รีวิว Audiolab : M-One

ย้อนเวลากลับไปไม่นาน เมื่อทราบว่าจะได้รีวิวแอมป์รุ่นใหม่ของยี่ห้อออดิโอแล็บ ‘Audiolab’ ผมเกิดความรู้สึกยินดีอย่างประหลาด ผมรู้จักเครื่องเสียงยี่ห้อนี้มาน่าจะนานกว่า 20 ปี มีโอกาสได้ฟังได้ลองเล่นมาก็ไม่น้อย ทว่าผมน่าจะยังไม่เคยรีวิวเครื่องเสียงยี่ห้อนี้เลย… แปลกดีไหมล่ะครับ?

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ตรงหน้าผมและคุณผู้อ่านในขณะนี้ก็คือ เอ็มวัน ‘M-ONE’ อินทิเกรตแอมป์สายเลือดใหม่จากออดิโอแล็บ ซึ่งมีดีไซน์มาในแนวทางเดียวกันกับเครื่องเสียงใน M-DAC Series มีจุดเด่นที่ความกะทัดรัด แต่นั่นอาจจะไม่ใช่สาระสำคัญที่แท้จริงของอินทิเกรตแอมป์รุ่นนี้

เพราะใจความสำคัญของมันคือการเป็นอินทิเกรตแอมป์ในนิยามใหม่ที่มิได้จำกัดตัวเองอยู่กับคุณสมบัติและความสามารถเดิม ๆ ที่หาได้ในอินทิเกรตแอมป์ทั่วไป

นิยามใหม่ของอินทิเกรตแอมป์ยุคดิจิตอล
นิยามแต่เดิมของอินทิเกรตแอมป์คือการรวมตัวกันของปรีแอมป์และเพาเวอร์แอมป์ ฝั่งขาเข้ามีช่องอินพุตจำนวนหนึ่งสำหรับสัญญาณอะนาล็อกระดับ line level หรือ phono สามารถเลือกต่อใช้งานกับ analog source ต่าง ๆ ตามจำนวนของช่องอินพุตที่ให้มา แต่ในปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีเสียงดิจิตอลก้าวหน้าไปมากทั้งในแง่ของรูปแบบการใช้งาน ประสิทธิภาพและคุณภาพเสียง นิยามของอินทิเกรตแอมป์ในยุคดิจิตอลก็เปลี่ยนไป อย่างเช่นใน ออดิโอแล็บ เอ็มวัน

รายละเอียดบนแผงหน้าปัดของเครื่องและ
รีโมตคอนโทรลอินฟราเรดที่สามารถควบคุมสั่งงานได้แทบไม่ต่างกัน

ภายใต้รูปลักษณ์ที่มีความเป็นออดิโอแล็บโดยดีไซน์ อินทิเกรตแอมป์รุ่น เอ็มวัน มาพร้อมกับตัวเครื่องที่ทำจากโลหะอะลูมิเนียม มีให้เลือกทั้งสีขาวซิลเวอร์และสีดำ ตัวเครื่องเป็นขนาดย่อส่วนหรือ desktop size ความกว้างตัวเครื่องเหลือเพียงครึ่งเดียวของเครื่องเสียงแยกชิ้นโดยปกติทั่วไปแล้วไปเพิ่มขึ้นทางด้านความสูงของตัวเครื่องแทน (ขนาดเครื่อง 114mm x 247mm x 292mm, หนัก 5.5 กิโลกรัม)

ทำให้มันเป็นเครื่องเสียงไฮไฟที่ประหยัดพื้นที่จัดวาง วางบนโต๊ะทำงานก็ได้ บนชั้นวางเครื่องเสียงตามปกติก็ดี ดีไซน์แผงหน้าปัดเป็นแบบสมมาตร ไล่จากซ้ายไปขวาเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 6.3mm, ปุ่มหมุนเลือกอินพุต ถ้ากดลงไปจะเป็นปุ่มเข้าเมนูตั้งค่าของเครื่อง, จอแสดงผลแบบ OLED สีขาว แสดงผลแบบกราฟฟิก ปรับความสว่างได้ 3 ระดับ (สว่างมาก, สว่างน้อย และปิดการแสดงผล), ปุ่มหมุนปรับระดับเสียง เมื่อกดลงไปจะเป็นฟังก์ชั่นเงียบเสียง (Mute) และขวาสุดจะเป็นปุ่มเปิด/ปิด (Power on / Standby) แบบกึ่งสัมผัสที่จะทำงานร่วมกับปุ่ม Power แบบฮาร์ดสวิตช์ที่ด้านหลังเครื่อง

ฟังก์ชั่นใช้งานทั้งหมดสามารถควบคุมได้จากรีโมตคอนโทรลอินฟราเรดขนาดเล็กที่ออกแบบปุ่มกดมาให้ใช้งานได้อย่างสะดวกมือพอสมควร

ขั้วต่อสัญญาณทั้งหมดด้านหลังเครื่อง วางตำแหน่งชัดเจน ใช้งานสะดวก

ขนาดที่เล็กลงของอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้เรียกได้ว่าเล็กแต่ตัว เพราะมันแทบจะไม่กระทบต่อคุณสมบัติหรือความสามารถของมันเลย ออดิโอแล็บ เอ็มวัน มาพร้อมกับอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาล็อกสเตริโอจำนวน 2 ชุด (AUX1, AUX2) ใช้งานได้เหมือนอินพุตไลน์ในอินทิเกรตแอมป์ทั่วไป อินพุตสำหรับสัญญาณดิจิตอลทั้งแบบต่อสาย (USB A for apple devices, USB B for computer, Coaxial, Optical) และอินพุตดิจิตอลสำหรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย (aptX Bluetooth) เสาอากาศสีดำต้นเล็ก ๆ ด้านหลังเครื่องก็เป็นเสาสำหรับสัญญาณบลูทูธนี่แหละครับ

ด้านภาคขยายเสียงอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้มาพร้อมกับวงจรขยายเสียง Class AB กำลังขับข้างละ 40 วัตต์ เมื่ออ้างอิงที่โหลด 8 โอห์ม และเพิ่มขึ้นเป็น 60 วัตต์เมื่ออ้างอิงที่โหลด 4 โอห์ม ช่วงความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 10Hz-30kHz (-3dB) สัญญาณเสียงส่งออกไปทางขั้วต่อสายลำโพงชนิดขันหนีบแบบไบดิ้งโพสต์ แน่นหนาแข็งแรงตามธรรมเนียมเครื่องเสียงไฮไฟคุณภาพสูง

Technical Insight
ด้วยพื้นที่อันจำกัดดีไซน์วงจรภายในเครื่องของ ออดิโอแล็บ เอ็มวัน เป็นลักษณะการแบ่งแยกออกเป็นโมดูลย่อย ๆ มีบางส่วนวางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ อย่างเป็นระเบียบ อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่ใช้ในวงจรเป็นอุปกรณ์เกรดดีที่มักจะพบเห็นได้ในเครื่องเสียงระดับกลางถึงระดับสูง ภาคจ่ายไฟทั้งส่วนหลักและส่วนย่อย ๆ โดยเฉพาะของวงจรที่เกี่ยวกับสัญญาณเสียงโดยตรงเป็นภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์เพาเวอร์ซัพพลายสัญญาณรบกวนต่ำ (low-noise linear power supply) และหม้อแปลงแบบวงแหวน (shielded, precision-wound toroidal transformer) ตัวเขื่อง

ภาคขยายเสียงทั้งหมดก็เป็นวงจรแบบลิเนียร์เช่นกัน อุปกรณ์ส่วนใหญ่ในวงจรขยายเป็นแบบดีสครีตคอมโพเนนท์ แต่เนื่องจากวงจรส่วนนี้อยู่ในจุดค่อนข้างมิดชิดไม่เปิดโอกาสให้เข้าถึงโดยสะดวก รายละเอียดเท่าที่ทราบเลยมีเพียงภาพรวมราว ๆ ประมาณนี้

สำหรับวงจรภาคดิจิตอล โดยเฉพาะดิจิตอลโปรเซสเซอร์ ทราบว่าทางออดิโอแล็บเลือกใช้ชิพ DAC รุ่นดังจาก ESS Technology นั่นคือES9018 K2M ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่มีโมดูล DAC 2 โมดูลในชิพหนึ่งตัว ย่อส่วนมาจากชิพรุ่นยอดนิยมในโปรเซสเซอร์ระดับไฮเอนด์อย่าง ES9018 ซึ่งมีโมดูล DAC ถึง 8 โมดูลในชิพหนึ่งตัว และเป็นชิพที่ถูกเลือกใช้งานอยู่ในดิจิตอลโปรเซสเซอร์รุ่นเรือธงของออดิโอแล็บอย่างรุ่น เอ็มแด็คพลัส (M-DAC+) ES9018 K2M คือหัวใจหลักของวงจรในส่วนนี้

ส่งผลให้ทางช่องอินพุต USB B สามารถรองรับสัญญาณเสียงรายละเอียดสูงในระดับสูงสุดที่ 32bit/384kHz สำหรับสัญญาณ PCM และ DSD256 สำหรับสัญญาณ DSD

เมื่อต่อใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ประเภท network audio bridge ที่รองรับสัญญาณเหล่านั้นด้วย สำหรับทางช่องอินพุตดิจิตอลอื่น ๆ อย่าง Coaxial และ Optical ก็รองรับสัญญาณเสียงรายละเอียดสูงด้วยเช่นกัน โดยรองรับสัญญาณเสียงฟอร์แมต PCM สูงสุดถึงระดับ 32bit/192kHz

นอกจากเอาต์พุตที่เป็นสัญญาณเสียงต่อออกลำโพงแล้ว ออดิโอแล็บ เอ็มวัน ยังมีช่องเสียบหูฟังที่ใช้ภาคขยายหูฟังแบบแยกต่างหากด้วยครับ วงจรในส่วนนี้ตามข้อมูลจากผู้ผลิตแจ้งว่าเป็นวงจรเดียวกับที่อยู่ในเครื่องเสียงรุ่น เอ็มแด็ค (M-DAC) และเอ็มแด็คพลัส (M-DAC+) ของออดิโอแล็บเอง

แมตชิ่งกับลำโพงเรื่องสำคัญของแอมป์ที่มีกำลังขับแบบพอเพียง
ด้วยกำลังขับ 40 วัตต์ต่อข้าง จะว่าเยอะจนเหลือเฟือก็ไม่ใช่ จะว่าน้อยจนอัตคัดก็ไม่ถูกอีก เพราะอันที่จริงด้วยกำลังขับประมาณนี้ถือว่าอยู่ในระดับพอเพียง แต่การหาลำโพงมาเข้าคู่อาจจำเป็นต้องเลือกเฟ้นกันสักหน่อย

ในระหว่างที่รีวิวนี้มีลำโพงอยู่ 2 คู่ที่ผมเลือกใช้เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าแมตช์กันดีกับ ออดิโอแล็บ เอ็มวัน คู่แรกคือลำโพงยี่ห้อ PSB รุ่น Imagine XB อีกคู่คือลำโพงยี่ห้อ Mission รุ่น LX2

ขับลำโพง Mission LX2 เด่นที่ความโอ่อ่า ความสง่าผ่าเผยของเวทีเสียง

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ ออดิโอแล็บ เอ็มวัน เมื่อจับคู่กับลำโพงที่ฟังแล้วว่าแมตช์กัน มันแทบไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนบุคลิกหรือลักษณะเสียงของลำโพงเลยแม้แต่น้อย เมื่อจับคู่กับลำโพงของ PSB ดุลเสียงทั้งหมดจะสว่างกว่าการจับคู่กับลำโพงของ Mission เล็กน้อย

ภาพรวมของตัวเสียงมีความกระชับ เด่นที่โฟกัสและมิติของเสียง ฟังกับดนตรีแจซหรือดนตรีน้อยชิ้นที่เด่นเรื่องของปฏิสัมพันธ์กันภายในวง จะเพลินมาก มันเป็นเสียงที่ชัด สด และจะแจ้ง ขยับไปฟังเพลงแนวอื่นก็ไม่ได้มีอะไรให้อึดอัดขัดใจเพราะพื้นฐานถือว่ามาได้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว เสียงร้องเด่นมากเรื่อง sibilance หรือมวลลมที่รอดไรฟันและเสียงเล็กเสียงน้อยที่เกิดขึ้นบริเวณริมฝีปาก

ขับลำโพง PSB Imagine XB เด่นที่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างแต่ละเสียง

เมื่อสลับมาฟังกับลำโพงของ Mission ดุลเสียงโดยรวมซอฟต์ลงมา เนื้อเสียงอิ่มขึ้นเล็กน้อย มิติเวทีเสียงเด่นไปทางเรื่องของขนาด ความโอ่อ่ามากกว่าจะเน้นที่มิติและบรรยากาศของปฏิสัมพันธ์กันภายในวงอย่างตอนที่ฟังลำโพง PSB เสียงรร้องลดดีกรีของรายละเอียดบริเวณริมฝีมากลงมาเล็กน้อย แต่ไปเด่นที่มวลเนื้อเสียงที่เกิดจากช่องอก (chest tone) ในเสียงนักร้องชายหรือคีย์ต่ำของนักร้องหญิง จะมีลักษณะดังกล่าวโดดเด่นขึ้นมา

ขยับไปฟังดนตรีประเภทนิวเอจที่มีความโอ่อ่าของชิ้นดนตรีและเวทีเสียง จะเป็นอะไรที่ฟังดูโดดเด่นเป็นพิเศษจริง ๆ ครับ ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่าตัวอินเกรตแอมป์ แทบไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนบุคลิกของลำโพงเลย แต่กลับเปิดโอกาสให้ลำโพงแต่ละรุ่นแสดงตัวตนของมันออกมา

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของอุปกรณ์ขยายเสียง เพราะว่านั่นคือหน้าที่หลักของมัน เปลี่ยนลำโพงไปก็แค่เปลี่ยน ‘รสชาติ’ ของเสียงเท่านั้น แต่ความเป็นดนตรี ความไพเราะน่าฟัง ยังคงอยู่ตรงหน้าผมนี่เอง ลำโพงเล็กที่มีความไวไม่ต่ำกว่าลำโพง 2 รุ่นนี้ (ไม่ต่ำกว่า 85-87dB) และมีอิมพิแดนซ์ 6-8 โอห์ม มีโอกาสจะใช้งานกับอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้ได้อย่างราบรื่น นอกเหนือจากนี้คงต้องพิจารณาเรื่องความเข้ากันได้ (matching) ให้ถ้วนถี่เสียก่อน

อินพุตอะนาล็อกและอินพุตดิจิตอลแบบไร้สาย
โดยส่วนตัวในฐานะที่ปัจจุบันเล่น source ที่เป็นดิจิตอลมากกว่าอะนาล็อก ผมจึงมองว่าอินพุตอะนาล็อกของอินทิเกรตแอมป์รุ่นนี้ดูเหมือนเป็นส่วนเสริมให้มันยังรองรับกับเทคโนโลยีเก่าที่ยังมีความต้องการอยู่เท่านั้นเอง เพราะเมื่อเทียบกับความสามารถทางด้านอินพุตดิจิตอลมันเป็นอะไรที่เห็นได้ชัดว่า “ได้รับการให้ความสำคัญมากกว่า”

อย่างไรก็ดีนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าอินพุตอะนาล็อกของมันจะไม่มีอะไรน่าสนใจเอาเสียเลย ผมมองว่าอินพุตอะนาล็อกของแอมป์ตัวนี้ถ้าจะให้ได้ความสมบูรณ์ แนะนำให้เล่นกับ source ที่เล่นโดยตรงจากตัว ออดิโอแล็บ เอ็มวันเองไม่ได้ อย่างเช่น สตรีมเมอร์ หรือชุดเครื่องเล่นแผ่นเสียง (เทิร์นเทเบิ้ล+โฟโนปรีแอมป์)

ด้านหลังเครื่อง ต่อใช้งานกันแบบแน่น ๆ ยังไม่ครบทุกช่องเลย!

ซึ่งในรีวิวนี้ผมใช้งานอินพุตอะนาล็อกโดยเชื่อมต่อมันกับเน็ทเวิร์คสตรีมเมอร์ยี่ห้อ BlueSound รุ่น Node 2 ซึ่งสามารถสตรีมเพลงจากได้ทั้ง local music server และ online music server คุณภาพสูงอย่าง TIDAL การเชื่อมต่อก็เรียบง่ายตรงไปตรงมาครับ เอาต์พุตอะนาล็อกจาก Node 2 ต่อผ่านสายสัญญาณ Nordost Blue Heaven Leif มาเข้าที่อินพุต AUX 1

จากการใช้งานออดิโอแล็บ เอ็มวัน ร่วมกับลำโพงทั้ง 2 รุ่นดังกล่าว ผมพบว่าเสียงของแอมป์รุ่นนี้ขึ้นอยู่กับลำโพงที่จะนำมาใช้ด้วยกันเป็นสำคัญ เมื่อได้ขับลำโพงที่เข้ากันได้เช่นนี้ ตัวมันเองแทบจะไม่มีเสียงที่เป็นบุคลิกเฉพาะตัว (หมายถึงมีน้อยมากเสียจนไม่ต้องนำมาใส่ใจ)

ผมยังพบว่าออดิโอแล็บ เอ็มวันขับ ลำโพงของ PSB ได้ง่ายกว่าขับลำโพง MISSON เล็กน้อย (ฟังเพลงเดียวกัน จากวอลุ่ม -9dB ขยับลงเป็น -11dB) ใช้กำลังขับน้อยลงแต่เสียงที่ได้เปิดเผยมากขึ้น ให้มิติโฟกัสที่เด่นชัดแม้ว่าภาพรวมของแต่ละเสียงจะมีเนื้อหนังที่กะทัดรัดมากขึ้น แต่ก็ยังจัดว่าสมส่วนอยู่

หลังจากการ fine tune ทั้งระบบแล้ว เสียงที่ได้จากซิสเตมขนาดเล็กอย่างนี้ เป็นอะไรที่ค่อนข้างถูกจริตผมเอาเสียมาก ๆ มันทำให้ลำโพงที่ให้เสียงในโทนเปิดเผยคู่นี้ยังอยู่ในการควบคุมที่ดี ขณะเดียวกันตัวแอมป์เองก็มีโอกาสได้ปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างเต็มที่ ให้เสียงที่ฟังดีมีสาระและน่าทึ่งพอดู

อย่างเช่นกลุ่มเครื่องเป่าในเพลงแรก ‘España – Rhapsody for Orchestra’ จากอัลบั้ม España โดยศิลปิน Alfredo Campoli, London Symphony Orchestra, Ataúlfo Argenta (TIDAL, lossless cd quaity) มันเป็นเสียงเครื่องลมทองเหลืองที่ชัด สด และมีพลังหนักแน่นเอามาก ๆ รายละเอียดดังกล่าวทำให้ผมถึงกับต้องบันทึกเป็นหมายเหตุเอาไว้เลยว่า “ออดิโอแล็บ เอ็มวัน เป็นลิเนียร์แอมป์ที่ตอบสนอง dynamic transient ได้ดีมาก” ไม่ว่าจะฟังจากเอาต์พุตลำโพงหรือว่าหูฟัง

สำหรับการเชื่อมต่อโดยผ่านบลูทูธสามารถทำได้อย่างราบรื่นตั้งแต่การจับคู่กับอุปกรณ์สมาร์ทโฟนทั้งแอนดรอยด์และไอโอเอส เชื่อมต่อได้เร็วและมีความเสถียร ที่สำคัญสุ้มเสียงที่ออกมานั้นดีเกินคาด อย่างน้อยเมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่สตรีมเพลงมาฟังผ่านระบบออนไลน์มันสามารถแยกแยะคุณภาพเสียงในการสตรีมของผู้ให้บริการแต่ละรายได้ ‘อย่างชัดเจน’

นอกจากนั้น มันยังทำให้ดนตรีอาร์แอนด์บีของ Alicia Keys จาก TIDAL ฟังสนุกกว่าที่ผมเคยได้ยินจากซิสเตมขนาดเล็กอื่น ๆ… สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมนี้มันเป็นอะไรที่เล็กแต่ตัวจริง ๆ

อินพุตดิจิตอลรายละเอียดสูง
พิจารณาจากหลาย ๆ องค์ประกอบ ผมว่าการออกแบบอินทิเกรตแอมป์รุ่นนี้ทีมวิศวกรของออดิแล็บ ค่อนข้างให้ความสำคัญกับอินพุตในกลุ่มดิจิตอลรายละเอียดสูงเป็นพิเศษโดยเฉพาะอินพุต USB-B ที่มีการเชื่อมต่อในโหมดอะซิงโครนัส (low jitter) และเปิดโอกาสให้เล่นไฟล์เสียงรายละเอียดสูงได้ทั้ง PCM และ DSD คุณสมบัติในส่วนนี้ของอินทิเกรตแอมป์เอ็มวัน บางครั้งก็ทำให้ผมสับสนว่าตกลงมันเป็นอินทิเกรตแอมป์ที่มี DAC ในตัว หรือว่าเป็นดิจิตอลโปรเซสเซอร์ที่มีภาคขยายเสียงในตัวกันแน่?

ลองฟัง DSD128 (5.6MHz) ทางอินพุต USB-B สุ้มเสียงดีมาก ๆ

การใช้งานช่องอินพุตนี้ผมเลือกใช้ Clef Audio รุ่น Zero One ทำหน้าที่แทนคอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อกับอินพุต USB-B ของเอ็มวันด้วยสายยูเอสบี Nordost BlueHeaven USB เสียงที่ผมได้ยินจากเพลง ‘Gorgia on my mind’ จากอัลบั้ม Audiophile Reference IV (FIM, SACD rip) หรือเสียงโซโล่แซกโซโฟนแบบเพียว ๆ ในเพลง ‘Lover Man (Oh Where Can You Be)’ จากอัลบั้ม New York Album ของ Art Pepper (DSD64) หรือกับดนตรีเต็มวงในเพลง A Night In Tunisia จากอัลบั้มเดียวกัน ได้ช่วยตอกย้ำว่าออดิโอแล็บ เอ็มวัน เป็นแอมป์ที่มีการตอบสนองต่อเสียงได้อย่างฉับไว มีความสด ความสมจริง ขณะเดียวกันก็ยังรักษาสมดุลของเนื้อเสียงเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

เรื่องหนึ่งที่ผมค่อนข้างเพ่งเล็งเป็นพิเศษจนเกือบจะก้าวล่วงเข้าไปในขอบเขตของการจับผิดก็คือ ‘การให้มวลเนื้อเสียง’ หลายครั้งที่ผมพบว่าแอมป์ที่มีกำลังขับไม่ได้เผื่อเหลือเผื่อขาดมากนักอย่างนี้มักจะต้องแลกเปลี่ยนระหว่างความสดใส ฉับไว กับความเต็มอิ่มของเนื้อเสียง คือถ้าดีด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งมักจะด้อยไปเลย หรืออย่างดีก็แค่พอรับได้ แต่กับอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้มันไม่ได้มีลักษณะเช่นนั้น บ่อยครั้งที่ผมมักจะใช้เพลง ‘La Chanson Des Vieux Amants’ จากอัลบั้ม Chanson : The Space in Between ของศิลปิน Barb Jungr

ในการจับผิดคุณลักษณะดังกล่าว กับออดิโอแล็บ เอ็มวัน ผมฟังเพลงนี้ทั้งในไฟล์ฟอร์แมต CD rip 16/44.1, ไฟล์ PCM 24/192 และไฟล์ DSD (ไม่ต้องแปลกใจนะครับว่าทำไมผมถึงมีหลายเวอร์ชั่น งานชุดนี้เป็นหนึ่งในอัลบั้มโปรดของผมครับ) นอกจากลักษณะเสียงที่แตกต่างกันของไฟล์ในแต่ละฟอร์แมต ผมไม่พบความผิดปกติในน้ำเสียงและเนื้อเสียงเลย ทั้งเสียงร้องและเสียงเปียโน มันเป็นเสียงที่จริงจัง ขึงขัง และมีความผ่อนปรนลื่นไหลไปตามจังหวะของเพลง สัดส่วนของทั้งสองสิ่งนี้ก็แปรเปลี่ยนไปบ้างตามลักษณะเสียงของไฟล์ในแต่ละฟอร์แมต น่าทึ่งเหลือเกินสำหรับอินทิเกรตแอมป์ตัวเล็ก ๆ อย่างนี้

การใช้งานในซิสเตมเล็ก ๆ อย่างนี้นอกจากจะถ่ายทอดรายละเอียดดังกล่าวออกมาได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว เสียงที่ได้จากฟอร์แมตซีดีในเพลงดังกล่าว เป็นเสียงที่มีลักษณะนุ่มนวลและมีภาพรวมของเสียงหม่นที่สุด ฟอร์แมต PCM 24/192 มีความจริงจัง ขึงขัง และรุกเร้า ขณะที่ฟอร์แมต DSD ของอัลบั้มนี้ให้ภาพรวมของเสียงที่สดใส สว่างสุกใสกว่าฟอร์แมตซีดี

ขณะเดียวกันความรุกเร้าจริงจังดูเหมือนจะหย่อนลงมาจากฟอร์แมต PCM พอสมควร ทำให้ฟังแล้วอาจจะไม่ตื่นเต้นเท่า ฟังผ่อนคลายเป็นธรรมชาติกว่า ในขณะที่ยังคงได้ยินรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นรองฟอร์แมต PCM 24/192 เลย อีกเพลงที่สามารถใช้พิสูจน์ทราบคุณสมบัตินี้ได้ง่ายมากก็คือ ‘Why Can’t We Live Together’ จากอัลบั้ม Meet Me in London (PCM 24/192)

การตั้งค่าในแอพฯ roon บน Windows 10 สำหรับเล่นไฟล์ DSD256
ผ่านเอาต์พุต Native ASIO ของเอ็มวัน อย่าลืมเลือกใช้เอาต์พุต
‘IUSBAudio ASIO Driver’ ซึ่งเป็นไดรเวอร์ที่มาจากทางออดิโอแล็บเอง

ความน่าประทับใจการเล่นอินพุต USB ของอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้ โดยเฉพาะกับไฟล์ฟอร์แมต DSD ทำให้มากกว่าครึ่งหนึ่งของเวลาที่ใช้ในการรีวิวแอมป์ตัวนี้เป็นการฟังจากไฟล์ DSD และตั้งค่า DSD Filter ในเมนูของเครื่องตั้งไว้ที่ 70kHz เพื่อให้เสียงที่ออกมามีความอิสระเป็นธรรมชาติมากที่สุด

นอกจากเสียงเครื่องเป่าและเปียโนในดนตรีแจ๊ซ เมื่อขยับไปฟังเพลงแนวอื่นอย่างเพลง ‘Hard Times Come Again No More’ จากอัลบั้ม Appalachian Journey (DSD64) สมดุลเสียงที่ผมเคยได้ยินจากแอมป์ตัวนี้ และเครื่องเสียงที่ใช้ทดสอบชุดนี้ก็ยังรักษาสมดุลเอาไว้ได้อย่างมั่นคงแน่นอน

มันชัดเจนเสียจนผมสามารถสรุปได้ว่านี่คือ ความสามารถในการไดร์ฟและควบคุมลำโพงที่เข้ากับมันได้เป็นอย่างดี อีกเพลงหนึ่งที่ฟังได้ไพเราะกับซิสเตมนี้คือเพลง ‘Wooden Heart’ และ ‘In The Ghetto’ จากอัลบั้ม Love Me Tender (PCM 24/96) โดยศิลปิน Barb Jungr

ลองฟัง DSD256 (11.2MHz) ความสามารถระดับนี้ USB DAC แยกชิ้นบางรุ่นยังทำไม่ได้! หมายเหตุสำหรับอินพุต USB-B นี้ตามสเปคฯ ที่ระบุว่ารองรับไฟล์ DSD ไปจนถึงระดับ DSD256 (sample rate 11.2MHz) นั้น เมื่อลองเล่นกันจริง ๆ ที่ DSD256 นั้นมีเงื่อนไขว่าต้องเล่นแบบ Native DSD เท่านั้น

นั่นคือใช้คอมพิวเตอร์ Windows (ในที่นี้ผมใช้ Windows 10 Pro และติดตั้งไดรเวอร์ยูเอสบีจากออดิโอแล็บ) และโปรแกรมเล่นเพลงที่รองรับอย่างเช่น Roon หรือ Jriver Media Center (ในที่นี้ผมใช้ Roon) ส่วนการเล่นบนคอมพิวเตอร์ Mac OS หรือ Linux-based อย่าง Zero One ซึ่งเล่นไฟล์ DSD ได้แต่ในโหมด DoP (DSD over PCM) นั้นสามารถเล่นได้สูงสุดแค่ DSD128 (5.6MHz) เท่านั้น เพราะเป็นข้อจำกัดของโปรโตคอล DoP เอง

ความเห็นโดยสรุป
ผมมีความรู้สึกประทับใจในอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้แบบค่อยเป็นค่อยไปโดยเฉพาะในด้าน ‘คุณภาพเสียง’ แม้ว่าดีไซน์และคุณสมบัติต่าง ๆ ของมันจะค่อนข้างโดดเด่นจนถือได้ว่าเป็นอินทิเกรตแอมป์สมัยใหม่โดยแท้จริงก็ตาม แต่นั่นก็ยังสำคัญไม่เท่าเรื่องของ ‘เสียง’ กำลังขับ 40 วัตต์ของมันเมื่อลองใช้งานจริงต้องบอกว่าเพียงพอสำหรับลำโพงขนาดเล็กทั่วไป ไม่ได้รู้สึกว่ามีข้อจำกัดอะไรมากมายนัก

นอกจากนั้นอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้ไม่ได้มีดีแค่ออพชั่นหรือลูกเล่นต่าง ๆ มันมีดีที่เสียงในแบบที่เราคาดหวังได้จากเครื่องเสียงไฮไฟคุณภาพดี เป็นการถ่ายทอดน้ำเสียงที่มีลักษณะเปิดเผยอีกทั้งยังมีการแจกแจงในรายละเอียดส่วนย่อยต่าง ๆ อย่างมีเสน่ห์น่าฟังเฉกเช่นเดียวกับเครื่องเสียงชั้นดีทั้งหลาย…

ดังนั้นเมื่อพิจารณากันตั้งแต่รูปร่างหน้าตาจนถึงคุณสมบัติของการเป็นอินทิเกรตแอมป์ที่รวมเอา ‘ของดี’ หลาย ๆ อย่างมาไว้ในตัวแล้ว แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะไม่แนะนำให้เก็บอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้ไว้พิจารณา โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหาเครื่องเสียงง่าย ๆ แต่ได้อะไรที่ ‘คุ้มค่า’ ไม่ว่าจะพิจารณาตรงจุดใดเช่นนี้


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท ไฮไฟ ทาวเวอร์ จำกัด
โทร. 0-2881-7273
ราคา 39,990 บาท (ราคาโปรโมชั่น)

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความชอบในงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์