fbpx

How to… จะรู้ได้อย่างไร ว่าสาย HDMI มีปัญหาแล้ว

หลายครั้งเวลาระบบภาพหรือระบบเสียงเกิดปัญหาขึ้น ส่วนที่ยากที่สุดคือการค้นหาว่า ต้นตอของปัญหาอยู่ที่ไหน ? ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นกับระบบภาพ มีอยู่ 3 ส่วนหลัก ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุ ได้แก่ แหล่งสัญญาณภาพ, ส่วนแสดงผล หรือสายเคเบิ้ลที่ใช้ในการเชื่อมต่อสัญญาณภาพ

ขั้นตอนต่อไปนี้เราจะไปดูกันทีละส่วนว่าอะไรที่เป็นสาเหตุ รวมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพราะว่าหลายครั้งปัญหาก็เป็นแค่เส้นผมบังภูเขาเท่านั้นเอง (ปัญหาง่าย ๆ ที่คาดไม่ถึง)

สัญญาณบอกเหตุว่าปัญหาอาจอยู่ที่สาย HDMI
สัญญาณที่บ่งบอกว่าสาย HDMI ของคุณอาจมีข้อบกพร่องเกิดขึ้น ซึ่งมันส่งผลต่อการทำงานของอุปกรณ์อื่น ๆ หลายครั้งปัญหาจึงถูกมองข้ามไป แม้ว่าจะพบปัญหาเหล่านี้แต่เราก็ไม่โทษสาย HDMI

ทว่าหลังจากนี้เมื่อเราได้ทราบแล้วว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง การวิเคราะห์ปัญหา ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาก็จะทำได้ง่ายขึ้น

How to know when your HDMI cable is faulty
ภาพประกอบจาก www.overclock.net

ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดประการหนึ่งเกี่ยวกับสาย HDMI ที่มีปัญหาก็คือ การเกิด “จุดสว่าง” หรือจุดกะพริบที่มักเป็นสีขาวบนจอแสดงผล มันอาจดูคล้ายดาวตกหรือสัญญาณไวท์นอยส์ (สัญญาณซ่าบนหน้าจอทีวีระบบอะนาล็อก) โดยจุดสว่างที่เกิดขึ้นนี้อาจมีเพียงเล็กน้อยแค่พอสังเกตเห็นได้ หรืออาจปรากฎชัดเจนมากจนรบกวนสายตา

ในบางกรณีที่ตัวสายมีคุณภาพต่ำ หรือตัวสายเกิดปัญหารุนแรง ก็อาจส่งผลให้ไม่มีภาพปรากฏบนหน้าจอเลย (จอดำ) หรือเกิดอาการจอดำสลับกับการแสดงภาพอย่างที่ควรจะเป็น ระยะ ๆ

บางครั้งก็จะเห็นว่าภาพที่ได้ไม่สดใสคมชัดเท่าที่ควร แต่มีลักษณะคลุมเครือหรือเป็นเม็ดเล็ก ๆ (เช่น จุดขาว ที่กล่าวถึงข้างต้นในจำนวนมาก) ก็เป็นปัญหาที่อาจเกิดจากสาย HDMI คุณภาพต่ำเกินไป สีสันที่ได้ก็อาจไม่อิ่มลึกเท่าที่ควร และภาพอาจดูซีดจาง สว่างจ้าผิดปกติ หรือถึงขั้นเป็นภาพสว่างขาวโพลนไปทั่ว

และเนื่องจากสาย HDMI ยังมีช่องทางสำหรับการสื่อสารด้วย ดังนั้นหากสาย HDMI มีปัญหา ตัวรีโมตคอนโทรลที่สามารถใช้งานสื่อสารกับอุปกรณ์อื่นอาจหยุดทำงานเช่นกัน ตัวอย่างเช่น กล่อง Apple TV ซึ่งปกติสามารถควบคุมด้วยรีโมตของทีวีได้ ก็อาจควบคุมไม่ได้ หากสาย HDMI มีปัญหา

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สาย HDMI กลายเป็นตัวปัญหา
ขั้วต่อ HDMI มีขาเชื่อมต่อสัญญาณ 19 พิน ดังนั้นหากขาเชื่อมต่อสัญญาณเหล่านี้หรือแต่ละตัวนำสัญญาณภายในสายเคเบิลเกิดความเสียหาย ปัญหาต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้น ขาเชื่อมต่อสัญญาณเหล่านี้มีไว้สำหรับข้อมูลต่าง ๆ เช่น สัญญาณภาพ, สัญญาณเสียง, สัญญาณนาฬิกาสำหรับการซิงค์ รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้ในการสื่อสาร

ความเสียหายทางกายภาพจะทำให้เกิดปัญหาในการเชื่อมต่อ HDMI ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อขั้วต่อ หรือการที่สายเคเบิลถูกหนีบ หักงอ หรือถูกบดขยี้มาก ๆ หรือในกรณีที่ใช้จอภาพแบบตั้งโต๊ะเชื่อมต่อกับแล็ปท็อป โดยมีการเสียบสาย-ถอดสายเป็นประจำจนทำให้เกิดความสึกหรอของขั้วต่อ ก็อาจทำให้ประสบปัญหาได้เช่นกัน

มีอุปกรณ์จำนวนมากที่มีสาย HDMI คุณภาพต่ำที่ไม่ได้มาตรฐานแถมมาให้ด้วย สายเหล่านั้นพร้อมเกิดปัญหาได้ตลอดเวลาแม้ว่าจะถูกหนีบหรือหักงอเพียงเล็กน้อย หรืออาจเกิดความเสียหายได้ง่าย ๆ จากปัจจัยแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือความชื้น

How to know when your HDMI cable is faulty

หากสงสัยว่าสาย HDMI ของเราเสียหาย แนะนำให้ถอดสายจากแหล่งสัญญาณและจอแสดงผล จากนั้นตรวจสอบอย่างละเอียด ขาต่อสัญญาณควรมีลักษณะเรียงเป็นระเบียบ (เปรียบเทียบจากภาพของขั้วต่อ HDMI ข้างบน) และตัวสาย HDMI ไม่ควรมีลักษณะม้วนเป็นก้อน หรือมีร่องรอยการกระแทกหรือหนีบรัดอย่างชัดเจน

พอร์ต HDMI, ตัวรับสัญญาณ หรือการตั้งค่าในทีวี อาจเป็นปัญหาได้เช่นกัน
บางครั้งปัญหาที่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ เช่น พอร์ต HDMI เองก็อาจแสดงอาการคล้ายกับเวลาที่สาย HDMI มีปัญหาได้เช่นกัน

วิธีการง่าย ๆ ในการตรวจสอบนี้คือ ลองใช้สายเส้นเดิมแต่เปลี่ยนไปเสียบที่พอร์ต HDMI ช่องอื่นแทน หรือว่าลองเปลี่ยนสายเส้นใหม่ลองมาเสียบที่พอร์ต HDMI ช่องเดิม เพื่อให้ได้คำตอบว่าปัญหาเกิดที่ตัวสาย HDMI หรือที่พอร์ต HDMI กันแน่

เมื่อแก้ไขปัญหาในลักษณะเช่นนี้ ในแต่ละขั้นตอนการค้นหาสาเหตุเราควรเปลี่ยนตัวแปรครั้งละหนึ่งตัวแปรเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสายเคเบิล อุปกรณ์ต้นทาง หรือที่พอร์ต HDMI เอง

แม้ว่าการที่สัญญาณภาพหรือเสียงเกิดการสะดุดไม่ต่อเนื่องอาจเป็นสัญญาณที่แสดงว่าสาย HDMI มีปัญหา แต่โดยทั่วไปแล้ว การมีภาพตามปกติแต่ไม่มีเสียงนั้นชี้ว่าปัญหาอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่สาย HDMI ก็เป็นได้

How to know when your HDMI cable is faulty

โดยปกติแล้วสาย HDMI ทำหน้าที่ส่งทั้งสัญญาณภาพและเสียงผ่านการเชื่อมต่อภายในสาย HDMI เส้นเดียวกัน และเนื่องจากสัญญาณภาพนั้นใช้แบนด์วิดท์มากกว่าสัญญาณเสียงมาก ๆ เราจึงมักจะสังเกตเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับภาพก่อน

หากเราใช้งานเครื่องเสียงโฮมเธียเตอร์ที่มีเอวีรีซีฟเวอร์สำหรับระบบเสียงเซอร์ราวด์ ซาวด์บาร์ หรือตัวแยกสัญญาณสำหรับจัดการอุปกรณ์ HDMI จำนวนมาก การนำอุปกรณ์ตัวกลางหรือตัวคั่นสัญญาณออกจากระบบไปก่อนถือว่าเป็นความคิดที่ดี เพื่อทำการทดสอบสาย HDMI โดยเสียบจากแหล่งสัญญาณเข้ากับทีวีโดยตรง

อุปกรณ์ตัวกลางบางอย่าง เช่น เอวีรีซีฟเวอร์ หรือตัวแยกสัญญาณ HDMI อาจประสบปัญหากับมาตรการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ HDCP ซึ่งอาจทำให้ภาพดับและข้อความแสดงข้อผิดพลาดปรากฏขึ้น สาย HDMI รุ่นเก่าที่ไม่สอดคล้องกับเวอร์ชัน HDCP ที่กำหนดอาจทำให้เกิดปัญหาได้ แม้ว่าสายเคเบิลจะไม่ชำรุดก็ตาม

สำหรับปัญหาด้านระบบภาพ (โดยเฉพาะสีที่ซีดจาง) อาจเกิดจากเอาต์พุตสัญญาณภาพแบบ “deep color” ซึ่งส่งสัญญาณที่มีความลึกของสีตั้งแต่ 10 บิตขึ้นไป เพื่อแสดงผลบนจอแสดงผลที่เข้ากันได้

หากเราเปิดใช้งานช่วงสีที่ขยายช่วงความลึกของสีเหล่านี้บนอุปกรณ์ต้นทาง อย่าลืมเปิดใช้งานบนทีวีของเราด้วย โดยปกติการตั้งค่านี้สามารถตั้งค่าที่พอร์ต HDMI แยกอิสระจากกันในแต่ละพอร์ต

อุปกรณ์ HDMI 2.1 อาจต้องใช้สายเส้นใหม่
HDMI 2.1 ถูกประกาศใช้งานอย่างเป็นทางการครั้งแรกในอุปกรณ์ Xbox Series X, PlayStation 5 และกราฟิกการ์ด NVIDIA 30-Series ในปีค.ศ. 2020

ในปัจจุบันนี้มีทีวีและจอภาพจำนวนมากที่รองรับมาตรฐานและชุดคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับ HDMI 2.1 รวมถึงคุณสมบัติอัตราการรีเฟรชแบบแปรผัน (VRR) และโหมดเวลาแฝงต่ำอัตโนมัติ (ALLM)

อุปกรณ์ HDMI 2.1 ส่วนใหญ่รวมถึงคอนโซล Sony และ Microsoft นั้นมาพร้อมกับสาย HDMI ที่ได้มาตรฐานตามคุณสมบัติในการใช้งาน ในกรณีนี้การเปลี่ยนไปใช้สาย HDMI รุ่นพรีเมียมที่ราคาแพงกว่า อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอะไรมากนัก (เมื่อพิจารณาเฉพาะทางเทคนิค)

แต่ว่าเราอาจต้องซื้อสาย HDMI 2.1 ของแท้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานมาใช้งาน หากต้องการใช้แบนด์วิดธ์เพิ่มเติมสำหรับอัตราเฟรมเรตและความละเอียดของภาพที่มากขึ้น

โหมดภาพบางโหมดไม่จำเป็นต้องใช้การเชื่อมต่อ HDMI 2.1 ตัวอย่างเช่น HDMI 2.0b สามารถส่งสัญญาณ 4K HDR ที่ 60Hz และเมื่อใช้กับอุปกรณ์บางรุ่น มันยังสามารถใช้งานคุณสมบัติบางอย่างของ HDMI 2.1 ได้ด้วยเช่น ALLM โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสาย HDMI เส้นใหม่

How to know when your HDMI cable is faulty

หากคุณกำลังซื้อสาย HDMI 2.1 ชุดใหม่ คุณสามารถใช้แอปฯ ในสมาร์ทโฟน (iOS, Android) ของผู้ดูแลระบบสิทธิ์ใช้งาน HDMI เพื่อตรวจสอบว่าสายของคุณเป็นของแท้ที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติมาแล้วหรือไม่

ขณะที่บางคนเชื่อว่าสาย HDMI เกรด “พรีเมียม” ซึ่งมีราคาแพง ไม่ได้ให้คุณภาพของภาพที่เหนือว่าและสาย HDMI ราคาถูกที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติตามมาตรฐาน เช่น รองรับแบนด์วิดท์ถึงระดับ 48 Gbps แต่เรามีความเห็นว่าถ้ามีโอกาสได้ลองพิจารณาเปรียบเทียบ ก็อาจพิจารณาเลือกอย่างที่เราเห็นว่าเหมาะสม หรือรู้สึกว่าคุ้มค่าสำหรับตัวเราเองได้

ความยาวของสายก็มีผล
สาย HDMI ส่วนใหญ่จะเป็นแบบสายแบบพาสซีฟ โดยมีขั้วต่อที่ปลายแต่ละด้านเชื่อมต่อกับตัวนำไฟฟ้าหุ้มฉนวนด้านในสาย ยิ่งสัญญาณต้องเดินทางมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสถูกลดทอนคุณภาพของสัญญาณมากขึ้นเท่านั้น

จากคำแนะนำของผู้ดูแลระบบการออกใบอนุญาต HDMI แนะนำว่าโดยปกติสาย HDMI 2.1 แบบพาสซีฟ ไม่ควรมีความยาวเกิน 5 เมตร (ประมาณ 16.5 ฟุต)

ด้วยเหตุนี้สาย HDMI 2.1 ส่วนใหญ่จึงมีความยาวไม่เกิน 3 เมตร (ประมาณ 10 ฟุต) แม้แต่อุปกรณ์หรือสายรุ่นเก่าอย่าง HDMI 2.0 ก็สามารถประสบปัญหากับการเดินสายเคเบิลที่ยาวเป็นพิเศษได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น การเชื่อมต่อโดยใช้ตัวแยกสัญญาณ หรือมีการต่อพ่วงตัวแปลงเพื่อเพิ่มความยาวของสาย HDMI

หากเราต้องการใช้งานสาย HDMI 2.1 ที่ยาวกว่านี้ ก็สามารถใช้สาย HDMI 2.1 แบบแอคทีฟแทนได้ สาย HDMI แบบแอคทีฟนั้นมีการขยายสัญญาณขึ้นและอาจจำเป็นต้องใช้พลังงานจากไฟเลี้ยง 5V เพิ่มเติม (ปกติจะเชื่อมต่อไฟเลี้ยงจากพอร์ต USB) ซึ่งสาย HDMI แบบแอคทีฟนั้นสามารถใช้งานได้ยาวถึงประมาณ 25 ฟุต (ประมาณ 7.62 เมตร)

การลงทุนกับสาย HDMI สำรอง เพื่อการแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วขึ้น
วิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจสอบว่าสาย HDMI มีปัญหาหรือเปล่านั่นคือ ลองเปลี่ยนสายเส้นอื่นดู ดังนั้นหากว่าเรามีสาย HDMI 2.1 สำรองไว้สัก 2-3 เส้น การตรวจสอบก็จะเป็นเรื่องง่าย และสาย HDMI 2.1 ก็สามารถใช้ตรวจสอบครอบคลุมไปถึงสายและอุปกรณ์รุ่นเก่าอย่าง HDMI 1.3 และ HDMI 2.0 ได้ด้วย (backward compatible)

และแน่นอนว่ายังสามารถใช้ตรวจสอบหรือใช้งานกับอุปกรณ์ในปัจจุบันรวมถึงในอนาคตอันใกล้นี้ได้ด้วย ทั้งยังรองรับจำนวนพิกเซลสูง ๆ อย่างเช่น วิดีโอ 8K หรืออัตราเฟรมเรตในระดับสูงได้ด้วย


ที่มา: howtogeek

กองบรรณาธิการ AV Tech Guide

สื่อออนไลน์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนวัตกรรมในกลุ่มสินค้าเครื่องเสียงไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ไอทีมัลติมีเดีย ตลอดจนสินค้านวัตกรรมอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ดำเนินงานโดยทีมงานมืออาชีพ