fbpx

Apple ประกาศเตรียมใช้ชิปของตัวเองแทนชิป Intel ใน Mac ชูจุดเด่นด้านสมรรถนะและการใช้งานแอปฯ ได้ทั้ง macOS และ iOS

Apple ได้ประกาศในวันนี้ที่งาน Apple WWDC 2020 ว่าทางบริษัทเตรียมปันใจจาก Intel หันไปทดลองใช้ชิปเซ็ตประมวลผล Apple silicon ที่เป็น ARM-powered ของตัวเองกับคอมพิวเตอร์ Mac รุ่นใหม่ในอนาคต นี่คือความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะนั่นหมายความว่าคอมพิวเตอร์ Mac ที่รันบนระบบปฏิบัติการ macOS นั้น จะใช้งานได้ทั้งแอปพลิเคชั่นของ macOS เอง รวมทั้งแอปพลิเคชั่นของ iOS และ iPadOS

โดยทางบริษัทเตรียมเปิดตัวคอมพิวเตอร์ Mac รุ่นแรกที่ใช้ชิปเซ็ต Apple silicon ในช่วงปลายปีนี้ อย่างไรก็ดีคอมพิวเตอร์ Mac ที่ใช้ชิปเซ็ตของ Intel นั้นก็ยังคงอยู่ในแผนการพัฒนาอีกทั้งยังคงทำตลาดต่อไปแบบคู่ขนานกัน

นั่นเป็นสัญญาณว่าคอมพิวเตอร์ Mac ของ Apple นั้นจะยังไม่หันไปใช้ชิปเช็ตของตัวเองแบบทั้งหมดเลยเสียทีเดียว และคาดว่า Apple จะทำตลาดคอมพิวเตอร์ Mac ทั้งสองแบบ (แบบใช้ชิปเซ็ต Intel กับแบบใช้ชิปเซ็ตของตัวเอง) ไปอีกประมาณ 2 ปี

อย่างที่ได้เรียนไว้ข้างต้น การเปลี่ยนมาใช้ชิปเซ็ตที่เป็น ARM-powered ทำให้คอมพิวเตอร์ Mac นั้นสามารถใช้งานแอปฯ ของ iOS และ iPadOS ได้เหมือนกับอุปกรณ์ในระบบปฏิบัติการทั้งสอง นี่จะเป็นครั้งแรกที่คอมพิวเตอร์ Mac สามารถทำเช่นนั้นได้

ขณะที่ Apple ได้ยืนยันว่า “แอปฯ ส่วนมากจะใช้งานร่วมกันได้เลย” ดังนั้นหมายความว่าแอปฯ บางส่วนอาจต้องรอปรับแต่งให้สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

Apple คุยว่าการเปลี่ยนมาใช้ชิปเซ็ตที่เป็น ARM-powered ของตัวเอง (Apple silicon) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ Mac โดยตรงตั้งแต่ต้นนั้น มีข้อดีทั้งเรื่องในด้านของสมรรถนะ และประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่ดีขึ้น (ใช้พลังงานน้อยลง)

อีกทั้งการใช้ชิปเซ็ตประมวลผลที่เป็นสถาปัตยกรรม ARM เหมือนกับอุปกรณ์อื่น ๆ ของ Apple นั้นยังช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและปรับแต่งแอปฯ เพื่อใช้งานกับทุก ๆ อุปกรณ์ได้ง่ายขึ้นด้วย

สำหรับแอปฯ ในกลุ่ม Pro ของ Apple เองนั้น ทั้งหมดจะได้รับการอัปเดตให้สามารถใช้งานกับชิปเซ็ตประมวลผลตัวใหม่ และจะเปิดตัวมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า macOS Big Sur ซึ่งได้เปิดตัวมาในวาระเดียวกันนี้

ขณะที่ทาง Microsoft ก็ได้กำลังพัฒนาให้แอปพลิเคชั่น Office (Word, Excel) ของตัวเองให้สามารถใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ Mac ที่ใช้งานชิปเซ็ตประมวลผลตัวใหม่นี้ได้ ขณะที่แอปฯ PowerPoint นั้นจะสามารถใช้งานเทคโนโลยีเรนเดอร์ Metal ของ Apple ได้ด้วย

ช่วงสาธิตที่โชว์พลังในการประมวลผลภาพขนาดใหญ่ใน Photoshop

นอกจากนั้น Apple ยังร่วมกับทาง Adobe พัฒนาแอปฯ ในกลุ่ม Pro ให้สามารถใช้งานกับชิปตัวใหม่ได้อย่างราบรื่น โดยได้สาธิตการใช้งานแอปฯ Photoshop และ Lightroom กับคอมพิวเตอร์ Mac ที่ใช้ชิปเซ็ตประมวลผลใหม่ของตัวเองพบว่าระบบสามารถรันและปรับแต่งไฟล์ภาพ PSD ขนาด 5GB (ไฟล์ใหญ่มาก ๆ) ของ Photoshop ได้อย่างราบรื่น เป็นการโชว์ศักยภาพของชิปเซ็ตตัวใหม่พร้อมทั้งเป็นการตอบคำถามไปในตัวว่า ชิป ARM นั้นสามารถนำมาใช้ในงานประมวลผลคอมพิวเตอร์สำหรับโปรได้จริงหรือ ?

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ Apple ยังได้เปิดตัวโปรแกรม “quick start” ใหม่สำหรับนักพัฒนาที่มีเอกสารและรหัสตัวอย่าง รวมทั้งการเข้าถึงห้องปฏิบัติการทั่วโลกเพื่อช่วยปรับเปลี่ยนแอปฯ ที่มีอยู่ในเวลานี้ให้สามารถใช้งานกับชิปเซ็ต Apple silicon ได้

โดยนักพัฒนาจะได้ใช้งานชุด “Developer Transition Kit” ซึ่งมาในตัวถังเครื่อง Mac mini ที่ได้รับการปรับแต่งให้มีสมรรถนะเทียบเท่าคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป มาพร้อมกับชิปเซ็ต A12Z SoC, RAM 16GB, SSD 512GB ระบบปฏิบัติการ macOS Big Sur รุ่นทดสอบและชุดรหัส Xcode

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีรายงานว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Apple เปลี่ยนมาใช้ชิปเซ็ตประมวลผล ARM ที่พัฒนาขึ้นเอง แทนชิปเซ็ตของ Intel นั้นเป็นเพราะว่าทางบริษัทได้ทำการทดสอบแล้วว่าชิปเซ็ตของตัวเองนั้นมีสมรรถนะที่เหนือกว่าชิปเซ็ตของ Intel อย่างมาก

การเปลี่ยนมาใช้ชิปเซ็ตประมวลผล ARM ในครั้งนี้ของ Apple นับว่าเป็นการดำเนินรอยตามบริษัท Microsoft ที่ได้ลองพัฒนาชิป ARM มาใช้งานกับระบบปฏิบัติการ Windows เกือบสิบปีแล้ว ตั้งแต่ Windows 8 ที่เปิดตัวมาในปี 2012 หรือแม้แต่ระบบปฏิบัติการ Windows RT ก็ยังถูกออกแบบมาสำหรับชิปเซ็ตประมวลผล ARM

นอกจากนั้นทาง Microsoft ยังได้ลองปรับแต่งให้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 สามารถทำงานร่วมกับชิป ARM ได้อย่างราบรื่น โดยได้ร่วมพัฒนาชิปเซ็ต SQ1 กับทาง Qualcomm มาใช้งานในอุปกรณ์รุ่น Surface Pro X


ที่มา: The Verge

 

กองบรรณาธิการ AV Tech Guide

สื่อออนไลน์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนวัตกรรมในกลุ่มสินค้าเครื่องเสียงไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ไอทีมัลติมีเดีย ตลอดจนสินค้านวัตกรรมอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ดำเนินงานโดยทีมงานมืออาชีพ

กองบรรณาธิการ AV Tech Guide