AV Tech Guide สื่อ Online รีวิว ข่าว ความรู้ ด้านเครื่องเสียง ไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ทีวี สมาร์ทโฟน ไอที มัลติมีเดียและสินค้านวัตกรรม

AV Tech Guide สื่อ Online รีวิว ข่าว ความรู้ ด้านเครื่องเสียง ไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ทีวี สมาร์ทโฟน ไอที มัลติมีเดียและสินค้านวัตกรรม

ข้อบังคับใหม่ของสหภาพยุโรปอาจบังคับให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนต้องออกแบบให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เอง

หลังจากกำหนดให้พอร์ตชาร์จ USB Type-C เป็นข้อบังคับสำหรับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อปทั้งหมดไปแล้ว ล่าสุดสหภาพยุโรป (EU) ได้เห็นด้วยเกี่ยวกับกฎหมายและข้อบังคับใหม่ที่มุ่งทำให้การใช้งานแบตเตอรี่มีความยั่งยืนมากขึ้นและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

กฎระเบียบใหม่นี้ส่งผลต่อบริษัทผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคและผู้ผลิตแบตเตอรี่ เนื่องจากกฎหมายใหม่นี้ได้ครอบคลุมทุกช่วงอายุใช้งานของแบตเตอรี่ โดยช่วงอายุใช้งานของแบตเตอรี่นับรวมถึงการสกัดเพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ธาติและวัตถุดิบ การผลิตทางอุตสาหกรรม รวมถึงการกำจัดของเสีย

กฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรปจะบังคับใช้กับแบตเตอรี่ทุกประเภทที่จำหน่ายในสหภาพยุโรป ซึ่งรวมถึงแบตเตอรี่ที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม แบตเตอรี่รถยนต์ และแบตเตอรี่ที่ใช้ในยานพาหนะสองล้อและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตั้งแต่ต้นปี 2024 ผู้ผลิตแบตเตอรี่ในสหภาพยุโรปจะต้องรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การสกัดไปจนถึงกระบวนการรีไซเคิล

ข้อมูลนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้ตีกรอบขีดจำกัดในการใช้ CO2 สูงสุดสำหรับแบตเตอรี่ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคม ปี 2027 โดยจะต้องใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นเปอร์เซ็นต์ดังนี้ เช่น โคบอลต์ 16% ตะกั่ว 85% ลิเธียม 6% และนิกเกิล 6%

กฎระเบียบใหม่นี้ยังกำหนดให้แบรนด์เทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคต้องออกแบบอุปกรณ์ในลักษณะที่เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ง่ายด้วย ไม่ว่าจะโดยการถอดฝาครอบแบตเตอรี่หรือโดยการถอดสกรูที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย นั่นหมายความว่าการออกแบบสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่อาจจำเป็นต้องกลับไปออกแบบให้สามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่

หากเป็นเช่นนั้นอย่างน้อยมันจะทำให้การใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีความยั่งยืนมากขึ้นและใช้งานได้นานอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทในส่วนที่เกี่ยวกับการซ่อมแซมและบำรุงรักษาอุปกรณ์

หากผ่านข้อบังคับใหม่นี้ผ่านการอนุมติก็ทำให้มั่นใจได้ว่าแบตเตอรี่ที่จำหน่ายในภูมิภาคสหภาพยุโรปนั้นจะมีความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกต่อไปหากว่าท้ายที่สุดแล้วข้อบังคับใหม่นี้ถูกกำหนดใช้งานไปทั่วโลก

กฎดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการประเมินรอยเท้าคาร์บอน (carbon footprint) เท่านั้น แต่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตแบตเตอรี่ในสหภาพยุโรปก็จำเป็นต้องระบุ ป้องกัน และจัดการกับปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงานในห่วงโซ่อุปทานของทางบริษัทเองด้วย

สหภาพยุโรปใช้กฎหมายใหม่นี้กับวัตถุดิบหลักเท่านั้น เช่น ลิเธียม นิกเกิล โคบอลต์ และกราไฟต์ นอกจากนี้สหภาพยุโรปยังได้กำหนดเป้าหมายที่คาดหวังให้เรื่องของสิ่งแวดล้อมดียิ่งขึ้นไปกว่านี้ โดยมีเป้าหมายที่จะรวบรวมวัสดุรีไซเคิลของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้ได้ 45% ภายในปี 2023 และให้ได้ถึง 73% ภายในปี 2030 นอกจากนี้ในกรณีของรถยนต์ไฟฟ้ายังมีเป้าหมายที่จะรวบรวมวัสดุรีไซเคิลให้ได้ถึง 100% เลยทีเดียว

กฎข้อบังคับแบตเตอรี่ใหม่ของสหภาพยุโรปกำลังรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากรัฐสภาและสภา และแน่นอนว่าข้อบังคับใหม่นี้จะนำมาซึ่งเสนอความยากลำบากมากขึ้นกับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค เช่น Apple, Google, Samsung รวมถึงบริษัทอื่น ๆ เนื่องจากพวกเขาจำเป็นต้องคิดใหม่ทำใหม่เกี่ยวกับการออกแบบอุปกรณ์ของตน แม้แต่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ในสมาร์ทโฟน เช่น Panasonic และ Samsung SDI ก็อาจได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

บริษัททั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่จะต้องเริ่มเตรียมการสำหรับรับมือกับกฎหมายใหม่ รวมถึงทบทวนในเรื่องของห่วงโซ่อุปทานและการดำเนินงานของตน และยังต้องหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันกับทางบริษัทผู้รีไซเคิลด้วย


ที่มา: sammobile

กองบรรณาธิการ AV Tech Guide

สื่อออนไลน์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนวัตกรรมในกลุ่มสินค้าเครื่องเสียงไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ไอทีมัลติมีเดีย ตลอดจนสินค้านวัตกรรมอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ดำเนินงานโดยทีมงานมืออาชีพ