รีวิว Acoustic Energy : AE109

อะคูสติก เอนเนอร์จี (Acoustic Energy, AE) เป็นหนึ่งในลำโพงสัญชาติอังกฤษเพียงไม่กี่ยี่ห้อที่ผมรู้จักตั้งแต่ตอนเริ่มสนใจเครื่องเสียงไฮไฟเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ในช่วงหนึ่งผมมีโอกาสได้ซื้อลำโพงยี่ห้อมาใช้งานส่วนตัวด้วยครับ เป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดเล็กรุ่น Aegis Two ส่วนตัวผมว่าเสน่ห์ของลำโพงยี่ห้อนี้คือความเรียบหรูมีสไตล์ที่ภายนอก และแอบ “มีอะไรดี ๆ” แอบซ่อนไว้ในตัวโดยเฉพาะเรื่องของ “น้ำเสียง”

ลำโพงอังกฤษยี่ห้อนี้เข้ามาทำตลาดในบ้านเราอย่างน้อยๆ ก็ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว มีผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปในแต่ละช่วงเวลา เมื่อเร็วๆ นี้ลำโพงยี่ห้อนี้กลับมาเข้ามาในตลาดเครื่องเสียงไฮไฟเมืองไทยอีกครั้งโดยมาอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด หรือ “บ้านทวาทศิน” ที่คนเครื่องเสียงเรารู้จักคุ้นเคยกันมานาน

Acoustic Energy รุ่น AE109 เป็นลำโพงหนึ่งใน AE100 Series ลำโพงซีรีส์แรกที่ทางโคไน้ซ์ฯ นำเข้ามาจำหน่าย สาเหตุหนึ่งที่ผมสนใจลำโพงรุ่นนี้เป็นพิเศษก็คือ มันเป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดเล็กที่ไซส์ใกล้เคียงกับ Aegis Two ลำโพงในอดีตของผม

20 กว่าปีผ่านไป กับ AE109 รุ่นล่าสุด
ทางอะคูสติก เอนเนอร์จีบอกว่าลำโพง AE100 Series โฉมปัจจุบันเป็นลำโพงที่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยมีจิตวิญญาณเดิมของลำโพง AE100 Series ในอดีตแฝงกายอยู่ อย่างในรุ่น AE109 นี้ทราบไหมครับว่า AE109 รุ่นแรกเปิดตัวตั้งแต่เมื่อปีค.ศ. 1996 เป็นหนึ่งในลำโพงยุคนั้นที่ได้รับเสียงชื่นชมทั้งจากบรรดาสื่อสายไฮไฟ ตัวแทนจำหน่าย และลูกค้าว่าเป็นลำโพงในระดับเริ่มต้นที่เสียงดีและให้คุณภาพคุ้มเกินราคา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการดำเนินธุรกิจลำโพงสัญชาติอังกฤษยี่ห้อนี้มีการเปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของไปเป็นของต่างชาติอยู่บ้างตามวาระ แต่ในปัจจุบันอะคูสติก เอนเนอร์จี ได้กลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าของชาวอังกฤษอีกครั้ง และเนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีของการก่อตั้งของยี่ห้ออะคูสติก เอนเนอร์จี มากกว่า 20 ปีแห่งการกำเนิดครั้งแรกของ AE109

มาวันนี้พวกเขาได้ปลุกจิตวิญญาณของ AE100 Series ขึ้นมาใหม่โดยอาศัยการออกแบบ วิจัยและพัฒนาแบบครบวงจรที่สำนักงานใหญ่ของอะคูสติก เอนเนอร์จี ที่ตั้งอยู่ ณ เมืองไซเร็นเซสเตอร์ (Cirencester) มณฑลกลอสเตอร์เชอร์ ประเทศอังกฤษ

(ซ้าย) เบส/มิดเรนจ์กรวยกระดาษที่มี dust cap เป็นรูปทรงที่แฟนของ AE คุ้นเคย, (ขวา)ทวีตเตอร์โดมผ้าที่มีเวฟไกด์เทคโนโลยี WDT

การออกแบบลำโพงรุ่นใหม่ในครั้งนี้ทาง AE จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการส่งมอบประสบการณ์การรับฟังที่ดี ในอีกด้านหนึ่งตัวลำโพงเองจะต้องเล่นง่ายใช้งานสะดวกด้วย ยังมีการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่เพิ่มเข้ามาลำโพงซีรียส์นี้อย่างเช่น เทคโนโลยี “WDT (Wide Despersion Technology) Waveguide”

เทคโนโลยีนี้ทาง AE เผยว่าได้แรงบันดาลใจมาจากเทคโนโลยี DXT lens ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในลำโพง Reference Seriesช่วยให้ไดรเวอร์ความถี่สูงมีมุมกระจายเสียงกว้าง ช่วยจัดระเบียบคลื่นเสียงความถี่สูงให้เข้าที่เข้าทาง ช่วยเพิ่มพื้นที่ sweet spot ช่วยทำให้ลำโพงมีคุณสมบัติในการถ่ายทอดมิติเสียงได้ดียิ่งขึ้น

ลำโพงทั้งหมดใน AE100 Series รุ่นปัจจุบัน

อีกจุดหนึ่งที่เปลี่ยนไปจาก AE109 เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนคือ ท่อเปิดหรือ reflex port ผมสังเกตว่าลำโพงยี่ห้อนี้เขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอด ในรุ่นเก่าเขาก็แยกท่อเปิดออกเป็น 2 ท่อเล็ก แทนที่จะใช้ท่อเปิดขนาดใหญ่เพียงท่อเดียว มาในรุ่นนี้ใหม่นี่เขาเปลี่ยนไปเป็นดีไซน์แบบช่องเปิดหรือ “slot port” มีลักษณะเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าบริเวณด้านหลังตู้ลำโพง เพื่อช่วยลดสีสันส่วนเกินในย่านเสียงกลางและทำให้มีการตอบสนองความถี่ต่ำได้ดียิ่งขึ้น

ยังมีเทคนิคการออกแบบอีกส่วนหนึ่งที่ได้หยิบยืมมาจากลำโพง AE109 รุ่นแรก นั่นคือใส่ถ่วงน้ำหนักที่ฐานตู้เพื่อแดมป์ตัวตู้ลำโพง ควบคุมลักษณะการตอบสนองความถี่ต่ำให้เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ เป็นผลให้ลำโพงตั้งพื้นขนาดเล็กทรงทาวเวอร์รุ่นนี้มีน้ำหนักถึงข้างละ 14 กิโลกรัม

Technical Insight
ครั้งแรกที่รับลำโพงมา ระหว่างการยกกล่องลำโพงเพื่อแกะกล่อง สิ่งแรกที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ น้ำหนักของมัน ผมไม่ทราบมาก่อนว่าลำโพงทรงผอมเพรียวตัวเล็ก ๆ สูงแค่ 80 เซ็นติเมตร หน้ากว้างแค่ 16 เซ็นติเมตร และลึก 24 เซ็นติเมตรจะหนักถึงข้างละ 14 กิโลกรัม ตัวตู้ลำโพงปิดด้วยผิวไม้วอลนัทโทนสีคลาสสิคแม้จะเป็นแค่ลายไม้เทียมแต่วัสดุที่ใช้ก็ดูมีคุณภาพดีเลย ไม่ดูแย่เหมือนเฟอร์นิเจอร์ราคาถูกที่วางขายตามไฮเปอร์มาร์เก็ต ตัวลำโพงมีหน้ากากแบบปิดเต็มหน้า ติดเข้าที่ตัวลำโพงโดยใช้แรงแม่เหล็ก

บริเวณส่วนล่างของตัวตู้เป็นที่อยู่ของขั้วต่อสายลำโพงและจุกปิดวัสดุแดมป์ที่ใส่มาเสร็จสรรพจากโรงงานซึ่งปิดมาแน่นหนามาก

บริเวณฐานตู้ออกแบบให้มีรูเกลียวสำหรับยึดเดือยแหลม (spike) 4 จุด เพื่อให้ตัวลำโพงสามารถวางบนพื้นได้อย่างมั่นคงโดยเฉพาะบนพื้นพรม ด้านหลังตู้มีขั้วต่อสายลำโพงแบบไบดิ้งโพสต์ 5 ทางมาให้ 1 คู่ (ซิงเกิลไวร์) ตัวตู้ลำโพงขึ้นรูปด้วยวัสดุ MDF หนา 18 มิลลิเมตร มีการถ่วงน้ำหนักที่ฐานล่างของตู้ ไม่มีข้อมูลเปิดเผยว่าใช้วัสดุอะไรในการถ่วงน้ำหนัก ผมคิดว่าน่าจะเป็นทรายหรือวัสดุที่มีลักษณะคล้ายกัน

ท่อ (ช่อง) เปิดแบบ slot port ด้านหลังตู้ลำโพง

AE109 เป็นลำโพงระบบ 2 ทางครึ่ง มีจุดตัดแบ่งความถี่เพียงจุดเดียวที่ 2.3 kHz มีไดรเวอร์ทั้งหมด 3 ตัวต่อข้าง ไดรเวอร์ความถี่สูงเป็นทวีตเตอร์ชนิดโดมผ้าขนาด 28 มิลลิเมตร บริเวณหน้ากระจังมีลักษณะเป็นเวฟไกด์ที่ออกแบบขึ้นตามเทคโนโลยี WDT ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ความถี่ตั้งแต่ 2.3 kHz ลงมาเป็นหน้าที่ของไดรเวอร์เบส/มิดเรนจ์กรวยกระดาษขนาด 110 มิลลิเมตร (ประมาณ 4 นิ้วเศษ) จำนวน 2 ตัว

การออกแบบให้ความสำคัญกับเรื่องของเฟสและไทม์อะไลน์เมนต์เป็นพิเศษเพื่ิอให้ไดรเวอร์ทั้งสามตัวทำงานกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียว ลำโพง AE109 มีช่วงความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 40Hz -35kHz ความไว 89 dB อิมพิแดนซ์เฉลี่ย 4 โอห์ม รองรับกำลังขับได้ถึง 150 วัตต์

อุ่นเครื่อง
ลำโพง AE109 คู่ที่ผมได้รับมาทราบว่าเป็นล็อตแรก ๆ ที่นำเข้ามาในเมืองไทยและเป็นของใหม่แกะกล่อง หลังจากยกลำโพงออกจากกล่องสิ่งแรกที่ผมแนะนำให้ทำคือการใส่สไปค์หรือเดือยแหลมโลหะที่เขาให้มาด้วยที่ใต้ฐานของตัวตู้ลำโพง เดือยแหลมเหล่านี้ไม่เพียงมีผลทำให้ลำโพงวางกับพื้นได้มั่นคงขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ลำโพงเสียงดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะในย่านความถี่ต่ำที่จับสังเกตได้ง่ายว่าได้เสียงทุ้มที่กระชับและมีรายละเอียดมากขึ้น

นอกจากนั้นการใส่สไปค์ยังเปิดโอกาสให้เราสามารถปรับตัวลำโพงให้ตั้งฉากกับพื้นห้องมากที่สุดเท่าที่จะทำได้และเป็นเรื่องที่สมควรจะทำด้วยครับ สังเกตไหมว่าลำโพงที่มีหน้าแคบอย่างนี้หากวางแล้วโย้เอียงไปเพียงเล็กน้อยไม่ว่าด้านหนึ่งด้านใด ตำแหน่งของไดรเวอร์แต่ละตัวจะผิดเพี้ยนไปทันที การวางลำโพงให้ได้ฉากเราสามารถใช้ที่วัดระดับน้ำช่วยดูเวลาปรับตั้งได้

AE109 ระหว่างเซ็ตอัปในห้องทดสอบเสียงของ GM2000

อีกกรณีหนึ่งที่จะได้ประโยชน์จากสไปค์ที่สามารถปรับระดับได้นี้คือในกรณีที่พื้นห้องไม่ได้ระดับ วางลำโพงแล้วตัวลำโพงยังโยกเยกได้ เราก็ยังสามารถปรับที่สไปค์ให้ตัวลำโพงสามารถวางนิ่งอย่างมั่นคงได้ด้วย ดังนั้นในจุดนี้จึงแนะนำเป็นอันขาดจริงๆ ครับ สไปค์ที่เขาให้มากับ AE109 นี้ก็มีขนาดใหญ่ดูแข็งแรงดีครับ แนะนำว่า “ต้องใช้” เลย

เดือยแหลม (สไปค์) ที่ทำให้ลำโพงวางได้มั่นคงมากขึ้น (เสียงดีขึ้นด้วย)

แม้จะเป็นลำโพง 4 โอห์มแต่การเลือกแอมป์มาขับลำโพงคู่นี้ไม่ได้ยากเหมือนที่ผมคาดไว้ ผมลองขับมันด้วยอินทิเกรตแอมป์ Audiolab M-One ที่วงจรขยายเสียงเป็น Class AB กำลังขับข้างละ 60 วัตต์ที่โหลด 4 โอห์ม ปรากฏว่ามันสามารถขับออกได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

เมื่อผมลองเปลี่ยนไปใช้อินเกรตแอมป์สัญชาติไทยที่ไปดังไกลถึงเมืองนอกเมืองนาอย่าง Clef Audio รุ่น Soloist 50 ซึ่งวงจรภาคขยายเสียงเป็นดีไซน์ดูอัลโมโน Class A/AB มีกำลังขับข้างละ 100 วัตต์ที่โหลด 4 โอห์ม สุ้มเสียงที่เกิดขึ้นจาก Soloist 50 + AE109 มีลักษณะเด่นที่เนื้อเสียงและความละเมียดของดนตรีที่แฝงไว้ด้วยพลัง

แอมป์ตัวนี้ทำให้ AE109 เสียงใหญ่และหนาขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตอนที่ขับด้วย M-One ขยายถ่างเวทีเสียงเพิ่มขึ้นไปอีกทั้งด้านกว้างและด้านลึก เป็นสัญญาณบอกว่าแม้ AE109 จะไม่ใช่เป็นลำโพงที่เล่นยากอะไร แต่ถ้าใส่ใจและลงทุนกับแอมป์สักหน่อยก็สามารถรีดเอาสมรรถนะของลำโพงคู่นี้ออกมาได้อีก

ขั้วต่อสายลำโพงแบบซิงเกิลไวร์ใช้งานสะดวก

เมื่อเป็นเช่นนั้นผมจึงไม่ลังเลที่จะลองใช้อินทิเกรตแอมป์ Marantz รุ่น PM-10 ซึ่งมีกำลังขับข้างละ 400 วัตต์ที่โหลด 4 โอห์ม แถมยังเป็นแอมป์ที่มีแบนด์วิดธ์กว้างขวางด้วยครับ ช่วงความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 5 Hz – 50 kHz ด้วยคุณภาพของแอมป์ในระดับนี้ยิ่งทำให้ลำโพง AE109 สามารถเผยตัวตนของมันออกมาได้ชัดเจนมากขึ้นไปอีก

แหล่งโปรแกรมสัญญาณที่ผมใช้ทดสอบฟังเสียงลำโพงคู่นี้คือ เครื่องเล่น SACD/CD ของ Marantz รุ่น SA-10 ที่สามารถใช้งานในโหมด USB DAC ต่อเล่นไฟล์กับคอมพิวเตอร์ได้ด้วย การเซ็ตอัพในห้องฟังของ GM2000 ผมสังเกตว่าลำโพงสามารถวางใกล้ผนังด้านหลังลำโพงมากกว่าปกติ อีกเรื่องที่ต้องพิจารณาคือตัวลำโพง AE109 นั้นค่อนข้างเตี้ย ดังนั้นเก้าอี้นั่งฟังต้องเลือกให้ดี ถ้าหากนั่งเก้าอี้สูงเกินไปจะมีปัญหาทำให้เวทีเสียงเตี้ยกว่าปกติได้ นั่งแล้วระดับความสูงของหูเราไม่สูงเกินกว่าระดับความสูงของตัวทวีตเตอร์มากเกินไปเป็นใช้ได้ครับ (ให้สังเกตเวทีเสียงเป็นหลัก)

ว่ากันด้วยเรื่องของเสียง
แม้จะมีไดรเวอร์เบส/มิดเรนจ์ถึง 2 ตัวต่อข้าง แต่ Acoustic Energy AE109 ไม่ใช้ลำโพงที่เน้นปริมาณเสียงทุ้ม มันเป็นลำโพงที่ให้เสียงทุ้มค่อนข้างกระชับ สะอาด เด่นที่อิมแพ็ค โฟกัสและทรวดทรงของเสียงมากกว่าปริมาณของเสียง มันยังเป็นลำโพงตั้งพื้นที่เสียงหลุดตู้ง่ายมาก เวทีเสียงกว้างขวางโอ่อ่าเกินตัว การถ่ายทอดมิติเสียง รู้สึกได้ถึงความคมชัด จะแจ้ง ฉับไว แยกแยกแต่ละโน้ตออกมาเป็นตัว ๆ ได้เหมือนลำโพงเล็กชั้นดี

เป็นลำโพงขนาดเล็กที่ให้เสียงไม่ค่อยมีลักษณะประนีประนอม ฟังดูแล้วไม่รู้สึกว่าทางผู้ออกแบบตั้งใจออกแบบให้เสียงมีบุคลิกเอนเอียงไปทางความถี่เสียงด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ ช่วงแกะกล่องใหม่เอี่ยมเสียงในย่านกลางถึงกลางสูงของลำโพงคู่นี้จะมีลักษณะเกร็ง ๆ และติดกระด้างที่ปลายหางเสียงเล็กน้อย เมื่อเปิดเสียงนวดกันไปสัก 2-3 ชั่วโมงอาการดังกล่าวก็ดีขึ้นอย่างมาก ผ่านพ้น 10-15 ชั่วโมงเป็นต้นไป สมดุลเสียงของมันก็เริ่มเข้าที่เข้าทางและฟังกลมกล่อมตลอดย่านความถี่

ในขั้นตอนการแมตชิ่งและเซ็ตอัปผมพบว่าหากเกิดกรณีแมตช์ไม่ดีหรือยังเซ็ตไม่เข้าที่ บาลานซ์เสียงของ AE109 มักจะหลุดไปทางกลางและแหลมง่ายกว่าจะมาทางด้านความถี่ต่ำ

Acoustic Energy AE109 เป็นลำโพงที่ถ่ายทอดเสียงในลักษณะที่ให้จังหวะได้แม่นยำ เสียงมีความเปิดกระจ่าง สด และฉับไว เป็นลำโพงขนาดไม่ใหญ่โตที่ฟังร็อคได้สนุกพอตัว ผมถึงกับขยับเท้าตาม (แอบโยกหัวด้วยเล็กน้อย) เมื่อฟังเพลง ‘Back in Black’ และ ‘You Shook Me All Night Long’ ของ AC/DC

แม้ว่าตัวลำโพงจะระบุว่าตอบสนองความถี่ต่ำได้ถึง 40Hz แต่เมื่อลองเปิดไฟล์เสียงที่ 30Hz จากแผ่นทดสอบของนอร์ดอส ผมก็ยังได้ยินเสียงความถี่ต่ำดังออกมาอย่างชัดเจน เข้าใจว่าคงเป็นเพราะได้เรโซแนนซ์ของห้องช่วยหนุนขึ้นมาด้วย แต่เมื่อเปิดเพลงฟังกันจริง ๆ จะทราบว่ามันยังอ่อนด้อยเรื่องเสียงทุ้มลึก ๆ อยู่พอสมควร

เป็นลำโพงที่ให้เสียงเน้นรายละเอียดมากกว่าปริมาณ

กล่าวคือเราจะยังได้ยินความถี่ต่ำลึกเหล่านั้นแต่มันค่อนข้างแผ่วเบา ไม่ค่อยมีพลังงาน เวลาฟังซิมโฟนีออเคสตร้าวงใหญ่มีเครื่องดนตรีหลายสิบชิ้นเช่น ในอัลบั้ม Paray Conducts Chabrier & Roussel (Mercury Living Presence, DSD, SACD rip) เมื่อฟังจากลำโพงตั้งพื้นขนาดย่อมอย่างนี้จึงอาจจะต้องเผื่อใจไว้บ้าง โดยเฉพาะในซิสเตมที่ไม่มีการเพิ่มซับวูฟเฟอร์ อรรถรสที่ได้จากการฟังอาจจะลดน้อยลงไปบ้างเนื่องจากฮาร์มอนิกในย่านความถี่ต่ำที่สร้างอารมณ์ร่วมในบทเพลงมันจะมีลักษณะที่เบาบางไปหน่อย

นั่นเป็นสาเหตุให้ลำโพงอย่าง GoldenEar Techology รุ่น Triton One ต้องบิลต์อินแอคทีฟซับวูฟเฟอร์มาในตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความในนาทีที่ 4:40 ของเพลง ‘Espana’ ช่วงที่เครื่องสายความถี่ต่ำพร้อมใจกันคำรามเบา ๆ มันจะฟังไม่ได้อรรถรสอะไรเลย

เช่นเดียวกับในขณะที่ผมเปิด ’On The Beautiful Blue Danube (From 2001)’ ที่เป็นไฟล์ CD rip จากอัลบั้ม Time Warp ของสังกัด Telarc เสียงที่ได้จากลำโพงคู่นี้อาจจะยังไม่ใช่ ‘ที่สุด’ ของที่ผมเคยฟังมา แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าตลอด 8 นาทีกว่าของเพลงนี้ผมจะไม่มีความสุข แต่กลับเป็นตรงกันข้ามครับ ผมแฮปปี้กับมันมาก มากพอที่จะทำให้ผมต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาบันทึกวิดีโอช่วงเวลาแห่งความทรงจำนี้ไว้เพื่อมาแบ่งปันคุณผู้อ่านบนโลกออนไลน์

ขับลำโพงด้วยอินทิเกรตแอมป์ Marantz PM-10 ได้เสียงที่น่าประทับใจมากๆ

เมื่อตอนที่ผมเปิดฟังอัลบั้ม Casino Royale (Original Motion Picture Soundtrack) ไฟล์ 24 bit / 192 kHz ที่ริบมาจากแผ่น HDAD ของสังกัด Classic Records เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่พิสูจน์ได้ชัดว่าลำโพง AE109 เป็นลำโพงที่มีความเป็นดนตรีสูง โดยเฉพาะเพลง ‘The Look of Love’ ลำโพง AE109 น่าจะเป็นลำโพงในระดับราคานี้เพียงไม่กี่รุ่นที่ผมฟังอัลบั้มนี้แล้วแฮปปี้ตั้งแต่เพลงแรกไปจนถึงเพลงสุดท้าย

จะว่าไป AE109 เป็นลำโพงที่ใช้ฟังเพลงได้แทบทุกแนว อย่างอัลบั้ม Tapestry ของ Carole King ซึ่งเป็นงานเพลงที่มีคุณภาพเพลงยอดเยี่ยมมาก แต่การบันทึกเสียงยังมีขาด ๆ เกิน ๆ อยู่บ้างตามประสาอัลบั้มคอมเมอร์เชี่ยลทั่วไป งานชุดนี้ถ้าผมจะฟังเอาเพลิน ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ ฟังได้เรื่อย ๆ … แต่ถ้าจะฟังแบบเอาเรื่อง เอาเนื้อหาสาระและอารมณ์แล้วล่ะก็… ผมมักจะมีปัญหากวนใจนิดหน่อยครับ

ปัญหาที่ว่าคือ ในกลุ่มลำโพงราคาระดับที่ชาวบ้านทั่วไป (อย่างเช่นผมและผู้อ่านอีกหลายท่าน) จะซื้อหามาใช้ได้ไม่เกินเอื้อม ถ้าหากเป็นลำโพงเล็ก มันจะได้เรื่องมิติและการแยกแยะรายละเอียดหยุมหยิมในเพลง (อัลบั้มนี้ทั้งตัวศิลปินและโปรดิวเซอร์เก่งมากนะครับ ทำดนตรีซับซ้อนให้ฟังง่ายได้)

แต่ลำโพงตัวเล็กก็มักจะตกหล่นในส่วนของเนื้อเสียงและน้ำหนักเสียง ครั้นพอไปฟังลำโพงราคาย่อมเยาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มันก็จะได้แต่เนื้อและน้ำหนักเสียง ด้านรายละเอียดหยุมหยิมก็ดูจะเบาบางลงไป การแยกแยะมิติก็ฟังดูไม่เด็ดขาดถึงใจเท่าที่ควร เรียกว่าได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ตามที่พี่ป้อม อัสนี เขาว่าไว้ในเพลงยุค 90 โน่น

แต่กับลำโพง AE 190 มันทำให้ผมรู้สึกว่าปัญหาได้อย่างเสียอย่างดังกล่าวบรรเทาเบาบางลงไปมาก อย่างในเพลง ‘Home Again’ และ ‘Will You Love Me Tomorrow’ เป็นเพลงที่โน้ตเปียโนลงไปค่อนข้างต่ำ มีเสียงเบสดรัมและอะคูสติกเบสคอยโอบอุ้มในเพลงอยู่เกือบตลอดเวลา

โดยเฉพาะในเพลง ‘Will You Love Me Tomorrow’ เสียงที่ได้จากลำโพง AE109 ได้ให้ประสบการณ์ใหม่กับผมสำหรับลำโพงราคาจับต้องได้ (ง่าย) ผมได้ยินเสียงร้องที่ชัดถ้อยชัดคำ เสียงลมรอดไรฟัน และการพีคของเสียงร้องเป็นบางช่วงโดยไม่มีการแถมความผิดเพี้ยนมาให้ระคายโสตประสาท เสียงเปียโนและกีตาร์ที่กระจ่างชัดสดใส หางเสียงเจือความพลิ้วหวานน่าฟังเลยทีเดียว

ในท่อนที่มีเสียงร้องประสานขึ้นมานี่ฟังทีแรกผมรู้สึกทึ่งจนต้องเหลือบไปมองบริเวณต้นกำเนิดของเสียง คุณลักษณะนี้ทำให้ผมมีความสุขกับเพลงตลาดทั่วไปที่ ‘เพลงเทพ’ แต่คุณภาพการบันทึกเสียงยังขาด ๆ เกิน ๆ ไปบ้างได้สบายเลยครับ อย่าง เช่น อัลบั้มของศิลปินอย่าง Celine Dion, Whitney Houston หรือที่ท่านผู้อ่านจะนึกจินตนาการตามผมได้ง่ายหน่อยก็อัลบั้ม Unplugged ของพี่น้องวง The Corrs

ลำโพงคู่นี้ทำให้เพลงเหล่านั้นฟังเพลินขึ้นมากมายแม้ว่ามันจะยังไม่ใช่เสียงที่เพอร์เฟ็คต์สมบูรณ์แบบก็ตาม กล่าวคือเสียงที่ออกมามันก็ยังฟังขาด ๆ เกิน ๆ ตามที่อัลบั้มเหล่านั้นทำมานั่นแหละครับ แต่มันฟังดูกลมกล่อมและไม่แถมความผิดเพี้ยนซ้ำเติมเข้าไป นั่นคือสิ่งที่ลำโพงคู่นี้ทำให้ผมประทับใจ

ความเห็นโดยสรุป
Acoustic Energy AE109 เป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดกำลังน่ารักน่าชังที่เหมาะกับห้องขนาดเล็กถึงปานกลางค่อนข้างเล็ก ขนาดของมันทำให้ผมนึกถึง Acoustic Energy Aegis Two ในอดีต

แต่เมื่อพิจารณาในแง่มุมของเสียงแล้วเสียงของมันเปลี่ยนไปมากและเปลี่ยนไปในทางที่ดี การถ่ายทอดมิติและเวทีเสียงเหนือชั้นกว่ากันมาก เสียงในย่านความถี่ทุ้ม กลาง และแหลมเป็นลักษณะเสียงที่ให้ความสำคัญกับ ‘รายละเอียด’ มากกว่า ‘ปริมาณ’

โดยส่วนตัวผมว่า AE109 เสียงได้ขนาดนี้ หน้าตาดูงามเกินราคาเช่นนี้ ผมคงไม่ต้องเชียร์อะไรมากมายแล้วล่ะครับ ผมว่าลำโพงมันขายตัวเองได้อยู่แล้ว ที่เหลืออยู่ที่ว่าคุณจะเปิดใจรับมันไว้พิจารณาหรือเปล่าเท่านั้นเองครับ


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด
โทร. 0-2276-9644
ราคา 16,900 บาท/คู่

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความชอบในงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์