงระดับ DSD256 (sample rate 11.2MHz) นั้น เมื่อลองเล่นกันจริง ๆ ที่ DSD256 นั้นมีเงื่อนไขว่าต้องเล่นแบบ Native DSD เท่านั้น

นั่นคือใช้คอมพิวเตอร์ Windows (ในที่นี้ผมใช้ Windows 10 Pro และติดตั้งไดรเวอร์ยูเอสบีจากออดิโอแล็บ) และโปรแกรมเล่นเพลงที่รองรับอย่างเช่น Roon หรือ Jriver Media Center (ในที่นี้ผมใช้ Roon) ส่วนการเล่นบนคอมพิวเตอร์ Mac OS หรือ Linux-based อย่าง Zero One ซึ่งเล่นไฟล์ DSD ได้แต่ในโหมด DoP (DSD over PCM) นั้นสามารถเล่นได้สูงสุดแค่ DSD128 (5.6MHz) เท่านั้น เพราะเป็นข้อจำกัดของโปรโตคอล DoP เอง

ความเห็นโดยสรุป
ผมมีความรู้สึกประทับใจในอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้แบบค่อยเป็นค่อยไปโดยเฉพาะในด้าน ‘คุณภาพเสียง’ แม้ว่าดีไซน์และคุณสมบัติต่าง ๆ ของมันจะค่อนข้างโดดเด่นจนถือได้ว่าเป็นอินทิเกรตแอมป์สมัยใหม่โดยแท้จริงก็ตาม แต่นั่นก็ยังสำคัญไม่เท่าเรื่องของ ‘เสียง’ กำลังขับ 40 วัตต์ของมันเมื่อลองใช้งานจริงต้องบอกว่าเพียงพอสำหรับลำโพงขนาดเล็กทั่วไป ไม่ได้รู้สึกว่ามีข้อจำกัดอะไรมากมายนัก

นอกจากนั้นอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้ไม่ได้มีดีแค่ออพชั่นหรือลูกเล่นต่าง ๆ มันมีดีที่เสียงในแบบที่เราคาดหวังได้จากเครื่องเสียงไฮไฟคุณภาพดี เป็นการถ่ายทอดน้ำเสียงที่มีลักษณะเปิดเผยอีกทั้งยังมีการแจกแจงในรายละเอียดส่วนย่อยต่าง ๆ อย่างมีเสน่ห์น่าฟังเฉกเช่นเดียวกับเครื่องเสียงชั้นดีทั้งหลาย…

ดังนั้นเมื่อพิจารณากันตั้งแต่รูปร่างหน้าตาจนถึงคุณสมบัติของการเป็นอินทิเกรตแอมป์ที่รวมเอา ‘ของดี’ หลาย ๆ อย่างมาไว้ในตัวแล้ว แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะไม่แนะนำให้เก็บอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้ไว้พิจารณา โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหาเครื่องเสียงง่าย ๆ แต่ได้อะไรที่ ‘คุ้มค่า’ ไม่ว่าจะพิจารณาตรงจุดใดเช่นนี้


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท ไฮไฟ ทาวเวอร์ จำกัด
โทร. 0-2881-7273
ราคา 39,990 บาท (ราคาโปรโมชั่น)

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังเห่อระบบเสียง Lossless ใน Apple Music และงานบ้าน D.I.Y.